Saturday, 1 August 2026
NEWS FEED

‘อนุทิน’ เปิดงาน THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย รัฐบาลเดินหน้ายกกำลังประเทศไทย เริ่มจากยกศักยภาพคนไทยให้แข็งแรงขึ้น THAILAND² ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทย ย้ำพัฒนาคนไทยคือการลงทุนที่มีค่าที่สุดของประเทศ

วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.10 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THAILAND² “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์”

ก่อนเริ่มพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ ว่าเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งถูกที่และถูกเวลา เนื่องจากการพัฒนาคนเป็นวาระเร่งด่วนของโลก ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมย้ำว่า ประเทศที่จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จำเป็นต้องมี "ทุนมนุษย์" ที่มีศักยภาพสูงและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนไทย เพราะทุนมนุษย์เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีน ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า สาระสำคัญที่ได้พูดคุยกันคือเรื่องของโลกยุคใหม่ที่กำลังแข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ลังสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับกับจีน เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“การยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้ง “รับมือ” และ “รับโอกาส” จากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงต้องเริ่มต้นจากการยกกำลังคนไทยให้แข็งแรงขึ้น”

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ (Upskill) และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Reskill) ควบคู่กับการดูแลสุขภาวะทางจิต เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ร่วมกันยกระดับศักยภาพคนไทยอย่างเป็นระบบ สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

"สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ คือการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศ นั่นคือคนไทย" นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ และเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทยที่แข็งแรง และเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงาน ก่อนรับชมวีดิทัศน์ผลงาน 90 วัน ของ 5 กระทรวงภาคีเครือข่าย

สำหรับงาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลักที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และพลิกโฉมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยภายในงานมีกิจกรรมและวาระสำคัญเพื่อการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศ อาทิ บูทนิทรรศการ ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ บูทนิทรรศการตลาดนำการผลิต กรมวิชาการเกษตร บูทนิทรรศการ Net Zero Campus สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ บูทนิทรรศการ CHANGAN กระทรวงแรงงาน เป็นต้น

ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/166718?fbclid=IwdGRjcATNTfFjbGNrBM1N4mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHiTMRnm9yib3lCWOojOo_LR-lSeGm4hCFywnaM3BZb8El_iW_HsKYcMkGuYw_aem_Gn-gbsVx4Kqvnja9sLTWyA

GGC ดัน Bio Hub นครสวรรค์ผงาดฐานชีวภาพ กระทรวงอุตฯ เยี่ยมชมโครงการ NatureWorks เสริมแกร่งพลาสติกชีวภาพ พร้อมหนุนเศรษฐกิจ BCG ไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์
GGC ตอกย้ำศักยภาพ Bio Hub แห่งแรกของไทย หนุนเศรษฐกิจ BCG

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมคณะ เยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ รับฟังการนำเสนอความคืบหน้าโครงการฯ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรม ไบโอเอทานอล พลังงานหมุนเวียน และพลาสติกชีวภาพอย่างครบวงจร โดยโครงการ ทั้ง 2 ระยะได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

นครสวรรค์ 22 กรกฎาคม 2569 - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมให้การต้อนรับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ในโอกาสเยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ ไบโอคอมเพล็กซ์ จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์จาก NatureWorks และ GKBI พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ดำเนินการโดย บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร โดยนำจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทมาผสานกัน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ และการผลิตพลังงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC กล่าวว่า “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพของ GGC ในการขับเคลื่อนธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยนำความเชี่ยวชาญของ GGC มาผสานกับจุดแข็งของ KTIS ด้านวัตถุดิบ ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรของไทย และพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่มีมูลค่าสูง”

“การลงทุนของ NatureWorks ในโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ภายในพื้นที่โครงการ ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่ช่วยยกระดับนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ให้เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก GGC มุ่งมั่นที่จะร่วมกับพันธมิตรสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.กฤษฎา กล่าว

การพัฒนาโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการ เชิงพาณิชย์แล้วทั้ง 2 ระยะ ประกอบด้วย

