Wednesday, 16 September 2026
NEWS FEED

MALEE ส่ง MAS ปักธง Deep-Tech ความงาม–สุขภาพ!! ชูระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ระดับโลก โชว์ที่ Vitafoods Asia 2026 เป้าเป็นผู้นำโลกด้านห่อหุ้ม ดันไทยศูนย์กลางความงามเอเชีย

MAS สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ เขย่าอุตฯ ความงาม-สุขภาพ ในงาน Vitafoods Asia 2026
ปักหมุด 4 นวัตกรรม พร้อมโชว์ศักยภาพ "Beauty-from-Within" เต็มรูปแบบ

ประกาศเป้าหมายผู้นำเทคโนโลยีห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญระดับโลก ดันไทยสู่ Hub ความงามเอเชีย
‘บมจ.มาลีกรุ๊ป’ หรือ MALEE นำมาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ (MAS) จัดทัพเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปักหมุด 4 นวัตกรรมใหม่ “ป้องกัน UV, ผิวกระจ่างใส, ชะลอวัย, ระบบเผาผลาญ” สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ “Beauty-from-Within” ระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต เขย่าวงการอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ พร้อมเปิดฉาก Business Matching ดึงผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก วางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ Hub ความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า มาลีกรุ๊ป วางยุทธศาสตร์ มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ ‘Malee Applied Sciences’ (MAS) เป็นหนึ่งใน New S-Curve ด้าน Deep-Tech และ Science-based Innovation เพื่อขยายธุรกิจสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงาม รับกับโอกาสและศักยภาพตลาดสารสกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty) ระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและสุขภาวะแบบองค์รวม (Health & Wellness) และกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตครั้งสำคัญโดยเส้นแบ่งระหว่าง “ความงาม” และ “สุขภาพ” กำลังเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงผลิตภัณฑ์ดูแลรูปลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคเชิงรุก ความงามจากภายใน การชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว ที่สำคัญคือมีระบบเผาผลาญที่ดี เปิดโอกาสให้นวัตกรรมที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ มาลีกรุ๊ป วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ MAS ครอบคลุมระบบนำส่งทั้ง 2 เส้นทางสำคัญ ได้แก่ 1. ระบบนำส่งทางผิวหนัง (Topical Delivery System) วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง และเวชสำอาง (Beauty, Cosmetic และ Cosmeceutical) มุ่งเน้นการนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนัง ชั้นผิว รูขุมขน และเส้นผม 2.ระบบนำส่งทางการรับประทาน (Oral Delivery System)วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Health & Wellness มุ่งแก้ไขข้อจำกัดด้านความคงตัว การละลาย การดูดซึม และการนำส่งสารอาหาร (Vitamin and Bioactive Compounds) ให้สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยวางเป้าหมาย MAS สร้างสายธารนวัตกรรมต่อเนื่อง และธุรกิจสารสกัดวิทยาศาสตร์ที่อัตรากำไรสูง ให้เป็นแหล่งรายได้ใหม่ของมาลีกรุ๊ป พร้อมสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากประเทศไทยที่ขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และวางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก (Global Leader in Encapsulation & Advanced Delivery System Innovation)

ล่าสุด MAS ประกาศศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่ก้าวข้ามจากระบบนำส่งสำหรับเครื่องสำอาง สู่เทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงผิวพรรณและความงามจากภายในร่างกาย (Beauty-from-Within) อย่างเต็มรูปแบบ ในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย MAS จัดทัพนวัตกรรมตอกย้ำการเป็น "ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์" (Advanced Encapsulation & Delivery System Innovation) ภายใต้แกนหลัก "Advanced Delivery System for the Future of Beauty, Health & Wellness" นวัตกรรมระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต

ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง​ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ ‘Malee Applied Sciences (MAS) กล่าวว่า ภายในงาน Vitafoods Asia 2026 ครั้งนี้ MAS โชว์ศักยภาพหัวใจสำคัญ LIPOPLEX DUALSPHERE® Technology หรือนวัตกรรมระบบห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญที่ MAS พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยปกป้องสารสำคัญ เพิ่มความคงตัว และออกแบบการปลดปล่อยอย่างเหมาะสม โดยสามารถพัฒนาวิตามินและสารออกฤทธิ์ในรูปแบบ Liposome เช่น Liposomal Vitamin C และ Liposomal Glutathione ที่มีอนุภาคขนาดระดับนาโน ซึ่งผลการทดสอบของระบบนำส่งสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ เพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญได้มากกว่า 10 เท่า ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ MAS ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการค้นหาสารสำคัญ แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพของสารเหล่านั้นผ่าน Delivery System Innovation โดยมีนวัตกรรม 4 ไฮไลต์ ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ดังนี้

UVABlox® นวัตกรรมความงามจากภายใน (Beauty-from-Within) ที่ผสานผล Maqui Berry, Red Orange และวิตามินซีชนิดลิโพโซม เพื่อช่วยปกป้องผิวจากภาวะเครียดออกซิเดชันที่เกิดจากรังสียูวี (UV-induced oxidative stress) และดูแลผิวพรรณจากภายในร่างกาย สร้างผิวแข็งแรงไม่คล้ำดำง่าย พิสูจน์จริงด้วยผลงานวิจัยในมนุษย์
PHEONIQUE® นวัตกรรม White Tomato ที่อุดมด้วย Phytoene และ Phytofluene มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ส่วน Liposomal Glutathione ช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายให้ดีขึ้น เพื่อผิวขาว สว่าง กระจ่างใสและผิวสุขภาพดี จากผลงานวิจัยทางคลินิกพบผิวสว่างกระจ่างขึ้นภายใน 14 วัน
POMECAP® นวัตกรรมจากผลทับทิม (Pomegranate) ผสาน Liposomal Vitamin C มุ่งตอบโจทย์การชะลอวัย (Anti-aging) ผิวเรียบเนียน (skin smoothness) และการชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging)
SUGALOC® นวัตกรรมสุขภาพควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระบบเผาผลาญ (Metabolic Health) ที่นำระบบนำส่งสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการดูแลสมดุลน้ำตาลและกลไกที่เกี่ยวข้องกับ GLP-1 จากผลวิจัยทางคลินิกในมนุษย์กับกลุ่มอาสาสมัครคนไทย พบว่ากลุ่มอาสาสมัครสามารถลดระดับน้ำตาลได้สูงสุด 38%

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวที “Vitafoods Asia 2026” สะท้อนศักยภาพของ MAS ที่นำ Technology Platform เดียวมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิว ผม เล็บ ความงามที่เริ่มจากการดูแลสุขภาพภายใน (Beauty-from-Within) และการชะลอวัยแบบมีสุขภาพดี เน้นคุณภาพชีวิตในวัยที่มากขึ้น (Healthy Aging) สุขภาพของระบบเผาผลาญในร่างกาย (Metabolic Health) รวมไปถึงสุขภาพความงามแบบองค์รวมของร่างกาย (Holistic wellbeing and beauty) ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของ Health & Wellness ในอนาคต โดยภายในบูธ MAS เปิดกิจกรรม Business Matching ซึ่งในได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างคึกคัก ทั้งจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B) ทั้งเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การรับจ้างผลิต (OEM) รวมทั้งผู้ที่ต้องการต่อยอดสู่โมเดลการพัฒนาร่วมกัน (ODM) อาทิ ระบบนำส่งที่ออกแบบเฉพาะสูตรหรือแบรนด์ ที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า

