Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘เอนก’ ชูยุทธศาสตร์ใหม่ไทย!! วิถีผู้นำไทยยุคใหม่ “รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้” เอนกชี้ต้องพร้อมรบแต่ไม่เริ่มสงคราม ไทยต้องพัฒนาวัตถุโดยไม่ขายจิตวิญญาณ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas กล่าวว่า

ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้
เอนก เหล่าธรรมทัศน์

โลกนี้ไม่ได้ใจดีพอให้เราเจริญทางจิต​ พอเท่านั้น เรามีอธิปไตยและพรมแดนที่ต้องปกป้อง มีประชากรที่เปิดหน้าจอหนัง​ จอข่าว​ จอสื่อนานาชนิดเพื่อดูคนชาติอื่นที่รวยกว่า ทันสมัยกว่า มีสุขอนามัยที่ดีกว่า อยู่อาศัยดีกว่า​เรา

นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น:

· เราต้องป้องปรามผู้รุกราน
· เราอดเปรียบเทียบกับชาติอื่นไม่ได้
· เราทิ้งวัตถุไม่ได้ และก็ไม่ควรทิ้ง

ความผิดพลาดมหันต์คือการคิดว่าเรามีแค่สองทาง: "สู้สุดตัว" หนึ่ง หรือ "ปลงตก" อีกหนึ่ง
เราต้องการทางที่สามต่างหาก
ความคิดที่หนึ่งที่ต้องปรับ "วัตถุที่พอเพียง มีไว้  เพื่อจิตที่เข้มแข็ง"
เราไม่ได้เกลียดวัตถุ​หากเราขยาดปรัชญา "วัตถุนิยม" ที่หลอกเราว่า "ยิ่งมี ยิ่งสุข" หรือ​"มีมาก​ จะทำให้สุขมาก"

ความจริงเราต้องการวัตถุเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อสุขภาพ เพื่อการศึกษา เพื่อป้องกันประเทศ

พุทธ: "มีสติในการบริโภค" ไม่ใช่ห้ามมี แต่รู้ว่ามีเพื่ออะไร
เต๋า: "บ้านเมืองควรมีอาวุธ แต่ไม่ใช่อวดอาวุธ"
ขงจื๊อ: "บ้านเมืองมั่งคั่งได้ แต่ต้องมั่งคั่งอย่างมีธรรม"
ทางใหม่คือ: เราต้องการ "ความจำเริญทางวัตถุที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยตัณหา"
ความคิดที่สองที่ต้องปรับ: "เรารบได้ แต่เราไม่ใช่ชาติที่ชอบรบ"
การมีกำลังป้องกันไม่ใช่การเป็นนักเลง มันคือการเป็น "เม่นที่สิงโตไม่กล้าแตะ"
เราไม่ต้องมีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลก แต่ต้องเป็น "ชาติที่รุกรานแล้วไม่คุ้ม"

"เตรียมพร้อมรบเพื่อที่จะไม่ต้องรบ" — คติเต๋า
"ผู้ชนะศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ชนะโดยไม่ต้องใช้กำลัง" — ซุนวู
"ถ้าประชาชนสามัคคี มีผู้นำปรีชา แม้ไม่มีกำแพงสูง ศัตรูก็ไม่กล้ากราย" — สุภาษิตการสงครามของจีนโบราณ

ความคิดที่สามที่ต้องปรับ: "เราเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องรู้ว่าเปรียบเทียบเพื่อยกระดับตัวเอง อย่างเหมาะสมกับตนเอง"
คนไทยเห็นแฟชั่นเกาหลี เห็นศิลปะญี่ปุ่น เห็นสุขอนามัยสวิตเซอร์แลนด์
แล้วก็อดใจเปรียบเทียบไม่ได้ — ไม่ผิด
ผิดแต่เปรียบแล้วได้แต่ทุกข์ อิจฉา​ ริษยาก็มี​  โกรธรัฐกับสังคมไทยที่สนองแบบนั้นไม่ได้ก็มี​ โดยไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

ทางใหม่ของเราคือ: "เรียนเขามา แล้วทำให้ดีในแบบเรา"

· ไม่ต้องเป็นมิลาน แต่เป็น "ศูนย์กลางความงามที่มากด้วยจิตวิญญาณ"
· ไม่ต้องมีโรงพยาบาลหรูที่สุด แต่เป็น "ผู้นำการแพทย์ที่รักษาทั้งกายใจ"
· ไม่ต้องมีศิลปะแพงที่สุด แต่เป็น "บ้านของศิลปะที่ทำให้คนตื่นรู้"
ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย: สามประสานที่มั่นคง
ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง: ป้องกันศักดิ์ศรีของชาติ (อำนาจทางวัตถุที่จำเป็น)
· กองทัพอัจฉริยะ ป้องปรามได้ ไม่รุกรานใคร
· เป็นพันธมิตรที่ยืดหยุ่น แต่ไม่มีใครใช้เราเป็นเบี้ย
· มั่นคงทางอาหาร พลังงาน น้ำ — ต่อให้โลกปิดล้อม เราก็อยู่ได้

ยุทธศาสตร์ที่สอง: ยกระดับชีวิตประชาชน (คุณภาพทางวัตถุที่สมดุล)
· สาธารณสุขที่ผสานการแพทย์ล้ำสมัยกับภูมิปัญญาจิต
· การศึกษาที่ผลิต "มนุษย์สมบูรณ์" — เก่งเทคโนโลยี มีสติรู้ตื่น
· ศิลปะ-แฟชั่นไทยในเวทีโลก เป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก
· เศรษฐกิจสร้างสรรค์-สีเขียว-การดูแล — "รวยมีราก ไม่ใช่รวยฟองสบู่"