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยโรงงานหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล โดยนำวัตถุดิบและผลพลอยได้จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและชุมชนโดยรอบ โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 2 ประกอบด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดย GKBI เป็นผู้ลงทุนและให้บริการด้านสาธารณูปโภค เพื่อรองรับโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิแลกติกแอซิด หรือ Polylactic Acid (PLA) ของบริษัท เนเจอร์เวิร์คส์ เอเชีย

แปซิฟิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NatureWorks LLC ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงรองรับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนภายในพื้นที่ ในอนาคต โดยระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการระยะที่ 2 ได้เริ่มให้บริการ เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง ทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก

โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย โดยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ที่มีทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง GGC, KTIS และพันธมิตรระดับโลกอย่าง NatureWorks จะเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย ยกระดับประเทศสู่การเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ขายบริการเกลื่อนโซเชียล!! ถึงเวลาทบทวนกฎหมาย คุมให้ชัดก่อนปัญหาสังคมบานปลาย ถ้ารัฐควบคุมไม่ได้ การปล่อยให้ขายบริการอยู่ใต้ดิน อาจยิ่งเปิดช่องให้เอาเปรียบ ค้าคน และปัญหาสังคมโตเงียบกว่าเดิม

กะหรี่เกลื่อนโซเชียล….ถึงเวลาหรือยังสำหรับกฎหมายขายบริการ

เอย่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวเรื่องนี้มาสักพักใหญ่ๆแล้ว สำหรับเรื่องการขายบริการที่ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ไม่ได้มีแค่สาวขายบริการ แต่รวมไปถึงหนุ่มขายบริการและกลุ่ม LGBT ที่ขายบริการด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียและเวปไซท์หรือแอฟหาคู่เดทถือว่าเป็นช่องทางหลักสำหรับคนกลุ่มนี้ไปเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่าเราจะไปโทษผู้ขายเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะไม่มีอุปสงค์ก็ไม่มีอุปทาน ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเปิดว่าประเทศไหนขายประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายและประเทศเหล่านั้นมีการคุ้มครองและควบคุมผู้ขายและผู้ซื้ออย่างไรกันบ้าง

ก่อนอื่นเลยประเทศที่มีการค้าประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายคือ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ กรีซ
ตุรกี รวมถึงบางรัฐของออสเตรเลียและบางมณฑลของรัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกา แต่นอกจากประเทศเหล่านี้แล้วยังมีประเทศที่มีกฎพิเศษเช่น การค้าประเวณีไม่ได้เป็นความผิดทางอาญาหากเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแต่มีความยินยอมได้แก่ นิวซีแลนด์และเบลเยี่ยมและอีกหลายประเทศที่ไม่ได้กฎหมายลงโทษผู้ค้าแต่ลงโทษผู้จัดหา ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส แคนาดา และไอร์แลนด์

สำหรับในประเทศที่มีกฎหมายสำหรับการค้าประเวณีแบบถูกกฎหมายนั้น ประเทศเหล่านั้นจะมีข้อกำหนดเรื่อง อายุขั้นต่ำเช่น 18 ปีขึ้นไปและต้องเป็นการสมัครใจทำมีสถานประกอบการขัดเจน ผู้ค้าประเวณีต้องมีใบอนุญาต โดยต้องมีการเช็คประวัติอาชญากรรมและใรใบตรวจโรค ซึ่งผู้ค้าเหล่านี้จะต้องเสียภาษีให้รัฐแลกกับสวัสดิการที่ได้จากรัฐและกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองผู้ค้ารวมถึงวันลาต่างๆตามกฎหมายและฟ้องนายจ้างได้หากมีการเอารัดเอาเปรียบ

