Saturday, 12 September 2026
NEWS FEED

การแก้ปัญหา ส.ว.

การแก้ปัญหา ส.ว. ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ประชาชนเลือกโดยตรง และไม่เห็นด้วยถ้าจะยกเลิก ส.ว. ครับ

.

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร

อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/28617409277885278/?rdid=72MzIjMtYTmpiNT8#

ส.อ.ท.หนุนปรับภาษีสรรพสามิตยานยนต์!! ใช้ภาษีดึงลงทุน–เพิ่มผลิตในไทย–เชื่อม SMEs สู่ซัพพลายเชน กระตุ้นลงทุนเพิ่มผลิตในประเทศ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน SMEs เปิดโอกาสยานยนต์ไฟฟ้าโตเต็มสูบ

ส.อ.ท. หนุนหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ ใช้ภาษีดึงลงทุน เพิ่มการผลิตในประเทศ เชื่อม Supply Chain สู่ SMEs

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม

ข้อมูลจากการประชุมสะท้อนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV จำนวน 126,950 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 และรถยนต์กลุ่ม xEV มีสัดส่วนรวมร้อยละ 55 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่บีโอไอได้ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการที่เกี่ยวข้อง 189 โครงการ มูลค่า 151,372 ล้านบาท รวมถึงแผนติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้า 23,135 หัวจ่าย และแผนลงทุนเพิ่มเติมของผู้ผลิตในประเทศรวมกว่า 50,000 ล้านบาท

ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ เพื่อใช้มาตรการภาษีขับเคลื่อนการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ระดับโลก โดยมีมติเห็นชอบหลักการดังกล่าว และมอบหมายให้กรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนหลักการดังกล่าวและเห็นว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยตลอด Supply Chain สร้างมูลค่ามากกว่าร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ดังนั้น การกำหนดมาตรการจึงต้องสร้างประโยชน์เชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุน และ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม

“โครงสร้างภาษีใหม่ควรเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ โดยคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสร้างให้ประเทศไทย ทั้งการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่” นางพิมพ์ใจ กล่าว

ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรม ประกอบการกำหนดมาตรการให้เหมาะสม ชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริง

‘นิพนธ์’ ชี้สงขลาสู่มรดกโลกเดินหน้าต่อ!! คณะกรรมการเห็นชอบเอกสาร PA เปิดทางสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก เน้นอนุรักษ์การท่องเที่ยวและชุมชน เดินหน้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557

“นิพนธ์” ขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA “สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ” ย้ำผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

วันนี้ (11 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ที่มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment: PA) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” พร้อมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งจัดส่งเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกให้ทันกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2569

มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ10 กย.69 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบประชุมทางไกล

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเห็นชอบเอกสาร PA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิทัศน์รอบทะเลสาบสงขลาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับนานาชาติ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือ Nomination Dossier ต่อไป

พื้นที่สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลามีความโดดเด่นจากความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ชุมชน และระบบนิเวศของทะเลสาบ ซึ่งหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต ประเพณี สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าทางทะเล

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การส่งเอกสาร PA ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการอนุรักษ์เมืองเก่า แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการส่งต่อมรดกของสงขลาให้คนรุ่นต่อไป” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสงขลาสู่มรดกโลกเป็นงานที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ก่อนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เราเดินมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อให้สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบสงขลาก้าวไปสู่การเป็นมรดกโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

ฮันซี ฟลิก หนุน ‘ลามิน ยามาล’ คว้าบัลลงดอร์!! ชี้ฟอร์มพิเศษไร้ใครเหมือน เหมาะสมบัลลงดอร์ ชี้ความพิเศษเห็นได้ในทุกเกม หลังพาบาร์ซา–สเปนทำผลงานสุดร้อนแรง หลังติดโผ 30 คนสุดท้าย

ฮันซี ฟลิก เฮดโค้ชของ บาร์เซโลา ออกมาหนุน ลามิน ยามาล สตาร์ดังประจำทีมว่าคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ หลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม

ยามาล ถือเป็นนักเตะที่โดดเด่นอย่างมากในการเล่นให้กับทั้ง บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ซึ่งเขาเพิ่งจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 กับทัพกระทิงดุมาด้วย