ยุทธศาสตร์ที่สาม: รักษาดุลยภาพทางจิต (ศักดิ์ศรีทางจิตวิญญาณ)
· ศูนย์กลางการฝึกจิตโลก — "สติ" สำหรับยุค AI
· สุขภาพจิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานชาติ
· ปฏิเสธการพัฒนาใดที่ทำลายจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเชย

วิถีใหม่ของผู้นำไทย: "นักรบ-นักปราชญ์"

นี่คือแก่นของบทวิเคราะห์นี้ ผู้นำไทยในโลกใหม่ต้องไม่ใช่แค่นักรบที่เก่งการศึก และไม่ใช่แค่นักบวชที่สวดมนต์นั่งสมาธิอยู่บนหอคอย
ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น "นักรบ-นักปราชญ์"
นักรบ: เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่เทพธิดา เรามีพรมแดน มีภัยคุกคาม มีมหาอำนาจที่ทดสอบเราเสมอ ผู้นำต้องเด็ดขาด รู้ว่าอะไรยอมได้ อะไรยอมไม่ได้ และเมื่อถึงเวลายกทัพ ก็ต้องไปนำ
นักปราชญ์: เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราชนะโดยไม่ต้องรบ ปราชญ์รู้ว่าเมื่อไหร่ควรรุก เมื่อไหร่ควรรับ เมื่อไหร่ควรนิ่ง รู้ว่าเสือกับมังกรตีกัน เราอยู่ตรงไหน รู้ว่าการพัฒนาแบบไหนคือหายนะที่ห่อด้วยกระดาษทอง

"นักรบ-นักปราชญ์คือผู้ที่รู้เมื่อควรใช้คมดาบ และรู้เมื่อคมปัญญาจะคมกว่าคมดาบ"
"ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นมีพลังเหนือกองทัพ"
"ผู้นำที่ปรีชา ไม่ใช่ผู้ที่ชนะศึกทุกรบ แต่คือผู้ที่รู้ว่าศึกไหนไม่ควรเกิด"
ผู้นำแบบนักรบ-นักปราชญ์กล้าพูดว่า:

· "เราจะเตรียมรบให้พร้อม แต่เราจะไม่ให้ใครมาทำให้เราเป็นผู้เริ่มสงคราม"
· "เราจะรวยแบบคนมีปัญญา ไม่ใช่รวยแบบคนบ้าคนโลภ"
· "เราจะเจริญ แต่ความเจริญของเราวัดด้วยความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ตึกสูง"

บทสรุป: เราไม่วิ่งแข่ง ใคร​ แต่เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเรา
เราไม่ต้องเลือกเป็น "ชาตินักรบ" หรือ "ชาติปลงตก"
เราเป็น "ชาติแห่งนักรบ-นักปราชญ์"
ที่รบได้ แต่รักสันติ
ที่รวยได้ แต่รู้พอ
ที่ทันสมัยได้ แต่ไม่ขายจิตวิญญาณ
"สามประสานที่มั่นคง: ป้องกันได้ — มั่งคั่งเป็น — รู้ตื่นอยู่"
"ดาบที่คมที่สุด คือดาบที่ไม่ต้องชัก"
"ปราชญ์ชนะสงครามก่อนที่มันจะเริ่ม"
เราไม่วิ่งตามใคร
เรายืนด้วยลำแข้งแห่งวัตถุธรรม ขับเคลื่อนมันด้วยจิตปราชญ์
และ​ เราจะเดินไม่ใช่เพราะเราอยากกวดไล่หรืออยากวิ่งหนีไม่ให้ใครตามมาใกล้ๆ​ เราขอรู้ให้ชัด​ ทำให้ใช่ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน​ ถูกทางแล้ว​ ต่างหาก
ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ที่เราต้องเปลี่ยน​  แล้วเมื่อไหร่?
ถ้าไม่ใช่เรา แล้ว​  จะเป็นใ​คร?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482967256536663&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1482967256536663&rdid=yV1pWaTH3ZcCyYYF#

ยืนหรือไม่ยืนในโรงหนัง? จากเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง สู่คำถามใหญ่ของคนต่างรุ่น ความเคารพที่แท้จริงบังคับไม่ได้ ต้องปลูกด้วยความเข้าใจและพระมหากรุณาธิคุณที่รับรู้ได้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ประกิต สิริวัฒนเกตุ ได้กล่าวว่า

คุณยังเข้าโรงหนัง และคุณยังยืนถวายความเคารพอยู่หรือไม่

หนังโรงเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูคือ มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล 7 ปิดปฏิบัติการล่าพิกัดมรณะ เมื่อนู่นเลย พ.ค. ปีที่แล้วหรือเกือบจะ 1 ปี เป็นการไปดูหนังในโรงกับคุณพลอยครั้งแรกในรอบ 6 ปี (มี พี่โต๋ พี่หนึ่ง) ด้วย

ผมไปดูเพราะได้บัตรฟรี เป็นโรงหนังพร้อมเตียงนอนสุดอลังการ หนังจอยักษ์ เสียงอึกทึกครึกโครม บวกกับเนื้อเรื่องเอ็มไอ7 มันสนุกตื่นเต้นจริงๆ พอผมดูเสร็จ กลับมาบ้านผมใช้เวลาคิดไม่นาน ตัดสินใจไปถอยทีวี 85 นิ้ว ทำโฮมเธียเตอร์ ปิดไฟนอนดู โอ้วววตื้นเต้นดีนักแล โดยเฉพาะตอนเปิดหนัง เอเอ๊ 555