กลับมาดูกฎหมายการค้าประเวณีในไทย ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 จะมีเนื้อหาหลักๆอยู่ 3 ประเด็นคือ ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ลงโทษผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยสาระสำคัญคือ การค้าประเวณีในประเทศไทย ยังไม่ถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าการค้าประเวณีในไทยนั้นผิดกฎหมาย ซึ่งต่างจากข้อความอื่นๆเช่น การชักชวนหรือแสดงตนเพื่อค้าประเวณีในที่สาธารณะถือมีความผิด หรือ ผู้จัดหา นายหน้า ผู้เปิดซ่อง หรือผู้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีถือว่ามีความผิด มีโทษหนักกว่าผู้ขาย รวมถึงการค้าประเวณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและผู้เยาว์ถือเป็นความผิดและมีอัตราโทษสูง ซึ่งจะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการ ปราบปรามการค้าประเวณีและลงโทษผู้แสวงหาประโยชน์ พร้อมทั้ง คุ้มครองผู้เสียหาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองให้การค้าประเวณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยแต่นี่เองก็เป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ขายบริการรุ่นใหม่สามารถใช้ข้อกฎหมายอ้างสำหรับการค้าประเวณีในไทยได้นั่นเอง ดังนั้นหากควบคุมไม่ได้ภาครัฐควรหาทางควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมในอนาคตและภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

‘เมสซี’ ไม่การันตีอนาคตทีมชาติ!! สเปนอาจพรากถ้วยโลกจากอาร์เจนตินา แต่สิ่งที่แฟนบอลฟ้าขาวหวั่นยิ่งกว่า คืออาจเป็นคืนสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ในสีเสื้อทีมชาติ ชี้อนาคตกับอาร์เจนตินาเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอน

สื่อรายงานอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี กับการเล่นทีมชาตินั้นตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกให้กับ สเปน

โดย เมสซี ไม่สามารถพา อาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 ในนัดชิงของเวิลด์คัพ 2026 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นความพ่ายแพ้ของ เมสซี ในนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 2 ต่อจากปี 2014 ซึ่งทัพ “ฟ้าขาว” ปราชัยต่อเยอรมนี

ล่าสุด “อีเอสพีเอ็น อาร์เจนตินา” ระบุว่า อนาคตของ เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินาตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

คนใกล้ชิดของกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเชื่อว่า การเล่นให้กับทัพ “ฟ้าขาวต่อไปจะเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากผลกระทบทางอารมณ์จากความพ่ายแพ้ดังกล่าว

ส่วน “เออร์นาน คาสติลโย” ผู้สื่อข่าวคนดังระบุว่า เมสซี บอกกับเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินาว่า รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับ สเปน คือเกมสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้งต่อเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวหลังจบเกม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10331523

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย

ETC รักษาแชมป์ ESG คว้าอันดับ ESG100 ต่อเนื่อง 6 ปี ย้ำความสำเร็จด้านพลังงานสะอาด มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย เสริมคุณภาพชีวิตชุมชนโดยรอบ

ETC โชว์ศักยภาพผู้นำพลังงานสะอาด คว้าอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยังยืน

บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากสถาบันไทยพัฒน์

นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศให้ ETC ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนทั้งหมด 931 หลักทรัพย์ โดย ETC ได้รับการยอมรับให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค"
"บริษัทฯ มุ่งเน้นการยกระดับความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการต่อยอดการบริหารจัดการขยะสู่พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตของชุมชน ด้วยการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าภายใต้มาตรฐานระดับสูง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อชุมชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม" นายศุภวัฒน์ กล่าวเสริม

สำหรับทิศทางการดำเนินงาน ETC ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยไม่ละเลยที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต

เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับวุฒิการศึกษา (กศน.) โดยเน้นย้ำถึงความยากลำบากและความพยายามที่ผ่านมา รวมถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จนี้

“มีคอมเมนต์พี่เขาก็บอกว่า แค่วุฒิ กศน. ดีใจขนาดนั้นเลยหรอ
หนูเป็นคนลาว การมาเรียนที่ประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านภาษา ต้องฝึกฝนและเขียนใหม่ทั้งหมด
กระบวนการเข้าเรียนต้องใช้เอกสารหลายอย่าง
และต้องอาศัยความอดทนและความพยายามอย่างสูง
ต้องข้ามแม่น้ำโขงมาเรียน และต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิต
การทำงานไปพร้อมกับการเรียน ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก
การได้รับวุฒิการศึกษาจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในชีวิต”

FB : นุชชี่ สาวลาว

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/999348753119197

‘วีระศักดิ์’ เตือนวิกฤตโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! Climate Tipping Points ไม่ใช่แค่ตัวเลขอุณหภูมิ แต่คือจุดเริ่มต้นการพังทลายของระบบโลก จุดเปลี่ยนโลกร้อนที่ย้อนกลับไม่ได้ เตือนมนุษย์ต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจก

ในการอธิบาย เรื่อง Climate Tipping Points  ให้กับผู้เข้าร่วมหลักสูตร Climate Action Leaders Forum  คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเปลี่ยนแปลงไปถึงจุดหนึ่ง  เหตุการณ์ที่กลไกธรรมชาติระบบใหญ่ของโลกจะหักสะบั้นลงนั้นถูกนักวิทยาศาสตร์คำนวณกันไว้ล่วงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับ

และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่จะไม่มีทางย้อนกลับได้ และมันจะไปกระตุ้นฝห้เร่งการพังทลายของกลไกชุดถัดไปอีกด้วย

ทางออกที่มนุษย์ยังพอทำได้คือการเรียนรู้และช่วยกันลดการเร่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะจากผู้ผลิต กับอีกด้าน คือการช่วยเหลือให้ผู้คนที่ไม่มีฐานะร่ำรวย เข้าถึงการช่วยเหลือ ปรับตัว และลดความเสียหายทางสุขภาพ ทางอาชีพ และตลอดจนจากสงครามและการจลาจลที่จะแย่งชิงทรัพยากรสำคัญที่ตลอดมา มนุษย์ไม่ค่อยตระหนักว่านั่นคือสิ่งจำเป็น เช่น น้ำจืด อากาศสะอาด ที่ดินเพาะปลูกที่น้ำเค็มไม่ท่วมถึง ร่มเงาจากแดดกล้า การประมงน้ำตื้นที่เป็นแหล่งโปรตีนที่เลี้ยงดูคนท้วโลกตลอดหลายพันปีท่ผ่านมา เป็นต้น

สุดยอดเยาวชนไทย!! เยาวชนไทยพิสูจน์ศักยภาพคณิตศาสตร์ คว้า 1 ทอง 1 เงิน 4 ทองแดง คณิตศาสตร์โอลิมปิกโลก 2569 ที่เซี่ยงไฮ้ สสวท.ชวนต้อนรับทีมคณิตศาสตร์โอลิมปิกไทย

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 – 21 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยผลงานของผู้แทนประเทศไทยฯ มีดังนี้
1. นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง
2. นายอภิวิชญ์ ชาญณรงค์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญเงิน
3. นายดรณ์ สว่างทรัพย์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง
4. เด็กชายอีตั้น เชน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง
5. นายเกียรติภูมิ สิเจริญ ร.ร.เซนต์คาเบรียล เหรียญทองแดง
5. นายเอกกวิน วิศิษฏ์เกียรติชัย ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย
1. ดร.สริตา บุณย์ศุภา ธนาคารกรุงไทย หัวหน้าทีม
2. รศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม
3. ผศ.ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
4. นายพิชญุตม์ แสงรุ่งคงคา นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
5. ดร.ธนสิน นำไพศาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
6. นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม
.
คณะผู้แทนประเทศไทยฯ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี เวลา 21.30 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า มาร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับน้องๆกันเยอะๆนะครับ

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1435226728415892&id=100057857341280&mibextid=wwXIfr&rdid=uFk7zgecVkpYeHcf#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดบทเรียนตุรกี!! ไทยมีทำเลไม่แพ้ตุรกี แต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ ต้องสร้างน้ำหนักต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ชี้ไทยต้องทำให้มหาอำนาจเห็นว่า ความสัมพันธ์กับไทยคือความจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก

บทความพิเศษ 

บทเรียนจากตุรกี :เมื่อ “ไผ่ลู่ลม” แบบมีอำนาจต่อรอง ดีกว่าไผ่ที่คอยเกรงใจมหาอำนาจ

ในช่วงที่โลกกำลังจับตาวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน หลายประเทศต่างถูกกดดันให้เลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่มีประเทศหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ “ตุรกี” ซึ่งแม้จะเป็นสมาชิกองค์การนาโตและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโลกตะวันตก แต่กลับกล้าวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของอิสราเอลอย่างเปิดเผย รักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่ตัดขาดช่องทางสื่อสารกับสหรัฐฯ และยุโรป ตุรกีจึงยังคงเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายต้องการพูดคุยและไม่อาจมองข้าม

