Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สีจิ้นผิงชู “Thucydides Trap” กลางโต๊ะเจรจาทรัมป์ ส่งสัญญาณจีน–สหรัฐฯ ต้องเลี่ยงกับดักสงครามมหาอำนาจ "จีนสหรัฐควรเป็นพันธมิตร" เร่งหาทางสร้างเสถียรภาพโลก

อ้างอิง เฟสบุ๊ค ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล

กับดักสงครามมหาอำนาจ !!! Thucydides Trap น่าจะเป็น “คำที่สำคัญที่สุด” ในการประชุมเมื่อวานนี้

สำคัญจน President Trump ต้องออกมาชี้แจงตอบโต้ สำคัญจนท่าน President Xi ต้องยกขึ้นมาพูดถึง

ตั้งแต่แรกๆ ในช่วงเปิดการประชุมเพื่อให้ทั้งโลกได้ยินไปพร้อมๆ กันว่า

President Trump,

I’m very pleased to meet you in Beijing. Welcome back to China after nine years. The whole world is watching our meeting.  At present, transformation not seen in a century is accelerating across the globe and the international situation is fluid and turbulent. The world has come to a new crossroads

Can China and the United States overcome the Thucydides Trap and create a new paradigm of major-country relations? Can we meet global challenges together and provide more stability for the world? Can we, in the interests of the well-being of our two peoples and the future of humanity, build a brighter future together for our bilateral relations? These are the questions vital to history, to the world, and to the people.

They are the questions of our times that you and I need to answer as leaders of major countries. 

This year is the 250th anniversary of American independence. Congratulations to you and to the American people. I always believe that our two countries have more common interests than differences. Success in one is an opportunity for the other, and a stable bilateral relationship is good for the world.

China and the United States both stand to gain from cooperation and lose from confrontation.

We should be partners, not rivals. We should help each other succeed and prosper together and find the right way for major countries to get along well with each other in the new era.

ประธานาธิบดีทรัมป์

ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่าน ณ กรุงปักกิ่ง และขอต้อนรับท่านกลับสู่ประเทศจีนอีกครั้งหลังจากผ่านไปเก้าปี โลกทั้งโลกกำลังจับตามองการพบกันของเราในครั้งนี้ ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเผชิญมานานกว่าศตวรรษกำลังเร่งตัวขึ้น สถานการณ์ระหว่างประเทศเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โลกได้เดินมาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

จีนและสหรัฐอเมริกาจะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส และร่วมกันสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจแนวใหม่ได้หรือไม่? เราจะสามารถร่วมกันรับมือกับความท้าทายระดับโลก และนำเสถียรภาพมาสู่ประชาคมโลกได้หรือไม่? และเพื่อประโยชน์แห่งความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงอนาคตของมวลมนุษยชาติ เราจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นให้แก่ความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราได้หรือไม่?

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญต่อประวัติศาสตร์ ต่อโลก และต่อประชาชนทั้งหลาย เป็นคำถามแห่งยุคสมัยที่ท่านและข้าพเจ้า ในฐานะผู้นำของประเทศมหาอำนาจ จำเป็นต้องร่วมกันตอบให้ได้

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีต่อท่านและประชาชนชาวอเมริกัน

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ประเทศของเราทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความแตกต่าง ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งคือโอกาสของอีกฝ่ายหนึ่ง และความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มั่นคงย่อมเป็นผลดีต่อโลก

จีนและสหรัฐอเมริกาต่างได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ และต่างได้รับความเสียหายจากการเผชิญหน้า

เราควรเป็นหุ้นส่วน มิใช่คู่แข่ง เราควรสนับสนุนซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จและความรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมกันค้นหาแนวทางที่เหมาะสมในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศมหาอำนาจในยุคสมัยใหม่

สิ่งที่น่าสนใจทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ President Xi พูดถึง อ้างถึง สะท้อนสิ่งที่จีนกำลังคิดอยู่ กำลังกังวลใจ

