Saturday, 1 August 2026
NEWS FEED

OR ยกระดับความเชื่อมั่นผู้บริโภค!! พีทีที สเตชั่น ผ่านหัวจ่ายมาตรฐานครบ 2,195 สถานี ปักหมุดมาตรฐานหัวจ่ายครบทุกสาขา เดินหน้าเพิ่มป้ายทอง 500 สถานีในปีนี้ ตอกย้ำผู้นำมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันไทย

พีทีที สเตชั่น รายแรกของไทยที่ได้รับสัญลักษณ์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานครบ 100% ทุกสถานีทั่วประเทศ พร้อมมุ่งสู่การมีหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองมากที่สุดภายในปีนี้

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบป้ายสัญลักษณ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานสีทอง ณ พีทีที สเตชั่น หจก.ศรีเจริญภัณฑ์ กรุงเทพฯ โดยมี นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าร่วมงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันของประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานร่วมกันตามแนวทางการดำเนินงานของกรมการค้าภายในในการดูแลความเป็นธรรมทางการค้า

พีทีที สเตชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่เข้าร่วมโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ครบทุกสถานี 100% โดยปัจจุบัน มีสถานีบริการที่ผ่านการรับรองหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ระดับสีเงิน จำนวน 2,073 สถานี และ ระดับสีทอง จำนวน 122 สถานี รวม 2,195 สถานี ซึ่งเป็นสถานีที่ได้รับการรับรองระดับสีเงินและสีทองมากที่สุดในประเทศ สะท้อนถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่องในเครือข่ายสถานีบริการทั่วประเทศ นอกจากนี้ พีทีที สเตชั่น ยังเดินหน้าพัฒนาสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสถานีบริการที่ได้รับการรับรอง ระดับสีทอง เป็น 500 สถานี ภายในปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในทุกพื้นที่

นายทรงพล กล่าวว่า “การเข้าร่วม ‘โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน’ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานและความตั้งใจของ OR ที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการให้บริการของ พีทีที สเตชั่น การเข้าร่วมโครงการครบทุกสถานี 100% พร้อมได้รับป้ายหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองและสีเงินจำนวนมากที่สุด ณ ขณะนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และความโปร่งใสในการให้บริการ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการตรวจประเมินและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า พีทีที สเตชั่น ให้บริการด้วยมาตรฐานที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้”

OR พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการให้บริการ ความถูกต้องของปริมาณและคุณภาพน้ำมัน รวมถึงการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานสถานีบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เพื่อตรวจสอบ

พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับทั้งสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานสูงสุดและสมูทที่สุด

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัว ‘ทาคาฟูมิ สุงาวาระ’ ไทยรวบยากูซ่าญี่ปุ่นกลางสุวรรณภูมิ ก่อนหนีไปมาเลเซีย ปมบงการคอลเซ็นเตอร์พนมเปญ ไทย–ญี่ปุ่น ร่วมปิดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขึ้นเครื่อง ส่งกลับญี่ปุ่นดำเนินคดี

กลางสนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ไทยเปิดปฏิบัติการรวบตัวชายชาวญี่ปุ่นวัย 31 ปี “ทาคาฟูมิ สุงาวาระ” (Takafumi Sugawara) เพียงไม่กี่นาทีก่อนขึ้นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย ปิดฉากการหลบหนีของผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่ทางการญี่ปุ่นระบุว่าเป็นสมาชิกระดับแกนนำของแก๊งยากูซ่า และเป็นผู้บงการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนชาวญี่ปุ่นนับไม่ถ้วน

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของไทยเปิดเผยว่า ชายรายนี้ถูกขึ้นบัญชีเป็น “บุคคลต้องห้าม” ตามมาตรา 12 (7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ และยังเป็นบุคคลที่ต่างประเทศต้องการตัวเพื่อดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จึงเพิกถอนสิทธิการพำนักในประเทศไทยทันที ก่อนดำเนินการส่งตัวกลับญี่ปุ่นเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เบื้องหลังขบวนการนี้ถูกเปิดเผยว่าเป็น “กลลวงซ้อนกล” ที่ออกแบบมาอย่างแยบยล เหยื่อในญี่ปุ่นจะได้รับสายโทรศัพท์อัตโนมัติ แอบอ้างว่าเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์กำลังจะถูกระงับการใช้งาน หากกดหมายเลข 1 เพื่อสอบถามรายละเอียด ก็จะตกเข้าสู่กับดักของมิจฉาชีพทันที

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ปลอมจะค่อย ๆ สอบถามข้อมูลส่วนตัว ก่อนส่งสายต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการอีกหลายระดับ ซึ่งสวมบทบาทเป็นตำรวจและอัยการ อ้างว่าชื่อของเหยื่อไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือการฟอกเงิน พร้อมข่มขู่ว่าหากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนดเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “อายัดชั่วคราว” สุดท้ายเงินทั้งหมดก็หายวับไปกับแก๊งมิจฉาชีพ

แต่เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเหยื่อที่สูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น เพราะผู้ที่นั่งปลายสายหลอกลวงเหยื่อบางคน กลับตกเป็น “เหยื่อ” เช่นเดียวกัน

ผลการสืบสวนระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้ประกาศรับสมัครงานปลอมในญี่ปุ่น ล่อลวงผู้ที่กำลังมองหางานด้วยคำโฆษณาว่ามีรายได้สูงและทำงานในต่างประเทศ เมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ หนังสือเดินทางจะถูกยึดทันที ก่อนถูกกักตัวและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงผู้คนในบ้านเกิด หากขัดขืนอาจถูกควบคุมหรือถูกคุกคามจนไม่สามารถหลบหนีได้

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอาชญากรรมยุคใหม่ ที่ไม่ได้ใช้เพียงกำลังหรืออาวุธ แต่เปลี่ยนมาใช้อาคารสำนักงาน โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และแรงงานที่ถูกหลอกเป็นเครื่องมือสร้างผลกำไรมหาศาลจากความหวาดกลัวของผู้คน

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า เฉพาะในปี 2567 เครือข่ายนี้เชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงอย่างน้อย 40 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งกวาดล้าง

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้มีพรมแดนอีกต่อไป ผู้บงการอาจอยู่ประเทศหนึ่ง ฐานปฏิบัติการอยู่อีกประเทศ เหยื่ออยู่คนละซีกโลก และใช้ผู้ที่ถูกหลอกมาทำงานเป็นเครื่องมือก่อเหตุ ทำให้การปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหา และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อหยุดยั้งวงจรหลอกลวงที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ : ผู้ต้องสงสัยถูกทางการญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับ องค์กรยากูซ่า ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายเครือข่ายองค์กรยากูซ่าได้หันมาสร้างรายได้จากอาชญากรรมออนไลน์ เช่น คอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการฟอกเงิน แทนการก่ออาชญากรรมแบบเดิม

สำหรับกลลวงที่แอบอ้างเป็นบริษัทโทรศัพท์ ก่อนปลอมเป็นตำรวจและอัยการ เป็นรูปแบบที่เรียกว่า Authority Scam คือการอาศัยความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐกดดันให้เหยื่อตื่นตระหนกและรีบโอนเงิน

จุดที่น่าสนใจของขบวนการหลอกลวงนี้คือ ผู้ก่อเหตุบางส่วนก็เป็นเหยื่อ เพราะถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้โทรหลอกผู้อื่น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดความเสียหาย 1,000 ล้านเยน คิดเป็นประมาณ 200 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ และตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ในปี 2567 เท่านั้น ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3717137068438960/?rdid=bqLPoAx9BZKilUUA#

‘เอ็ดดี้’ ดึงสติดราม่า ‘อภิสิทธิ์’!! ปมอภิสิทธิ์ต้องมองให้ครบ ไม่ได้ล้างผิด ม.112 แต่เสนอทางฟื้นฟูเยาวชนกลับสู่สังคม ชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูเด็ก แต่ต้องตัดวงจรผู้ใหญ่ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือการเมือง

โดนปั่นไปกันใหญ่! "เอ็ดดี้" ชี้อภิสิทธิ์ไม่ได้สั่งล้างผิด ม.112 ดึงสติมองทางเลือก “บำบัดฟื้นฟู” เด็กกลับสู่สังคม

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความหัวข้อ "อภิสิทธิ์" และ "การนิรโทษกรรมเยาวชนในคดี ม.112" มีเนื้อหาดังนี้ จริงๆ ผมไม่คิดจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ อ่านแล้วก็ปล่อยผ่านไป เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แสดงความเห็นกันหลายคนแล้ว กลัวว่าแสดงความเห็นอะไรออกไปเดี๋ยวพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ บางคนไม่เข้าใจจะพาลโกรธกัน แต่สุดท้ายก็มีคนถามว่าผมคิดยังไง ถ้าจะให้ผมวิจารณ์จริงๆ ผมจะเขียนหรือพูดแบบนี้

จากข่าวที่ตรวจได้ ประเด็นสำคัญคือ คนจำนวนหนึ่งตีความว่าคุณอภิสิทธิ์ “สนับสนุนนิรโทษกรรม ม.112 ให้เยาวชน” แต่คำอภิปรายของเขาไม่ได้พูดตรงแบบนั้น เขาแยกเป็นคนละเรื่องระหว่าง “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน”

ภาพรวมข่าวคือ วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภา โดยยังคงหลักว่า คดี ม.112 เป็นข้อยกเว้น ไม่ได้รับนิรโทษกรรม

สาระที่คุณอภิสิทธิ์อภิปรายคือ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนกฎหมายนิรโทษกรรมโดยรวม เพื่อเริ่มต้นใหม่และสร้างสันติสุข แต่เห็นว่ามี 2 ประเด็นที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ หนึ่งในนั้นคือ มาตรา 11 ที่เกี่ยวกับเยาวชนกับ ม.112 เขาย้ำชัดว่า ต่อให้แก้หรือไม่แก้มาตรานี้ “ผู้กระทำความผิด ม.112 ก็ไม่ได้รับนิรโทษกรรม” แต่ประเด็นคือ เยาวชนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพราะติดข้อยกเว้น จะควรมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ โดยไม่ใช่กระบวนการอัตโนมัติ และถ้าไม่ร้องขอ ก็ถูกดำเนินคดีตามปกติ