ย้อนกลับไปตอนดูเอ็มไอ7 ที่โรงหนังพร้อมเตียงนอนที่เซ็นทรัลเวิลด์ แม้จะมีที่นั่งไม่มาก แต่คนก็เต็มทุกเตียง เมื่อถึงเวลาของเพลงสรรเสริญฯ ผมและคุณพลอยยืนถวายความเคารพด้วยความกระหาย

ด้วยความที่ไม่ได้ดูหนังมานาน ผมเองเลยอยากรู้ว่าทางโรงหนังฯจะทำภาพประกอบเพลงได้สวยงามขนาดไหน

และผมก็ไม่ผิดหวัง เป็นเพลงสรรเสริญฯที่สมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย แน่นอนว่าในระหว่างที่มีการเปิดเพลงนั้นจะมีคนยืนถวายความเคารพ และก็มีบางส่วนเลือกจะนอนอยู่บนเตียงนุ่นๆพร้อมกับเล่นมือถือไปชิวๆ

คนที่ยืนก็มีหลากหลาย ส่วนไม่ยืนจะเป็นน้องๆคนรุ่นใหม่ ผมมองด้วยความเข้าใจ ของแบบนี้มันบังคับไม่ได้ การยืนถวายความเคารพ ควรมาจากความเข้าใจ และมาด้วยความเต็มใจ

จะไปให้น้องๆเค้ายืนได้ยังไง ในเมื่อพวกเค้าไม่อิน ไม่ได้รับรู้ความสำคัญเหมือนอย่างที่ผมรับรู้

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ "น่าเสียดาย" จริงๆ

ผมเองก็ไม่ใช่ คนดี รักชาติ และผมก็ไม่ได้เลือกภูมิใจไทย (ผมเลือก อ.เอ้) แต่ผมเติบโตมากับการได้สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมเป็นคนขี้สงสัย เป็นคนชอบคิดเชิงวิพากษ์ ชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่อง และแน่นอนผมเคยตั้งคำถามถึงความสำคัญของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ความแตกต่างของชนชั้น ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

เมื่อตั้งคำถาม ก็ต้องหาคำตอบ ผมทำการศึกษาถึงที่มาที่ไปของราชวงศ์จักรี ทำความเข้าใจบริบทของคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมของความเป็นกษัตริย์

ยื่งศึกษา ผมก็ยิ่งคิดถึงในหลวง ร.9 ยิ่งรักสมเด็จพระเทพฯ ยิ่งชื่นชมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์  และยิ่งเคารพในหลวง ร.10 มากขึ้น

โลกใบนี้มันหมุนเร็วมาก ความคิดของคนในประเทศนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะ ผมมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ มันคือเรื่องธรรมชาติ ทุกสิ่งไม่สามารถอยู่ได้คงทน ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง

น้องๆคนรุ่นใหม่ เติบโตมามีความคิดเป็นของตัวเอง มีโอกาสได้เรียนรู้ และเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่าคนสมัยก่อนมากมายนัก

ในวันที่ ปันผล ปันสุข เกิดออกมา หนึ่งในสิ่งที่ผมตั้งใจคือการเลี้ยงให้สองคนนี้ มีชุดความคิด มีตรรกะในการตัดสินใจที่ดีกว่าผม ผมจึงเลี้ยงสองคนนี้มาด้วยการหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ ผมจะเลี้ยงด้วยการตั้งคำถาม อธิบาย เปรียบเทียบ และยื่นข้อเสนอให้ทั้งคู่ตัดสินใจเองเสมอๆ

เช่นเดียวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่เคยบอกให้ปันผล ปันสุข ต้องคิดบวกหรือรักในสถาบันฯเช่นเดียวกับผม ผมได้แต่เล่าเรื่องต่างๆของในหลวง ร.9 เล่าถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อสถาบันฯ เปิดคลิปสมัยในหลวง ร.9 ตระเวณไปทำพระราชกรณียกิจทั้วทั้งประเทศ

แม้ในปัจจุบันในหลวง ร.9 จะไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังเล่าให้เด็กๆฟังเกี่ยวกับในหลวง ร.10 อธิบายให้ลูกเข้าใจในบริบทของพระองค์ และมองให้ลึกมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น เราจะพบว่าพระองค์ท่านทำอะไรเพื่อประเทศนี้มากกว่าที่เราคิดมากๆ

ลูกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นเรื่องของลูก แต่ไม่ว่าอย่างไร ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจใดๆ ลูกต้องรับรู้ความจริงทุกเรื่องก่อน รู้ข้อมูลให้รอบด้านก่อน ไม่ใช่ตัดสินใจไปตามความรู้สึกชอบไม่ชอบ หรือตัดสินใจเพราะกระแส

ผมเชื่อหมดใจเลยว่า เมื่อสองปันได้ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ในหลวง ร.9 และเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ท่านได้ทำให้กับประเทศนี้มา ปันผลและปันสุข จะคิดไม่แตกต่างจากผม และผมก็ไม่ต้องมาเถียงหรือไปบังคับให้ทั้งคู่ ต้องทำอย่างไรเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี

ผมเชื่อว่า ปันผลและปันสุข จะยืนถวายความเคารพด้วยความเต็มใจและด้วยความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ปิง ปิงพ่อสองปัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1574849160675102&id=100044500986666&rdid=3PemJgkctApg85Hc#

