Saturday, 1 August 2026
NEWS FEED

ภารกิจไทยใน UNMISS ไม่หยุดแค่งานสนาม!! THAI HMEC หนุนความมั่นคงทางอาหาร สร้างแปลงผัก–ถ่ายทอดเกษตรให้โรงเรียนและชุมชน ส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรในโรงเรียน เสริมความมั่นคงอาหารระดับครัวเรือน

THAI HMEC ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารผ่านกิจกรรมส่งสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตร

THAI HMEC ดำเนินโครงการสนับสนุนด้านการเกษตร ณ โรงเรียน JCC Hai Negil Progressive School โดยจัดทำแปลงผัก สร้างรั้วป้องกันพื้นที่เพาะปลูก และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่นักเรียน ครู และประชาชนในชุมชน

โครงการดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ สร้างแหล่งอาหารภายในโรงเรียน และสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนในพื้นที่ ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกในระยะยาว
กิจกรรมนี้สะท้อนแนวทางของ THAI HMEC ในการสนับสนุนเป้าหมายของ UNMISS ผ่านการพัฒนาชุมชน เสริมสร้างศักยภาพของประชาชน และวางรากฐานสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

THAI HMEC Promotes Food Security Through Agricultural Learning

THAI HMEC has supported agricultural education at JCC Hai Negil Progressive School by establishing vegetable gardens, constructing protective fencing, and providing practical agricultural training for students, teachers, and members of the surrounding community.
The initiative encourages hands-on learning, strengthens school food production, and promotes household food security by equipping communities with practical farming knowledge that can be sustained over the long term.

Through community-based initiatives such as this, THAI HMEC supports the objectives of UNMISS by strengthening local resilience, empowering communities, and promoting sustainable livelihoods.

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1340975678186577&id=100068224728466&rdid=XxeCOsYPGAhSRyP6#

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้านไทย ส่งเสริมแรงงานฝีมือไทยในเกาหลีใต้ ย้ำเจตนารมณ์ "เรียนจบได้งาน" ร้านเลมอนกราสขยายสาขาต่อเนื่อง ดูแลแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้าน 'เลมอนกราส ไทย' ในเกาหลีใต้ ชื่นชมมาตรฐานฝีมือแรงงาน พร้อมหนุนการจ้างงานต่อเนื่อง

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) โดยมี นายพาค บงชู และ นางสาวมณฑกานต์ เกียรติวรตระกูล ผู้บริหารร้านให้การต้อนรับ พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางศิริรัตน์ ศรีชาติ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมด้วย ณ ร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) สาขาคังนัม กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

ในการเยือนครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้ร่วมหารือกับผู้บริหารร้านถึงแนวทางการส่งเสริมแรงงานไทย โดยกล่าวชื่นชมทางร้านที่ให้ความสำคัญกับการจ้างงานแรงงานไทยที่มีทักษะฝีมือ (ประเภท E-7) ซึ่งผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดย นายจุลพันธ์ ได้ย้ำถึงนโยบาย "เรียนได้จบ ได้งาน" เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างในต่างประเทศมากขึ้น

"กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะร้านเลมอนกราส ไทย ที่มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เราจะเตรียมความพร้อมด้านแรงงานทั้งในด้านการจัดส่งและการพัฒนาทักษะ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจบริการและร้านอาหารไทยในเกาหลีใต้ต่อไป" นายจุลพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้พบปะพูดคุยและให้โอวาทแก่แรงงานไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ในร้าน โดยเน้นย้ำให้แรงงานตั้งใจทำงาน รักษามาตรฐานฝีมือของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นแบบอย่างที่ดีของเชฟไทยและอาหารไทย รวมถึงขอให้รักษาสุขภาพและหมั่นฝึกฝนภาษาเกาหลีเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ทำหน้าที่คุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

สำหรับร้านอาหารเลมอนกราส ไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 ภายใต้บริษัท Seyeon FNC ปัจจุบันมีการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์รวม 14 สาขาทั่วกรุงโซล โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและการพัฒนาสูตรอาหารไทยที่ผสมผสานให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว

โซเชียลถกสนั่น!! พิธีชูถ้วยบอลโลก 2026 ถ้วยแชมป์โลกควรเป็นโมเมนต์ของนักเตะสเปน แต่การยืนค้างของ ‘ทรัมป์’ ทำให้เฟรมประวัติศาสตร์ กลายเป็นดราม่าทางมารยาทบนเวที

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองหลังทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้เกิดช่วงเวลาที่กลายเป็นประเด็นบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยืนอยู่บนเวทีระหว่างพิธีชูถ้วยแชมป์ แม้จะถึงช่วงเวลาที่นักเตะสเปนกำลังจะร่วมกันฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์