กำลังให้ความสำคัญโดยยิ่งกว่านั้นคำที่เลือกใช้ ไม่ใช่คำจีนโบราณแต่เป็นคำของตะวันตก Thucydides Trap “ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ” พูดถึงระหว่างมหาอำนาจเดิมที่เสื่อมลง กับมหาอำนาจใหม่

และความระแวงที่นำไปสู่สงคราม โดยครั้งนั้นที่ Thucydides พูดถึงเป็นกรณีระหว่าง Sparta กับ Athens แข่งขันกัน สุดท้ายนำไปสู่สงคราม Peloponnesian War ทั้งนี้ Harvard ได้ศึกษากรณีช่วงหลังๆ ดังแสดงในตารางว่า มีโอกาส 80% ที่สถานการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งและสงคราม

President Xi ให้ข้อเสนอกับ President Trump ว่าจีนและสหรัฐควรเป็นพันธมิตร ร่วมมือกันไม่ให้ไปถึงจุดดังกล่าว

นับว่าเป็นการกล่าวต้อนรับที่ผิดปกติ ไม่ธรรมดา

ขอบคุณภาพจาก Harvard Kennedy School

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237557434968953/?rdid=dMYr0pHUflyKCx7U#

รัฐเร่งจัดระเบียบโซลาร์บ้าน!! “เอกนัฏ” รับเรื่องผู้เสียหายโซลาร์บ้าน สั่งตรวจติดตั้งจริง เร่งมาตรฐานบังคับ เอาผิดผู้ประกอบการไร้คุณภาพ หลังผู้เสียหายร้องติดตั้งผิดสเปก ไม่มีวิศวกรควบคุม

“เอกนัฏ“ รับจบ แก้ปัญหาโซลาร์บ้านปชช.ไม่ได้มาตรฐาน สั่งหน่วยงานช่วยเหลือ ยกระดับความปลอดภัย

วันนี้ (14 พฤษภาคม 2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และทีมสุดซอย โดยนายเอกนัฎลงมารับเรื่องร้องเรียนด้วยตัวเองจากนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม ซึ่งได้นำกลุ่มผู้เสียหายจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เข้ามาร้องเรียน หลังพบปัญหาในการใช้งานมาโดยตลอด ซึ่งปัญหาเกิดจากการติดตั้งโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้า การติดตั้งอุปกรณ์ยี่ห้อไม่ตรงตามที่ตกลงกับผู้เสียหาย รวมถึงการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีวิศวกรควบคุมงาน  รวมทั้งได้สั่งการเร่งด่วนให้ พพ. พลังงานจังหวัด ร่วมลงพื้นที่กับ กฟน. และ กฟภ. ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง พร้อมทั้งขอให้ สมอ. เร่งกำหนดมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ โดยให้เสนอเป็นมาตรฐานบังคับโดยเร็ว ในส่วนของ สคบ. ได้รับมอบหมายให้เร่งดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับร้องเรียน

“ผมรู้สึกเป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายทุกท่าน  โดย กระทรวงพลังงาน จะเป็นตัวกลางรับเรื่องร้องเรียน ผ่านช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนแจ้งปัญหาโซล่าร์เซลได้ง่ายๆ และจะเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ แม้ กระทรวงพลังงาน จะเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป้าหมายในการลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่ผมต้องขอเน้นย้ำและจะกำกับดูแลอย่างเข้มงวดคือ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จะต้องใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการจะต้องมีความชำนาญ มีความรับผิดชอบ และต้องมีวิศวกรควบคุมการติดตั้งเพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานและเกิดความปลอดภัยสูงสุดกับประชาชนทั่วประเทศ” นายเอกนัฏ กล่าว

สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน!! เปิดสอบแล็บชีวภาพทั่วโลก จุดชนวนคำถามงานวิจัยเสี่ยงในยูเครน ผู้เชี่ยวชาญชี้โลกเคยมองข้ามคำเตือนรัสเซีย รัสเซียย้ำข้อกังวลที่เคยถูกมองเป็นทฤษฎีสมคบคิด

