Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

๑๒ สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

๑๒ สิงหาคม
วันคล้ายวันพระราชสมภพ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นวันสำคัญที่ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ พระราชวงศ์ และประชาชนมาอย่างยาวนาน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ทรงเป็นพระธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ต่อมาได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 และทรงดำรงพระราชสถานะเป็นสมเด็จพระบรมราชินีคู่พระบารมีแห่งรัชกาลที่ 9
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะถิ่นทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกล เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร รับฟังปัญหา และพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญที่เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวาง คือการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านงานศิลปาชีพ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าฝีมือหัตถกรรมพื้นบ้านของราษฎรไทย โดยเฉพาะในชนบท เป็นทั้งมรดกภูมิปัญญาและช่องทางสร้างรายได้ให้ครอบครัว จึงทรงส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพเสริมจากงานทอผ้า งานจักสาน งานแกะสลัก งานปัก และงานหัตถศิลป์แขนงต่าง ๆ
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพไม่เพียงช่วยให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ้าไทยและงานหัตถกรรมหลายแขนงได้รับการฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามทางวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากงานด้านศิลปาชีพแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระราชกรณียกิจด้านสาธารณกุศลและการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงสนับสนุนงานด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ และการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยต่าง ๆ

พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ตลอดจนทรงส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตของคนกับธรรมชาติ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมคือพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิตและความยั่งยืนของชุมชน

วันที่ 12 สิงหาคมจึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันพระราชสมภพเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันกว้างขวางของพระองค์ ทั้งในด้านการพัฒนาอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรม การสาธารณสุข การสงเคราะห์ประชาชน และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของราษฎร

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ” เพื่อเชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของทุกคน

สัญลักษณ์สำคัญของวันแม่แห่งชาติ คือดอกมะลิ ซึ่งเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม และสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก วันนี้จึงเป็นโอกาสให้ลูกหลานได้ระลึกถึงพระคุณแม่ แสดงความรัก ความเคารพ และตอบแทนพระคุณผ่านการกระทำที่ดี

ในความหมายของชาติไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “แม่แห่งแผ่นดิน” จากพระราชกรณียกิจที่ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทรงมองเห็นคุณค่าของคนไทยในทุกพื้นที่ และทรงส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงขึ้น

พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับชีวิตชุมชนชนบทและการอนุรักษ์เอกลักษณ์ไทยให้ดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

12 สิงหาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทย และทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

วันนี้จึงเป็นทั้งวันแห่งความรัก ความกตัญญู และวันแห่งการรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน

รองนายกฯ ลุยปรับข้อมูล!! เสนอแก้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร มุ่งส่งเสริมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ชูโปร่งใส ตรวจสอบรัฐ หวังขจัดทุจริตประพฤติมิชอบ

รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอปรับแก้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร หลังใช้งาน มากว่า 29 ปี มุ่งหวังส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เชื่อหากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จะช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายปกรณ์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ มีการหารือในการ จะทำร่างระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับ ของทางราชการ เนื่องจาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ฉบับเดิม ใช้มากกว่า 29 ปีแล้ว โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก จึงจะให้มีการจัดทำ QR Code เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงวิธีการและขั้นตอนการทำงาน รวมถึงจากนี้ต้องให้มีการจัดทำรายงาน ผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ/ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร /และสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประจำปี 2569 ไตรมาสที่ 1-3

“กลไกการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ เพราะเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรม ย่อมสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ และทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น”รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ รายงานผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ 2540 ประจำปีงบประมาณ 2568 การดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ 2569 รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้คาดหวัง ให้ข้อมูลข่าวสารมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรที่ปลอดจากการทุจริต และส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1534660695362929&id=100064570394286&rdid=BeM75vlhNjP7w6D9#

‘โจชัว หว่อง’ ยอมจำนนต่อคดี!! นักเคลื่อนไหวฮ่องกงเตรียมรับโทษ พ้นคุกหลังถูกคุมขังนานกว่า 5 ปี ศาลนัดรับสารภาพ 2 ก.ย. 66 ความหวังสู้คดีลดน้อยลง