ขณะที่ จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) พยายามส่งสัญญาณหรือเชิญให้ทรัมป์ขยับออกจากจุดศูนย์กลางของเวที เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเตะสเปนได้ชูถ้วยแชมป์ตามธรรมเนียม แต่ทรัมป์ยังคงยืนอยู่บนเวทีอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่อินฟานติโนจะพาเขาออกจากตำแหน่งดังกล่าว

โรดรี กองกลางทีมชาติสเปน ก็พยายามส่งสัญญาณให้ทรัมป์ขยับออกจากบริเวณดังกล่าวเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ เนื่องจากพิธีชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ธรรมเนียมปฏิบัติคือให้นักเตะ ทีมงาน และสตาฟฟ์ของทีมแชมป์เป็นผู้เฉลิมฉลองร่วมกันบนเวที ขณะที่บุคคลภายนอกซึ่งเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลมักจะถอยออกจากกรอบภาพหลังเสร็จสิ้นการมอบถ้วย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีมแชมป์ได้บันทึกภาพแห่งประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3727882294031104/?rdid=81k3c0IAsCU21dOg#

ไทยต้องเร่งสร้างคนเทคโนโลยีขั้นสูง!! จีนเร่งพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้าน Semiconductor ไทยเพิ่งเริ่มหลักสูตรด้านนี้เมื่อปีที่แล้ว เทคโนโลยี Quantum ยังไม่ได้รับการสอนโดยตรง 10 ปีข้างหน้าคือคำถามของการสร้างเทคโนโลยี

นายปฐม อินทโรดม กล่าวบนเฟสบุ๊คว่า

อาทิตย์ที่แล้วไปนั่งกินข้าวกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีจากจีน ระหว่างคุยกัน ผมถามคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้คนจบสาขาไหนในจีนมีโอกาสงานดีที่สุด

เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดแม้แต่วินาทีเดียว…

Semiconductor

คำตอบนั้นทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจีนถึงกำลังไล่จี้ หรือในหลายด้านกำลังแซงแชมป์เก่าอย่างอเมริกา เพราะเขาไม่ได้แค่สร้างโรงงานหรืออัดงบวิจัย แต่กำลังสร้าง "คน" มาตั้งแต่หลายปีก่อน

ส่วนประเทศไทย เราเพิ่งมีหลักสูตรปริญญาตรีด้าน Semiconductor Engineering อย่างจริงจังเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

จากนั้นเราคุยกันติดลมยาวไปถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่โลกคงหนีไม่พ้นอย่าง Quantum Computing เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกว่า…

"ผมเรียนจบปริญญาตรีด้าน Quantum มาโดยตรง"

ผมนิ่งไปพักใหญ่…

เพราะในประเทศไทย คำว่า Quantum เพิ่งเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันเรายังไม่มีหลักสูตรปริญญาตรีด้านนี้โดยตรงด้วยซ้ำ

บางครั้งความน่ากลัวของการแข่งขัน ไม่ใช่การที่อีกฝ่ายมีเทคโนโลยีดีกว่า

แต่คือวันที่เราเพิ่งเริ่มพูดถึงเทคโนโลยีนั้น หลายประเทศกำลังสร้างคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าออกมาป้อนให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ

คำถามที่ผมกลับมาคิดตลอดทางคือ...

อีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นประเทศที่สร้างเทคโนโลยี หรือเป็นเพียงประเทศที่รอซื้อเทคโนโลยีจากคนอื่นเหมือนเดิมต่อไป?

คำตอบในหัวดูจะชัดเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27468696282756814/?rdid=YfknVr5AwXSRbJro#

ถอดบทเรียน PARAMETER เมื่อเจลาโต้หลักร้อยไม่ใช่ปัญหา แต่คำพูดของแบรนด์อาจแพงกว่าราคา ถ้าแบรนด์อธิบายคุณค่าได้ดีพอ แต่ต่อให้สินค้าดีแค่ไหน หากลูกค้ารู้สึกถูกดูถูก ราคาก็อาจละลายเร็วกว่าตัวเจลาโต้

ของแพงไม่ใช่ปัญหา แต่ทำไมคำพูดของแบรนด์จึงกลายเป็นดราม่า?

ถอดบทเรียน PARAMETER เมื่อคุณภาพสินค้าอาจไม่เพียงพอ หากผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกตัดสิน

ในโลกธุรกิจ ผู้ประกอบการมีสิทธิ์ตั้งราคาสินค้าตามต้นทุน คุณภาพ วัตถุดิบ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ต้องการมอบให้ลูกค้า

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า สินค้านั้นคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายหรือไม่

ดังนั้น การที่เจลาโต้หนึ่งถ้วยมีราคาหลักร้อยบาทจึงไม่ควรเป็นเรื่องผิด และการที่ลูกค้าบางคนมองว่าแพงก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตลาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าสินค้าและราคานั้นไปต่อได้หรือไม่

แต่กรณีของร้านเจลาโต้พรีเมียม PARAMETER ซึ่งมี “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” เป็นบุคคลสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเป็นหน้าในการสื่อสารของแบรนด์ กลับไม่ได้ถูกถกเถียงเฉพาะเรื่องราคาเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวขยายตัวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ คือวิธีสื่อสารเกี่ยวกับการรับประทานเจลาโต้ ตลอดจนข้อความที่เชื่อมโยงไปถึง “มายด์เซต” ของผู้บริโภคไทย

จากคำถามง่าย ๆ ว่า

“เจลาโต้ถ้วยนี้คุ้มราคาหรือไม่?”

จึงกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“แบรนด์กำลังให้ความรู้ หรือกำลังตัดสินคนที่คิดไม่เหมือนตนเอง?”

จากเจลาโต้พรีเมียม สู่พื้นที่ถกเถียงเรื่องรสนิยม

PARAMETER เปิดตัวในฐานะร้าน “Classic Refined Gelato” ที่ชั้น G สยามพารากอน โดยนำเสนอจุดขายด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และวิธีการเสิร์ฟที่แตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป ขณะที่รายงานข่าวระบุว่า มีเมนูราคาตั้งแต่ประมาณ 159 บาท ไปจนถึง 559 บาท ตามชนิดและความหายากของวัตถุดิบ

การตั้งราคาสูงจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดในตัวเอง

ในตลาดมีสินค้าอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ขายเพียงประโยชน์ใช้สอย แต่ขายทั้งเรื่องราว งานฝีมือ ความหายาก สถานที่ ประสบการณ์ และสถานะทางสังคม ตั้งแต่กาแฟแก้วละหลายร้อยบาท อาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงกระเป๋าหรือรถยนต์ราคาหลายล้านบาท

ผู้บริโภคที่เห็นคุณค่าย่อมตัดสินใจซื้อ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นความคุ้มค่าก็สามารถเลือกไม่ซื้อได้

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามอธิบายว่าเหตุใดสินค้าจึงมีราคาแพง แต่อยู่ที่การอธิบายนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกหรือไม่ว่า คนที่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย หรือมีกำลังซื้อไม่ถึง กำลังถูกมองว่ามีรสนิยมต่ำกว่า หรือมีความคิดที่ไม่พัฒนา

เมื่อความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น ประเด็นก็ไม่ใช่เรื่องเจลาโต้เพียงถ้วยเดียวอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องชนชั้น โอกาสทางเศรษฐกิจ และสิทธิของผู้บริโภคในการเลือกใช้เงินของตนเอง

แบรนด์มีสิทธิ์แนะนำ แต่ลูกค้าต้องไม่รู้สึกว่าถูกควบคุม

อีกส่วนหนึ่งของกระแสวิจารณ์มาจากคอนเทนต์เกี่ยวกับวิธีรับประทาน เช่น การไม่ควรเคี้ยว การควรรับประทานทันที และประเด็นเรื่องการถ่ายรูปสินค้า

ในมุมของผู้ผลิต คำแนะนำเหล่านี้อาจมีเหตุผล เพราะอุณหภูมิ ขนาดของคำ และระยะเวลาหลังเสิร์ฟ ย่อมส่งผลต่อรสชาติและเนื้อสัมผัส

แต่เส้นแบ่งระหว่างคำว่า “คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ” กับ “กฎที่ใช้ตัดสินลูกค้า” นั้นบางมาก

แบรนด์สามารถพูดว่า

“เพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด แนะนำให้ลองรับประทานด้วยวิธีนี้”

แต่ควรระมัดระวังการสื่อสารที่อาจถูกตีความว่า

“หากคุณไม่กินตามวิธีของเรา แสดงว่าคุณกินไม่เป็น”

เพราะทันทีที่ลูกค้าจ่ายเงิน สินค้านั้นก็กลายเป็นประสบการณ์ของลูกค้า ลูกค้ามีสิทธิ์จะรับประทานช้า ถ่ายรูป แบ่งกับเพื่อน หรือเลือกวิธีที่ตนเองมีความสุข ตราบใดที่ไม่รบกวนผู้อื่นหรือฝ่าฝืนกฎที่จำเป็นของสถานที่

หน้าที่ของแบรนด์คือเพิ่มความรู้และเพิ่มคุณค่าให้ประสบการณ์ ไม่ใช่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าต้องสอบผ่านมาตรฐานรสนิยมของผู้ขายก่อนจึงจะมีสิทธิ์บริโภคสินค้า

กฤษณ์ชี้แจงว่าเป็นการหยอกเล่น พร้อมยืนยันในคุณภาพสินค้า

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กฤษณ์ออกมาชี้แจงต่อสื่อถึงประเด็นต่าง ๆ โดยอธิบายว่า เรื่องห้ามเคี้ยวหรือห้ามถ่ายรูปส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในบริบทของการหยอกเล่นกับลูกค้า และเมื่อคลิปถูกตัดออกไปเผยแพร่โดยไม่มีบริบท ผู้ชมภายนอกอาจรู้สึกไม่ดี พร้อมกล่าวขอโทษหากคำพูดทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกดูถูก

ขณะเดียวกัน เขายังคงยืนยันว่า ราคาของเจลาโต้มาจากต้นทุน วัตถุดิบหายาก และรายละเอียดของกระบวนการผลิต โดยระบุว่ากระแสที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง และเตรียมนำเสนอเมนูจากวัตถุดิบพิเศษในราคาประมาณ 700–900 บาทด้วย

คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนว่า แบรนด์ไม่ได้ถอยจากจุดยืนเรื่องคุณภาพและราคา แต่พยายามอธิบายเจตนาของการสื่อสารที่เป็นต้นเหตุของกระแสวิจารณ์

อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารสาธารณะ “เจตนา” เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความหมาย

อีกครึ่งหนึ่งคือ “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นกับผู้รับสาร

ผู้พูดอาจไม่ได้ตั้งใจดูถูก แต่หากผู้ฟังจำนวนมากรู้สึกว่าถูกดูถูก สิ่งที่แบรนด์ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงการยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่ต้องย้อนกลับมาทบทวนว่า ภาษา น้ำเสียง และรูปแบบคอนเทนต์ส่วนใดทำให้ความหมายเดินทางไปถึงผู้บริโภคในอีกแบบหนึ่ง

เมื่อคนดังเป็นหน้าแบรนด์ ทุกคำพูดย่อมกลายเป็นคำพูดของแบรนด์

อีกประเด็นที่ปรากฏหลังการแถลงข่าวคือสถานะของกฤษณ์ในธุรกิจ โดยเจ้าตัวระบุว่าไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น แต่ทำหน้าที่เป็นเชฟ คิดเมนู และออกแบบระบบการผลิต ขณะที่ข้อมูลที่กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างอิง Creden Data ระบุว่า บริษัท พารามิเตอร์ จำกัด มี “พรพิพัฒน์ เวหัพพลา” เป็นผู้ถือหุ้น 100%

การที่เชฟหรือผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไม่ได้ถือหุ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติทางธุรกิจ และไม่ได้หมายความว่าคนนั้นไม่มีบทบาทสำคัญต่อแบรนด์

แต่กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อบุคคลใดมีภาพจำผูกติดกับแบรนด์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีตำแหน่งทางกฎหมายว่าเจ้าของ ผู้ถือหุ้น เชฟ หรือครีเอทีฟ คำพูดของเขาก็ย่อมถูกสังคมตีความว่าเป็นท่าทีของแบรนด์อยู่ดี

นี่คือทั้งพลังและความเสี่ยงของ Founder Branding หรือ Personal Branding

บุคลิกที่ชัดเจนช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำได้รวดเร็ว แต่เมื่อบุคคลกลายเป็นศูนย์กลางมากเกินไป ความคิดเห็นส่วนตัวทุกประโยคก็สามารถส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสินค้า พนักงาน หุ้นส่วน และองค์กรทั้งหมดได้พร้อมกัน

กระแสแรงอาจทำให้คนต่อคิว แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะกลับมาซื้อซ้ำ

ในระยะสั้น ดราม่าอาจสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้อย่างปฏิเสธไม่ได้

คนจำนวนมากที่ไม่เคยรู้จัก PARAMETER ได้รู้จักแบรนด์ ผู้บริโภคบางส่วนอาจเดินทางไปทดลองเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเองว่า เจลาโต้มีคุณภาพสมราคาหรือไม่ ขณะที่ภาพของคิวหน้าร้านยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสินค้าที่ต้องไปลอง

แต่การรับรู้จำนวนมากไม่เท่ากับความรักในแบรนด์ และยอดขายช่วงที่เป็นกระแสก็ไม่เท่ากับความยั่งยืน

ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่จำนวนคนที่มาต่อคิวในช่วงดราม่า แต่คือ

- ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมากเพียงใด

- ลูกค้ายินดีแนะนำแบรนด์ให้ผู้อื่นหรือไม่

- เมื่อกระแสสงบลง แบรนด์ยังมีคุณค่าที่แข็งแรงพอหรือไม่

- ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ในฐานะ “เจลาโต้คุณภาพสูง” หรือ “ร้านที่มีดราม่าเรื่องวิธีกิน”

เพราะกระแสสามารถพาคนมาถึงหน้าร้านได้ แต่มีเพียงคุณภาพ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเท่านั้นที่จะทำให้คนกลับมาอีกครั้ง

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

กรณี PARAMETER ไม่ได้สอนว่าผู้ประกอบการห้ามตั้งราคาสูง และไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ต้องยอมตามความคิดเห็นของผู้บริโภคทุกเรื่อง

