Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ทรัมป์ชี้หยุดยิงอิหร่าน “ร่อแร่” !! หยุดยิงยังมีแต่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปฏิเสธข้อเสนอใหม่รับเงื่อนไขนิวเคลียร์ พิจารณารื้อโครงการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงเครียดยังไม่คลายหลังยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง

เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ยังคงมีผลอยู่ แต่อยู่ใน "ภาวะร่อแร่" พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าความพยายามทางการทูตกับอิหร่าน แม้ตัวเขาจะเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่านไปเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) ก็ตาม

ทรัมป์ตำหนิคำตอบกลับล่าสุดจากอิหร่านต่อแผนสันติภาพของทำเนียบขาวว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าการจัดทำข้อตกลงสันติภาพใดก็ตามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกำหนดให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงเรื่องการยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและอนุญาตให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียม อิหร่านเคยตกลงยอมรับข้อตกลงนี้เมื่อสองวันก่อน แต่เปลี่ยนใจและไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในเอกสาร 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านตกลงให้สามารถนำยูเรเนียมของอิหร่านที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ออกไปได้ แต่สหรัฐฯ ต้องนำออกไปเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายจนราบคาบ มีเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

ทรัมป์ยังระบุว่าเขากำลังพิจารณารื้อฟื้น "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายคุ้มกันและนำทางเรือพาณิชย์ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มเติม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวหรือไม่

อนึ่ง ทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

ที่มา : Xinhua

จากหางแร่สู่ทรัพยากรใหม่!! อัคราโชว์ 3 งานวิจัยต้นแบบ ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ จุฬาฯ–มจธ.–มทส. เปิดโมเดลใช้ประโยชน์หางแร่ สร้างวัสดุคาร์บอนต่ำและซีเมนต์พิเศษ

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) 

เปิดมิติความร่วมมือ: ผสานงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงจากหางแร่

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบที่อัครายึดมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) 

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน” 

3 โมเดลนวัตกรรม: พลิกโฉมหางแร่ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ พัฒนานวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานต่ำในการผลิต เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาอย่างซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติพิเศษในการทนการกัดกร่อนของเกลือ ตอบโจทย์ปัญหาดินเค็ม และซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเกิดรอยแตก

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผลการทดลองพบว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรกเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินเค็มทั่วไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณ GABA ในข้าวสูงขึ้นกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงได้ประมาณ 30% สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน โดยในระยะต่อไปมีแผนขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาพบว่าหางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอิฐทั่วไปในท้องตลาด และสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ราว 5–10% สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว 

ผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซระหว่างชั้นวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

มุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยของทั้ง 3 สถาบัน ชี้ถึงศักยภาพของ “หางแร่” ในการก้าวสู่การเป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างมูลค่าและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน”

อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

สหรัฐฯ ต่อผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย!! สื่อชี้ยูเครนเริ่มกังวลวอชิงตันลดแรงหนุน ท่ามกลางดีลสันติภาพ NYT ชี้สหรัฐฯ ต่อเวลาผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย สะท้อนแรงหนุนวอชิงตันอาจไม่เหมือนเดิม

การที่สหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนผันให้กับน้ำมันรัสเซีย สะท้อนว่ายูเครนไม่อาจคาดหวังการสนับสนุนจากวอชิงตันได้อีกต่อไป หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างเจ้าหน้าที่ยูเครน

รายงานระบุว่า เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน คณะผู้แทนยูเครนเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน เพื่อขอให้ทางการสหรัฐฯ ไม่ขยายใบอนุญาตผ่อนผันดังกล่าว และได้รับแจ้งว่าไม่มีแผนที่จะต่ออายุใบอนุญาตนั้น เจ้าหน้าที่กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังสือพิมพ์ส่งคำถามไปยังทำเนียบขาว ได้รับคำตอบว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ขยายเวลาการผ่อนผันสำหรับน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียและอิหร่าน

ขณะที่เมื่อวันที่ 17 เมษายน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตทั่วไป อนุญาตให้จำหน่ายน้ำมันรัสเซียที่บรรทุกขึ้นเรือไว้แล้ว ณ วันที่ 17 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม

ที่มา : Sputnik

พลังงานเผยไทยสำรองน้ำมันพอ 113 วัน กองทุนน้ำมันยังติดลบแต่มีรายรับ จับตาฮอร์มุซตึงเครียดดันราคาดิบโลกพุ่ง วิกฤตอุปทานพลังงานโลกกดดันตลาด พลังงานย้ำไทยผลิตดีเซลเกินยอดจำหน่าย