และล่าสุดทาง ฮันซี ฟลิก ออกมาสนับสนุนว่าแข้งรายนี้นั้นคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในครั้งนี้ หลังมีชื่อติดโผเป็น 1 ใน 30 คน ที่มีลุ้นรางวัลดังกล่าว

“แน่นอนเลย เขาเป็นนักเตะของผม นักเตะจากบาร์เซโลนา เขาคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ สำหรับผมแล้ว มันยอดเยี่ยม คุณสามารถเห็นได้จากทุกเกมว่าเขามีความพิเศษ ไม่มีใครเหมือนกับเขา ผมคิดว่าเขาคู่ควรกับมัน”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10394247

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐบาลอย่าประมาท “มวลชนพระอาทิตย์” ชี้ยุคนี้ชุมนุมวัดที่ความชอบธรรม ไม่ใช่จำนวนคน มวลชนพระอาทิตย์มากกว่าเลขผู้ชุมนุม ยุคนี้วัดที่ความชอบธรรม ประวัติศาสตร์สอนรัฐบาลฟังเสียง

อาจารย์อุ๋ย เตือนรัฐบาลอย่าประมาทมวลชนพระอาทิตย์ ชี้ ยุคนี้การชุมนุมวัดกันที่ “ความชอบธรรม” ไม่ใช่ “จำนวน”

10 กันยายน 2569 -อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟสบุ๊คว่า

“ผมอยากเตือนรัฐบาลว่า อย่าประมาทการเคลื่อนไหวของ “มวลชนพระอาทิตย์” ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และอย่าประเมินสถานการณ์ด้วยการนับเพียงว่า วันนี้มีคนมาชุมนุมหน้าเวทีกี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นคน เพราะสมการของการเมืองและการเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ยุคนี้อย่าดูว่ามีคนมาชุมนุมกี่คน แต่ต้องดูว่าข้อเรียกร้องของเขากำลังตรงกับความรู้สึกของคนที่ไม่ได้มาชุมนุมอีกกี่ล้านคน

ในการเมืองยุคดิจิทัล จำนวนคนที่มารวมตัวกันทางกายภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังทางการเมือง สิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าสำหรับผู้ถืออำนาจ คือ “จุดยืน” และ “ความชอบธรรม” ที่สามารถแพร่กระจายออกไปในสังคม

คนหนึ่งคนบนถนนอาจมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง แต่โทรศัพท์เครื่องนั้นสามารถถ่ายทอดภาพ ข้อมูล และข้อเรียกร้องออกไปถึงคนอีกนับแสนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การชุมนุมที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กจึงสามารถกลายเป็น “แนวร่วมทางสังคม” ซึ่งไม่ปรากฏตัวอยู่หน้าเวที แต่ติดตาม เห็นด้วย แสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูล และพร้อมเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองได้ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ต่างประเทศมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว

กรณี Pots and Pans Revolution หรือการประท้วงหม้อและกระทะในไอซ์แลนด์ ช่วงปี 2008–2009 หลังประเทศเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก การเคลื่อนไหวของประชาชนค่อย ๆ ขยายตัวจากเวทีสาธารณะและการประท้วงต่อต้านการบริหารวิกฤตของรัฐบาล ก่อนพัฒนาเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ เสียงเคาะหม้อกระทะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ จนแรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การล่มของรัฐบาลในเดือนมกราคม 2009

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “วันแรกมีคนมากแค่ไหน” แต่คือข้อเรียกร้องนั้นสามารถขยายความชอบธรรมและดึงประชาชนที่เดิมยืนดูอยู่ข้างสนามเข้ามาร่วมได้หรือไม่

เช่นเดียวกับ Rose Revolution หรือการปฏิวัติกุหลาบในจอร์เจีย ปี 2003 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวเริ่มจากเครือข่ายฝ่ายค้าน นักศึกษา และภาคประชาชน ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีประชาชนหลายหมื่นคนออกมาร่วมต่อต้านรัฐบาล และนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี Eduard Shevardnadze ในเวลาอันสั้น

บทเรียนของทั้งสองประเทศจึงเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ รัฐบาลไม่ควรประเมินพลังทางการเมืองจากจำนวนคนในวันแรก แต่ต้องประเมินจากระดับ “ความชอบธรรม” ของประเด็นที่ประชาชนกำลังพูดถึง

กลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลควรกังวลจึงไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่จะมาร่วมกับมวลชนพระอาทิตย์ แต่คือการสะสมของ “ข้อครหา” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขากระโดง ข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คำถามเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่ามีมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่