ตรงกันข้าม ผู้ประกอบการควรมั่นใจในสินค้า กล้ายืนยันคุณค่า และกล้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด

แต่ความมั่นใจในสินค้าควรเดินคู่กับความเคารพต่อผู้บริโภค

การอธิบายว่า “สินค้าของเราดีอย่างไร” ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การบอกว่า “คนที่ไม่เลือกสินค้าของเราคิดไม่เป็น”

การบอกว่า “เรามีวิธีรับประทานที่แนะนำ” ไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “วิธีของคุณผิด”

และการผลิตของพรีเมียมก็ไม่จำเป็นต้องทำให้แบรนด์วางตนอยู่เหนือผู้บริโภค

ท้ายที่สุดแล้ว ของแพงอาจไม่ใช่ปัญหาเลย หากแบรนด์สามารถทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเงินที่จ่ายไปแลกกับคุณค่าอะไร

แต่ต่อให้สินค้าดีเพียงใด หากวิธีสื่อสารทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกดูถูก ความชอบธรรมของราคาที่แบรนด์พยายามสร้างขึ้น ก็อาจละลายเร็วกว่าตัวเจลาโต้เสียอีก

เพราะในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่ซื้อความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ด้วยนั้น การเคารพลูกค้าอาจเป็นวัตถุดิบที่มีค่าที่สุด และไม่มีสินค้าใดสามารถตั้งราคาทดแทนได้

ผมว่าผมอร่อยกว่า

“เจราโต จิทาชิโอ้ เอเซิล นัทช็อกโกแลต
เท่าที่ผมกินมาหมดเลยนะอันดับหนึ่งของโลก
กาแฟกาแฟก็อันดับหนึ่งเอสเปรสโซ่อันดับหนึ่งของโลก
ผมเคยกินมิชลิน 3 ดาวมาผมว่าผมอร่อยกว่าตอนนั้น”

กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์
เจ้าของร้าน PARAMETER Gelato & Granita

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/3714758818692963

‘รวงข้าว ลัลนา’ คว้าแชมป์!! ลัลนา ธาราฤดี ล้มมือวางเบลเยียม ผงาดแชมป์ WTA ENKA OPEN 2026 รอบชิงสุดเซตตัดสิน 6-4,4-6,6-3 ขึ้นอันดับโลกสูงสุดที่ 82

รวงข้าว ลัลนา ธาราฤดี ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่อง เมื่อเป็นฝ่ายไล่ต้อนเอาชนะนักหวดสาวเบลเยียม ผงาดแชมป์เทนนิส ENKA OPEN 2026 ที่ตุรกี

เทนนิสหญิงอาชีพ ดับเบิลยูทีเอ ระดับชาลเลนเจอร์ รายการ WTA ENKA OPEN 2026 ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อ 19 ก.ค. ประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ “รวงข้าว”ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสสาวไทย มืออันดับ 91 ของโลก มือวางอันดับ 2 ของรายการ ลงสนามพบกับ ฮานเนอ ฟาน เดอ วินเคิล มืออันดับ 98 ของโลก และมือวางอันดับ 3 ของรายการจากเบลเยียม

เซ็ตแรกทั้งสองคนต่างงัดฝีมือเข้าใส่กันอย่างต่อเนื่อง ทำให้รูปเกมค่อนข้างสูสี แต่ว่าช่วงท้ายเซ็ตสาวไทยทำได้แน่นอนกว่าเอาชนะไปได้ก่อน 6-4 ขึ้นนำ 1-0 เซ็ตสองรูปเกมยังสนุกสูสีแม้ลัลนาจะออกนำก่อนสาวเบลเยียมไม่ยอมแพ้ไล่แซง 5-4 และกลับมาชนะ 6-4 ตามตีเสมอ 1-1 เซ็ต

เซ็ตสาม ลัลนาเค้นฟอร์มเก่งกลับมาอีกครั้งเป็นฝ่ายทิ้งห่างถึง 3-0 และทิ้งเป็น 5-3 ก่อนจะเอาชนะไปได้ 6-3 ทำให้ลัลนาชนะ 2-1 เซ็ต 6-4, 4-6, 6-3 คว้าแชมป์พร้อมเงินรางวัล 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 504,450 บาท และคะแนนสะสมอันดับโลกอีก 125 คะแนน

จากการคว้าแชมป์ล่าสุดของรวงข้าว ทำให้อันดับโลกเรียลไทม์
ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 82 ของโลก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10329825

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122172025880979611&id=61579388336838&post_id=61579388336838_122172025880979611&rdid=SF40b1x3BkHEcX3B#

กระทิงดุคืนบัลลังก์โลก!! สเปนขึ้นเจ้ายุทธจักรลูกหนังโลกอีกครั้ง หลังเฟร์รัน ตอร์เรสยิงประตูทองดับอาร์เจนตินา คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ต่อจากปี 2010 หลังชนะอาร์เจนตินา 1-0