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่านที่เรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรและการปิดล้อม  ทางทะเลอย่างสิ้นเชิง สอดคล้องกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ย้ำว่าสงครามยังไม่จบจนกว่าจะรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ ประกอบกับสหรัฐฯ ที่ขู่พร้อมใช้ปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ   หากการเจรจาล้มเหลว ความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลว่าอุปทานพลังงานโลกจะเผชิญภาวะชะงักงัน ส่งผลให้คลังน้ำมันสำรอง  ทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐฯ ถูกดึงออกมาใช้จนลดลงในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงที่จะแตะระดับวิกฤตเชิงปฏิบัติการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังบีบให้สหภาพยุโรปต้องชะลอแผนการแบนน้ำมันจากรัสเซียออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้อุปทานตึงตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งจากความกังวลเรื่องการขาดแคลนอุปทานและความเสี่ยงจากสงครามที่กลับมาปะทุ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 29 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 26 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 9 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.90 ล้านลิตร และจำหน่าย 59.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 39.95 บาท และดีเซล B20 ที่ 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.30 - 88.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.25 – 113.97 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,323.61 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 17.63 ล้านบาท

ม.รังสิตกระชับมิตร เยือนวิทยาลัยผู่เจียง ร่วมสัปดาห์วัฒนธรรมไทย-จีน แลกเปลี่ยนความร่วมมือยั่งยืน เปิดโครงการฝึกงานนักศึกษา

ม.รังสิต กระชับมิตรไมตรีไทย-จีน เยือนวิทยาลัยผู่เจียงฯ ร่วมงานสัปดาห์วัฒนธรรม

คณะผู้แทนจากวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เดินทางเยือน วิทยาลัยผู่เจียงแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานจิง (Nanjing Tech University Pujiang College) หนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมกิจกรรม “สัปดาห์วัฒนธรรมไทย 2026” ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองสถาบัน

ในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับเกียรติการต้อนรับอย่างสูงสุดจากคณะผู้บริหารระดับสูงของวิทยาลัยผู่เจียง นำโดย Mr. Li Wenhai ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ฝ่ายจีน, Mr. Shi Jinfei อธิการบดี พร้อมด้วยคณะรองอธิการบดีและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรในระดับนานาชาติ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติให้บรรยายปาฐกถาพิเศษโดย ผศ. ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ในหัวข้อ “การพัฒนาระบบการศึกษาภาษาจีนนานาชาติของมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้กรอบความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีน” ซึ่งได้รับความสนใจและคำชื่นชมอย่างมากจากผู้เข้าฟัง โดยคณบดีได้นำเสนอโมเดลการผลิตบัณฑิตและแพลตฟอร์มการฝึกปฏิบัติงานที่ทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยรังสิตในเวทีนานาชาติให้เป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น จากการพบปะหารือดังกล่าวยังก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีการวางแนวทาง “โครงการฝึกงานนักศึกษา” ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน วิทยาลัยผู่เจียง รวมถึงการหารือร่วมกับ ศาสตราจารย์ Dai Yurong รองคณบดีวิทยาลัยเฉิงเซียน มหาวิทยาลัยตงหนาน เพื่อขยายเครือข่ายด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและโครงการวิจัยร่วมในอนาคต ซึ่งจะช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตได้พัฒนาศักยภาพในสภาพแวดล้อมระดับสากลอย่างแท้จริง ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาระดับโลก เพื่อบ่มเพาะบัณฑิตให้มีความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและทักษะภาษาที่ยอดเยี่ยม

12 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันพยาบาลสากล” รำลึก ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้ก่อกำเนิดวิชาชีพพยาบาล ย้ำบทบาทพยาบาลแนวหน้า ผู้แบกภาระระบบสุขภาพโลก

12 พฤษภาคม “วันพยาบาลสากล” รำลึก ‘ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล’ ผู้วางรากฐานวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่

วันที่ 12 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ วันพยาบาลสากล หรือ International Nurses Day วันที่โลกทั้งใบร่วมยกย่องบทบาทของพยาบาลในฐานะกำลังสำคัญของระบบสุขภาพ และร่วมรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล หญิงผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานการพยาบาลสมัยใหม่ โดยสภาการพยาบาลนานาชาติ หรือ International Council of Nurses (ICN) ระบุชัดว่า วันพยาบาลสากลจัดขึ้นทุกวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของไนติงเกลโดยตรง

ความสำคัญของวันพยาบาลสากลจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันเฉลิมฉลองของบุคลากรสายสุขภาพเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นวันที่สังคมหันกลับมามองว่า “พยาบาล” คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุดในหลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยทั่วไป ผู้ป่วยหนัก เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย ICN ใช้วันนี้เป็นเวทีรณรงค์ระดับโลกเพื่อเน้นบทบาทของพยาบาลต่อระบบสุขภาพ พร้อมเผยแพร่เอกสารและข้อเสนอเชิงนโยบายทุกปี เพื่อย้ำว่าการดูแลพยาบาลอย่างเหมาะสมคือการดูแลอนาคตของสาธารณสุขทั้งระบบ

บุคคลที่ทำให้วันที่ 12 พฤษภาคมมีความหมายระดับโลกคือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1820 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี แม้ภายหลังจะใช้ชีวิตและสร้างผลงานในอังกฤษ Britannica อธิบายว่าเธอเป็นทั้งพยาบาล นักสถิติ และนักปฏิรูปสังคม ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปรัชญาพื้นฐานของการพยาบาลสมัยใหม่” และยังเป็นผู้ทำให้การพยาบาลพัฒนาจากงานดูแลทั่วไปไปสู่วิชาชีพที่มีระบบความรู้และมาตรฐานชัดเจน

ชื่อของไนติงเกลเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทบาทของเธอในช่วง สงครามไครเมีย เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้ดูแลทหารบาดเจ็บของอังกฤษและฝ่ายพันธมิตรในตุรกี ภาพของเธอที่เดินตรวจผู้ป่วยยามค่ำคืนพร้อมตะเกียงในมือ ทำให้เธอได้รับฉายา “Lady with the Lamp” แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าภาพจำเชิงสัญลักษณ์ คือการที่เธอผลักดันให้การดูแลผู้ป่วยยึดหลักสุขอนามัย ความเป็นระเบียบ การเก็บข้อมูล และการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

หลังสงคราม ไนติงเกลไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อเสียงส่วนบุคคล แต่ใช้ประสบการณ์ของตนในการปฏิรูประบบสุขภาพและการศึกษาพยาบาล Britannica ระบุว่า เธอเป็นผู้ก่อตั้ง Nightingale School of Nursing ที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน ซึ่งเปิดในปี 1860 และถือเป็นโรงเรียนพยาบาลที่ตั้งอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงแห่งแรก ๆ ของโลก นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ “การพยาบาล” กลายเป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยการฝึกอบรม ความรู้ และจริยธรรม ไม่ใช่เพียงงานดูแลตามสัญชาตญาณหรือความเมตตา

เหตุนี้เอง วันที่ 12 พฤษภาคมจึงเป็นมากกว่าวันระลึกถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง แต่เป็นวันที่โลกยอมรับร่วมกันว่า วิชาชีพพยาบาลมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างลึกซึ้ง พยาบาลไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ช่วยแพทย์” ในความหมายแคบ หากเป็นผู้ประเมินอาการ ดูแลต่อเนื่อง ประสานการรักษา ให้คำแนะนำกับครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ระบบบริการสุขภาพเดินหน้าต่อได้จริง ทั้งในยามปกติและยามวิกฤต

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันพยาบาลสากลยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรพยาบาล ภาระงานสูง และภาวะเหนื่อยล้าสะสม ICN ระบุในเอกสารและแคมเปญช่วงหลังว่า การดูแลสุขภาวะ ความปลอดภัย และพลังในการทำงานของพยาบาล เป็นเงื่อนไขสำคัญของการรักษาระบบสุขภาพให้เข้มแข็ง โดยธีมในช่วงปี 2025–2026 ก็ยังคงย้ำเรื่องอนาคตของวิชาชีพ การดูแลพยาบาล และการเสริมพลังให้พยาบาลช่วยชีวิตผู้คนได้เต็มศักยภาพ