แน่นอน รัฐบาลยืนยันว่ากรณีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และไม่ได้มีการประวิงเวลา แต่ในทางการเมือง การกล่าวว่า “เรื่องอยู่ในกระบวนการ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทำให้ประชาชน มองเห็น ว่ากฎหมายกำลังทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว และใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคพวกของผู้มีอำนาจ หรือบุคคลที่มีทุนมหาศาลเพียงใด

เพราะตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม หากรัฐบาลยังคงสร้างตราบาปทางการเมืองและละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม สุดท้ายระบบนิติธรรมนั่นเองที่จะกลับมาชำระล้างและทำให้รัฐบาลต้องล่มสลายลงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มวลชนมาขับไล่ด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเรียกร้องของการเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายเรื่องแตะไปถึงประเด็นระดับชาติ ทั้งเรื่องอธิปไตย ทรัพยากรของประเทศ และปัญหา “ทุนสีเทา” ข้ามชาติ

ไม่ว่าจะเป็นทุนสีเทาจากอิสราเอล จีน หรือเครือข่ายทุนมืดข้ามชาติจากประเทศใดก็ตาม หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ใช้นอมินี ครอบงำกิจการ หรือใช้อำนาจเงินสร้างอภิสิทธิ์เหนือนิติรัฐไทย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด

ยิ่งเมื่อปรากฏข้อครหาและคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มกับผู้มีอำนาจทางการเมือง รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดสามารถใช้อำนาจเงินซื้ออภิสิทธิ์เหนือกฎหมายไทยได้

ตามจุดยืนที่แกนนำประกาศ การเคลื่อนไหวของมวลชนพระอาทิตย์ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าขับไล่รัฐบาล แต่ต้องการกดดันและเตือนสติให้รัฐบาลกลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือปกป้องอธิปไตย รักษาทรัพยากรของชาติ บังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไทย

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำที่สุด คือใช้วิธีการเมืองแบบเดิมด้วยการด้อยค่า เยาะเย้ยจำนวนผู้ชุมนุม หรือใช้ทีมปฏิบัติการข่าวสารโจมตีจนผลักประชาชนที่เห็นต่างให้กลายเป็น “ศัตรูของรัฐบาล”

รัฐบาลควรทำตรงกันข้าม คือเปิดใจรับฟังข้อเรียกร้อง อะไรมีหลักฐานก็ตรวจสอบ อะไรผิดกฎหมายก็จัดการ ไม่ว่าจะเป็นคนของใคร และโดยเฉพาะทุนสีเทาต่างชาติ ต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเจ้าของ และเงินไม่สามารถเจ้าหน้าที่ผู้บังคัาไช้กฎหมายของไทยได้

เพราะแม้รัฐบาลอาจควบคุมเสียงในสภาได้ อาจมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะประคองรัฐบาลให้อยู่ต่อได้ และอาจมองว่าคนบนถนนวันนี้ยังมีจำนวนไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถกําหนดด้วยเสียงในสภาได้ คือ “ความชอบธรรม” ในสายตาประชาชน

และเมื่อใดที่ความชอบธรรมหายไป ต่อให้หน้าเวทีมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน ก็อย่าลืมว่าอาจมีคนอีกหลายล้านคนกำลังยืนอยู่หน้าเวทีนั้น ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/19TePNYn6a/?mibextid=wwXIfr

“บ้านปู เน็กซ์” หนุนลดคาร์บอน ขยายบริการที่ปรึกษา Net Zero ช่วยผู้ผลิตไทยรับมือกฎระเบียบคาร์บอน เสริมขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก พร้อมเพิ่มความยั่งยืนธุรกิจอุตสาหกรรมไทย

บ้านปู เน็กซ์ หนุนผู้ผลิตไทยลดคาร์บอน เสริมแกร่งสู่ตลาดโลก ด้วยบริการที่ปรึกษา Net Zero

บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก เดินหน้าขยายบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero (Net Zero Consultation) ส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกของประเทศไทยให้สามารถจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับมือกฎระเบียบด้านความยั่งยืนและข้อบังคับจากคู่ค้าระดับสากลที่เข้มข้นขึ้น พร้อมนำเสนอโซลูชันลดการปล่อยคาร์บอนครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