จุดที่ทำให้เกิดดราม่าคือคุณอภิสิทธิ์ตั้งคำถามทางหลักการว่า ถ้าเยาวชนที่ทำผิดและไม่ได้รับนิรโทษกรรม “ตัดสินใจขอรับการบำบัดฟื้นฟู” เขาควรได้รับโอกาสนั้นหรือไม่ และกระบวนการเช่นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ดีขึ้นกว่าการดำเนินคดีอย่างเดียวหรือไม่ เขายังเตือนด้วยว่าไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายไม่จงรักภักดี เพียงเพราะเห็นต่างในวิธีจัดการปัญหา

ดังนั้น ถ้าถามว่า คุณอภิสิทธิ์ผิดไหม ผมแยกเป็น 3 ชั้นแบบนี้ครับ

ชั้นแรก ในเชิงข้อเท็จจริง คนที่โจมตีว่าเขา “เปิดทางนิรโทษกรรม ม.112” อาจพูดแรงเกินข้อเท็จจริง เพราะเขาย้ำเองว่า ม.112 ยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพียงแต่เขาไม่เห็นด้วยกับการล็อกไม่ให้เยาวชน ม.112 ใช้มาตรการบำบัดฟื้นฟูเลย

ชั้นที่สอง ในเชิงหลักกฎหมายเยาวชน แนวคิดของอภิสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนโดยทั่วไปเน้น “แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู” มากกว่าการลงโทษแบบผู้ใหญ่ และสื่อฝั่งที่สนับสนุนการคงข้อยกเว้น ม.112 ก็ยังยอมรับว่า คดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีหลักคุ้มครอง แก้ไข บำบัด ฟื้นฟูอยู่แล้ว เพียงแต่เขาเห็นว่าควรคงข้อยกเว้นเพื่อไม่ให้เยาวชนถูกชักชวนหรือปลุกปั่นให้ทำผิด

ชั้นที่สาม ในเชิงการเมืองและความมั่นคง ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ มีน้ำหนักบางส่วน โดยเฉพาะประเด็นว่า ระบบศาลเยาวชนมีช่องทางบำบัดฟื้นฟูอยู่แล้ว และกรณีเยาวชนที่ทำผิดครั้งแรกจำนวนมากก็มีโอกาสได้รับความเมตตาหากไม่ทำผิดซ้ำ มีข้อมูลระบุว่าเยาวชนคดี ม.112 ที่ศูนย์ทนายฯ ให้ความช่วยเหลือ 20 คน ส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ไปเกือบหมดแล้ว เหลือบางคนที่ไม่เข้ากระบวนการหรือยังต่อสู้คดีอยู่

ผมจึงมองว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในเชิงหลักการเด็กและเยาวชน แต่คำอภิปรายของเขา “ไม่ครบ” ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง เพราะเขาเน้นปลายทางคือการฟื้นฟูเยาวชน แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ต้นทางว่า ใครคือผู้ผลิตวาทกรรม ใครคือผู้ปลุกปั่น ใครใช้เยาวชนเป็นโล่ทางการเมือง และจะป้องกันการทำผิดซ้ำอย่างไร

พูดให้ชัดคือ จุดแข็งของอภิสิทธิ์คือ “หลักนิติรัฐ + หลักฟื้นฟูเยาวชน” แต่จุดอ่อนคือ “ขาดมิติความมั่นคงเชิงโครงสร้าง” และ “ขาดคำตอบต่อเครือข่ายผู้ใหญ่หลังม็อบ”

ส่วนความเห็นของ รศ.ดร.สุริยะใส เป็นแนว “ประนีประนอมทางการเมือง” คือมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวแรกของการลดความขัดแย้ง แม้กฎหมายฉบับเดียวจะสร้างความปรองดองไม่ได้ทันที แนวนี้สอดคล้องกับตรรกะของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะ ม.112 มากนัก

ส่วนความเห็นของคุณธงทิวเป็นแนว “นิรโทษกรรมเพื่อประชาชนที่เคลื่อนไหวด้วยเจตนาบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นหลักคิดที่ใช้ได้กับการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป แต่เมื่อนำมาแตะ ม.112 จะต้องระวังมากขึ้น เพราะ ม.112 ไม่ใช่แค่คดีต่อต้านนโยบายรัฐ แต่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง และนี่คือเหตุผลที่วุฒิสภาอธิบายว่าไม่ควรเอา ม.112 ไปรวมกับนิรโทษกรรมแบบเดียวกับคดีการเมืองทั่วไป

การนำเสนอประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ผ่านสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นต้องกางข้อเท็จจริงและแยกแยะ "หลักการทางกฎหมาย" ออกจาก "ยุทธศาสตร์ทางการเมือง" อย่างชัดเจน ผมจะสรุปภาพรวมออกเป็นดังนี้