สำหรับสังคมทั่วไป วันพยาบาลสากลจึงเป็นวันที่ชวนให้มองเห็น “คุณค่าของการดูแล” ในความหมายที่ลึกกว่าการรักษาโรค เพราะในทุกโรงพยาบาล ทุกหอผู้ป่วย และทุกชุมชน พยาบาลคือคนที่อยู่แนวหน้าของความเจ็บป่วย ความหวัง และการฟื้นคืนของผู้คน พวกเขาเป็นทั้งกำลังความรู้ กำลังใจ และกำลังมนุษยธรรมในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น 12 พฤษภาคม วันพยาบาลสากล จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้บุกเบิกวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่โลกทั้งใบร่วมกันยืนยันว่า วิชาชีพพยาบาลคือหนึ่งในรากฐานสำคัญที่สุดของระบบสุขภาพ และเป็นวันที่สังคมควรกล่าวคำขอบคุณต่อผู้ที่อุทิศแรงกาย แรงใจ และความรู้เพื่อดูแลชีวิตผู้อื่นอย่างไม่หยุดยั้ง

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Florence-Nightingale

อิหร่านหันพึ่งรถไฟจีน–เอเชียกลาง อิหร่านขยับยุทธศาสตร์การค้า ลดเสี่ยงเส้นทางเดินเรือ ขนส่งสินค้าเร็วกว่าเรือครึ่งหนึ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสหรัฐฯ

อิหร่านเปิดใช้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน เพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวายในฮอร์มุซ

เส้นทางอิหร่าน–จีน มีระยะทางราว 10,400 กิโลเมตร เริ่มจากเมืองซีอาน (Xi’an) และอี้อูว์ (Yiwu) ในจีนตอนกลาง ผ่านคาซัคสถาน (Kazakhstan) และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) ก่อนเข้าสู่อิหร่านที่ด่านพรมแดนอินเชห์ บูรูน (Inche Buroun)

ใช้เวลาเดินทางเพียง 12–15 วัน เทียบกับการขนส่งทางเรือที่ต้องใช้เวลาราว 30–40 วัน

รถไฟแต่ละขบวนบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตประมาณ 50 ตู้ ภายในบรรจุตั้งแต่ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอุตสาหกรรม

คัมบิซ เอเตมาดี (Kambiz Etemadi) หัวหน้าคณะกรรมการตู้คอนเทนเนอร์ของสมาคมการขนส่งแห่งชาติอิหร่าน กล่าวกับสำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ว่า การบีบบังคับของสหรัฐ เร่งผลักดันให้อิหร่านเปลี่ยนเส้นทางการค้าทางทะเลมากถึง 40% มาสู่เส้นทางขนส่งทางบกแทน

ที่มา : Sputnik (รัสเซีย), Fars News (อิหร่าน)

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1293023142986043/?rdid=CHKYGjgLCeYkI6IB#

DSI รับหนังสือคดี “แอ็คมี่” เหรียญ ACT ผู้เสียหายร้องเร่งออกหมายแดง อายัดทรัพย์คืนประชาชน ตรวจเส้นทางเงินภรรยาดารา ปมหลอกลงทุนคริปโต

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยเก่ง สุเชษฐ์ ผู้ช่วย และกลุ่มผู้เสียหาย เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อขอให้เร่งรัดดำเนินคดีกับ วรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฉ้อโกงประชาชนจากการหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี ACT ซึ่งมีผู้เสียหายนับพันคน มูลค่าความเสียหายคาดว่าสูงถึงหลักพันล้านบาท

พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ขยายผลไปยังบุคคลใกล้ชิดที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง และตรวจสอบเส้นทางการเงินภรรยาซึ่งเป็นดาราช่องดัง พร้อมติดตามความคืบหน้าการออก “หมายแดง” (Red Notice) ตำรวจสากล เพื่อประสานจับกุมตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดี จากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จากกรณีการถูกนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ หลอกให้ลงทุนในเหรียญคริปโต ACT แพลตฟอร์ม WOWBIT และ1000X.live รวมถึงโปรเจกต์ BUYBACK ซึ่งมีผู้เข้าแจ้งความจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับพันล้านบาท จึงเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ ส่งผลให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับไปดำเนินการต่อ วันนี้ตนกับกลุ่มผู้เสียหายจึงได้มาติดตามคดี พร้อมมอบข้อมูลเพิ่มเติมให้กับดีเอสไอ เพื่อใช้ในการสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลใกล้ชิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