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย หลายคนอาจบอกว่าไทยก็ใช้ “การทูตแบบไผ่ลู่ลม” เช่นเดียวกัน คือไม่เลือกข้างมหาอำนาจ สามารถรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ ได้พร้อมกัน แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า “ไผ่ลู่ลมของไทย” กับ “ไผ่ลู่ลมของตุรกี” เป็นคนละแนวคิด และให้ผลลัพธ์บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan)แสดงให้เห็นว่า แม้ตุรกีจะเป็นสมาชิกนาโต แต่ก็สามารถซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย ขายอากาศยานไร้คนขับให้ยูเครน รักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย สนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ และในหลายโอกาสก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง จนทำให้ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแม้แต่อิหร่าน ต่างยังจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับตุรกีไว้

ในขณะที่ประเทศไทยก็มีชื่อเสียงด้าน “Bamboo Diplomacy” หรือการทูตแบบไผ่ลู่ลมมาอย่างยาวนาน ไทยรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรนอกนาโต้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง รัสเซียก็ยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในตะวันออกกลางและอาเซียน ความยืดหยุ่นเช่นนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าคิดคือ เหตุใดมหาอำนาจจึง “เกรงใจ” ตุรกี แต่หลายครั้งประเทศไทยกลับเป็นฝ่ายที่ต้อง “เกรงใจ” มหาอำนาจเสียเอง

คำตอบสำคัญอยู่ที่เป้าหมายของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ตุรกีใช้ความสมดุลเพื่อสร้าง “อำนาจต่อรอง” ส่วนไทยใช้ความสมดุลเพื่อรักษา “ความอยู่รอด” ตุรกีทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าหากขาดตุรกีไป ผลประโยชน์ของตนย่อมได้รับผลกระทบ ขณะที่ไทยมักมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่ายเป็นสำคัญ จนบางครั้งไม่ได้ใช้ศักยภาพของประเทศในการเพิ่มน้ำหนักการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองประเทศต่างมีทำเลยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น ตุรกีตั้งอยู่บนรอยต่อของยุโรปและเอเชีย ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะเนลส์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของทะเลดำ เชื่อมโยงยุโรป รัสเซีย ตะวันออกกลาง และคอเคซัสเข้าด้วยกัน 

ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา และเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างให้ความสำคัญในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ตุรกีสามารถเปลี่ยน “ทำเลยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรอง” ได้ ขณะที่ประเทศไทยยังใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางภูมิศาสตร์ได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การคมนาคม พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค หากมีการกำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยต่างจากตุรกีคือ “อำนาจแห่งรัฐ” โดยตุรกีลงทุนอย่างจริงจังในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จนสามารถผลิตยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารของตนเอง และก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของโลก สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมี Soft Power ที่โดดเด่น ทั้งด้านอาหาร การท่องเที่ยว การแพทย์ และวัฒนธรรม แต่ Hard Power ที่จะสนับสนุนการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ยังมีข้อจำกัด

บทเรียนจากตุรกีจึงไม่ใช่การดำเนินนโยบายแบบแข็งกร้าว หรือการสร้างความขัดแย้งกับมหาอำนาจ แต่คือการกำหนด “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ให้ชัดเจน และสร้างศักยภาพของประเทศตนเอชจนมหาอำนาจทุกฝ่ายเห็นว่า การมีความสัมพันธ์อันดีกับไทยเป็น “ความจำเป็น” ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก”

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยตุรกีทุกก้าว เพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้คือ การทูตแบบไผ่ลู่ลมในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรเป็นเพียงการโอนอ่อนไปตามกระแสลม หากต้องเป็นไผ่ที่หยั่งรากลึก แข็งแรง และยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน ลู่ลมได้เมื่อจำเป็น แต่มั่นคงพอที่จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยก่อนกำหนดนโยบายต่อภูมิภาคแห่งนี้ 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทูตที่ประสบความสำเร็จที่สุด ไม่ใช่การทำให้ทุกคนรักเรา แต่คือการทำให้ทุกฝ่าย “เกรงใจ” และเห็นคุณค่าของการมีประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1019506501063565&set=a.105429375804620


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top