โจชัว หว่อง ยอมจำนนต่อโลกความจริง เตรียมสารภาพคดีความมั่นคง

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง อยู่ในคุกมาแล้วนานกว่า 5 ปี 7 เดือน ตั้งแต่อายุ 24 จนตอนนี้ 29 ปี ด้วยคดีที่เรียงยาวเป็นหางว่าว และคดีที่โทษหนักหนาที่สุดคือคดีฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง 2 คดี

เมื่อดูจากปฏิทินศาลสูง มีการระบุชัดเจนว่า 2 กันยายน 2026 เขามีนัดพิจารณาคดีฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่ 2 ทางตุลาการระบุว่าเป็น "การรับสารภาพและพิพากษาโทษ" นอกจากนั้นยังเป็นการนัดเพียงวันเดียวเท่านั้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่า โจชัว หว่อง จะรับสารภาพและไม่สู้คดีให้ลากยาว.
ถ้ามองอีกมุม นี่อาจจะไม่ใช่เพียงการรับสารภาพจากใจจริงๆ แต่เป็นการยอมจำนนเพื่อไม่ให้เจ็บตัวหนักขึ้น เพราะโอกาสชนะคดีริบหรี่มาก คดีส่วนใหญ่ถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่ถูกเลือกมาโดยเฉพาะจากฝ่ายจีน และไม่มีคณะลูกขุน โอกาสที่นักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยจะหลุดคดีหรือศาลยกฟ้องนั้นแทบจะเป็นศูนย์

ฝืนสู้แล้วแพ้จะเจ็บหนักกว่าเดิม ดูอย่างเคสของ จิมมี่ ไล ที่เลือกสู้คดีและปฏิเสธข้อกล่าวหา ผลลัพธ์คือถูกตัดสินจำคุกถึง 20 ปี

ตอนนี้คนฮ่องกงต่างอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "ภาวะเหนื่อยล้าทางการเมือง" คือไม่อยากอินการเมืองแล้ว ประท้วงก็เสี่ยงคุก สู้ไปก็ไม่ชนะ ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดดีกว่า

แต่ในมุมกลับกัน กลุ่มคนที่โดนคดีจากการประท้วงเมื่อหลายปีก่อน ทุกวันนี้ยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้คดีอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางกระแสสังคมที่ค่อยๆ เงียบหายไป มันทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกทอดทิ้งให้สู้เพียงลำพัง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1646700784126050&set=a.502152101914263

ผบ.ฉก.44 ตรวจเข้ม!! ปักหมุดทุ่งยางแดงกวาดล้าง ลุยแผน 6914 สันติสุขปัตตานี กำชับชุดจรยุทธ์สนับสนุนเต็มกำลัง เน้นความสงบประชาชนพื้นที่เสี่ยง

ผบ.ฉก.ทพ.44 ลงพื้นที่เดือด!
ตรวจเข้ม "ชป.จรยุทธ์" ลุยแผนปัตตานีสันติสุข 6914
ปักหมุดทุ่งยางแดง กวาดล้างให้สิ้นซาก!

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.
พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 พร้อมด้วย ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายยุทธการ และผู้บังคับกองพันในพื้นที่ ลุยตรวจเยี่ยม หน่วยเฉพาะกิจพันรบที่ 4 ที่เข้าสนับสนุนภารกิจอย่างเต็มกำลัง

พร้อมให้คำแนะนำและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ อย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธการปัตตานีสันติสุข 6914 ในห้วงวันที่ 9 - 13 สิงหาคม 2569 โดยจัดกำลังพลรวม 8 ชุดปฏิบัติการ ปฏิบัติภารกิจเข้มข้น ณ ตำบลน้ำดำ และตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เพื่อความสงบสุขของประชาชน!

ที่มา : https://www.facebook.com/61577912453569/posts/122187273440930415/?rdid=tORx5600gQMrVIX0#

‘ทรัมป์’ ลดแรงกดดัน!! สหรัฐฯ บีบอิหร่านด้วยเศรษฐกิจ ลดโจมตีทางอากาศ เพิ่มคว่ำบาตรหนัก เตหะรานยังไม่ยอมถอย แม้เงินเฟ้อพุ่ง ปัญหาคือความอยู่รอดรัฐบาลอิหร่าน

ทรัมป์กำลังลดบทบาทการโจมตีทางอากาศในอิหร่าน แล้วกลับมาบีบด้วยมาตรการทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงแทน เพื่อสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเตหะรานมากที่สุด โดยหวังจะให้เตหะรานยอมอ่อนข้อ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในอิหร่านพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