ปัจจุบันผู้ผลิตและส่งออกไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบหลายด้าน ทั้งมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป* (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM)1 และภาษีคาร์บอน2 (Carbon Tax) ในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของสหภาพยุโรป3 (ESPR) ที่กำหนดให้สินค้าใน EU ต้องจัดทำ Digital Product Passport (DPP) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงนโยบายของคู่ค้าสากล ที่ให้ผู้ผลิตและส่งออกต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยการลดคาร์บอนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสทางการค้าในตลาดส่งออก ขณะที่ในประเทศไทยก็มีนโยบายจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล ESG4 ตามมาตรฐานรายงานความยั่งยืนสากล และเข้ารับการประเมินหุ้นยั่งยืน (SET ESG Ratings) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และบริหารงานตามหลักบรรษัทภิบาล

เพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อส่งออกพร้อมสำหรับความท้าทายดังกล่าว บ้านปู เน็กซ์ นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินและจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product: CFP) ครอบคลุม Scope 1-3 บริการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต การติดตามและบริหารจัดการคาร์บอนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม การเสนอแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน ไปจนถึงการจัดทำรายงานความยั่งยืนตามกรอบมาตรฐานสากล รวมถึงการวางแผนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งแนวทางจัดการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนจากมาตรการภาษีคาร์บอนได้ในระยะยาว เสริมความน่าเชื่อถือกับคู่ค้าต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “กฎระเบียบด้านคาร์บอนและมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลกำลังเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจของภาคการผลิตเพื่อส่งออกและอีกหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก สะท้อนผ่านการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่การรับรอง UI Green Metric5 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และอาคารพาณิชย์ที่ต้องการมาตรฐาน LEED6 หรือ TREES7 กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ8 (Eco Industrial Town) ตามแนวทางของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยโซลูชันการจัดการคาร์บอนและความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ บ้านปู เน็กซ์ ในฐานะพันธมิตรระยะยาวด้าน Net Zero มุ่งสนับสนุนทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการวางกลยุทธ์ Net Zero เราพร้อมส่งมอบโซลูชันครบวงจรที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในทุก Scope ลดต้นทุนระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเติบโตในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง"

ปัจจุบัน บ้านปู เน็กซ์ ได้ให้บริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero แก่ลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก สถาบันการศึกษา และธุรกิจบริการภาคพื้นท่าอากาศยาน สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมและตอบโจทย์ทุกความต้องการของแต่ละธุรกิจ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่คาร์บอนต่ำ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจโซลูชัน Net Zero ครบวงจรของบ้านปู เน็กซ์ สามารถติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-095-6599 หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.banpunext.co.th

#BanpuNEXT #บ้านปูเน็กซ์ #NetZeroSolutions #NetZeroConsultation

หมายเหตุ
*มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) คือการกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงเข้าสู่สหภาพยุุโรป (EU) รับภาระต้นทุนคาร์บอนเทียบเท่าสินค้าที่ผลิตใน EU เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงไปยังประเทศที่มีกฎหมายการปล่อยก๊าซฯ ไม่เข้มงวด แล้วจึงนำสินค้ากลับเข้ามาขายใน EU ขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นประเทศคู่ค้าให้ปรับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

CU-TU ยังคุ้มค่าส่งลูกเรียนหรือไม่

มิติสังคมไทย-การลงทุน-วิชาการ
ยังถือว่าคุ้มค่าเป้าหมายทำงาน
มิติในประเทศ-เอเชีย เด่น Connection-Alumni
มีทางเลือกหลักสูตรอินเตอร์ BBA-EBA-ISE-BIR และอื่นๆ
ที่มาตรฐานสูง มีอาจารย์ต่างชาติ- Exchange Program
กับมหาวิทยาลัยระดับโลก-คุ้มเงิน

แต่ถ้ามิติสากล -ต้องเลือกคณะ-วางแผนต่อยอด
เป้าหมายทำงานบริษัท Tech-มีข้อจำกัดด้าน
-Ranking-Global Brand -Investment Bank
แม้ CU-TU ท็อปของไทย แต่ยังห่างกับ NUS-NTU -HKU-HKUST
Ivy Leaguge-Russel Group ในสายตานายจ้าง