ดร.ศุภเกียรติ กล่าวว่า MAS กำลังปรับเปลี่ยนจากช่วงการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ช่วงการเร่งนำสินค้าสู่เชิงพาณิชย์ โดยนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ได้ทำจากการวิจัยและวางรากฐานมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจความงามและเวชสำอาง (Beauty & Cosmeceutical) มีผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ 12 รายการ ครอบคลุมนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ การทำให้ผิวกระจ่างใส (Skin Brightening) การชะลอวัยและการยืดอายุผิว (Anti-aging & Longevity) และสารสกัดชีวภาพจากผลผลิตเกษตรหมุนเวียน (Upcycled Bioactive Ingredients) และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน in-cosmetics Asia 2026 ช่วงปลายปี และต่อเนื่องถึงปี 2570 รวมอีกประมาณ 8 ผลิตภัณฑ์
โอกาสการเติบโตของ MAS รับกับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงามยังเปิดกว้างอีกมาก ข้อมูลจากระดับโลก คาดการณ์ตลาดความงามเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี แตะ 590,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดย Southeast Asia เป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่น ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะขยายจาก 228,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 เป็น 431,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.5% โดยเอเชียแปซิฟิกเติบโตเร็วที่สุด (อ้างอิงข้อมูล McKinsey) ขณะที่ตลาดประเทศไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมูลค่าราว 3,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5,764 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.6% สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยถึง 40% รับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมเป็นประจำสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30% และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิว ผม เล็บ มีสัดส่วนถึง 19.6% ของตลาดอาหารเสริมไทยในปี 2568 สะท้อนการเติบโตของแนวคิด Beauty-from-Within อย่างชัดเจน

“การเข้าร่วม Vitafoods Asia 2026 เป็นเวทีที่โชว์นวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ ได้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่พัฒนาขึ้นเอง MAS มุ่งจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ร่วม “นวัตกรรมระดับโลก” โดยเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน T-Beauty จากทรัพยากรท้องถิ่นไทยสู่นวัตกรรมระดับโลก ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไทย (upcycle natural materials) มาเป็นสารออกฤทธิ์ชีวภาพมูลค่าสูง ยกระดับด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งขั้นสูงที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันมุ่งสร้างระบบนิเวศความงามที่มีหลักฐานรองรับร่วมกับนักวิจัย การพัฒนาสินค้านวัตกรรมผ่าน OEM/ODM และแบรนด์ความงาม พร้อมผลักดันการใช้สารสำคัญในปริมาณที่ให้ผลตามงานวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือใหม่ให้ T-Beauty เป้าหมายคือยกระดับจาก “ผู้ผลิตและวัตถุดิบในประเทศไทยสู่สินค้ามาตรฐานโลก” พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ เชื่อถือได้ และร่วมขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย”ดร.ศุภเกียรติ กล่าว

“บีไอจี” ขยายฟลีทพลังงานสะอาด!! สนับสนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม จับมือสแกนเนียเพิ่มรถ Euro5 ขนส่งแก๊สคาร์บอนต่ำต่อเนื่อง 24 ชม. มุ่งสร้างอนาคตสะอาดยั่งยืน

บีไอจี รองรับการเติบโตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ
ล่าสุดขยายฟลีทขนส่ง ร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Euro5
มั่นใจประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูง หนุนขนส่งแก๊สได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดตอน

การขยายการลงทุนและการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ดันความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ ด้าน บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส ผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมรับยอดขายพุ่ง ล่าสุดเร่งเดินหน้าลงทุนขยายฟลีทรถขนส่งต่อเนื่อง สนองความต้องการของสายการผลิตลูกค้า 24 ชั่วโมง พร้อมร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Scania Super Euro5 เพื่อขนส่งแก๊สอุตสาหกรรมทั่วประเทศ มั่นใจช่วยหนุนหัวใจหลักการขนส่งแก๊ส ด้วยจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า

นายยอดชัย ไชยทัพ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG : บีไอจี) เผยว่า บีไอจี เป็นผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแก๊สอุตสาหกรรม แก๊สทางการแพทย์ แก๊สพิเศษและโซลูชันด้านเทคโนโลยีแก๊สครบวงจร โดยมีบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. ผู้ผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนอกจากการผลิตแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "มุ่งสร้างอนาคตที่สะอาดกว่า" (Generating a Cleaner Future) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ อาทิ โครงการโรงแยกอากาศจากพลังงานความเย็นของ LNG ร่วมกับ ปตท. และเป็นผู้บุกเบิกผลิต กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) รายแรกของไทย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็นผู้นำด้าน Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solutions เต็มรูปแบบ

โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ บีไอจี นั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข โดยกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ โดยมีความต้องการใช้แก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas) เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ทำให้การผลิตและการขนส่งแก๊สของ บีไอจี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ เนื่องจากแก๊สอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบหลักที่มีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงห้ามเกิดความหยุดชะงักและจากการที่แก๊สอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้ต้องดูแลการขนส่งให้ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการขนส่งแก๊สมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านท่อส่งแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม (เช่น ปิโตรเคมีและโรงกลั่น) และขนส่งผ่านฟลีทรถบรรทุกขนส่งเฉพาะทาง ซึ่งต้องแยกตามลักษณะการผลิตภัณฑ์ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและ LNG ที่มีความไวไฟสูง หรือแก๊สไนโตรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งตัวรถ อุปกรณ์ ถังบรรจุ พนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถและการควบคุมการปฏิบัติงานตลอดกระบวนการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากความปลอดภัยแล้ว รถที่ใช้ในการขนส่งต้องเชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงทั้งการใช้งาน การประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมของการบริการและคุ้มค่าต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ล่าสุดทาง บีไอจี ได้มีการขยายและเพิ่มรถเข้ามาในฟลีทขนส่ง โดยจับมือกับสแกนเนีย ในฐานะพันธมิตรในการส่งมอบรถ Scania Super Euro5 เพิ่มอีก 7 คัน ทำให้ปัจจุบันมีรถขนส่งแก๊สในฟลีทประมาณ 82 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ของฟลีทเป็นรถสแกนเนีย โดยรถที่ใช้จะมีการเปลี่ยนทุก 6-7 ปี เมื่ออายุรถถึงกำหนดหรือมีการซื้อเพิ่มเมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ซึ่งการเลือกใช้รถสแกนเนีย เป็นอันดับแรก เพราะตอบโจทย์ในทุกประเด็นของการขนส่งแก๊ส ทั้งเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มติมจากมาตรฐานของรถ อาทิ ระบบอินเตอร์คอมแจ้งเตือนคนขับเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุด้านหน้า ฯลฯ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้วรถ Scania Super Euro5 ยังประหยัดน้ำมัน สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยรถล็อตใหม่จะช่วยประหยัดพลังงานได้ 5-10% ซึ่งจะสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ส่วนการทำงานร่วมกับ สแกนเนีย มากว่า 30 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่เข้าใจในลักษณะการดำเนินธุรกิจของ บีไอจี เป็นอย่างดี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งาน การให้คำปรึกษาและดูแลหลังการขาย รวมถึงจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขับรถขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานขับรถขนส่งของมีความรู้ ความชำนาญและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กัน ส่วนในเรื่องการบริการ สแกนเนีย มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรถตามระยะ และการจัดหาอะไหล่ทำให้รถพร้อมปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมีมาตรฐานที่สูงทำให้บริหารจัดการรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจทั้งต่อพนักงานขับรถขนส่ง บริษัทฯ และลูกค้า

นายยอดชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความพร้อมของรถและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีแล้ว พนักงานขับรถขนส่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยคน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงกำหนดให้รถหนึ่งคันมีพนักงานขับรถ 2-3 คน แล้วแต่ระยะทาง โดยจำกัดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานด้วยสวัสดิการ คุณภาพชีวิต กองทุนและการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านครอบครัวพนักงาน ในการร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยมุ่งสู่อุบัติเหตุเป็นศูนย์ พร้อมมีระบบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับพนักงานที่ทำสถิติขับขี่ปลอดภัยต่อเนื่องสะสมครบ 1 ล้านกิโลเมตรโดยไม่มีอุบัติเหตุ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสู่ระบบจัดเที่ยวรถอัตโนมัติ (Auto Scheduling) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการในอนาคตอีกด้วย