1. จุดยืนของคุณอภิสิทธิ์: ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและหลักสากล

หากมองในมุมของกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์เสนอ ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นไปตามหลักการสากล การแยกเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และเปิดช่องให้มีการ "บำบัดฟื้นฟู" แทนการลงโทษทางอาญา ถือเป็นการให้โอกาสทางสังคม ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการ "นิรโทษกรรม" (ล้างความผิด) กับการ "ฟื้นฟู" (ยอมรับความจริงแล้วกลับตัว) อย่างชัดเจน

2. มุมมองของ ดร.ศุภณัฐ: การตั้งคำถามถึงโครงสร้างและผู้ริเริ่ม

ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ เป็นการมองปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง โดยมองข้ามตัวกฎหมายไปสู่ "ต้นตอ" ของปัญหา นั่นคือกลุ่มคนหรือผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตชุดความคิดและผลักดันเยาวชนออกสู่แนวหน้า ข้อวิจารณ์นี้มีน้ำหนักในแง่ที่ว่า หากรัฐมุ่งแต่ฟื้นฟูเยาวชน (ปลายเหตุ) โดยไม่จัดการกับผู้ปลุกปั่น (ต้นเหตุ) ปัญหาก็จะวนลูปและเกิดการทำผิดซ้ำซาก (ผมเห็นด้วยอย่างมากกับ ดร.นิวในประเด็นนี้)

3. มิติของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

มุมมองของ รศ.ดร.สุริยะใส และคุณธงทิวสะท้อนถึงความพยายามในการหา "จุดกึ่งกลาง" เพื่อดับไฟความขัดแย้ง การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางการเมืองเพื่อซื้ออนาคตของประเทศกลับคืนมา แต่ความท้าทายสูงสุดคือการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "เจตนาบริสุทธิ์" กับ "การจงใจทำลายล้าง" โดยเฉพาะเมื่อเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันหลักของชาติ

สรุปสั้น ๆ คือ คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เสนอ “ล้างผิด ม.112” แต่เสนอว่าเยาวชนที่ติดข้อยกเว้นควรยังมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้

คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในแง่ของ "หลักการ" แต่ในทางการเมือง ท่านอาจถูกวิจารณ์ได้ว่ามองปัญหาแบบโลกสวยเกินไปและละเลย "ยุทธศาสตร์" การป้องกันการหลอกใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กังวลมากที่สุด

และปัญหา อาจจะเป็นที่คุณอภิสิทธิ์มองปัญหาในระดับปลายทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามระดับต้นทางของสงครามความคิด ว่าใครปลูกฝัง ใครผลักเยาวชนเข้าสู่การเผชิญหน้ากับ ม.112 และรัฐจะป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองซ้ำได้อย่างไร

ประโยคนี้จะตรงและแฟร์กว่าการบอกว่า “อภิสิทธิ์ไม่จงรักภักดี” หรือ “อภิสิทธิ์สนับสนุนล้างผิด ม.112” เพราะจากคำอภิปราย เขาไม่ได้พูดถึงขั้นนั้นครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญ

ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง (ผู้ใหญ่) มีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเร่งหาทางออกให้เยาวชนที่ตกเป็นเครื่องมือไปแล้วหรือไม่?

สำหรับฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันฯ การใช้กลไกกฎหมายสกัดกั้น "ผู้ใหญ่เบื้องหลัง" มีความสำคัญเร่งด่วนในระดับวิกฤต

เหตุผลคือ ตราบใดที่โรงงานผลิตวาทกรรมบิดเบือนหรือเครือข่ายผู้ปลุกปั่นยังทำงานอยู่ การตามแก้ไขหรือฟื้นฟูเยาวชนที่ปลายเหตุก็เหมือนการตักน้ำออกจากเรือที่รั่ว ต่อให้ช่วยเยาวชนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ ก็จะมีเยาวชนกลุ่มใหม่ถูกผลักเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่ดี

เป้าหมายสำคัญ เพื่อตัดวงจรการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเปลี่ยนต้นทุนการทำผิดกฎหมายให้ไปตกอยู่กับผู้บงการตัวจริง ไม่ใช่ให้เด็กมารับโทษแทน

เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องเติบโตไปขับเคลื่อนประเทศ หากปล่อยให้พวกเขาถูกตราหน้า มีชะตากรรมติดคุก หรือสูญเสียอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย ความคับแค้นใจนี้จะกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ในอนาคตที่สะสมความเกลียดชังต่อรัฐและสถาบันฯ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เป้าหมายสำคัญก็เพื่อดึงเยาวชนกลับคืนสู่สังคม ดึงออกจากวงจรของกลุ่มปลุกปั่น และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ผมอยากจะทิ้งท้ายประโยคสุดท้ายว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจำเป็นต้องใช้ทั้ง "พระเดช" กับผู้บงการ และ "พระคุณ" กับเยาวชนที่หลงผิดครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1545728940899047&id=100063858668563&rdid=ucIJQleQtBPnlZNd#