แต่ CU-TU ยังคุ้มค่ามากด้านEcon-BBA
บริษัทชั้นนำ McKinsey-BCG-Bain-InvesterBanK

ครูฮ้วง Little Thinker Land

ที่มา : https://www.facebook.com/619500571/posts/10166312155180572/?rdid=XjH6fjxkDvdcmMPm#

‘กรณ์’ จี้รัฐจัดระเบียบอัลกอริทึมโซเชียล รัฐขานรับแก้ปัญหาผลกระทบเยาวชน Algorithm โซเชียลทำติดเสพติด Meta จ่ายค่าปรับ 500,000 ล้านบาท มาตรการต่างชาติยังไม่มีในไทย

กรณ์ จาติกวณิช โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

จัดระเบียบ Social Media จัดระบบ Algorithm แก้ปัญหาผลกระทบต่อเยาวชน

เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นใหม่ และนักการเมืองยังไม่มั่นใจว่าสังคมต้องการอะไร
เมื่อคืนในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมได้นำเสนอว่ารัฐบาลควรใส่ใจเรื่องนี้

ในการสนทนากับเยาวชน พวกเราสัมผัสได้ถึงความกดดันของเยาวชนซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้ social media แพลตฟอร์มต่างๆ การเสพนานๆ จะมีส่วนทำให้เกิดอารมณ์ที่มาจากการเปรียบเทียบ นำไปสู่อาการ FOMO ปัญหาเรื่องสมาธิ และในบางกรณีมีผลถึงสุขภาพจิต

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โทรศัพท์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ปัญหาอยู่ที่ algorithm ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราไถไม่หยุด เจตนาคือการให้ผู้ใช้ติดอยู่ในแพลทฟอร์มให้นานที่สุด ตรงนี้คือความเสี่ยงต่อผู้เยาว์เป็นพิเศษ
เราต้องเข้าใจก่อนว่า algorithm ที่ว่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของเรา แต่ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของแพลทฟอร์ม

จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศได้ออกมาตรการระดับกฎหมายเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยผู้เยาว์
ได้ผลหรือไม่อย่างไรยังไม่ชัดเจน แต่เราอาจมีทางเลือกอื่น เพราะล่าสุดที่สหรัฐ ได้มีการรวมกลุ่มโดย 47 รัฐ ฟ้องร้อง Meta (เจ้าของ FB และ Instagram) กล่าวหาว่า Meta จงใจออกแบบ algorithm เพื่อให้ผู้ใช้เสพติด (โดยเฉพาะผู้เยาว์) โดยเรียกความเสียหาย 6 ล้านล้านบาท
สุดท้าย Meta ขอยอมจ่ายค่าเสียหาย 500,000 ล้านบาท และยอมแก้ algorithm เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้เยาว์ต่อการเสพติด เช่นจำกัดเวลาการใช้วันละ 2 ชั่วโมง ปิดกั้นการใช้ช่วงดึก ปิดไม่ให้ส่ง notification ช่วงเวลาเรียน ฯลฯ

ดูเหมือนอาจจะมีผลบังคับกับ TikTok, X และ YouTube ด้วย
แต่ประเด็นสำคัญคือมาตรการเหล่านี้มีผลต่อการคุ้มครองเยาวชนในอเมริกาเท่านั้น
สรุปคือหากเราต้องการเงื่อนไขแบบนี้ เขาทำให้ได้ แต่คงไม่ทำหากเราไม่ร้องขอ
หากรัฐบาลคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนคนไทย ให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีสมาธิในการเรียนการใช้ชีวิตมากขึ้น มีโอกาสที่จะถูกชักจูงโดย algorithm ต่างชาติน้อยลง รัฐบาลควรมีท่าทีที่ชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1629643401857548&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1629643401857548&rdid=FnN6SbjwkDkCG7b9#

ส.อ.ท. หนุน ยานยนต์ รักษาฐานเดิม ต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ ย้ำสมดุลการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม สนับสนุน SMEs เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ ผสานนโยบายดึงดูดลงทุนช่วงเปลี่ยนผ่าน

ส.อ.ท. หนุนยานยนต์ไทย “รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่”

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของประเทศที่ใช้เวลาสะสมองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ประกอบการ SMEs บุคลากร และเครือข่าย Supply Chain ที่มีความเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ

การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เทคโนโลยีใหม่ จึงจำเป็นต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการสร้างสมดุลระหว่าง การรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่การเลือกระหว่างเทคโนโลยีเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านให้เกิดความสมดุล โดยนำฐานอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่มาต่อยอดกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่ได้มากที่สุด

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป ควรมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. รักษาความสามารถของฐานการผลิตเดิม พร้อมบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างสมดุล โดยประเทศไทยควรรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะ ที่มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local content) สูงถึง 80-90% ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ Supply Chain ภายในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

2. เร่งยกระดับผู้ประกอบการไทยและ SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคต โดยสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาด พร้อมส่งเสริมการลงทุนด้านเครื่องจักร ระบบ Automation และดิจิทัล การวิจัยและพัฒนา การยกระดับมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill–Reskill) รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กับผู้ประกอบการไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ อันนำไปสู่การยกระดับ SMEs ให้เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง

3. สร้างสมดุลด้านนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าในประเทศ การกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนและโครงสร้างภาษี ควรคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานอุตสาหกรรมเดิม พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ผ่านการสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ การใช้ Local Content การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวทิ้งท้ายว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีรากฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมควรเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานเดิม พร้อมเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่หลากหลาย ทั้ง BEV, Hybrid และเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาฐานการผลิตเดิม การรองรับการลงทุนใหม่ และการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ยานยนต์ไทยเปลี่ยนโครงสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเข้าสู่เปลี่ยนผ่านใหญ่ เทศไทยผลิตรถกระบะสูงสุดในอาเซียน ยอดขาย BEV เพิ่มเร็ว ส่วน ICE ลดลงเยอะ แรงกดดันกระทบ Supply Chain และเศรษฐกิจวงกว้าง

มุมมองอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ จากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกันฐานการผลิตเดิม โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถกระบะ กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้ผลิตรถยนต์ แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศโดยตรง

โดยในอดีตอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยตลอด Supply Chain มีมูลค่ามากกว่า 10% ของ GDP ไทย มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุน ไปจนถึงตัวแทนจำหน่าย ดังนั้น หากฐานการผลิตส่วนหนึ่งหายไป ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงงานประกอบรถ แต่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง
.
ยอดขายรถยนต์ฟื้น แต่โครงสร้างที่กาลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันไปถึง Supply Chain
นายสุวัชร์ฯ กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 จะกลับมาขยายตัว โดยมียอดขาย 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดจะพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่มาจากรถยนต์ไฟฟ้า BEV ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่ยอดขายรถยนต์ ICE และรถกระบะยังหดตัว สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่ได้กระจายมายังฐานการผลิตเดิมอย่างทั่วถึง

สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงยอดขายรวมว่าเพิ่มหรือลด แต่ต้องดูว่ารถประเภทใดกำลังเติบโต เพราะโครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว และการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและ Supply Chain ที่พึ่งพาฐานรถยนต์สันดาปเดิม

ในด้านการผลิต แม้ 7 เดือนแรกไทยผลิตรถยนต์รวม 834,595 คัน ลดลงเพียง 0.09% และดูเหมือนว่ายังทรงตัว แต่เมื่อแยกตามเทคโนโลยีพบความแตกต่างชัดเจน โดยการผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลงกว่า 34% ขณะที่ BEV, PHEV และ HEV ยังขยายตัว โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว การผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลงมากกว่า 60% จากปีก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าฐานการผลิตกำลังปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
.
อีกตัวเลขที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญคือ อัตราการใช้กำลังการผลิต หรือ Capacity Utilization (CapU) เพราะสะท้อนว่าโรงงานสามารถใช้เครื่องจักรและกำลังการผลิตที่ลงทุนไว้ได้มากน้อยเพียงใด โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 การผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลมี CapU เฉลี่ยเพียง 40.65% จาก 44.92% ในปีก่อน หมายความว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ถูกใช้งานไม่ถึงครึ่ง ขณะที่รถกระบะ 1 ตันมี CapU อยู่ที่ 56.54% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม

หากโรงงานใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะสูงขึ้น และผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงโรงงานประกอบรถยนต์ แต่รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน โดยเฉพาะ SMEs ใน Tier 2 และ Tier 3 ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกทางธุรกิจน้อยกว่า