KJL เปิดนวัตกรรม!! ต้อนรับคณะสถาปัตย์ฯ KMITL เชื่อมโยง Design กับ Technology เสริมสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรม เปิดโลกความรู้ที่ KiN แคมปัส

KJL เปิดโลกนวัตกรรม “KiN” ต้อนรับนักศึกษาสถาปัตย์ฯ “KMITL” เชื่อม Design x Technology สู่การต่อยอดนวัตกรรมในโลกอุตสาหกรรม

นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “KMITL” ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม “KJL Innovation Campus (KiN)” ศูนย์กลางนวัตกรรมและการเรียนรู้ด้านการออกแบบและโซลูชันโลหะครบวงจรของ KJL

ภายในกิจกรรม คณะอาจารย์และนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านพื้นที่สำคัญ อาทิ KJL Metal Design Lab & Metal Total Solution, KJL Electrical Experience Hub & Showcase, R&D Center และ Co-creation Workshop Space พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ “KJL Innovation Campus (KiN)” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน KJL สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม พร้อมสร้าง “Innovation Ecosystem” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาเข้ากับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ สู่โซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรมในอนาคต ณ KJL Innovation Campus (KiN) เมื่อเร็ว ๆ นี้

อัดอั้น 280 วันกลางทะเล!! ทหารอเมริกันเมาปลิ้น ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกลางผับพัทยา ถูกไล่ลงเรือ USS Abraham Lincoln สงบสติอารมณ์ทันที พลเมืองดีรีบแจ้ งให้เจ้าหน้าที่ระงับเหตุ

ทหารสหรัฐฯ 2 นายก่อเหตุทะเลาะวิวาทใกล้บาร์เมืองพัทยา หลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าเทียบท่าพักผ่อน 5 วัน พลเมืองไทยรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ ก่อนส่งตัวทั้งคู่กลับขึ้นเรือและลงโทษกักบริเวณตลอดช่วงที่เหลือ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง

วันนี้ (4 ก.ย.) ดิ อินดิเพนเดนต์ และ MS NOW รายงานว่า เกิดเหตุทหารอเมริกัน 2 นายก่อเหตุวิวาทขณะมึนเมาใกล้บาร์แห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ช่วงเวลาประมาณ 01.30 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าเทียบท่าเพื่อแวะพักผ่อน 5 วัน ถือเป็นการพักผ่อนหลังจากปฏิบัติภารกิจในทะเลมายาวนานเป็นประวัติการณ์ถึง 286 วัน

หลังเกิดเหตุ พลเมืองไทยได้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าเข้าระงับเหตุ และนำตัวทหารทั้งสองไปยังศูนย์ปฏิบัติการร่วมไทย-สหรัฐฯ ก่อนส่งตัวกลับขึ้นเรือทันที โดยทหารทั้งคู่ถูกลงโทษกักบริเวณอยู่บนเรือตลอดช่วงเวลาแวะพักที่เหลือ

ด้านเจ้าหน้าที่ไทยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยจากอาการมึนเมา และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงทหารสหรัฐฯ 2 นายก่อเหตุเมาทะเลาะวิวาทกลางพัทยา ถูกส่งกลับเรือ USS Abraham Lincoln ทันที

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000086858

ไม่ต่อใบอนุญาต “สุสานชาวยิว”!! อบต.เสม็ดใต้ จ.ฉะเชิงเทรา แจงชัด โครงการฝังร่าง 1,200 หลุมถูกคัดค้าน รั้วล้อมที่ดินไม่ได้รับอนุญาตฝังศพ ยืนยันชัดไม่มีผลกระทบชุมชนแหล่งน้ำ

กรณีกระแสข่าวการจัดตั้ง “สุสานชาวยิว” ในพื้นที่ ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าอาจรองรับการฝังร่างได้ถึง 1,200 หลุม ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลและออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อชุมชนและแหล่งน้ำใกล้เคียง

ล่าสุด นายก อบต.เสม็ดใต้ ยืนยันว่า ใบอนุญาตจัดตั้งสุสานเดิมหมดอายุตั้งแต่ปี 2566 และการขอต่อใบอนุญาตไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมย้ำว่า อบต.ไม่ได้อนุญาตให้มีการฝังศพในพื้นที่ การก่อสร้างที่เห็นเป็นเพียงรั้วล้อมที่ดินเท่านั้น

ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยืนยันว่า จะไม่มีการต่อใบอนุญาต ทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการฝังศพได้ตามกระแสข่าวที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์.