สเปน ฉลองแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 พร้อมเป็นโทรฟี่รายการดังกล่าวสมัยที่ 2 หลังเฉือนชนะ อาร์เจนตินา ที่เหลือผู้เล่น 10 คน 1-0

โดย สเปน เฉือนชนะ อาร์เจนตินา ที่เหลือผู้เล่น 10 คนหลังได้ประตูชัยจาก เฟร์รัน ตอร์เรส ช่วงต่อเววลาพิเศษนาที 106

จากผลดังกล่าวทำให้ทัพ “กระทิงดุ” คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 และเป็นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 2 ต่อจากปี 2010

และในพิธีมอบถ้วย และเหรียญรางวัลนั้นมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และจานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มามอบให้ด้วยตัวเอง

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10329866

“เวียตเจ็ท” ลุยอุดรธานี!! ปั้นอุดรธานีเป็นฮับการบิน เพิ่มเที่ยวบินภายใน-ต่างประเทศ เปิดตัวแผนพัฒนาวันที่ 22 ก.ค. หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและท่องเที่ยว

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” คิกออฟแผนปั้น “ท่าอากาศยานอุดรธานี” สู่ฮับการเดินทางลุ่มแม่น้ำโขง
เพิ่มความถี่เที่ยวบิน – พัฒนาเครือข่ายเที่ยวบินเชื่อมต่อ – เปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ
กรุงเทพฯ 6 กรกฎาคม 2569 – เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดแผนการยกระดับท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี สู่ประตูการเดินทางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ผ่านการขยายเครือข่ายเส้นทางบินอย่างเป็นขั้นตอน โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ การพัฒนาเส้นทางระหว่างประเทศผ่านบริการ Sky ConX และการศึกษาศักยภาพเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานีในอนาคต

แผนการพัฒนาเครือข่ายดังกล่าวมุ่งเพิ่มทางเลือกการเดินทางให้แก่ประชาชนในจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยชูบทบาทของจังหวัดอุดรธานีในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานการบิน ศักยภาพด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ภายใต้แผนการพัฒนาดังกล่าว เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้วางแนวทางการขยายเครือข่ายจากอุดรธานีใน 3 ระยะสำคัญ ได้แก่

ระยะที่ 1 การเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ โดยสายการบินฯ ได้เริ่มเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างอุดรธานีและกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของประชาชน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมสร้างความถี่เที่ยวบินที่เหมาะสมต่อการเชื่อมต่อกับเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศของสายการบิน จากสนามบินสุวรรณภูมิ

ระยะที่ 2 เตรียมต่อยอดบริการ Sky ConX เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารจากอุดรธานีในการเดินทางเชื่อมต่อผ่านกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ สู่จุดหมายปลายทางระหว่างประเทศสำคัญ อาทิ ดานัง โตเกียว ไทเป และจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยผู้โดยสารสามารถเช็กอินครั้งเดียวจากท่าอากาศยานอุดรธานี และรับสัมภาระ ณ จุดหมายปลายทางสุดท้าย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ราบรื่น และคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมโยงเมืองศักยภาพของไทยสู่เครือข่ายการบินระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขการให้บริการของสายการบิน

ระยะที่ 3 ศึกษาเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานี เวียตเจ็ทไทยแลนด์อยู่ระหว่างการศึกษาศักยภาพและความเป็นไปได้ของการเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานี เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต และสนับสนุนบทบาทของอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางการเดินทางที่เชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่เวียดนาม อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และจุดหมายปลายทางสำคัญในเอเชีย

ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์เตรียมร่วมเปิดตัวแนวทางการพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัดอุดรธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพันธมิตรในพื้นที่ เข้าร่วมผลักดันศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีในฐานะเมืองเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “อุดรธานีเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีจึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับเมือง ผู้ประกอบการ ชุมชน และประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แผนการพัฒนาเครือข่ายจากอุดรธานีของเวียตเจ็ทไทยแลนด์จะดำเนินอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการสร้างฐานการเดินทางที่แข็งแกร่งผ่านการเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ จากนั้นจะต่อยอดสู่บริการ Sky ConX เพื่อให้ผู้โดยสารจากอุดรธานีสามารถเดินทางเชื่อมต่อสู่จุดหมายปลายทางระหว่างประเทศได้สะดวก และคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานีในอนาคต”

นอกจากศักยภาพด้านการเดินทาง อุดรธานียังเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของชุมชนไทย–เวียดนาม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม การพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง 2569 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ “สุสานหลวงหมิง” ชูมรดกโลกสู่พลังวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้เชี่ยวชาญชูบทบาทรวมชาติพันธุ์จีน ชูนวัตกรรมดิจิทัลสร้างแรงบันดาลใจใหม่

งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569 เปิดฉากยิ่งใหญ่
ณ สุสานหลวงราชวงศ์หมิง ชูแนวคิด
“วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง”

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty Culture Forum) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “World Heritage Splendor, Cultural Renaissance” (วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสุสานหลวงราชวงศ์หมิง ในเขตฉางผิง งานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของบุคคลระดับแถวหน้า ทั้งนักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรม บุคลากรในแวดวงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงจากทั่วประเทศ งานประชุมนี้มีขึ้นเพื่อร่วมสำรวจคุณค่าร่วมสมัยของวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การสัมมนาทางวิชาการ นิทรรศการพิเศษ การเสวนาคู่ขนาน และการจัดแสดงด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งยังอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของเขตฉางผิง ซึ่งตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย มาร่วมนำเสนอแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมดั้งเดิมอันล้ำค่าของจีนให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ต่อไป

งานประชุมระยะเวลา 2 วันนี้ แบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ พิธีเปิดงาน, การเสวนาคู่ขนาน 4 หัวข้อ, การประชุมสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ 70 ปีแห่งการขุดค้นสุสานติ้งหลิง และนิทรรศการพิเศษจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยราชวงศ์หมิง งานนี้ผสานความลุ่มลึกทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับสู่การเป็นเวทีระดับชาติในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ที่ทั้งมีความเป็นมืออาชีพ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย และก้าวไกลสู่สายตาชาวโลก

พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ รวมพลผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้า ร่วมพลิกฟื้นวัฒนธรรมหมิง เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน

ณ เวลา 9:00 น. พิธีเปิดงานได้เริ่มต้นขึ้นอย่างตื่นตาตื่นใจด้วยภาพยนตร์สั้นสุดสมจริงด้วยเทคโนโลยี AI ในชื่อ “Chang Xiaoming Takes You on a Tour of Ming Culture” (ฉางเสี่ยวหมิงพาทัวร์วัฒนธรรมหมิง) โดยมีมนุษย์เสมือนจริงในรูปแบบโฮโลแกรมอย่าง “ฉางเสี่ยวหมิง” พาทุกคนข้ามมิติไปยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้าม เมืองก่งหัว ด่านจวียง และสุสานราชวงศ์หมิง ซึ่งการผสานโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างแนบเนียนนี้ ได้ช่วยชุบชีวิตภาพภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ตระการตาของราชวงศ์หมิงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ไฮไลต์สำคัญในพิธีเปิดอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาพิเศษ 3 หัวข้อหลัก ซึ่งถือเป็นแกนกลางทางวิชาการของงานในครั้งนี้ โดยศาสตราจารย์ เหมา เพ่ยฉี (Mao Peiqi) จากมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน ได้บรรยายในหัวข้อ “The Ming Dynasty: A Crucial Stage in the Development of a Unified Multi-Ethnic China” (ราชวงศ์หมิง: ช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาประเทศจีนอันเป็นปึกแผ่นของหลากหลายชาติพันธุ์) เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของราชวงศ์หมิงในการวางรากฐานหลอมรวมชาติพันธุ์อันหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว ขณะที่ซ่าน จี้เสียง (Shan Jixiang) ภัณฑารักษ์คนที่ 6 ของพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ได้ร่วมถ่ายทอดในหัวข้อ “The Chinese Cultural Heritage and Cultural Confidence” (มรดกทางวัฒนธรรมของจีนและความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม) เพื่อเผยให้เห็นความสำคัญในยุคปัจจุบันของการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมิงผ่านมุมมองของการปกป้องมรดก และปิดท้ายด้วยเฉิน เซียวซาน (Chen Xiaoshan) นักวิจัยจากสถาบันประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ที่มาเจาะลึกเรื่องการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับต่างประเทศในสมัยราชวงศ์หมิง โดยวิเคราะห์ผลกระทบอันลึกซึ้งของการหลั่งไหลเข้ามาของพืชผลและสินค้าจากทวีปอเมริกาที่มีต่อโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมจีน

บรรยากาศภายในงานยังได้รับการร้อยเรียงอย่างสละสลวยด้วยการแสดงดนตรีประกอบบทกวีสมัยราชวงศ์หมิงเรื่อง “Song of Tomorrow” (บทเพลงแห่งวันพรุ่งนี้) ซึ่งท่วงทำนองอันไพเราะอ่อนช้อยนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดเชิงปรัชญาของเหล่าปัญญาชนในยุคหมิงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ร่วมงานคือเทคโนโลยีโฮโลแกรมอินเตอร์แอคทีฟในชุด “Chang Xiaoming: A Record of Ming Dynasty Knowledge” (ฉางเสี่ยวหมิง: บันทึกองค์ความรู้แห่งราชวงศ์หมิง) โดยมนุษย์ดิจิทัลรายนี้ได้ร่วมโต้ตอบกับโบราณวัตถุที่จัดแสดง พร้อมเปิดฉากบทสนทนาเสมือนจริงกับเหล่านักปราชญ์แห่งราชวงศ์หมิง เกิดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางปัญญาครั้งสำคัญที่ก้าวข้ามกาลเวลากว่า 6 ศตวรรษ

