Saturday, 31 October 2026
NEWS FEED

ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ!! ดัชนี RSI ต.ค. 2569 ชี้ขยายตัวได้ ภาคใต้-อีสาน โตเด่น รับเทศกาลวันหยุดยาว เสี่ยงภัยแล้ง-ต้นทุนสูง กระทบบ้าง รัฐเร่งมาตรการหนุนกำลังซื้อและลงทุน

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนตุลาคม 2569

“ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ”

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และราคาต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 72.5 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจภายใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว และมีการจัดงานเทศกาลหลายงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในพื้นที่ รวมถึงอุปสงค์ต่อสินค้าจากทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 72.2 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้โดยมีแรงหนุนหลักจากภาคบริการและภาคเกษตร จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการบริโภค การจ้างงาน และการลงทุนในภาคบริการ อีกทั้งจะเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปี ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร กระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น และสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 71.4 แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ดี โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากการจัดงานประเพณีและเทศกาลสำคัญในหลายพื้นที่ รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และการดำเนินมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 69.0 สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ยังคงขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคการลงทุนและภาคอุตสาหกรรม ตามแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนในพื้นที่ EEC มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 66.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 66.4 สะท้อนว่าเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยภาคบริการและการจ้างงานได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดส่งออกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีต่อเนื่องและการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมการผลิตและความต้องการแรงงานในระยะข้างหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 64.6 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 61.4 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยังต้องติดตามประเด็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนพลังงาน ภาระค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในระยะต่อไป

https://www.mof.go.th/.../%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0...

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1449591037360510/?rdid=7Kxrz6JogmY0MKBb#

บ้านปู ขยายเชื้อเพลิงชีวมวล!! มุ่งลดคาร์บอน 148,000 ตันปี 2570 เดินเครื่องโครงการชีวมวลในจีนครบ 3 แห่ง ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ไฟฟ้า ตอบรับนโยบายคาร์บอนต่ำของจีน

บ้านปูเดินหน้าขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม
พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนในจีน

ขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วม (Biomass Co-firing) ในโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในจีน โดยภายในปี 2570 ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมทั้ง 3 แห่ง ปีละประมาณ 148,000 ตัน

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในกระบวนการผลิตไฟฟ้า (Biomass Co-firing) ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Heat and Power Plant: CHP) ทั้ง 3 แห่งในจีน โดยขยายจากโรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งไปยังโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่ง คาดว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมปีละประมาณ 148,000 ตัน ภายในปี 2570 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจากสินทรัพย์ที่บริษัทฯ มีอยู่

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของบ้านปูในจีน มีบทบาทในการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่ายระบบไฟฟ้า (Power Grid) และจ่ายไอน้ำให้แก่ลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนระบบทำความร้อนสำหรับที่อยู่อาศัยของชุมชนในช่วงฤดูหนาว การนำเศษวัสดุชีวมวลจากท้องถิ่นมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมกับเชื้อเพลิงหลักจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการต้นทุนด้านเชื้อเพลิง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินงานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+)

โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการ Biomass Co-firing มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดย 1 ปีให้หลัง ในเดือนกันยายน 2569 สามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมมากกว่า 47,000 ตัน โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วนร้อยละ 10 ซึ่งในปี 2570 คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ปีละประมาณ 70,000 ตัน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงประมาณ 1 ล้านหยวน (เทียบเท่า 4.7 ล้านบาท) ในปีเดียวกัน จากการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม

จากความสำเร็จในโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง บ้านปูได้ขยายการดำเนินงานโครงการ Biomass Co-firing ไปยังโรงไฟฟ้าโจวผิงและโรงไฟฟ้าหลวนหนาน โดยทั้งสองแห่งตั้งเป้าการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในสัดส่วนร้อยละ 10 โดยโรงไฟฟ้าโจวผิงได้เริ่มเดินเครื่องแล้ว และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมประมาณ 10,000 ตันในเดือนกันยายน 2569 ด้านโรงไฟฟ้าหลวนหนานอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 และประมาณการว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 34,000 ตันในปี 2570

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ Biomass Co-firing สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานอย่างมีวินัยของบ้านปู ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่เรามีอยู่ โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมกับเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนการดำเนินงานและบริหารจัดการเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในการจ่ายความร้อนและไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าของเรา”

การลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัทฯ สอดคล้องกับนโยบายที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในจีนควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยภาครัฐของจีนมีกลไกการซื้อขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowances: CEAs) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถนำสิทธิคาร์บอนส่วนเกินไปขายให้แก่บริษัทที่ต้องการซื้อสิทธิในการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติมได้ กลไกดังกล่าวจึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับบ้านปู การบริหารจัดการสินทรัพย์คาร์บอนในจีนครอบคลุมการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (High Efficiency, Low Emissions: HELE) โดยตั้งเป้าปริมาณการขาย CEAs รวม 435,000 ตันในปี 2569

บ้านปูให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยโครงการ Biomass Co-firing เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายของกลุ่มบ้านปูในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2573 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ที่ 1 หยวน : 4.7 บาท

อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม ยอมรับคิดน้อยไป!! ‘ศุภลักษณ์’ โร่ขอโทษสังคม–นักเขียนหญิงผู้เสียหาย ยอมรับคิดน้อยไป หลังถูกพบเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กเปิดวาร์ป ยืนยันไม่เคยร่วมคอมเมนต์คุกคาม พร้อมขอโทษผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ

“ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม โร่ขอโทษสังคม-ผู้เสียหาย ยอมรับ "คิดน้อยไป" หลังมีชื่อในกลุ่มเปิดวาร์ปนักเขียนหญิง 

เกิดเป็นประเด็นร้อนสะเทือนโซเชียล เมื่อวงการนักเขียนลุกเป็นไฟ ภายหลังมีการนำภาพนักเขียนหญิงไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก เพื่อค้นหาบัญชีส่วนตัว ก่อนพบว่าบางโพสต์มีข้อความลักษณะเข้าข่ายคุกคามทางเพศ โดยพบว่าในกลุ่มดังกล่าว มีนักเขียน นักการเมือง คนดังในแวดวงสังคมอยู่ในกลุ่มด้วยนั้น 

ล่าสุดวันที่ 30 ต.ค. 69 นาย ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกเปิดเผยว่าอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Suphalak Bumroongkit” เพื่อชี้แจงและขอโทษต่อสังคมว่า “มาแล้วครับ กว่าจะเลิกงาน แล้วต้องไปรพ. เสร็จแล้วฝนตกอีก” 

1.เฟซบุ๊กผมเคยอยู่ในกลุ่มนี้จริงครับ ผมเป็นคนที่กดจอยกลุ่มทุกกลุ่ม ฟอลทุกเพจที่ขึ้นมาในนิวฟีดเป็นธรรมชาติ แม้แต่กลุ่มที่ผมไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มต่อต้านแรงงานข้ามชาติ กลุ่มต่อต้านม็อบสามกีบ กลุ่มแมนมินิสต่อต้านสิทธิสตรี ฯลฯ เพราะอยากรู้ความคิดเห็น/ความเคลื่อนไหวในbubbleของคนแต่ละกลุ่มครับ ถ้าเรื่องไหนเดือดๆ มันจะชอบขึ้นมาในนิวฟีดเอง 

ตอนแรกจะโพสต์ลิงก์กลุ่มให้ด้วย ผมว่าจำเป็นต้องโพสต์ลิงก์ให้เป็นกรณีศึกษาของสังคม เพราะมีคนจำนวนมากยังไม่เห็นกลุ่มจริงๆ ว่าเป็นยังไง แต่กลุ่มบินไปแล้วครับ 

2.ส่วนกลุ่มนี้ มันขึ้นมาในนิวฟีดผม ผมก็กดเข้าไปตามวิสัยปกติ เท่าที่จำความได้ในตอนแรกยังไม่ได้มีคอมเม้นต์คุกคามเหมือนตอนนี้ครับ ผมไม่เคยไปเม้นต์ ไม่เคยกดเข้าไปดูในกลุ่มด้วย ทางเดียวที่ผมจะเห็นคือผ่านนิวฟีด (ซึ่งโพสต์กลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยขึ้นมาด้วย) 

3.จนผมเริ่มเห็นโพสต์เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค. พูดถึงกลุ่มนี้ ก็พอทราบว่าหมายถึงกลุ่มนี้