ห้องแล็บชีวภาพลับของสหรัฐฯ ในยูเครนถูกจับตา หลังรัสเซียเตือนซ้ำหลายครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า โลกควรขอโทษรัสเซียที่เคยเมินเฉยต่อข้อกังวลของมอสโกเกี่ยวกับเครือข่ายงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ ทั่วโลก และมองว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิด

ทัลซี แก็บบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ประกาศเปิดการสอบสวนห้องปฏิบัติการชีวภาพมากกว่า 120 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศ รวมถึงยูเครน โดยมุ่งตรวจสอบการทดลองที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรค

ลาร์รี จอห์นสัน อดีตนักวิเคราะห์ CIA ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า
“คำถามที่แท้จริงควรเป็นว่า พระเจ้าเถอะ สหรัฐฯ กำลังทำอะไรอยู่ถึงไปช่วยให้เงินสนับสนุนห้องแล็บชีวภาพกว่า 200 แห่ง? นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ มันลึกและมืดมนมาก จนจำเป็นต้องถูกเปิดโปง”

ระหว่างปฏิบัติการทางทหารพิเศษในยูเครน กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เปิดเผยขอบเขตกิจกรรมทางชีวภาพที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในยูเครน ซึ่งมีลักษณะบ่งชี้คล้ายการวิจัยด้านสงครามชีวภาพ

จอห์นสันกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าเจตนาคือการพัฒนาสารชีวภาพที่มุ่งเป้าเฉพาะต่อชาวสลาฟ ต่อรัสเซีย โดยมีภารกิจเฉพาะคือการทำลายรัสเซีย นี่เหมือนอะไรบางอย่างที่หลุดออกมาจากหนังสยองขวัญ”

ศาสตราจารย์อัลเฟรด เดอ ซายาส อดีตผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติด้านระเบียบระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า การโกหกและความพยายามปฏิเสธงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่กว้างกว่า ซึ่งรวมถึง “การกดทับข้อมูลสำคัญ และการบิดเบือนเรื่องเล่า ตั้งแต่เหตุรัฐประหารไมดาน ไปจนถึงประชามติไครเมีย”

เดอ ซายาส ระบุว่า
“CIA, MI6 และ Mossad ได้บิดเบือนความเป็นจริง และยังคงทำเช่นนั้นต่อไป โดยมีสื่อสมรู้ร่วมคิด รัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ก็มีส่วนร่วมในการปกปิดและฟอกขาวเรื่องนี้ด้วย”

คำถามคือ จะมีใครในวอชิงตันต้องรับผิดชอบหรือไม่?

ทั้งจอห์นสันและเดอ ซายาสไม่เชื่อว่าจะมีใครถูกเอาผิด โดยอดีตผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติกล่าวว่า
“ในสหรัฐฯ เรามีวัฒนธรรมแห่งการลอยนวลพ้นผิด”

ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กล่าวเสริมว่า
“ไม่มีใครในวอชิงตันเคยถูกเอาผิดกับเรื่องใดเลย”

ที่มา : Sputnik

คิวบาไม่ได้แค่น้ำมันหมด!! แต่กำลังเผชิญวิกฤตรัฐล้มเหลว จากพลังงาน เงินตรา และแรงกดดันโลก ประเทศที่ไร้ความมั่นคงพลังงาน ย่อมสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

คิวบาไม่ได้แค่ “น้ำมันหมด”

บทความจากเพจ Annabel - Your Wealth Architect 

คิวบากำลังถูกบีบให้โลกเห็นว่า ประเทศหนึ่งประเทศพังได้อย่างไร เมื่อพลังงาน การเมือง เงินตราต่างประเทศ และศักดิ์ศรีของรัฐ ถูกมัดคอไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน

เมื่อคืนฮาวานาไม่ได้เงียบ คนออกมาตีหม้อบนถนน จุดไฟเผาขยะ ตั้งสิ่งกีดขวาง ตะโกนขอไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะอยากประท้วงให้ดูเท่ แต่เพราะบางพื้นที่ไฟดับยาวถึง 22 ชั่วโมงต่อวันและรัฐบาลเพิ่งออกมายอมรับตรงๆ ว่า“เราไม่มี diesel แล้ว ไม่มี fuel oil แล้ว ไม่มี reserve แล้ว”

พูดภาษาคนธรรมดาคือ ประเทศไม่มีน้ำมันพอจะปั่นไฟ ไม่มีน้ำมันพอให้ระบบขนส่งเดิน ไม่มีน้ำมันพอให้เศรษฐกิจหายใจนี่ไม่ใช่แค่ energy crisis แต่มันคือ state failure แบบค่อยๆ ดับไฟทีละห้องค่ะคุณ

เวลาเราพูดว่า “เศรษฐกิจพัง” หลายคนจินตนาการถึงหุ้นตก ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อ แต่ความพังของจริงมันหน้าตาแบบนี้ โรงพยาบาลเลื่อนผ่าตัด ขยะไม่มีคนเก็บ อาหารกระจายไม่ทัน น้ำเริ่มขาดในบางพื้นที่

การท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศสำคัญถูกกระแทกซ้ำ เพราะสายการบินและการเดินทางเจอปัญหาน้ำมัน

นี่คือจุดที่ประเทศไม่ได้จนอย่างเดียว แต่ “ระบบ” เริ่มหยุดทำงาน คิวบาผลิตน้ำมันเองได้ประมาณ 40% ของความต้องการในประเทศแปลว่าอีก 60% ต้องพึ่งโลกภายนอกและโลกภายนอกของคิวบาเคยมีชื่อหลักๆ ว่าเวเนซุเอลา เม็กซิโก รัสเซีย และจีนในบางรูปแบบปัญหาคือ เวลาประเทศหนึ่งพึ่ง supplier น้อยรายเกินไป มันไม่ต่างจากนักลงทุนที่เอาเงินทั้งชีวิตไปลงหุ้นตัวเดียว ตอนมันขึ้น ทุกคนบอกว่า genius ตอนมันพัง ทุกคนเพิ่งจำคำว่า diversification ได้ คิวบาเคยแลกน้ำมันจากเวเนซุเอลาด้วยแพทย์ บุคลากร และอิทธิพลทางการเมือง แต่เมื่อเส้นเลือดเวเนซุเอลาถูกตัด คิวบาก็เริ่มขาดเลือดทันที

เม็กซิโกเคยส่งน้ำมัน … แล้วก็หยุดภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ

รัสเซียส่งน้ำมันมาได้หนึ่งรอบประมาณ 700,000 บาร์เรลในเดือนมีนาคม แต่สำหรับประเทศที่กำลังดับทั้งเกาะ นั่นเป็นแค่การเอาแก้วน้ำไปราดบ้านที่กำลังไฟไหม้  มันจะพอได้ยังไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้คือ สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องยิงขีปนาวุธใส่คิวบาเลย …แค่ทำให้บริษัทเดินเรือ ธนาคาร ผู้ประกันภัย และประเทศคู่ค้า กลัวการโดนลงโทษ น้ำมันก็เดินทางไปไม่ถึงแล้ว

เพราะนี่คือสงครามสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีควันปืน แค่มี sanctions มี secondary sanctions มี tariff threat มี banking risk มี shipping insurance ที่ไม่มีใครกล้าแตะ ประเทศก็เริ่มหายใจติดขัดแล้ว

UN experts ถึงขั้นเรียกมาตรการนี้ว่า “energy starvation” หรือการทำให้ประเทศอดพลังงาน

เพราะมันไม่ได้กระทบแค่รัฐบาลคิวบา แต่มันกระทบอาหาร น้ำ โรงพยาบาล และสิทธิพื้นฐานของประชาชน  แน่นอน ฝั่งสหรัฐฯ บอกว่า ปัญหานี้เป็นผลจากความล้มเหลวของระบอบคิวบาเอง

และเสนอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 100 ล้านดอลลาร์ แต่คิวบาปฏิเสธ เพราะมองว่ามันคือความช่วยเหลือที่มาพร้อมเงื่อนไขทางการเมือง นี่คือจุดที่โลกจริงมันไม่ขาวดำ

คิวบามีปัญหาภายในจริงไหม จริง

ระบบเศรษฐกิจรวมศูนย์มากเกินไปไหม ใช่

โรงไฟฟ้าเก่าและพังง่ายไหม ใช่

รัฐบริหารผิดพลาดมานานไหม ใช่

แต่การบีบพลังงานจากภายนอกจนประชาชนไม่มีไฟใช้ มันเป็นเกมอำนาจที่โหดไหม ก็ใช่อีกเหมือนกัน

ความจริงของโลกไม่ได้สวยพอให้เราเลือกข้างง่าย มันไม่ใช่แค่ “อเมริกาเลว” และไม่ใช่แค่ “คิวบาล้มเหลวเอง” มันคือการที่รัฐหนึ่งอ่อนแอจากข้างใน แล้วถูกบีบจากข้างนอก จนคนที่รับแรงกระแทกจริงๆ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นแม่ที่ต้องทิ้งอาหารในตู้เย็น คนไข้ที่ถูกเลื่อนผ่าตัด คนขับรถที่ไม่มีน้ำมัน เด็กที่เรียนหนังสือใต้ไฟดับ และประชาชนที่ออกมาตีหม้อกลางคืนเพราะไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่านั้น

บทเรียนของคิวบาโหดมาก ประเทศที่ไม่มี energy security สุดท้ายไม่มี economic sovereignty

ประเทศที่ไม่มีเงินตราต่างประเทศ สุดท้ายซื้อสิ่งจำเป็นไม่ได้

ประเทศที่พึ่งพันธมิตรน้อยรายเกินไป สุดท้ายถูกโลกบีบคอได้ง่าย และประเทศที่ใช้ ideology นำ economics นานเกินไป วันหนึ่งประชาชนจะไม่ได้จ่ายด้วยทฤษฎีแต่จ่ายด้วยชีวิตประจำวัน 

เพราะประเทศก็เหมือนพอร์ตการลงทุน ถ้าพึ่งรายได้ทางเดียว พึ่งคู่ค้าทางเดียว พึ่งพลังงานทางเดียว พึ่งอำนาจทางเดียว วันที่เส้นนั้นขาด คุณไม่ได้แค่เจ็บ คุณอาจดับทั้งระบบ คิวบาวันนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ มันคือคำเตือนระดับโลกว่า ความมั่นคงไม่ได้เริ่มวันที่ประเทศมีเงินเยอะ แต่มันเริ่มวันที่ประเทศมีแผนสำรองพอ เมื่อโลกไม่ใจดีกับเราแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122133353319037349&id=61581120472611&rdid=f0aFuCzYuGx2dDZy#

สีจิ้นผิงไม่ถอย!! ‘ทรัมป์’ เผยจีนยังเดินหน้าซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้รับปากไม่ส่งยุทโธปกรณ์ จีนยังรักษาผลประโยชน์พลังงาน ไม่ยอมเดินตามเกมวอชิงตัน

ทรัมป์กล่าวกับฌอน แฮนนิตี (Sean Hannity) จาก Fox News ว่า "สี จิ้นผิง" ยืนยันว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป

"สี จิ้นผิงบอกว่าเขาจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่อิหร่าน นั่นเป็นคำกล่าวที่สำคัญมาก แต่เขาก็บอกด้วยว่าจีนจะซื้อน้ำมันจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะซื้อต่อไป"

คำพูดของทรัมป์ชัดเจนมาก ว่า "สี" ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295885156033175/?rdid=BmqSNO6vG004vqRn#

มหาอำนาจจับตา!! จีน–สหรัฐฯ ถกตะวันออกกลาง ยูเครน เกาหลี และไต้หวันบนโต๊ะเดียว จีนย้ำ “ไต้หวัน” คือประเด็นสำคัญสุดในสัมพันธ์สหรัฐฯ เตือนจัดการพลาดเสี่ยงปะทะตรง