"ทางผู้เสียหายตั้งไว้ 3 ประเด็น ให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วย 1.ต้องติดตามนำตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่ไทย 2.ให้ขยายผลไปยังผู้กระทำความผิดรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ 3.ทรัพย์สินที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน อยากให้เจ้าหน้าที่เร่งอายัด เพื่อที่จะไว้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากเส้นทางการเงินที่มีการกระทำความผิดค่อนข้างชัดเจน เพราะผู้เสียหายโอนเงินไปลงทุนตามบัญชีธนาคารที่ระบุไว้จริง จึงอยากให้เร่งอายัดทันทีไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด เพราะแค่ในตอนนี้ก็ทราบแล้วว่าเริ่มมีการแปรสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดบ้างแล้ว"

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า พวกเราขอเรียกร้องให้ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกหมายแดง เพื่อหยุดยั้งการกระทำความผิดและป้องกันความเสียหายที่อาจขยายวงกว้าง เนื่องจากแม้ผู้ต้องหาจะอยู่ระหว่างหลบหนีและพำนักอยู่ที่ดูไบ แต่ยังคงมีพฤติการณ์ไลฟ์สดชักชวนประชาชนลงทุนในเหรียญ ACT อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกล่าวอ้างความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

ฮอร์มุซยังไม่จบ!! ดีลหยุดสงครามส่อพัง อิหร่านขอคุมช่องแคบ–ขายน้ำมันคืนตลาด แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอ จับตาฮอร์มุซปะทุซ้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

“ผมเพิ่งอ่านคำตอบจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวแทน’ ของอิหร่าน ผมไม่ชอบเลย — ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักข่าว ISNA รายงานว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การยุติสงคราม และการรับประกันความมั่นคงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

ตามรายงานของแหล่งข่าวทางการทูตของ Al Mayadeen คำตอบของเตหะราน ซึ่งส่งผ่านปากีสถาน ประกอบด้วยข้อเรียกร้องดังนี้

ยุติการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ และอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน

หยุดยิงในเลบานอน ซึ่งเป็นเส้นแดงของอิหร่าน

ยุติสงครามทันทีเมื่อมีการบรรลุข้อตกลง

ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของสหรัฐฯ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ยกเลิกข้อจำกัดของ OFAC ต่อการขายน้ำมันของอิหร่าน

ให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

เปิดการเจรจาหลังสงครามเป็นเวลา 30 วัน เพื่อสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย

อิหร่านเสนอให้มีการดำเนินการแบบต่างตอบแทน เพื่อทดสอบความจริงจังของวอชิงตันในการปฏิบัติตามพันธกรณี

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน ต่อมาอิหร่านได้โจมตีตอบโต้เข้าไปในดินแดนอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานประกาศหยุดยิง การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป แม้จะยังไม่มีรายงานการกลับมาเปิดฉากสู้รบอีกครั้ง แต่สหรัฐฯ ได้เริ่มปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านแล้ว

ที่มา : Sputnik

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ กระทรวงแรงงานดูแลทุกมุมโลก สร้างหลักประกันชีวิตในต่างประเทศ เสริมสิทธิ–สวัสดิการ–คุณภาพชีวิต ย้ำดูแลคนไทยต่างแดนให้มั่นคง ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ ก.แรงงาน ดูแลทุกมุมโลก
มีสิทธิ - สวัสดิการ - สร้างหลักประกัน มีชีวิตที่ดีในต่างแดน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานชุมชนไทยสัมพันธ์และวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2569 โดยมี นายจาตุรนต์ ไชยะคำ กงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวอรอนงค์ ศรีสุวิทธานนท์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ร่วมเป็นเกียรติ
ณ Harbour Chill เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อพบปะพี่น้องแรงงานไทยและชุมชนคนไทยที่พำนักและทำงานอยู่ในฮ่องกง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยไม่ว่าแรงงานไทยจะอยู่แห่งใด กระทรวงแรงงานพร้อมดูแลและยืนเคียงข้างเสมอ ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากแรงงานถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ
ในทุกมิติ

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้เกียรติมอบโล่เกียรติคุณแก่ นางสาวพันนีย์ ใจอ่อน ซึ่งเป็นอาสาสมัครแรงงานในต่างประเทศดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจาสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ในการนี้ นายจุลพันธ์ และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมแอโรบิคกับพี่น้องแรงงานไทยในฮ่องกง โดยได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และให้กำลังใจแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก อบอุ่น และเป็นกันเอง 

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจและเสริมความเชื่อมั่นให้แก่แรงงานไทยในต่างประเทศ ตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานไทยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานและใช้ชีวิตในต่างแดนได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top