ตอนแรกผมไม่ได้กดออกด้วย เพราะเราบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีคอมเม้นต์คุกคามจริง, มีคอมเม้นต์ที่ objectify ผู้หญิงให้เป็นแค่วัตถุทางเพศให้เป็นบ่อยๆ แต่ผมคิดว่าก็เราไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องพวกนี้นี่นา เราอยู่กลุ่มอื่นๆ เต็มไปหมด ความคิดเห็นร้อยพ่อพันแม่ การอยู่ในกลุ่มก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มทุกเรื่องสักหน่อย คนในวาปก็เปิด public กันทั้งนั้น ได้ยอดฟอลเพิ่มวินๆ เมื่อก่อนก็มีเพจเปิดวาปคนสวยคนหล่อเต็มไปหมด 

4.แต่หลังจากที่ได้ทบทวน คุยกับหลายๆ คน ผมรู้สึกว่าผมคิดน้อยไปจริงๆ ครับ

-ผมไม่ทราบว่ามีการคุกคามเกิดขึ้นจากการเปิดวาป มีคนถูกส่งข้อความไปคุกคามจริง ส่งผลต่อสภาพจิตใจจริง

-สมมติว่ามีคนโดนทำร้าย แล้วเรายืนเฉยๆ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำร้าย มันก็ดูแย่อยู่ดี

-การอยู่ในกลุ่มเฉยๆ แม้ไม่ได้ทำอะไร แต่การมีจำนวนเยอะ ก็ถือเป็นการสนับสนุนให้วัฒนธรรมแบบนี้มันยังดำเนินต่อไปได้

-วิธีเช็กที่ง่ายที่สุด ถ้าน้องสาว พี่สาว แม่ แฟน ของท่าน โดนเอาไปโพสต์ในกลุ่มเพื่อหาวาป ท่านจะโอเคไหม?

-จะเอามาเทียบกับการอยู่ในกลุ่มอื่นไม่ได้ เพราะแต่ละกลุ่มมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน สมมติถ้าผมเข้าไปแฝงอยู่ในกลุ่ม "ซื้อขายบริการเด็กต่ำกว่า 18" เพื่อศึกษาความเคลื่อนไหว แบบนี้ก็คงพูดไม่ได้ล่ะ เพราะกลุ่มนี้มีจุดประสงค์ของการสร้างมาเพื่อทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมอย่างชัดเจน 

5.ขอใช้โอกาสนี้แสดงความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ขอโทษสังคม ขอโทษผู้เสียหายครับ 

6.สนับสนุนการที่ผู้หญิงออกมารวมตัวกันพูดเรื่องนี้ ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ตรวจสอบตัวเองอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอครับ เสียใจ หลายเรื่องถ้าไม่เกิดกับตัวเองจริงๆ ไม่มีทางเข้าใจครับ ประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูง ล้วนแต่มีขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เหนียวแน่นขัดกับผู้ถืออำนาจที่เป็นผู้ชายครับ

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/politic/561532 

ชายแดนไทย- พม่าตึงเครียด นายกอนุทินสั่งคุมเข้ม!! หลังระเบิดข้ามแดนทำคนไทยบาดเจ็บ ยกระดับความปลอดภัย 7 วัน ระงับนำเข้าส่งออกช่องทางอื่น ทหารลาดตระเวน 24 ชั่วโมงเต็ม

"นายกฯ"สั่งคุมเข้ม "แม่สอด" ทหารปิดชายแดน 7 วัน ริมแม่น้ำเมย ห้ามน้ำเข้า-ส่งออก ด้าน ฉก.ราชมนู ส่ง กำลังลาดตระเวน 24 ชม. ดูแลความปลอดภัยสู้รบเมียนมาเดือด

30 ต.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งกำชับ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ภายหลังการสู้รบในประเทศเมียนมา ส่งผลให้ระเบิดข้ามมาตกในฝั่งไทย ทำให้คนไทย อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย วานนี้(29 ต.ค.)