“พวกเขาไม่มีเงิน อิหร่านถังแตก ถังแตกอย่างสิ้นเชิง” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าววันนี้

ไมค์ วอลทซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานอาจ “กลัว” สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มากกว่า "พีต เฮกเซธ" รัฐมนตรีกระทรวงสงครามเสียอีก เพราะอิหร่านสามารถทนรับการโจมตีทางทหารได้ แต่สิ่งที่สร้างแรงกดดันอย่างหนักคือค่าเงินที่ทรุดตัวและภาวะเงินเฟ้อที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี

แต่การเดิมพันว่าอิหร่านจะยอมถอยเมื่อเศรษฐกิจถูกบีบจนถึงที่สุด มีคำถามสำคัญว่า เตหะรานคิดด้วยตรรกะเดียวกับวอชิงตันหรือไม่

ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา อิหร่านเผชิญทั้งมาตรการคว่ำบาตร การปิดล้อม และค่าเงินที่ดิ่งลงอย่างหนัก แต่รัฐบาลยังไม่ยอมขยับจากเงื่อนไขเดิม เพราะสำหรับผู้นำอิหร่าน เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงการคำนวณว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจคุ้มค่าหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของ “ความอยู่รอดของรัฐบาล”

หากเตหะรานเชื่อว่าการยอมถอยหมายถึงจุดจบของรัฐบาล พวกเขาก็อาจยอมรับความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมองว่าไม่สมเหตุสมผล ขณะที่สหรัฐฯ เองก็มีขีดจำกัดของตัวเอง และประชาชนอเมริกันสามารถสัมผัสต้นทุนของสงครามได้ทุกวันผ่านราคาน้ำมันที่ปั๊ม

ที่มา: The Wall Street Journal, Reuters
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1370736788548011/?rdid=X8Bm8FYTqPRUewIC#

ไทยถ่วงดุลความสัมพันธ์!! มองบทบาทสหรัฐฯ กับจีน สหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรแนวหน้า จีนเข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ไทยรักษาผลประโยชน์และความมั่นคง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.4)

ระหว่างสงครามเย็น ประเทศไทยถือว่าเป็น “พันธมิตรแนวหน้า (Frontline Ally)” ของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

โดยปัจจัยในการผลักดันความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่:
- "นโยบายสกัดกั้น" หรือ "นโยบายควบคุมและจำกัดวง" (Containment Policy): อันเนื่องมาจากความตื่นกลัวคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ส่วนรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร) ซึ่งมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ

- ข้อตกลงและสนธิสัญญา: ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี ค.ศ. 1954 และมีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Rusk-Thanat Communiqué) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งย้ำความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไทยหากถูกโจมตี แม้สมาชิก SEATO อื่นจะไม่เห็นชอบก็ตาม

“พันธมิตรแนวหน้า” ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น: ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ไทยเลือกอยู่ใน ฟากฝั่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างชัดเจน โดยมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

1. ด้านการทหาร มีความใกล้ชิดมาก ไทยเข้าร่วม SEATO ในปี 1954 และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทย โดยเฉพาะช่วงสงครามเวียดนาม เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุดรธานี และนครพนม

2. ไทยสนับสนุนสงครามเวียตนาม ไทยส่งกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปปฏิบัติการในอินโดจีน

3. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง “สูง” สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ การฝึก ข่าวกรอง และงบประมาณจำนวนมากแก่ไทย เพื่อเสริมความสามารถในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะต่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

4. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางทหารในการเคลื่อนกำลังและควบคุมพื้นที่

แต่ไทยไม่ได้เป็น “ลูกน้องสหรัฐฯ” โดยสมบูรณ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะไทยมีนโยบาย รักษาผลประโยชน์และความเป็นอิสระของตนเอง ด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม และความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970 ไทยก็เริ่มปรับสมดุลทางการทูต เช่น สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป” โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป”

ระหว่างปี 1949–1971 สหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นรัฐบาลจีนในสหประชาชาติ ต่อมาในปี 1971 สหรัฐฯ ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแดง) ได้ที่นั่งรัฐบาลจีนในสหประชาชาติแทน ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ เริ่มต้นในปี 1971 ด้วย "การทูตปิงปอง" เบิกทางความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬา และ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้นเดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับๆ ปี 1972 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ และพบกับประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสงครามเย็น และในปี 1979 สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประกาศรับรองสถานะสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน

ความสัมพันธ์ ไทย–จีน เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน และมีลักษณะพิเศษคือ “ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ” รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ปี 1975) ด้วยเพราะบริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียดนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง โดนกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค เวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งการที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทยไปรบในเวียดนาม ซ้ำยังส่งกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลเวียตนามใต้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อไทย ไทยจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้ยืดหยุ่นขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

ฝ่ายค้านพรรคประชาชนถูกตั้งคำถาม? ดันอภิปรายเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจเส้นทางเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน ยังขาดแรงปะทะในสภา พฤติกรรมย้อนแย้งทำฝ่ายค้านอ่อนแรง

พรรคประชาชนคนสามกีบ จัดเป็นฝ่ายค้านอาชีพหรือแค่อยู่กินเงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ

หากจะวิเคราะห์บทบาทของ “พรรคประชาชนคนสามกีบ” ในฐานะฝ่ายค้าน ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญต่อการเมืองไทยปัจจุบัน การจะประเมินว่าพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้มีน้ำยา มีความจริงใจ หรือเป็นเพียงการ “ทำมาหารับประทาน” เงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ จำเป็นต้องก้าวข้าม “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว” ทางสังคม รวมถึง “พฤติกรรมเลว ๆ ของพรรคนี้ในอดีต” แล้วตั้งใจวิเคราะห์ เราจะเห็น “มิติเชิงประสิทธิภาพ” และ “มิติเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ยากเย็น

หากเปรียบเทียบฝ่ายค้านในอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่ “พรรคส้ม” สร้างความแตกต่างอย่างเด่นชัดก็คือสไตล์การอภิปราย และการเจาะลึกข้อมูล "พรรคสามกีบ” เปลี่ยนจากการใช้ “วาทกรรมทางการเมือง” ที่เน้นให้เกิด “ดราม่า” มาเป็นการทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน, งบประมาณ และเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เช่น การเจาะลึกคดีการฮั้วประมูล หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทุกประเด็นมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

แต่ที่ยังถูกมองว่า "ขาดน้ำยา" และ "เช้าชามเย็นชาม" นั่นเพราะขาด "แรงปะทะทางการเมือง" การเน้นตัวเลข โครงสร้าง และข้อกฎหมาย ทำให้ในบางช่วงเวลาการตรวจสอบดูเหมือน "งานวิจัยในสภา" มากกว่าการจะ “น็อกรัฐบาลกลางสภา” ได้ ทำให้ “ด้อมสายฮาร์ดคอร์” ที่ยังพอมีสติปัญญาบางกลุ่ม รู้สึกว่าฝ่ายค้านขาด "ความดุดัน" หรือไม่มีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมในทาง “นิติสงคราม”
ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถ “ล้มรัฐบาลในสภา” ได้จริง

จึงกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า การทำงานในสภาเป็นเพียงการทำหน้าที่ตามระเบียบเพื่อรับเงินเดือนภาษี หรือสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายนอกสภาได้จริงเพียงใด?
โดยส่วนตัวผมคิดว่า “พรรคส้มสามกีบ” ในปัจจุบันไม่ได้ขาดข้อมูลในการตรวจสอบ แต่สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าคือ "ความแข็งแกร่งของอำนาจ” บวกกับกลิ่นเหม็นของพรรคตัวเองที่ไม่เคยจางหายไป เช่น ข่าวทำร้ายร่างกาย, เมาแล้วขับ, พัวพันเว็บพนันออนไลน์, ยาเสพติด, ฟอกเงิน, ข่มขืน และหนีเกณฑ์ทหาร เห็นชัดว่าความเสื่อมถอยของพรรคส้มไม่ได้เกิดจากการถูกฝ่ายตรงข้ามขย้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความย้อนแย้ง ผสมพฤติกรรมโง่ ๆ เลว ๆ ของตัวเอง

เมื่อพฤติกรรมของคนในพรรค ขัดแย้งกับมาตรฐานที่ตัวเองเคยตั้งไว้สูงลิบลิ่ว ยิ่งตั้งมาตรฐานไว้สูงเพียงใด ยามส้มเน่าคาต้น อ่อนแรงจนร่วงหล่นลงสู่พื้น ความรู้สึกผิดหวังและเกลียดชังของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี

แจ็ค รัสเซล

ปักกิ่งแห่งที่ 2 เมืองหลวงอนาคต!! เปิดเดินรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ สงอันเป็นเมืองใหม่ห่างปักกิ่ง 105 กม. ลดความแออัดกรุงปักกิ่งด้วยเมืองใหม่ ก่อสร้างเริ่ม 2017 พร้อมขยายระบบรางหลายเส้น

เมืองหลวงที่ 2 ของจีน

วันที่ 7 สิงหาคม 2026 มีการทดลองเดินรถไฟความเร็วสูงสายสงอัน-ซ่างฉิว ช่วงเหอเป่ย

กรุงปักกิ่งมีประชากรกว่า 20 ล้านคน จีนตัดสินใจสร้างเมืองใหม่สงอัน(雄安)ในเขตชนบทที่ห่างจากกรุงปักกิ่ง 105 กิโลเมตร เพื่อย้ายประชากรและหน่วยงานของรัฐส่วนหนึ่งไปเมืองใหม่ แก้ปัญหาความหนาแน่นของกรุงปักกิ่ง

จีนเริ่มก่อสร้างเมืองใหม่สงอันในปี 2017 โดยมีเป้าหมายสร้างเมืองแห่งอนาคต ปี 2020 ก็มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อกรุงปักกิ่งกับเมืองใหม่สงอันแล้ว และกำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วอีกหลายเส้นทางซึ่งบางสายใกล้เสร็จและจะเปิดใช้งานในไม่ช้านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1403530481639046/?rdid=we4BVD6uFSxzHtpP#

11 สิงหาคม 1999 สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งใหญ่ เงาดวงจันทร์พาดผ่านโลก ปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่ผู้คนทั่วโลกจับตา ที่ปลุกความสนใจด้านดาราศาสตร์ทั่วโลก

วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นวันที่เกิดหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก นั่นคือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ซึ่งแนวคราสพาดผ่านพื้นที่หลายประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ก่อนกลายเป็นเหตุการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

สุริยุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้เงาของดวงจันทร์ทอดลงมายังพื้นผิวโลก หากผู้สังเกตอยู่ในแนวเงามืด หรือ umbra จะมองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ทั้งดวง กลายเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงามัว หรือ penumbra จะมองเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

เหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในยุโรปและเอเชีย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากสามารถเฝ้าชมปรากฏการณ์ได้โดยตรง ขณะที่ผู้ที่อยู่นอกแนวคราสเต็มดวงในหลายภูมิภาค ก็ยังสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วนได้
แนวคราสของสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เริ่มจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ก่อนพาดผ่านบางส่วนของยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย และต่อไปยังตะวันออกกลาง ก่อนสิ้นสุดแนวคราสในเอเชียใต้ พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นจุดหมายของนักดาราศาสตร์ นักท่องเที่ยว และประชาชนที่ต้องการชมช่วงเวลาที่กลางวันกลายเป็นความมืดชั่วขณะ

ในหลายประเทศ ผู้คนรวมตัวกันตามพื้นที่เปิดโล่ง เมืองใหญ่ ชายฝั่ง ภูเขา และสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อเฝ้ารอช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนหมด ภาพของท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดลง อุณหภูมิที่ลดลง และแสงรอบขอบฟ้าที่เปลี่ยนไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมจำนวนมากจดจำได้ไม่ลืม

สุริยุปราคาเต็มดวงไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ หรือโคโรนา ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลก สภาพอากาศ และคลื่นวิทยุ

เหตุการณ์ในปี 1999 ยังเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และใกล้สิ้นสุดสหัสวรรษที่สอง จึงยิ่งทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วโลก บางพื้นที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งสุดท้ายของสหัสวรรษ” ทำให้บรรยากาศการติดตามข่าวและการเดินทางไปชมคราสคึกคักเป็นพิเศษ

สำหรับยุโรป เหตุการณ์ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้จากหลายพื้นที่ของทวีป และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์ สื่อมวลชน โรงเรียน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจพร้อมกัน ผู้คนจำนวนมากเตรียมแว่นกรองแสง กล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญบนท้องฟ้า