ที่มา : https://www.facebook.com/100035437312032/posts/1751995775991649/?rdid=qEAg2JIFuZIXMXtW#

‘ทนายตั้ม’ ไลฟ์เดือดโต้ ‘กัน จอมพลัง’!! ปมเล่าเหตุวันเปิดออฟฟิศ ซัดแต่งเรื่องเกินจริง ลั่น "สุดสะตอ" พูดเวอร์ เผยไม่ต้องการเข้าพบทนาย

“ทนายตั้ม” ไลฟ์เดือดจวก “กัน จอมพลัง”
ซัดแต่งเรื่อง “สุดสะตอ”
ลั่น “ไอ้ส้นตี.. พูดเวอร์จริงๆ”

"ทนายตั้ม" ษิทรา เบี้ยบังเกิด ไลฟ์ผ่านยูทูบ (2 ก.ย. 2569 ) ถึง "กัน จอมพลัง" บางช่าวงบางตอนว่า

"กัน จอมพลัง" พานักการเมืองมารู้จัก ทั้งที่ไม่ได้เชิญ แถมยัดเยียดเงินใส่ซองมาให้ กระทั่งหลังจากตนโดนจับ กัน จอมพลัง เล่านิทานเลย โพสต์ว่ามีทนายเปิดออฟฟิศ โทรมาขอความช่วยเหลือ ต้องการผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติวันเปิดออฟฟิศ เอ่ยด้วยความน่าสงสาร

"ผมไม่ต้องการนะบอกเลย ตอนช่วงที่ฮอตมีแต่คนอยากเข้ามาหาผม ผมไม่ได้ต้องการที่จะรู้จักกับผู้ใหญ่ของเขา ไม่ได้อยากให้เขามา เขาก็บอกว่าผมไปรบกวนให้เขาพาพี่ชายมาได้ไหม

ผมก็โอ้โห มึงนี่แต่งเรื่องได้สุดสะตอมากเลย ตอนนั้นกูน่าสงสารขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้กัน ไอ้ส้นตี.. อื้อหือตอนนั้นมีแต่คนอยากจะเข้าหา ดูน่าสงสาร อื้อหือมึงนี่พูดเวอร์จริงๆ นะ เห็นว่าอยู่ข้างในทำอะไรไม่ได้ แม่งเอาใหญ่เลย"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1104998191869296&set=a.209457871423337

‘วีระศักดิ์’ ชูเชียงใหม่สู่ Longevity Wellness Hub วิกฤตสุขภาพเปิดประตูเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ เชียงใหม่กลายเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก ใช้โมเดลน้ำตก 5 ชั้น ขยายเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น

“วีระศักดิ์ "ชี้ วิกฤตสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ของคนทั่วโลก เป็นโอกาสมหาศาลในการผลักดัน “Longevity Wellness Hub Thailand” เผยเศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกระฉูดแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชูเชียงใหม่ “ที่พักพิงของโลก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ปั้นโมเดล Sandbox เชื่อมโยงเมืองหลัก-เมืองรอง กระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว จัดสัมมนาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว กิจกรรมยกระดับผู้ประกอบการด้านการค้าการลงทุนเชิงสุขภาพ ประจำปี 2569 (Chiang Mai Longevity Summit 2026 : World Class Wellness Destination) ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่

ในการประชุม Chiang Mai Longevity Summit 2026 ครั้งนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Longevity Wellness Hub Thailand: The Land of Life” ชี้ทิศทางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจากการท่องเที่ยวแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุวัฒนะระดับโลก

วิกฤตสุขภาพทั่วโลกกับโอกาสมูลค่ามหาศาล

นายวีระศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ ทั้งความเครียด (Burnout), สภาวะโดดเดี่ยว (Loneliness), รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและความกังวล (Anxiety) ทำให้ความต้องการด้าน Wellbeing กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “Wellness เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย (Luxury)” มาสู่ “การเป็นกระแสหลัก (Mainstream) และเป็นคุณค่าในชีวิต” เช่น เทรนด์การเล่นพิล้าทิส (Pilates), กลุ่มวิ่ง (Running Clubs), Sound Healing, Bathhouse และวัฒนธรรมการดื่มชา มัทฉะ หรือ Coffee Rave

​ส่งผลให้ เศรษฐกิจสุขภาพโลก (Global Wellness Economy) เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 สู่ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยตั้งเป้าโตต่อเนื่องถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมหาศาล

โมเดล “น้ำตก 5 ชั้น”

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของประเทศไทย (Thailand Brand) ในสายตาโลกคือ Hospitality (มิตรภาพการต้อนรับ), Gentleness (ความนุ่มนวล), Healing (การการเยียวยา), Cuisine (อาหาร), Spirituality (สัจธรรม/จิตวิญญาณ) และ Warmth (ความอบอุ่น) ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สามารถนำมาเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและบริการสุขภาพเพื่อความยั่งยืน กระบวนการนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน โมเดลน้ำตก 5 ชั้น กล่าวคือ (Cascade Model) ที่ดึงคุณค่าจากบนลงล่างให้เกิดประโยชน์กระจายทั่วถึง ตั้งแต่ 1.Local Economy เศรษฐกิจฐานรากชุมชน เกษตรกร อาหารพื้นถิ่น 2.Tourism Economy การท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3.Visitor Economy คุณค่าจากผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม 4.Experience Economy ธุรกิจสร้างสรรค์และประสบการณ์ 5.Service Economy เศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ชู เชียงใหม่ “ที่พักพิง” ของโลก

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในอดีตเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม (1960–1980) อุตสาหกรรม (1980–1997) และยุคท่องเที่ยวบูม (1997–2015) แต่ปัจจุบันเข้าสู่ยุค Wellness Boom (2025+) ซึ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare), สมุนไพรไทย, และเทคโนโลยีสุขภาพ​

เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่จัดสัมมนาเรื่อง Longevity ที่จะสามารถยกระดับสู่ Longevity Economy ในอนาคต ขณะเดียวกัน เชียงใหม่มีศักยภาพสูงมาก โดยต้องเปลี่ยนผ่านจากบทบาทการเป็นเพียง “ที่พักผ่อน (Tourism Economy)” ที่เน้นการเที่ยวชมธรรมชาติและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไปสู่ “ที่พักพิง (Wellness Economy)” ที่เน้นการฟื้นฟูสุขภาพ การบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalised & Tailored) และการปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน (Transformation)

Sandbox เชียงใหม่-ภาคเหนือ 6 ล้านล้าน

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายภาพใหญ่ระดับประเทศภายในปี 2578 ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม (Visitor Economy) ขยับขึ้นจาก 3 ล้านล้านบาท สู่ 6 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันการจ้างงานในกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เติบโตถึง 4–5.2 ล้านตำแหน่ง

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงเสนอแนวคิดใช้พื้นที่เมืองรองและพื้นที่เชื่อมโยงในภาคเหนือเป็น Sandbox ต้นแบบในการพัฒนา เช่น เชียงราย และกว๊านพะเยา นำมาจับคู่ทำงานร่วมกับเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ เพื่อกระจายสัดส่วนนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และร่วมกันสร้างระบบนิเวศ Longevity Wellness Hub ให้เติบโตอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค

‘นิพนธ์’ ยืนยันปลดล็อกนกกรงหัวจุก!! ขอบคุณนายกฯ-รมว.ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีชีวิตภาคใต้ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน เปิดทางเลี้ยงซื้อขายนกอย่างถูกกฎหมาย เตรียมจัดประกวดใหญ่ตุลาคม 69 ต่อยอดรายได้