พร้อมทั้งมีการแจ้งผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีการปฏิบัติใดๆ จะต้องมีการยกระดับการป้องกันตนเอง
ด้าน พล.ต.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มีคำสั่งเป็นหนังสือด่วนมากที่ กห 0483/นเรศวร 577 กองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ อ.เมืองตาก จ.ตาก ถึงด่านศุลกากรแม่สอด เรื่องการระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ โดยมีใจความว่า
ตามที่ปรากฎสถานการณ์ความไม่ลงเรียบร้อย พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยเกิดเหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย/กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านนิละบ้าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้มีกระสุนข้ามมาตกยังฝั่งประเทศไทย บริเวณบ้านห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นพื้นที่ นั้น

เพื่อให้การควบคุมพื้นที่ชายแดนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้มีการสนับสนุนใดๆ ข้ามไปยังฝั่งเมียนมาอันอาจจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบของกองกำลังทุกฝ่าย และเพื่อให้เกิดความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน กองกำลังนเรศวร และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ จึงขอแจ้งด่านศุลกากรแม่สอดระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ ตั้งแต่บริเวณทิศใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1 ในพื้นที่อำเภอแม่สอด และในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นระยะเวลา 7 วัน ในห้วงตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม จนถึงวันที่ 5 พฤจิกายน 2569
ในขณะ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู โดยกองร้อยทหารราบที่ 1431 กองร้อยทหารราบที่ 1413 หมวดเคลื่อนที่เร็ว กองกำลังนเรศวร และชุดปฏิบัติการพิเศษที่ 1 หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังนเรศวร บูรณาการกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามเส้นทางแนวชายแดนและเส้นทางภายในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน โดยจะมีทั้งจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็วและรถยนต์ในการตรวจพื้นที่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่และป้องกันเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมรวบรวมและรายงานข้อมูลข่าวสารให้หน่วยเหนือทราบอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ด้านตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงก์ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นความพร้อมของกำลังพลในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1258553?anf=

‘อนุทิน’ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam”!! ส่งทนายแจ้งความสน.ทองหล่อ ฟ้องหมิ่นประมาทแชร์สลิปปลอม ชี้สร้างเรื่องเท็จค่าน้ำชา7 ล้าน เดินหน้าดำเนินคดีทางกฎหมายเต็มที่

“อนุทิน” ส่งทนายลุย สน.ทองหล่อ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam” ปมปล่อย-แชร์สลิปปลอม 7 ล้าน ฟันหมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมฯ ชี้สร้างเรื่องเท็จอ้างค่าน้ำชาเข้าบัญชีนายกฯ มอบหมายทนายเอาผิดทางกฎหมายถึงที่สุดทั้งผู้โพสต์ต้นทางและคนแชร์ต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัว เดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายชัยรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "Godd Dam" และ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

สำหรับการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเพจ "Godd Dam" ได้นำภาพสลิปการโอนเงินปลอมมูลค่า 7 ล้านบาท มาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ พร้อมระบุข้อความอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็น "ค่าน้ำชา" โอนเข้าบัญชีของนายอนุทิน ขณะที่ นางสาวรักชนก ได้นำโพสต์ดังกล่าวพร้อมภาพสลิปปลอมไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย จนสร้างความเสียหายและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เบื้องต้น ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) เพื่อให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ที่มา : https://thaitv5hd.com/content/203023/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%88-Godd-Dam-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%9E-%E0%B8%A3-%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AF

กบน. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน!! ลดราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ยกเลิกค่าขนส่ง-ประกันภัยในโครงสร้าง ตรึงราคาน้ำมันชนิดอื่นลดภาระประชาชน

โครงสร้างใหม่ ราคาลงทันที กบน.เคาะ ดีเซล B7 ลด 1 บาท แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลด 0.50 บาท มีผลหน้าปั๊มพรุ่งนี้ สะท้อนราคาที่เป็นธรรม

(28 ตุลาคม 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยน้ำมันดีเซล บี7 ชดเชยลดลง 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 2.93 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1 บาทต่อลิตร เหลือ 42.54 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-95 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-91 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.17 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569

การปรับลดราคาครั้งนี้เป็นผลจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ปรับหลักเกณฑ์การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ซึ่งเดิมคำนวณโดยสมมุติว่าน้ำมันขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์ ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ ต้นทุนเหล่านี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่แฝงอยู่ในราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยังปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง

แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวน โดย ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ171 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 139 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 253 ล้านบาท แต่ กบน. ยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันประเภทอื่นไว้ตามเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทั้งมติ กบง. และกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาพลังงานที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงและเป็นธรรมมากที่สุด ประชาชนต้องไม่จ่ายในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ควบคู่กับการบรรเทาภาระในยามวิกฤต และวางรากฐานโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในระยะยาว

กฟผ. จัดงาน “Thailand Space Expo 2026” !! มหกรรมอวกาศแห่งชาติ 2569 จับมือ GISTDA และพันธมิตรร่วมขับเคลื่อน โชว์ AI ภูมิสารสนเทศและพลังงานสะอาด พร้อมเสริมศักยภาพประเทศในเวทีโลก

กฟผ. เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ 2569 (Thailand Space Expo 2026)

กฟผ. จับมือ GISTDA และพันธมิตร จัดงาน “มหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ” (Thailand Space Expo 2026) โชว์เทคโนโลยี AI ภูมิสารสนเทศ และนวัตกรรมด้านพลังงาน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานเปิดงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Space Expo 2026 โดย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเจ้าภาพร่วม (Co-host) กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) และพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการของ กฟผ. โดยมีนายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง นายบุญมา พูชิน ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง และผู้บริหาร กฟผ. ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ณ บูท กฟผ. No.C03

นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง กฟผ. เผยว่า กฟผ. เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน Thailand Space Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจจากกิจการอวกาศ (New Space Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล ยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงาน และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านพลังงาน เกษตรกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

โดยในปีนี้ บูท กฟผ. นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond What We See : Empowering Tomorrow” สะท้อนบทบาทและภารกิจ กฟผ. ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนความยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ผ่าน 7 โซน ได้แก่ 1.ศักยภาพด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Thailand’s Electric Power Potential to Support Investment in Large-Scale Projects 2.ENZY Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายใต้ EGAT Smart Energy Solutions 3.การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (EGAT’s Driving the Future of Sustainability: Integrated Solutions for Decarbonization) 4.การใช้ AI ตรวจจับแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า และดำเนินระบบควบคุมกำลังไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (AI-Powered Solar Intelligence Platform: From Satellite Detection to Solar Generation Analytics) 5.เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน (Orbit for a Greener Future: EGAT Carbon Neutrality) 6.การประมาณค่ามวลชีวภาพเหนือดิน ของพืชพลังงานในจังหวัดลำปาง โดยใช้ดาวเทียม Landsat 8 (Estimation of Above-Ground Biomass for Energy Crops in Lampang Province Using Landsat 8 Satellite) และ 7.การพัฒนาระบบแจ้งเตือนสถานการณ์การเคลื่อนตัวของโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เทคโนโลยี InSAR: กรณีศึกษาอ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา (Development of an Early Warning System for Infrastructure Displacement Using InSAR Technology)

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรวันเกิด!! ต้อนรับเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรีชมสวนและพิพิธภัณฑ์ โปรโมชั่นสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวไทย เปิดโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติครบวงจร

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรี พาครอบครัวชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน

พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) จัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเดือนพฤศจิกายน 2569 ภายใต้แนวคิด “เกิดเดือนพฤศจิกายน สุขไปด้วยกันทั้งครอบครัว” มอบสิทธิ์ให้ผู้ที่เกิดในเดือนพฤศจิกายนเข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และพิเศษยิ่งขึ้น สมาชิกในครอบครัวที่ซื้อบัตรเข้าชมสวนและเดินทางมาพร้อมเจ้าของวันเกิด สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน ตั้งแต่วันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดเผยว่า การจัดโปรโมชั่นครั้งนี้มุ่งส่งเสริมให้ครอบครัวได้ใช้เวลาท่องเที่ยวร่วมกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสคุณค่าของพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลเก่าแก่หลากหลายยุคสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและมรดกทางวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการสร้างความสนใจและปลูกฝังการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนผ่านประสบการณ์จริง

นอกจากนี้ นงนุช เวิลด์ พัทยา ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัว มีสวนสวยหลากหลายรูปแบบมากกว่า 70 สวน หุบเขาไดโนเสาร์ที่จัดแสดงไดโนเสาร์จำขนาดเท่าตัวจริงกว่า 1,800 ตัว และเมืองอียิปต์ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสีสันตระการตา พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” และการแสดงช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ ตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.”