“เอเชีย เอรา วัน” แจงใช้สิทธิตามสัญญา!! ไม่ใช่ถอนตัวรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยืนยันยังมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการ แจงประเด็นสัญญา–BOI ไม่ใช่การยกเลิก ยันยังร่วมมือรัฐหาทางออก

เอเชีย เอรา วัน แจงหนังสือใช้สิทธิตามสัญญา ไม่ใช่การถอนตัวจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

กรุงเทพมหานคร, 10 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ขอเรียนชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยื่นหนังสือใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยข้อมูลบางส่วนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานะของโครงการ เจตนาของบริษัท และกระบวนการดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุน

บริษัทขอยืนยันว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกลไกที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน เพื่อรักษาสิทธิของคู่สัญญาและแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในสัญญา มิได้หมายความว่าบริษัทได้ตัดสินใจถอนตัวจากโครงการหรือยกเลิกสัญญาโดยทันที ทั้งนี้ การพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ของโครงการยังอยู่ภายใต้กระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ภายหลังการลงนามสัญญาร่วมลงทุน ทั้งสองฝ่ายได้พบข้อเท็จจริงและข้อจำกัดบางประการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับลำรางสาธารณะในบริเวณพื้นที่มักกะสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของโครงการ โดยที่ผ่านมา คู่สัญญาได้ร่วมกันหารือและกำหนดแนวทางดำเนินการในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ของโครงการ ได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีผลต่อความพร้อมในการดำเนินโครงการในหลายด้าน

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทขอเรียนว่า โครงการได้รับการอนุมัติหลักการจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วตั้งแต่ปี 2565 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้รับความร่วมมือจาก BOI ในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ในปี 2567 การขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนได้หมดอายุลง โดยการยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนอีกครั้งจำเป็นต้องอาศัยรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการที่มีความชัดเจน ซึ่งปัจจุบันยังมีบางประเด็นอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน จึงส่งผลต่อการดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการที่ BOI ไม่ให้การสนับสนุน หรือไม่เห็นชอบต่อการดำเนินโครงการแต่อย่างใด

ในส่วนของการใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่คู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบสัญญาร่วมลงทุน และการพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่อาจตีความได้โดยอัตโนมัติว่าเป็นการผิดสัญญา การละทิ้งงาน หรือเป็นความรับผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการ ภายใต้กรอบของสัญญา กฎหมาย และประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยังคงมีความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่แนวทางที่เหมาะสม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินงานทุกขั้นตอน

“ปรีชา ปัดภัย” ฟาดเดือดวงการเพลง!! คนพยายามฝึกฝนไร้พื้นที่ยืน ถ้าดังจากเรื่องผิดศีลธรรมแล้วยังได้งาน เด็กจะพยายามไปเพื่ออะไร หิวกระแสจนลืมคุณค่าศิลปะ

ฟาดเดือดค่ายเพลง! "ปรีชา ปัดภัย" ลั่นวงการนี้มันตกต่ำ ฉะแหลก พวกหน้ามืดหิวกระแส จับคนฉาวทำศิลปิน ป้อนค่านิยมผิดๆ ให้สังคม-คนพยายามฝึกฝนไร้พื้นที่ยืน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล หลังจากอาจารย์ปรีชา ปัดภัย ศิลปินและนักแต่งเพลงร้อยล้านวิว ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิต "ยื้อ" ประกอบภาพยนตร์สัปเหร่อ ออกโรงโพสต์เดือดร่ายยาวฉะวงการเพลงปัจจุบัน โดยระบุข้อความว่า “อะไร คาวๆ ฉาวๆ ขอแค่มีกระแส
จับมาเป็นศิลปินหมด ไม่ได้แอนตี้กับการให้โอกาสคนนะ แต่แค่รู้สึกว่า ที่วงการนี้มันตกต่ำลงทุกวัน เพราะคนให้โอกาสคน มองแต่เรื่องผลประโยชน์ที่จะได้อย่างเดียว แต่ไม่ได้คิดไม่สนใจ ว่ากำลังสร้างค่านิยมอะไรให้สังคม”

โดยมีชาวเน็ตร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่า เอาแต่กระแส โดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด

หลังจากนั้นอาจารย์ปรีชา ยังได้แสดงความเห็นในคอมเมนต์อีกว่า

“ แล้วอย่ามาบอกกูนะ ว่าทำตัวเองให้ดีก่อนอย่าไปสนใจเรื่องของคนอื่น มึงก็คิดดูว่า มันเละเทะไปถึงขั้นไหน ต่อให้มึงเป็นฆาตกรมา ติดคดี หรือเป็นข่าวอะไรก็ได้ ที่แม่งผิดศีลธรรมถึงขั้นสุดโต่ง ขอแค่มึงมีกระแส ก็พร้อมที่จะมีคนจับมือไปเซ็นสัญญา ทำเพลง สร้าง สตอรรี่ให้มีคนมานิยมชมชอบมึง และถ้ายิ่งมือใหญ่ มีคอนแทคงาน ก็พร้อมที่จะยัดงานจ้างลงไปทุกที่ สปอนเซอร์เข้า งานรีวิวแห่จ้าง เพราะไม่ได้สนใจวิธีการ ต้องการแค่ผลลัพธ์เพื่อกอบโกย ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่อง ธรรมดา ในสังคมไปแล้ว ใครก็จะคิดว่าขอแค่กูดังไว้ก่อนไม่ว่ากูจะดังมาจากอะไรขอแค่กูมีกระแสไว้ก่อน ไม่ว่ากูจะมีกระแสมาจากอะไร เดี๋ยวก็มีคนให้โอกาส มันน่าสงสารคนที่เขาพยายาม คนที่เขาตั้งใจ ฝึกร้องฝึกเล่น ฝึกเต้นวันนึงหลายชั่วโมงเพื่อที่จะเป็นคนเก่งให้ได้ แล้วมึงไม่คิดเลยเหรอว่า คนต้นแบบของวงการนี้ต้องการคนแบบไหนวะ ถ้ามันง่ายขนาดนั้นคนมันจะพยายามไปเพื่ออะไร ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนดีเหนือใคร หรือดีพอที่จะไปตำหนิติติงใครขนาดนั้น กูศรัทธาเส้นทางนี้มากไง มันคือเส้นทางของครูบาอาจารย์ที่กูเดินตามรอยมา ความเป็นศิลปินมันงดงาม กูจึงอยากให้ช่วยกันรักษามันไว้ ทำนุบำรุงมันให้เป็นที่ ควรแก่การเสพ ขายความเป็นศาสตร์และศิลป์เพื่อยกระดับให้วงการนี้ยังมีคนเก่งและคู่ควรมาสืบเส้นทางจากรุ่นสู่รุ่น และมอบแรงบันดาลใจที่ดีคืนสู่สังคมบ้าง ถ้าไม่เป็นช่วยกันเป็นเสาหลักนำทางให้เด็กมันไปในทางที่ถูกที่ควร แล้วเส้นทางข้างหน้ามันจะพังถึงขั้นไหน อนาคตมึงจะขายอะไรกัน”

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/social/551313

วันประกาศ เอกราช

“วันประกาศ เอกราช
Independent stay แปลว่าการหลุดพ้น
จากประเทศผู้ปกครองเขาประกาศเอกราช
เขาเฉลิมฉลองนี่คือวันชาติเขา

เพื่อนยืนประกาศบนเวทีว่าทูเดย์อีส thailand national day
เพื่อนก็มารวมกลุ่มกัน เพื่อนในรุ่นผม
ได้ร้องเพลงในวันชาตินั้นให้ผมฟังรู้ไหมเพลงอะไร
เพลงสรรเสริญพระบารมี
แล้วเขาร้องได้ เขาเป็นฝรั่งเขาเซอร์ไพรส์ผม”
.
พล.อ.อ.เสกสรร คันธา
ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ
พูดคุยในรายการ คุยคุ้ยคน

.
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=B30RxV-zl1Q

“จดหมายรักถึงอาม่า” เตรียมฉายในไทย!! เปิดเรื่องรัก ความทรงจำ และการพลัดถิ่น พาผู้ชมไทยสัมผัสวัฒนธรรมแต้จิ๋วและคำว่าครอบครัว ถ่ายทอดสายใยครอบครัวจีนโพ้นทะเลสุดกินใจ จ่อเข้าไทย 6 ส.ค. หลังโกยรายได้จีนทะลุ 1.9 พันล้านหยวน

หนังจีน 'จดหมายรักถึงอาม่า' เตรียมเข้าฉายในไทยส.ค. นี้ หลังกวาดรายได้ 1.9 พันล้านหยวนในจีน

เมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่าภาพยนตร์ภาษาจีนเรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า" (Dear You) มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไทยวันที่ 6 ส.ค. นี้  โดยจะพาผู้ชมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสัมผัสเรื่องราวการอพยพ ความทรงจำอันลึกซึ้ง และสายใยความสัมพันธ์ของผู้คนที่เรียบง่ายแต่กินใจ หลังประสบความสำเร็จจากการทำรายได้เข้าฉายในจีนสูงถึง 1.9 พันล้านหยวน (ราว 9.33 พันล้านบาท) เมื่อนับถึงวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของเสี่ยวเหว่ย ชายหนุ่มที่เดินทางมายังไทยเพื่อตามหาปู่ที่พลัดพรากกันมานาน ก่อนค้นพบจดหมายเก่าแก่ที่ถูกเก็บรักษาไว้หลายสิบปี การเดินทางครั้งนี้จึงค่อยๆ เผยเรื่องราวความรัก การเสียสละ ความกตัญญู และสายใยแห่งครอบครัว ท่ามกลางฉากหลังของวัฒนธรรมชาวจีนแต้จิ๋วที่สะท้อนประสบการณ์ของชาวจีนโพ้นทะเล พร้อมถ่ายทอดประเด็นสากลเกี่ยวกับการพลัดถิ่น ความโหยหาอดีต และความทรงจำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