“นิพนธ์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน-สุชาติ” ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้อย่างถูกกฎหมาย

วันนี้ (3 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘อรรถวิชช์’ จี้ส่งหลักฐานผลตรวจเหล็กตึก!! กมธ.การเงินฯ เรียก สมอ.–ปภ.–สตง. ชี้แจงหลักฐานตึก สตง.ถล่ม พบผลตรวจเหล็กบางส่วนตกมาตรฐาน ทวงคืนความเสียหายรัฐ

"อรรถวิชช์" ใช้กลไกกมธ.การเงินฯเรียกหลักฐานผลตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกถล่ม สตง. หลัง สตง.แจ้งว่าไม่เคยได้รับหลักฐาน

3 ก.ย.69 คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้เชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าร่วมชี้แจงส่งหลักฐานผลการตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกสตง. ที่ถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

สส.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการฯ ได้รับผลทดสอบเหล็กหลายชนิดที่ใช้ในตึก สตง. ที่ถล่มไป จาก สมอ. โดยพบว่ามีเหล็กข้ออ้อยประเภท IF บางส่วนตกมาตรฐาน โดยได้ขอให้ สตง. รับไปดำเนินการตรวจสอบเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป และให้ สตง.ติดตามบริษัทประกันภัยที่ผู้ก่อสร้างได้ทำประกันไว้ด้วย เนื่องจากมีค่าสินไหมทดแทนที่ สตง.และผู้เสียหายต้องได้รับ รวมถึง ท่านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับเรื่องไปเพื่อติดตามผลทางวิชาการในการตรวจสอบการออกแบบโครงสร้างและการก่อสร้างเพื่อช่วย สตง.ในการติดตามเรียกร้องค่าเสียหายอีกด้วยทั้งนี้เวลาผ่านมาปีกว่าหลักฐานชุดนี้ไม่เคยอยู่ในมือสตง.เลย

ตนยืนยันว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทำเต็มที่ให้เงินของแผ่นดินถูกทวงคืนอย่างเป็นธรรม

‘เอกนัฏ’ ลุยจัดระเบียบ Data Center !! ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันเกิน 1.5 แสนลิตร สั่งดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย เร่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจ-ไม่กระทบปชช.

“เอกนัฏ” เอาจริง! ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ-ไม่กระทบประชาชน

วันที่ 3 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี กรณีปัญหาการควบคุมศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยยืนยันรัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบและจัดระเบียบอย่างจริงจัง หลังพบประเด็นการจัดเก็บน้ำมันปริมาณมากเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และพบถังเก็บน้ำมันความจุเกิน 150,000 ลิตรที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงดำเนินการแจ้งความตามกฎหมาย พร้อมเตรียม ปูพรมตรวจสอบ Data Center ทุกแห่งในกรุงเทพฯ หากพบการดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มอง Data Center เพียงในมิติของการลงทุนหรือเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และทรัพยากร โดยปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานาน 3-4 ปี และบางถังน้ำมันมีการติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 จึงจำเป็นต้องเร่งจัดระบบให้ชัดเจน

“หากนำน้ำมันมาปั่นไฟสำรองใช้ในพื้นที่ชุมชน กทม. ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องจัดระเบียบใหม่ ต้องตรวจสอบจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและไม่กระทบประชาชน พร้อมวางเกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำและไฟที่เหมาะสม” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ ยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ระงับส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบ Data Center ทั้งระบบต้องใช้เวลา โดยคาดว่าจะอยู่ในระดับ “หลักเดือน” เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้านและรัดกุม

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะกรรมการ Data Center โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดูแลการจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้การพัฒนา Data Center เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

นายเอกนัฏ กล่าวย้ำว่า เรื่อง Data Center เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้าง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำ จึงต้องบูรณาการการทำงานของหลายกระทรวง พร้อมกำชับว่า ตอนนี้ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้จริงจัง ระหว่างมีกฎหมายใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top