ขณะเดียวกัน ในช่วงการเสวนา สามผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ หลิว โจว (Lyu Zhou) จากมหาวิทยาลัยชิงหวา, ถัง เกิงเซิ่ง (Tang Gengsheng) จากสมาคมวิจัยจูหยวนจาง และหู ฮั่นเซิง (Hu Hansheng) ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรมประจำสุสานราชวงศ์หมิง ได้ร่วมเปิดประเด็นเจาะลึกแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับความเป็นไปได้และความจำเป็นในการพัฒนาโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

4 ปีแห่งความมุ่งมั่น: ฉางผิงเดินหน้ายกระดับแบรนด์เมืองวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

นับตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวงานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2565 เขตฉางผิงก็ได้เดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยจนถึงปัจจุบัน เวทีแห่งนี้ได้จัดการประชุมหลักไปแล้ว 5 ครั้ง การเสวนาคู่ขนาน 23 หัวข้อ และการสัมมนาทางวิชาการอีก 3 ครั้ง ควบคู่ไปกับการจัดนิทรรศการโบราณวัตถุในธีมพิเศษ 12 ครั้ง และกิจกรรมบรรยายในซีรีส์ “Ming Dynasty Lecture Series” อีก 36 ครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศกว่า 270 ท่านมาร่วมแชร์มุมมอง โดยมียอดผู้เข้าร่วมงานสะสมรวมกว่า 2,600 คน นอกจากนี้ ผลงานวิจัยทางวิชาการที่ตกผลึกจากการประชุมยังได้รับการรวบรวมและตีพิมพ์แล้วถึง 10 เล่ม ตอกย้ำความสำเร็จของเวทีนี้ในการก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกสำหรับการศึกษาวิจัยและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

เขตฉางผิงอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นเขตเดียวในกรุงปักกิ่งที่เป็นจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย จึงได้เดินหน้าพัฒนาระบบอนุรักษ์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์แหล่งมรดกโลกสุสานราชวงศ์หมิง การจับมือสร้างเครือข่ายจัดนิทรรศการร่วมกับกลุ่มสุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิงทั่วประเทศ ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์มจัดแสดงวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงในรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ลิขสิทธิ์ (IP) อย่าง “ฉางเสี่ยวหมิง” และมินิโปรแกรมจัดนิทรรศการออนไลน์ ยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน เขตฉางผิงยังได้ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการเชื่อมโยงด่านจวียง น้ำพุไป่ฟู่ และสุสานราชวงศ์หมิง เข้าไว้ด้วยกันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงแบบเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งจัดตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการแพทย์แผนจีน มรดกทางวัฒนธรรมดิจิทัล และการอนุรักษ์กำแพงเมืองจีน เพื่อผสานทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกับการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม และด้วยแรงหนุนจากการรายงานข่าวอย่างเป็นระบบของสื่อรายใหญ่ ๆ ในจีน เขตฉางผิงจึงสามารถผลักดันวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงให้ขจรขจายสู่สายตาชาวโลกได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับอนาคตข้างหน้า เขตฉางผิงพร้อมปักหมุดหมายใหม่โดยใช้เวทีงานประชุมนี้เป็นตัวขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เชิงลึกใน 5 ทิศทางหลัก ได้แก่ การสร้างกลไกการวิจัยระยะยาวร่วมกับสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน เพื่อยกระดับเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการ, การเร่งเดินหน้าแผนงานและการก่อสร้างโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเพื่อบูรณาการทรัพยากรทางวัฒนธรรมในพื้นที่สุสานหลวงฯ อย่างเป็นระบบ, การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้อนุรักษ์มรดกให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยระบบจัดแสดงดิจิทัลและการยกระดับเทคโนโลยีตรวจเฝ้าระวังโบราณวัตถุ, การผลักดันการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอย่างเต็มรูปแบบบนเส้นทางสายวัฒนธรรมทั้ง 3 สาย เพื่อปั้น IP การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหมิงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และการขยายขีดความสามารถด้านการสื่อสารในระดับสากล เพื่อเดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองของอารยธรรมราชวงศ์หมิงสู่สายตาชาวโลก จากความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้ เขตฉางผิงตั้งเป้าที่จะนำมรดกโลกอันล้ำค่านี้มาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งร่วมเป็นกำลังสำคัญในการหนุนส่งกรุงปักกิ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมระดับชาติ

ที่มา: งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top