อย่างไรก็ตาม การชมสุริยุปราคาจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการมองดวงอาทิตย์โดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้ดวงตาเสียหายอย่างถาวร การรณรงค์ให้ใช้แว่นกรองแสงมาตรฐานและอุปกรณ์สังเกตการณ์ที่ปลอดภัยจึงเป็นส่วนสำคัญของการติดตามปรากฏการณ์ครั้งนี้

ในเชิงสังคม สุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถมองเห็นได้จริงด้วยตา และทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน
ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ถูกบดบังจนท้องฟ้ามืดลงกลางวันแสก ๆ ยังทำให้หลายคนตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความแม่นยำของการคำนวณทางดาราศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถทำนายเวลาและเส้นทางของคราสได้ล่วงหน้าอย่างละเอียด

แม้สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นหลายครั้งบนโลก แต่แต่ละครั้งมีเส้นทางคราสที่แตกต่างกัน และพื้นที่ที่สามารถเห็นคราสเต็มดวงได้มีขนาดจำกัดมาก ผู้ที่อยู่ในแนวเงามืดเท่านั้นจึงจะได้เห็นดวงอาทิตย์ถูกบังเต็มดวงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เหตุการณ์ในปี 1999 กลายเป็นประสบการณ์หายากสำหรับผู้คนจำนวนมากในยุโรปและเอเชีย

สุริยุปราคาเต็มดวงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 จึงเป็นทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ และประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เป็นวันที่ท้องฟ้ากลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ และทำให้มนุษย์หันกลับไปมองจักรวาลด้วยความตื่นตา

วันนี้จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในปรากฏการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ วันที่เงาของดวงจันทร์พาดผ่านโลก และทำให้ผู้คนในหลายประเทศได้สัมผัสช่วงเวลาสั้น ๆ ที่กลางวันกลายเป็นความมืด พร้อมกับความประทับใจที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://eclipse.gsfc.nasa.gov/SEmono/TSE1999/TSE1999.html?utm_source=chatgpt.com

#TheStatesTimes
#Lite
#CoolLife
#TodaySpecial

ซาอุ-ตุรกี- ปากีสถาน “ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์” ข้อตกลงใหม่สั่นสะเทือนโลกอิสลาม พันธมิตร 3 ชาติประกาศป้องกันร่วม เสริมแกร่งทุน-นิวเคลียร์-กองทัพ ท้าทายร่มคุ้มกันสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตก

"ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์" – “Islamic NATO” กับจุดเปลี่ยนดุลอำนาจและการก่อตัวของความมั่นคงรูปแบบใหม่ในโลกอิสลาม?

การลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ (Mecca Joint Defense Agreement) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ณ นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยสามผู้นำ ได้แก่ เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน (มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย), ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (ตุรกี) และ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ (ปากีสถาน) ถือเป็นหมุดหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนระเบียบความมั่นคงเดิมในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้

1. สาระสำคัญและโครงสร้าง "การป้องกันร่วม" (Collective Security)
ประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่แวดวงการทูตและหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลก คือการระบุข้อความที่กำหนดว่า "การโจมตีด้วยกำลังอุปสรรคหรือกำลังทหารต่อประเทศใดประเทศหนึ่งในสามประเทศ ให้ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ" ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกับ มาตรา 5 (Article 5) ของ #องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO)
ข้อตกลงนี้นับเป็นการยกระดับจากความร่วมมือระดับทวิภาคีเดิม (เช่น ข้อตกลงตั้งฐานทัพและซ้อมรบทางอากาศระหว่างซาอุฯ-ปากีสถานเมื่อช่วงต้นปี) ไปสู่การสร้าง "กลไกความมั่นคงร่วมเชิงพหุภาคี" ที่มีสถาบันทางศาสนาและดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างมักกะฮ์เป็นศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์