เปิดคดี “ไอลีน หวัง” นายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย ถูกกล่าวหาเป็นสายลับจีน แทรกซึมการเมืองท้องถิ่นสหรัฐฯ สะท้อนเกมอิทธิพลปักกิ่ง

สื่อในสหรัฐต่างประโคมข่าว "นางไอรีน หวัง" (Eileen Wang) นายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย (Arcadia) รัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกกล่าวหาเป็นสายลับจีน “เพียงวันเดียว” ก่อนที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" จะเดินทางเยือนจีนพอดี

ล่าสุดมีรายงานว่า ไอลีน หวัง (Eileen Wang) รับสารภาพต่อข้อหาของรัฐบาลกลางแล้ว และอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

ไอลีน หวัง (Eileen Wang) ได้รับเลือกเข้าสู่สภาเมืองอาร์เคเดียเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 โดยอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า ระหว่างปี 2020–2022 เธอร่วมกับคู่หมั้นในขณะนั้น ดำเนินเว็บไซต์ชื่อ “U.S. News Center” ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นสื่อข่าวสำหรับชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีนในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) กล่าวหาว่า เว็บไซต์ดังกล่าวได้รับคำสั่งโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน และมีการเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่งตามคำสั่งการของ "ผู้ควบคุม" ของเธอ (“spymaster” ตามสำนวนในเอกสารคดี) โดยสั่งให้เผยแพร่บทความปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และ “การใช้แรงงานบังคับ” ในเขตซินเจียง โดยข้อความที่ถูกอ้างมีเนื้อหาว่า

“ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในซินเจียง และไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแรงงานบังคับในการผลิตใด ๆ รวมถึงการผลิตฝ้าย การเผยแพร่ข่าวลือดังกล่าวคือการใส่ร้ายจีน และทำลายเสถียรภาพกับความมั่นคงของซินเจียง”

ในทางตรงกันข้าม หากข้อความนี้คือโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่เป็นความจริง นั่นหมายความว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ และใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมายเกิดขึ้นจริงๆ!

ต่อไปนี้คือรายละเอียดที่สื่อท้องถิ่นรายงานโดยอ้างอิงเอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ:

-"ไอลีน หวัง" นายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย (Arcadia), รัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองที่มีประชากรราว 56,000 คน และกว่า 60% เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย เธอเป็นสตรีเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่สภาเมืองอาร์เคเดีย และยังเคยได้รับการยกย่องจากสภาคองเกรสว่าเป็น “สตรีแห่งปีประจำรัฐสภา ปี 2026” (2026 Congressional Woman of the Year)

-อดีตคู่หมั้นของเธอ “เหยา หนิง ‘ไมค์ ซัน’ (Yaoning ‘Mike’ Sun)” วัย 65 ปี ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ในข้อหาทำหน้าที่เป็นสายลับให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เขาเคยเป็นอดีตทหารกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)

-"ไมค์ ซัน" เป็นทั้งผู้จัดการหาเสียง เหรัญญิก คนใกล้ชิดประจำวัน และตามคำพูดของหวังเองในการประชุมสภาเมืองเดือนธันวาคม 2022 เธอเรียกเขาว่า “คู่หมั้น”

-เอกสารศาลรัฐบาลกลางระบุรายละเอียดของปฏิบัติการนี้อย่างชัดเจนว่า ระหว่างปี 2020–2023 ซันและหวังร่วมกันบริหารสื่อภาษาจีนชื่อ “U.S. News Center” ซึ่งอ้างว่าเป็นเว็บไซต์ข่าวชุมชน แต่แท้จริงแล้วเป็นแพลตฟอร์มเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลจีน

-ทั้งคู่ได้รับคำสั่งเนื้อหาโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน และโพสต์เนื้อหาสนับสนุนปักกิ่งตามคำสั่ง

-"ไมค์ ซัน" อดีตคู่หมั้น ยังร่วมมือกับ “เฉิน จวิน (Chen Jun)” เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของจีนที่อยู่ในนิวยอร์ก ซึ่งต่อมาถูกตัดสินจำคุก 20 เดือน ในการแทรกแซงการเลือกตั้งท้องถิ่นของสหรัฐฯ เพื่อผลักดันนักการเมืองที่มีจุดยืนเอื้อประโยชน์ต่อปักกิ่ง โดยเฉพาะในประเด็น “เอกราชไต้หวัน”

-ตามรายงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า "เฉิน" เคยเรียก "ไอลีน หวัง" ในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่จีนว่า เป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมหลักที่ทำงานให้พวกเรา” (the basic team dedicated for us)

-ในปี 2022 หลังจาก "ไอลีน หวัง" ชนะการเลือกตั้งสภาเมือง "เฉิน จวิน" ยังได้แอบส่งข้อความหาเธอว่า “คุณทำได้ดีมาก หวังว่าคุณจะทำงานดีต่อไป ทำให้ชาวจีนภูมิใจ”จากนั้น ซันได้จัดทำรายงานรายละเอียดชัยชนะเลือกตั้งส่งให้เจ้าหน้าที่จีน และได้รับข้อความตอบกลับเป็นคำขอบคุณ

-ต่อมา ต้นปี 2023 "ไมค์ ซัน" อดีตคู่หมั้น ได้เสนอแผนปฏิบัติการมูลค่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.9 ล้านบาท) ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน เพื่อ “ต่อต้านกองกำลังต่อต้านจีน” ผ่านการส่งคณะตัวแทนเข้าร่วมขบวนพาเหรดวันชาติสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