สัญญาณดังกล่าวเริ่มเห็นในอุตสาหกรรมสนับสนุนหลายกลุ่มที่เชื่อมโยงกับยานยนต์ เช่น ยาง กระจก ชิ้นส่วนโลหะ ลวด สปริง และวัสดุภายในรถ โดยหลายกลุ่มมีอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงหรืออยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ตัวอย่างเช่น กลุ่มโซ่ สปริง สลักเกลียวและตะปูควงมี CapU เฉลี่ยประมาณ 52% และกลุ่มการฟอกและตกแต่งหนังฟอกอยู่เพียงประมาณ 44%

อย่างไรก็ตาม การอ่านตัวเลขเหล่านี้ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอุตสาหกรรมอย่างเหล็ก กระจก ยาง หนัง และลวดไม่ได้ผลิตเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการลดลงทั้งหมดเกิดจากตลาดรถยนต์ ICE แต่ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็น สัญญาณเตือนสำคัญว่าอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับ Supply Chain ยานยนต์หลายส่วนยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่ในระดับสูง

“รถกระบะ” คือฐานการผลิตสำคัญที่เชื่อมโยง Supply Chain ยานยนต์ไทยทั้งระบบ
ประเด็นที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญอย่างมากคือสถานการณ์ของรถกระบะ เพราะสำหรับประเทศไทย รถกระบะไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่ขายในประเทศ แต่เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและการจ้างงานจำนวนมาก

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันกว่า 5.2 แสนคัน หรือเกือบ 63% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่การส่งออกรถกระบะยังมีมากกว่า 3 แสนคัน แต่ลดลงประมาณ 9% จากปีก่อน สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย

สิ่งที่ต้องมองให้ลึกกว่ายอดขายรถ คือผลกระทบต่อ Supply Chain ภายในประเทศ เพราะรถกระบะที่ผลิตในไทยมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศในสัดส่วนสูง ตัวอย่างเช่นฐานการผลิตของอีซูซุ มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90% ดังนั้นเมื่อการผลิตรถกระบะชะลอลง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงงานประกอบรถยนต์ แต่กระจายไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1–3 และแรงงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตรถกระบะของไทยให้ต่อเนื่อง เพราะรถหนึ่งคันที่ผลิตในประเทศไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะให้กับผู้ประกอบรถยนต์ แต่สร้างมูลค่าไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน SMEs การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก หากฐานการผลิตส่วนนี้อ่อนแอลง ผลกระทบจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ

ความเสี่ยงต่อฐานการผลิตและความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ
อีกเรื่องที่ ส.อ.ท. จับตาอย่างใกล้ชิด คือ การแข่งขันดึงดูดฐานการผลิตยานยนต์ในอาเซียนที่เข้มข้นขึ้น ทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามต่างเร่งสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงการลงทุนและการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ Hybrid และเทคโนโลยีใหม่

วันนี้เราอาจยังไม่ได้เห็นการย้ายโรงงานครั้งใหญ่จากไทยอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การตัดสินใจลงทุนในรถยนต์รุ่นใหม่หรือการเพิ่มกำลังการผลิต อาจถูกจัดสรรไปยังประเทศอื่นมากขึ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง คำสั่งซื้อของ Supplier ไทยก็อาจลดลง และส่งผลต่อ SMEs และการจ้างงานใน Supply Chain ก่อนที่จะเห็นภาพการย้ายฐานอย่างเป็นรูปธรรม

สัญญาณนี้สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดของ JETRO/JCC ที่พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในไทยอยู่ที่ -6 ในครึ่งแรกปี 2569 และคาดว่าอยู่ที่ -7 ในครึ่งหลังปี สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังมีความกังวลจากทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ที่น่าจับตาคือ บริษัทญี่ปุ่นที่มีแผนขยายธุรกิจในไทยในช่วง 1–2 ปีข้างหน้ามีสัดส่วนเพียง 38.7% เทียบกับอินโดนีเซีย 45.9% และเวียดนาม 56.9%

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้โรงงานย้ายออก แต่ต้องทำให้ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่นักลงทุนเลือกสำหรับ การลงทุนรอบใหม่ รถยนต์รุ่นใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ เพราะหากไทยพลาดการลงทุนในรอบนี้ ผลกระทบจะไม่ได้เกิดเฉพาะกับค่ายรถยนต์ แต่จะกระจายไปถึง Supplier ไทย SMEs และการจ้างงานตลอดทั้ง Supply Chain


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top