สหมงคลฟิล์มฯ ระบุว่าผู้ชมชาวไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ในวงกว้าง ภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ของชาวจีนโพ้นทะเล พลังแห่งความรัก และความหมายที่แท้จริงของคำว่าครอบครัวสู่ใจผู้ชมชาวไทย ซึ่งบริษัทเชื่อว่าเรื่องราวที่ซาบซึ้งกินใจนี้จะสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้ชมทุกช่วงวัย

เพื่อรักษาเสน่ห์ของภาษาถิ่นแต้จิ๋วอันเป็นหัวใจสำคัญของภาพยนตร์ ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสสำหรับผู้ชมหลากหลายกลุ่ม โรงภาพยนตร์ในไทยจะจัดฉายทั้งเวอร์ชันภาษาจีนแต้จิ๋วดั้งเดิม พร้อมคำบรรยายภาษาไทยและภาษาจีนกลาง รวมถึงเวอร์ชันพากย์ไทยพร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษ

(แฟ้มภาพซินหัว : โปสเตอร์ภาพยนตร์จีนเรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า" ที่โรงภาพยนตร์ในเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 20 พ.ค. 2026)

ของเล่นเด็กไม่ควรเป็นภัยเงียบ!! ‘รัดเกล้า’ เตือนแพลตฟอร์มออนไลน์ กำลังเปิดทาง “ของเล่นปีศาจ” เข้าถึงลูกหลานไทย Squishy ของเล่นฮิตเด็ก อาจสะสมฝุ่น–เชื้อโรค–สารเคมีอันตราย

"รัดเกล้า" เตือน "ของเล่นปีศาจ" ทะลักไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จี้สภาผู้บริโภคยกระดับคุ้มครองเด็ก ชี้ปกป้องผู้บริโภคยุคดิจิทัล ต้องไม่หยุดแค่คืนเงิน

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปีของสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยชื่นชมการทำงานของสภาผู้บริโภคที่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิประชาชน พร้อมยกมาตรการ "เปิดก่อนจ่าย ไม่ตรงปก ไม่ต้องจ่าย" ว่าเป็นความสำเร็จที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์และเยียวยาผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม นางรัดเกล้า ระบุว่า รายงานยังมีช่องว่างสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันสินค้าจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศไทยทุกวัน ขณะที่หลายแพลตฟอร์มไม่มีสำนักงานหรือผู้รับผิดชอบในประเทศไทย ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคไทยแทบไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบได้

นางรัดเกล้า กล่าวว่า รายงานของสภาผู้บริโภคสะท้อนว่า ปัจจุบันกว่า 80% ของปัญหาผู้บริโภคเกี่ยวข้องกับภัยออนไลน์ และมีคดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ถึง 296,042 คดี คิดเป็นร้อยละ 44 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่เนื้อหาในรายงานยังให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาการฉ้อโกงและสินค้าไม่ตรงปก มากกว่าการป้องกันความเสี่ยงจากสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสี่ยงเพียงเสียเงิน แต่กำลังเสี่ยงเสียสุขภาพ และในหลายกรณี ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเด็ก"

นางรัดเกล้า ยกตัวอย่างกระแสความนิยมของ "สควิชชี่" (Squishy) ของเล่นนุ่มนิ่มที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เด็กและเยาวชน โดยระบุว่าแม้ภายนอกจะดูไม่มีอันตราย แต่เนื้อโฟมที่มีรูพรุนสามารถสะสมฝุ่นและเชื้อโรคได้ง่าย ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานจากหลายประเทศที่ตรวจพบสารเคมีอันตรายในของเล่นบางรายการ เช่น สารพาทาเลต (Phthalates) และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ ไต พัฒนาการของเด็ก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

"ของเล่นที่ดูน่ารัก อาจกลายเป็น 'ของเล่นปีศาจ' หากไม่มีการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพราะเมื่อสินค้าเหล่านี้หลุดรอดเข้าสู่ตลาด ผู้ที่ต้องรับความเสี่ยงคือเด็กและครอบครัวของพวกเขา"

นางรัดเกล้า ตั้งคำถามถึงสภาผู้บริโภคว่า มีแผนยกระดับบทบาทจากการรับเรื่องร้องเรียนไปสู่การผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าในยุคดิจิทัลหรือไม่ พร้อมเสนอให้ผลักดันการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติให้มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคไทยเช่นเดียวกับผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งประสานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพิ่มการสุ่มตรวจสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กและเยาวชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้สภาผู้บริโภคขยายการสื่อสารจากการเตือนภัยเรื่องการหลอกลวงทางการเงิน ไปสู่การเตือนภัยเรื่องความปลอดภัยของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและสามารถหลีกเลี่ยงสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

"การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต้องเป็นการคุ้มครองเชิงรุก ต้องป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง เพราะการคืนเงินอาจชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่สามารถเยียวยาสุขภาพของเด็กได้ หากสภาผู้บริโภคจะเป็นเพื่อนแท้ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ภารกิจในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องเงินของคนไทย แต่ต้องปกป้องชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของคนไทยทุกเพศทุกวัยด้วย" นางรัดเกล้า กล่าว