-"ไมค์ ซัน" ยังติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตประธานาธิบดีไต้หวัน “ไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen)” ระหว่างเดินทางเยือนแคลิฟอร์เนียตอนใต้ในเดือนเมษายน 2023 และรายงานตำแหน่งแบบเรียลไทม์ให้เจ้าหน้าที่จีน

-ในปี 2018 "ไอลีน หวัง" ได้ก่อตั้งหอการค้าอเมริกันตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน

-ในเอกสารยื่นฟ้องของศาลรัฐบาลกลางทั้งหมด "ไอลีน หวัง" ถูกระบุชื่อว่า “บุคคลที่ 1” (Individual 1) เท่านั้น โดยไม่ได้ระบื่อโดยตรง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวสองแหล่งที่คุ้นเคยกับการสอบสวนยืนยันกับสำนักข่าว Los Angeles Times ว่าบุคคลที่ 1 คือ "ไอลีน หวัง"

-การสอบสวนยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มี 2022 จนถึง ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2026 ตามรายงานของ New York Post เพียงสองวัน ก่อนหวังถูกกล่าวหาโดยตรงว่าทำหน้าที่เป็นสายลับจีน

-เธอยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาการกระทำผิดทั้งหมด

-"ไอลีน หวัง" เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดียล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 ท่ามกลางข่าวการตัดสินคดีของซันยังเป็นประเด็นใหญ่อย่างต่อเนื่อง

-เธอกล่าวในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง โดยไม่มีคำพูดเกี่ยวกับคดีความ “ในฐานะชาวอเมริกัน และโดยเฉพาะในฐานะเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง ความจงรักภักดีของเราต้องชัดเจนเสมอ ต่อประเทศนี้ ต่อรัฐธรรมนูญ และต่อประชาชนของเราเท่านั้น”

-ทางด้านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุชัดว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยวๆ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่มีการวางระบบอย่างเป็นขั้นตอนของจีน เพื่อแทรกซึมเข้ามาในรัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐฯ

-รูปแบบปฏิบัติการคือ:

  • คัดเลือกนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความทะเยอทะยานในชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีน
  • สนับสนุนด้านการหาเสียง เงินทุน เครือข่ายชุมชน และสื่อ
  • บ่มเพาะความสัมพันธ์เป็นเวลาหลายปี
  • สร้าง “ทีมหลักที่ทำงานให้พวกเรา”
  • จากนั้นใช้บุคคลเหล่านี้ในประเด็นไต้หวัน การค้า และนโยบายต่าง ๆ ก่อนที่พวกเขาจะมีอำนาจสูงขึ้น

-เมืองอาร์เคเดียไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว แต่รูปแบบลักษณะเดียวกันนี้ถูกพบในหลายพื้นที่ของแคลิฟอร์เนียตอนใต้ นิวยอร์ก รวมถึงกรณีคล้ายกันในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา

-อัยการรัฐบาลกลางระบุว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของจีนมีการพูดคุยกันโดยตรงเกี่ยวกับวิธี “โน้มน้าว” นักการเมืองท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นคือ “จุดอ่อน” ของระบบ

สรุปบุคคลที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาและถูกจับกุมในคดีนี้:

- ไอลีน หวัง (Eileen Wang) สมาชิกสภาเมืองอาร์เคเดีย และนายกเทศมนตรีคนปัจจุบัน

- เหยา หนิง “ไมค์ ซัน” (Yaoning “Mike” Sun) อดีตทหาร PLA ผู้จัดการหาเสียงและอดีตคู่หมั้นของหวัง ถูกตัดสินความผิดในเดือนตุลาคม 2025 และถูกจำคุก 4 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ในข้อหา "ดำเนินโครงสร้างโฆษณาชวนเชื่อของจีน ติดตามประธานาธิบดีไต้หวัน และรายงานตรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน"

• เฉิน จวิน (Chen Jun) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจีนในนิวยอร์ก ถูกตัดสินจำคุก 20 เดือน ในข้อกล่าวหา เป็นผู้ประสานเครือข่ายหลัก และเรียกหวังว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมหลัก” ของจีน

สรุปไทม์ไลน์ของ ไอลีน หวัง (Eileen Wang) ตามข้อมูลที่สื่อสหรัฐฯ รายงาน มีดังนี้:

  • ช่วงปี 2020–2022
    ถูกกล่าวหาว่าร่วมดำเนินเว็บไซต์ “U.S. News Center” และเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนรัฐบาล จีน (China) ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่จีน
  • พฤศจิกายน 2022
    ได้รับเลือกเป็น “สมาชิกสภาเมือง” (City Council) อาร์เคเดีย (Arcadia)
  • 3 กุมภาพันธ์ 2026
    สภาเมืองลงมติให้เธอขึ้นเป็น “นายกเทศมนตรี” (Mayor) เมืองอาร์เคเดีย
  • เมษายน 2026
    รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่ม “ตั้งข้อหา” (charged) ต่อเธอ ฐานทำหน้าที่เป็นตัวแทนต่างชาติให้จีนโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน
  • 11 พฤษภาคม 2026 (สองวันก่อนทรัมป์เดินทางเยือนจีน)
    มีการเปิดเผยข้อตกลงรับสารภาพ (plea agreement) ต่อสาธารณะ และเธอปรากฏตัวต่อศาลรัฐบาลกลางในนครลอสแอนเจลิส
  • พฤษภาคม 2026 (อยู่ระหว่างกระบวนการศาล)
    เธอตกลง “รับสารภาพ” (pleaded guilty / agreed to plead guilty) ต่อข้อหาของรัฐบาลกลาง ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี
  • หลังข่าวถูกเปิดเผย
    เธอลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีทันที

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1293699312918426/?rdid=8H6fNPtN2lhncTXp#

ทรัมป์เขย่าโลก!! เล็งผนวกเวเนซุเอลาเป็นรัฐที่ 51 ขยับเกมใหญ่คุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา เปิดทางคุมขุมทรัพย์น้ำมัน 40 ล้านล้านดอลลาร์ เปิดไอเดียผนวกเวเนซุเอลาเป็นส่วนหนึ่งสหรัฐฯ

ทรัมป์ เอาจริง! เล็งผนวกเวเนซุเอลา "ประเทศที่มีน้ำมันมูลค่า 40 ล้านล้านดอลลาร์" เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ - Fox News รายงาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง หลังเผยว่า กำลังพิจารณาอย่างจริงจัง ที่จะทำให้เวเนซุเอลาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯอย่างถาวร เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันและเข้าถึงทรัพยากรมหาศาล

ทรัมป์เปิดเผยแนวคิดผนวกเวเนซุเอล่า ผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Fox

News ว่าเขากำลังมองถึงความเป็นไปได้ในการทำให้เวเนซุเอลา

ซึ่งร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันมูลค่าประเมินสูงถึง

40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

โดยทรัมป์อ้างว่าตนเองได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวเวเนซุเอลา

และกล่าวอย่างมั่นใจว่า "เวเนซุเอลารักทรัมป์"

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและควบคุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำในข้อหาก่อการร้ายยาเสพติดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันสหรัฐฯ เข้ามาดูแลการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยทำงานร่วมกับนางเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งทรัมป์ตั้งเป้าจะดึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง Exxon และ Conoco กลับมาลงทุนอีกครั้งหลังจากถูกไล่ออกไปในยุคฮูโก ชาเวซ

ทรัมป์ได้ตอกย้ำกระแสนี้ผ่าน Truth Social ของเขาด้วยข้อความว่า: "เรื่องดีๆ กำลังเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา! ผมสงสัยจังว่ามนต์ขลังนี้คืออะไรกันนะ? การเป็นรัฐที่ 51 มีใครสนใจไหม?"

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคทางกฎหมายของสหรัฐ ในการจะผนวกเวเนซุเอลาเป็นรัฐที่ 51 ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาคองเกรสของสหรัฐฯ และการยินยอมจากฝั่งเวเนซุเอลา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแผนการของทรัมป์อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ในการกดดันเพื่อควบคุมแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทรัมป์ชี้หยุดยิงอิหร่าน “ร่อแร่” !! หยุดยิงยังมีแต่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปฏิเสธข้อเสนอใหม่รับเงื่อนไขนิวเคลียร์ พิจารณารื้อโครงการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงเครียดยังไม่คลายหลังยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง

เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ยังคงมีผลอยู่ แต่อยู่ใน "ภาวะร่อแร่" พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าความพยายามทางการทูตกับอิหร่าน แม้ตัวเขาจะเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่านไปเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) ก็ตาม

ทรัมป์ตำหนิคำตอบกลับล่าสุดจากอิหร่านต่อแผนสันติภาพของทำเนียบขาวว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าการจัดทำข้อตกลงสันติภาพใดก็ตามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกำหนดให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงเรื่องการยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและอนุญาตให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียม อิหร่านเคยตกลงยอมรับข้อตกลงนี้เมื่อสองวันก่อน แต่เปลี่ยนใจและไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในเอกสาร 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านตกลงให้สามารถนำยูเรเนียมของอิหร่านที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ออกไปได้ แต่สหรัฐฯ ต้องนำออกไปเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายจนราบคาบ มีเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

ทรัมป์ยังระบุว่าเขากำลังพิจารณารื้อฟื้น "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายคุ้มกันและนำทางเรือพาณิชย์ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มเติม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวหรือไม่

อนึ่ง ทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

ที่มา : Xinhua

จากหางแร่สู่ทรัพยากรใหม่!! อัคราโชว์ 3 งานวิจัยต้นแบบ ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ จุฬาฯ–มจธ.–มทส. เปิดโมเดลใช้ประโยชน์หางแร่ สร้างวัสดุคาร์บอนต่ำและซีเมนต์พิเศษ

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) 

เปิดมิติความร่วมมือ: ผสานงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงจากหางแร่

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบที่อัครายึดมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) 

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน” 

3 โมเดลนวัตกรรม: พลิกโฉมหางแร่ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ พัฒนานวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานต่ำในการผลิต เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาอย่างซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติพิเศษในการทนการกัดกร่อนของเกลือ ตอบโจทย์ปัญหาดินเค็ม และซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเกิดรอยแตก

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผลการทดลองพบว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรกเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินเค็มทั่วไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณ GABA ในข้าวสูงขึ้นกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงได้ประมาณ 30% สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน โดยในระยะต่อไปมีแผนขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาพบว่าหางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอิฐทั่วไปในท้องตลาด และสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ราว 5–10% สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว 

ผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซระหว่างชั้นวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

มุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยของทั้ง 3 สถาบัน ชี้ถึงศักยภาพของ “หางแร่” ในการก้าวสู่การเป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างมูลค่าและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน”

อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

สหรัฐฯ ต่อผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย!! สื่อชี้ยูเครนเริ่มกังวลวอชิงตันลดแรงหนุน ท่ามกลางดีลสันติภาพ NYT ชี้สหรัฐฯ ต่อเวลาผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย สะท้อนแรงหนุนวอชิงตันอาจไม่เหมือนเดิม

การที่สหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนผันให้กับน้ำมันรัสเซีย สะท้อนว่ายูเครนไม่อาจคาดหวังการสนับสนุนจากวอชิงตันได้อีกต่อไป หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างเจ้าหน้าที่ยูเครน

รายงานระบุว่า เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน คณะผู้แทนยูเครนเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน เพื่อขอให้ทางการสหรัฐฯ ไม่ขยายใบอนุญาตผ่อนผันดังกล่าว และได้รับแจ้งว่าไม่มีแผนที่จะต่ออายุใบอนุญาตนั้น เจ้าหน้าที่กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังสือพิมพ์ส่งคำถามไปยังทำเนียบขาว ได้รับคำตอบว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ขยายเวลาการผ่อนผันสำหรับน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียและอิหร่าน

ขณะที่เมื่อวันที่ 17 เมษายน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตทั่วไป อนุญาตให้จำหน่ายน้ำมันรัสเซียที่บรรทุกขึ้นเรือไว้แล้ว ณ วันที่ 17 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม

ที่มา : Sputnik

พลังงานเผยไทยสำรองน้ำมันพอ 113 วัน กองทุนน้ำมันยังติดลบแต่มีรายรับ จับตาฮอร์มุซตึงเครียดดันราคาดิบโลกพุ่ง วิกฤตอุปทานพลังงานโลกกดดันตลาด พลังงานย้ำไทยผลิตดีเซลเกินยอดจำหน่าย

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่านที่เรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรและการปิดล้อม  ทางทะเลอย่างสิ้นเชิง สอดคล้องกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ย้ำว่าสงครามยังไม่จบจนกว่าจะรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ ประกอบกับสหรัฐฯ ที่ขู่พร้อมใช้ปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ   หากการเจรจาล้มเหลว ความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลว่าอุปทานพลังงานโลกจะเผชิญภาวะชะงักงัน ส่งผลให้คลังน้ำมันสำรอง  ทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐฯ ถูกดึงออกมาใช้จนลดลงในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงที่จะแตะระดับวิกฤตเชิงปฏิบัติการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังบีบให้สหภาพยุโรปต้องชะลอแผนการแบนน้ำมันจากรัสเซียออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้อุปทานตึงตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งจากความกังวลเรื่องการขาดแคลนอุปทานและความเสี่ยงจากสงครามที่กลับมาปะทุ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 29 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 26 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 9 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.90 ล้านลิตร และจำหน่าย 59.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 39.95 บาท และดีเซล B20 ที่ 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.30 - 88.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.25 – 113.97 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,323.61 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 17.63 ล้านบาท

ม.รังสิตกระชับมิตร เยือนวิทยาลัยผู่เจียง ร่วมสัปดาห์วัฒนธรรมไทย-จีน แลกเปลี่ยนความร่วมมือยั่งยืน เปิดโครงการฝึกงานนักศึกษา

ม.รังสิต กระชับมิตรไมตรีไทย-จีน เยือนวิทยาลัยผู่เจียงฯ ร่วมงานสัปดาห์วัฒนธรรม

คณะผู้แทนจากวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เดินทางเยือน วิทยาลัยผู่เจียงแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานจิง (Nanjing Tech University Pujiang College) หนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมกิจกรรม “สัปดาห์วัฒนธรรมไทย 2026” ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองสถาบัน

ในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับเกียรติการต้อนรับอย่างสูงสุดจากคณะผู้บริหารระดับสูงของวิทยาลัยผู่เจียง นำโดย Mr. Li Wenhai ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ฝ่ายจีน, Mr. Shi Jinfei อธิการบดี พร้อมด้วยคณะรองอธิการบดีและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรในระดับนานาชาติ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติให้บรรยายปาฐกถาพิเศษโดย ผศ. ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ในหัวข้อ “การพัฒนาระบบการศึกษาภาษาจีนนานาชาติของมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้กรอบความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีน” ซึ่งได้รับความสนใจและคำชื่นชมอย่างมากจากผู้เข้าฟัง โดยคณบดีได้นำเสนอโมเดลการผลิตบัณฑิตและแพลตฟอร์มการฝึกปฏิบัติงานที่ทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยรังสิตในเวทีนานาชาติให้เป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น จากการพบปะหารือดังกล่าวยังก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีการวางแนวทาง “โครงการฝึกงานนักศึกษา” ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน วิทยาลัยผู่เจียง รวมถึงการหารือร่วมกับ ศาสตราจารย์ Dai Yurong รองคณบดีวิทยาลัยเฉิงเซียน มหาวิทยาลัยตงหนาน เพื่อขยายเครือข่ายด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและโครงการวิจัยร่วมในอนาคต ซึ่งจะช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตได้พัฒนาศักยภาพในสภาพแวดล้อมระดับสากลอย่างแท้จริง ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาระดับโลก เพื่อบ่มเพาะบัณฑิตให้มีความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและทักษะภาษาที่ยอดเยี่ยม

12 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันพยาบาลสากล” รำลึก ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้ก่อกำเนิดวิชาชีพพยาบาล ย้ำบทบาทพยาบาลแนวหน้า ผู้แบกภาระระบบสุขภาพโลก

12 พฤษภาคม “วันพยาบาลสากล” รำลึก ‘ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล’ ผู้วางรากฐานวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่