2. สมการความมั่นคงสามประสาน: เงิน – นิวเคลียร์ – กำลังทหาร
ความร่วมมือของทั้งสามประเทศเป็นการเติมเต็มช่องว่างด้านความมั่นคงที่โดดเด่นที่สุดในโลกอิสลาม:
#ซาอุดีอาระเบีย (ขั้วทุน): ผู้สนับสนุนงบประมาณและเงินทุนมหาศาล พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของโลกซุนนี
#ปากีสถาน (ขั้วป้องปรามนิวเคลียร์): ประเทศเดียวในโลกอิสลามที่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครอง ซึ่งทำหน้าที่ขยาย "ร่มนิวเคลียร์" (Nuclear Umbrella) เชิงจิตวิทยามายังคาบสมุทรอาหรับ (แม้ในข้อตกลงจะระบุชัดเจนว่าไม่มีการแบ่งปันหรือย้ายกำลังนิวเคลียร์ออกนอกประเทศก็ตาม)
#ตุรกี (ขั้วกำลังทหารและเทคโนโลยี): สมาชิก NATO ที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐฯ มีประสบการณ์จัดยุทโธปกรณ์ระดับมาตรฐาน NATO และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโดรน/สงครามสมัยใหม่

3. ปัจจัยเร่ง: วิกฤตความเชื่อมั่นต่อ "ร่มคุ้มกันของสหรัฐฯ"
ชนวนเหตุสำคัญที่บีบให้ประเทศเหล่านี้ต้องสร้างแกนความมั่นคงใหม่ มาจากการเปราะบางของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะหลังจากเหตุปะทะทางทหารกับอิหร่านเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ทำให้ซาอุดีอาระเบียตระหนักว่า "การพึ่งพาความคุ้มครองจากมหาอำนาจนอกภูมิภาคเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง"
ยุทธศาสตร์ระยะยาวของข้อตกลงนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณเปิดหน้าว่า กลุ่มประเทศอิสลามต้องการสร้าง "สถาปัตยกรรมความมั่นคงที่นำโดยชาติในภูมิภาคเอง" (Self-reliant Regional Security Architecture) เพื่อลดการพึ่งพาวอชิงตัน

4. ผลกระทบสะเทือนวงกว้าง (Domino Effect)
-อินเดีย (ตื่นตระหนกสูงสุด): มองว่าข้อตกลงนี้เป็นภัยคุกคามโดยตรง เนื่องจากปากีสถานได้พันธมิตรที่มีทั้งงบประมาณ (ซาอุฯ) และเทคโนโลยีโดรน (ตุรกี) เสริมทัพ อีกทั้งอาจโดนกดดันในเวที OIC ประเด็นแคชเมียร์
-อิสราเอล (ดุลอำนาจเปลี่ยน): ความหวังในการผลักดันข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุฯ ต้องหยุดชะงักลงทันที นอกจากนี้ยังเสียเปรียบเชิงจิตวิทยาจากการที่ปากีสถานขยายร่มป้องปรามครอบคลุมซาอุฯ
-สหรัฐอเมริกา (วางตัวเงียบสงบ/ถูกมองข้าม): ยุทธศาสตร์การควบคุมตะวันออกกลางผ่านการจับคู่กดดันอิหร่านถูกสั่นคลอน อิทธิพลของสหรัฐฯ ในฐานะ "ผู้รับประกันความมั่นคงรายเดียว" (Sole Security Guarantor) ถูกลดบทบาทลง
-รัสเซีย & จีน (มองเป็นโอกาส): รัสเซียมีท่าทีตอบรับเชิงบวกเพราะช่วยสลายการรวมตัวของกลุ่มพันธมิตรตะวันตก ขณะที่จีนสามารถใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพใหม่นี้ในการขยายโครงการ Belt and Road (BRI)

#ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารความร่วมมือทางทหารธรรมดา แต่เป็น "ปฏิญญาทางการเมือง" ที่ประกาศให้โลกรับรู้ว่า มหาอำนาจในโลกอิสลามพร้อมจะกำหนดชะตากรรมความมั่นคงของตนเองโดยไม่รอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก

แม้ในทางปฏิบัติ ความท้าทายเรื่องความขัดแย้งด้านผลประโยชน์เฉพาะตัวของแต่ละประเทศ (ซาอุฯ กังวลเรื่องอิหร่าน, ปากีสถาน กังวลเรื่องอินเดีย, ตุรกี กังวลเรื่องบทบาทในเมดิเตอร์เรเนียนและอิสราเอล) อาจเป็นบททดสอบความแน่นแฟ้นในระยะยาว แต่การเกิดขึ้นของ "พันธมิตรสามประสานมักกะฮ์" ได้เปลี่ยนฉากทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์โลกไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/1064602409410631/?rdid=0KvHTsO9UcxKjLxE#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top