รมต.คลัง "เอกนิติ" เปิดเพจอย่างเป็นทางการ เปิดโพสต์แรก ชูหลัก 5T ประคองเศรษฐกิจวันนี้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาสบนวินัยการคลัง เปลี่ยนผ่านพลังงาน และลงทุนสร้างอนาคตไทย

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวลงในเฟสบุ๊ค ว่า

สวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิด post แรกแบบภาพรวมก่อนนะครับ

ผมเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤติน้ำมันขาดและแพง วิกฤติต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก

ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ผมในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต ภายใต้หลักการที่ผมเรียกว่า 5 T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส (Transition Now) รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาว (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง

Stabilizing Today: ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก
จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าจนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤติพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ โดยรัฐบาลสามารถประคองให้ไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม การตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาน้ำมันทำให้ไม่กระทบฐานะการคลัง (ซึ่งมีสถานะตึงตัวอย่างมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในช่วงอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา) จนลามไปเกิดวิกฤติการคลังเหมือนกรณีตัวอย่างประเทศในอาเซียนที่ต่างชาติไม่เชื่อมั่นในฐานะการคลังและแห่ถอนเงินออกจากประเทศนั้น (เลยกลายเป็นอานิสงค์ส่วนหนึ่งที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทำใหั set index โตขึ้นมาเฉียด 1600จุดในนปัจจุบัน) พร้อมกันนั้นได้ออกมาตราเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภาคขนส่งและภาคเกษตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน เพื่อชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอื่นๆ มากเกินไป นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤติปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา

Transition Now: เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวันนี้เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ผมย้ำเสมอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง หลายท่านอาจจะมีแนวคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในระยะสั้น หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลยเราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือนเม.ย-พ.ค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต

การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือ ไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้ง Solar ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนา upgrade สายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ smart grid และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ เงินกู้ 2 แสนล้านอาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ผมตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ

Transform for tomorrow: พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อค กม ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเปฌนเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง (investment-led growth) โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ค่อย ๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อย่างที่เคยเรียนในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐผ่านงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเท่านั้น เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น Thailand Future Fund และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุน FDI ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9แสนล้านบาทในปี 2569 นี้ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุน หรือเพิ่มมูลค่า FDI ให้สูงขึ้นเท่านั้น คำถามสำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ของการผลิตสมัยใหมของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของ BOI

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐภาคเอกชน (กรอ.) และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิด Live ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตามมา เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราจะอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว

การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกฯ และรมว คลัง ไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุด Teamwork เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่สามารถทำทุกอย่างได้คนเดียว แรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่รัฐบาล ข้าราชการประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภาคเอกชน และทีมงานที่เข้มแข็งของรองนายกฯ และรมว. คลัง ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจ

ผมจะพยายามมา Update เรื่องต่างๆ อยู่เรื่อยๆ นะครับ โดยอาจจะมีทีม Admin ของ page มาสรุป กิจกรรมของผมและให้ความรู้ต่างๆ รวมทั้งช่วยตอบคำถามเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผมติดภารกิจครับ

“กองทัพเรือ” เดินหน้าการทูตทหารเรือ!! “ไทย–เวียดนาม” จับมือแน่นด้านทะเล เสริมความปลอดภัยเดินเรือและผลประโยชน์ร่วมในอ่าวไทย เชื่อมความร่วมมืออาเซียนเพื่อความมั่นคงทางทะเล ย้ำความร่วมมือเพื่อสันติภาพในภูมิภาค

กองทัพเรือเดินหน้าการทูตทหารเรือ กระชับความร่วมมือทางทะเลกับกองทัพเรือเวียดนาม เสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในอ่าวไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 พลเรือโท วศิน สระศรีดา เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เป็นผู้แทนกองทัพเรือให้การรับการเยี่ยมคำนับของรองเสนาธิการทหารเรือเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุม Navy to Navy Talk (NTNT) ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

ในการหารือ ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณกองทัพเรือเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการประชุม Navy to Navy Talk ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ การประสานงาน และการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล พร้อมแจ้งให้ฝ่ายเวียดนามทราบว่า กองทัพเรือไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 และเชิญกองทัพเรือเวียดนามเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การประชุม ASEAN Navy Young Officers' Interaction (ANYOI) ในปี 2570 การสัมมนา Naval Medicine Seminar ภายใต้กรอบ Western Pacific Naval Symposium (WPNS) และการฝึก ASEAN–Republic of Korea Exercise ซึ่งกองทัพเรือไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี จัดต่อเนื่องจากการฝึก ASEAN Multilateral Naval Exercise (AMNEX) ที่ประเทศสิงคโปร์

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ประเทศไทยและเวียดนามเป็นประเทศชายฝั่งที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในอ่าวไทย ความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ การคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศในอ่าวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และการแก้ไขความเห็นต่างระหว่างรัฐด้วยการเจรจาและกฎหมายระหว่างประเทศ อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และส่งเสริมให้อ่าวไทยเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศและประชาชนในภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top