วันที่ 12 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ วันพยาบาลสากล หรือ International Nurses Day วันที่โลกทั้งใบร่วมยกย่องบทบาทของพยาบาลในฐานะกำลังสำคัญของระบบสุขภาพ และร่วมรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล หญิงผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานการพยาบาลสมัยใหม่ โดยสภาการพยาบาลนานาชาติ หรือ International Council of Nurses (ICN) ระบุชัดว่า วันพยาบาลสากลจัดขึ้นทุกวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของไนติงเกลโดยตรง

ความสำคัญของวันพยาบาลสากลจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันเฉลิมฉลองของบุคลากรสายสุขภาพเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นวันที่สังคมหันกลับมามองว่า “พยาบาล” คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุดในหลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยทั่วไป ผู้ป่วยหนัก เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย ICN ใช้วันนี้เป็นเวทีรณรงค์ระดับโลกเพื่อเน้นบทบาทของพยาบาลต่อระบบสุขภาพ พร้อมเผยแพร่เอกสารและข้อเสนอเชิงนโยบายทุกปี เพื่อย้ำว่าการดูแลพยาบาลอย่างเหมาะสมคือการดูแลอนาคตของสาธารณสุขทั้งระบบ

บุคคลที่ทำให้วันที่ 12 พฤษภาคมมีความหมายระดับโลกคือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1820 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี แม้ภายหลังจะใช้ชีวิตและสร้างผลงานในอังกฤษ Britannica อธิบายว่าเธอเป็นทั้งพยาบาล นักสถิติ และนักปฏิรูปสังคม ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปรัชญาพื้นฐานของการพยาบาลสมัยใหม่” และยังเป็นผู้ทำให้การพยาบาลพัฒนาจากงานดูแลทั่วไปไปสู่วิชาชีพที่มีระบบความรู้และมาตรฐานชัดเจน

ชื่อของไนติงเกลเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทบาทของเธอในช่วง สงครามไครเมีย เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้ดูแลทหารบาดเจ็บของอังกฤษและฝ่ายพันธมิตรในตุรกี ภาพของเธอที่เดินตรวจผู้ป่วยยามค่ำคืนพร้อมตะเกียงในมือ ทำให้เธอได้รับฉายา “Lady with the Lamp” แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าภาพจำเชิงสัญลักษณ์ คือการที่เธอผลักดันให้การดูแลผู้ป่วยยึดหลักสุขอนามัย ความเป็นระเบียบ การเก็บข้อมูล และการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

หลังสงคราม ไนติงเกลไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อเสียงส่วนบุคคล แต่ใช้ประสบการณ์ของตนในการปฏิรูประบบสุขภาพและการศึกษาพยาบาล Britannica ระบุว่า เธอเป็นผู้ก่อตั้ง Nightingale School of Nursing ที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน ซึ่งเปิดในปี 1860 และถือเป็นโรงเรียนพยาบาลที่ตั้งอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงแห่งแรก ๆ ของโลก นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ “การพยาบาล” กลายเป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยการฝึกอบรม ความรู้ และจริยธรรม ไม่ใช่เพียงงานดูแลตามสัญชาตญาณหรือความเมตตา

เหตุนี้เอง วันที่ 12 พฤษภาคมจึงเป็นมากกว่าวันระลึกถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง แต่เป็นวันที่โลกยอมรับร่วมกันว่า วิชาชีพพยาบาลมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างลึกซึ้ง พยาบาลไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ช่วยแพทย์” ในความหมายแคบ หากเป็นผู้ประเมินอาการ ดูแลต่อเนื่อง ประสานการรักษา ให้คำแนะนำกับครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ระบบบริการสุขภาพเดินหน้าต่อได้จริง ทั้งในยามปกติและยามวิกฤต

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันพยาบาลสากลยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรพยาบาล ภาระงานสูง และภาวะเหนื่อยล้าสะสม ICN ระบุในเอกสารและแคมเปญช่วงหลังว่า การดูแลสุขภาวะ ความปลอดภัย และพลังในการทำงานของพยาบาล เป็นเงื่อนไขสำคัญของการรักษาระบบสุขภาพให้เข้มแข็ง โดยธีมในช่วงปี 2025–2026 ก็ยังคงย้ำเรื่องอนาคตของวิชาชีพ การดูแลพยาบาล และการเสริมพลังให้พยาบาลช่วยชีวิตผู้คนได้เต็มศักยภาพ

สำหรับสังคมทั่วไป วันพยาบาลสากลจึงเป็นวันที่ชวนให้มองเห็น “คุณค่าของการดูแล” ในความหมายที่ลึกกว่าการรักษาโรค เพราะในทุกโรงพยาบาล ทุกหอผู้ป่วย และทุกชุมชน พยาบาลคือคนที่อยู่แนวหน้าของความเจ็บป่วย ความหวัง และการฟื้นคืนของผู้คน พวกเขาเป็นทั้งกำลังความรู้ กำลังใจ และกำลังมนุษยธรรมในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น 12 พฤษภาคม วันพยาบาลสากล จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้บุกเบิกวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่โลกทั้งใบร่วมกันยืนยันว่า วิชาชีพพยาบาลคือหนึ่งในรากฐานสำคัญที่สุดของระบบสุขภาพ และเป็นวันที่สังคมควรกล่าวคำขอบคุณต่อผู้ที่อุทิศแรงกาย แรงใจ และความรู้เพื่อดูแลชีวิตผู้อื่นอย่างไม่หยุดยั้ง

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Florence-Nightingale


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top