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่เปิดให้บริการตามปกติ ได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรและเดินทางมากับครอบครัว รวมถึงผู้พิการ สามารถเข้าชมสวนฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีตลอดปี สะท้อนความตั้งใจในการเปิดโอกาสให้คนทุกวัยได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน

ทั้งนี้ โปรโมชั่นวันเกิดเดือนพฤศจิกายนเปิดให้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาใช้บริการด้วยตนเอง (Walk-in) เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร เพื่อรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด นงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ไทยดัน FastPass ดึงทุน!! ลุยใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมระบบเงินทุน ลดเวลาขอใบอนุญาต 20-50% เข็นนวัตกรรม AI 8 หน่วยงานรัฐรวมพลังเร่งดึงเงินลงทุน เป้าหมายกระจายทุนแสนล้านสู่ท้องถิ่นเร็วขึ้น

ไทยงัด FastPass ‘ทางด่วนเงินทุน’ ดึงทุนโลกเข้าประเทศ พร้อมนวัตกรรม AI พลิกโฉมทั้งระบบ

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังไล่กวดไทยในทุกมิติ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจนำเงินมาลงทุน นอกจากเรื่องค่าแรง หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “ความรวดเร็วในการเดินเอกสาร” ซึ่งเป็น Pain Point ที่มีมายาวนานของระบบราชการไทย

ล่าสุด 8 หน่วยงานรัฐได้เร่งผนึกกำลังแก้ปัญหาคอขวดนี้ โดยเฉพาะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาทลายทุกกำแพง เพื่อดึงเม็ดเงินเกือบ 7 แสนล้านบาทให้กระจายสู่ท้องถิ่นอย่างเร็วที่สุด

คลิปนี้พาไปดูการแก้เกมของทีมไทย ผ่านกลไก Thailand FastPass และวิธีการทำงานแบบใหม่ของกนอ. ทั้งการร่นระยะเวลาขอใบอนุญาตลง 20-50% และการใช้ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการนิคมฯ แบบครบวงจร ด้วยระบบระดับโลกอย่าง Salesforce เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนเลือกปักหมุดที่ไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1454468943213576&id=100059514523438&rdid=mbqcOYtBbhKUiVTs#

ลดภาษีน้ำมัน แต่โรงกลั่นยิ่งรวย?! ชำแหละราคาน้ำมันไทยอิงสิงคโปร์ ส่วนต่างดีเซลกับน้ำมันดิบพุ่งจาก 32 เป็น 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐควรกำหนดเพดานราคาแทนใช้เงินกองทุน เปรียบเทียบสงครามราคาน้ำมันปี 65 กับ 69

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้กล่าวว่า…

“การลดภาษีน้ำมัน (ทั้งที่ยังอ้างอิงราคาขายที่สิงคโปร์) = ทำให้โรงกลั่นรวย”

รัฐควรกำหนดเพดานราคาเบนซิน–ดีเซล แทนการใช้เงินกองทุนฯ-ภาษี ที่ถมเท่าไรก็ไม่พอ

เทียบสงครามยูเครนในปี 2565 กับสงครามอิหร่านในปีนี้ 2569

กรณีปี 65 น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94.71 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126.64 เหรียญ ส่วนต่างราว 32 เหรียญ แต่พอมาถึงปี 69 ราคา ณ 22 ตุลา น้ำมันดิบดูไบอยู่ 108.62 ส่วนดีเซลสิงคโปร์พุ่งไป 170.70 ส่วนต่างเพิ่มขึ้นราว 63 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว โรงกลั่นกำไรมหาศาล เพราะไทยเราอิงราคาขายที่สิงคโปร์ ไม่ได้อิงตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบ

ไทยกลั่นน้ำมันดิบวันละ 1 ล้านบาร์เรลเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เป็น City State ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่คือส่งออกจึงต้องทำกลไกให้ราคาขายสูงเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เน้นส่งออก ราคาหน้าปั๊มต้องสูง อย่างโครงการBUDI ของมาเลเซีย ถ้าใช้บัตรประชาชนเติมดีเซลจะได้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ในราคา 16 บาท เท่านั้น ส่วนไทย เราขายในประเทศมาก โครงสร้างราคาควรทำต่างวิธีกัน

แล้วจะแก้ยังไง? ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (เดิมกระทรวงพลังงานแยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 45) เครื่องมือตัวนี้จึงอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ “น้ำมันถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุม” นานแล้วแต่ไม่เคยประกาศอัตราราคาเพราะมติ ครม. ปี 2534 บอกให้เป็นเสรี บัดนี้ควรถึงเวลาประกาศอัตราราคา เบนซินและดีเซลได้แล้ว

การใช้เงินกองทุนหรือภาษีมาอุ้มน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นไทยทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/2321784521694406


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top