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน

“ผู้นำทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สำคัญ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) และการประชุมสุดยอด G20 ในปีนี้ให้ประสบความสำเร็จ”
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญ “ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยพบในรอบศตวรรษ” และตั้งคำถามสำคัญว่า จีนกับสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์มหาอำนาจแบบใหม่ได้หรือไม่
ประธานาธิบดีสี ยังอีกกล่าวว่า เขาและทรัมป์เห็นพ้องร่วมกันในการสร้าง “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์แบบสร้างสรรค์” (constructive China-U.S. relationship of strategic stability)

โดยจีนอธิบายว่า หมายถึง
-ความร่วมมือเป็นแกนหลัก
-การแข่งขันต้องอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
-ความขัดแย้งต้องบริหารจัดการได้
-และรักษาสันติภาพระยะยาวที่คาดการณ์ได้

จีนยังย้ำว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเป็นแบบ “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” และความขัดแย้งต่าง ๆ ควรแก้ผ่าน “การหารืออย่างเท่าเทียม”

อีกประเด็นสำคัญคือ จีนย้ำชัดว่า “ไต้หวัน” เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ พร้อมเตือนว่า หากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่ “การปะทะหรือแม้แต่ความขัดแย้งโดยตรง” ระหว่างสองประเทศ

ฝั่งทรัมป์กล่าวว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เยือนจีน พร้อมชื่นชมสี จิ้นผิง ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และบอกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับสี จิ้นผิง เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดและยาวนานที่สุดระหว่างผู้นำของสองประเทศ
ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการเห็นจีนประสบความสำเร็จ และต้องการร่วมมือกับจีนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

“กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) คือแนวคิดที่อธิบายว่า เมื่อมหาอำนาจเดิมรู้สึกถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโต ความหวาดระแวงและการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่สงครามได้ แม้ไม่มีใครต้องการสงครามตั้งแต่แรก

แนวคิดนี้มาจาก “ทูซิดิดีส” (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ที่อธิบายว่าสงครามระหว่าง “สปาร์ตา” (Sparta) และ “เอเธนส์” (Athens) เกิดจากการที่สปาร์ตาหวาดกลัวอำนาจที่เพิ่มขึ้นของเอเธนส์ ปัจจุบันคำนี้มักถูกใช้เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจเดิม กับจีนที่กำลังผงาดขึ้นมาแข่งขันในเวทีโลก

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน:
https://www.fmprc.gov.cn/.../202605/t20260514_11910330.html

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295882209366803/?rdid=lGkd9MGA8n0DYS53#

15 พฤษภาคม 2394 จุดเริ่มต้นของสยามในโลกยุคใหม่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่สยามเริ่มต้นรัชสมัยแห่งการเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่าน

15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เปิดรัชสมัยสำคัญแห่งการเปลี่ยนผ่านของสยาม

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อย่างเป็นทางการ ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพระราชพิธีสำคัญตามราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของรัชสมัยที่มีผลอย่างลึกซึ้งต่อการเปลี่ยนผ่านของสยามในศตวรรษที่ 19 ทั้งด้านการเมือง การทูต ศาสนา วิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก

รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชประวัติแตกต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ก่อนหน้าอย่างมาก เพราะก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชนานถึง 27 ปี และระหว่างเวลานั้นได้ทรงศึกษาพระพุทธศาสนา ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และองค์ความรู้จากโลกตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทำให้เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกลและพร้อมนำสยามให้ปรับตัวเข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2394 จึงมีความสำคัญในฐานะ “พิธีเปิดรัชสมัย” ของกษัตริย์ผู้จะกลายเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานความทันสมัยให้สยาม กรมศิลปากรอธิบายว่า พระราชพิธีดังกล่าวเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ และสัมพันธ์กับพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณีซึ่งสืบทอดมายาวนาน ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบ้านเมืองภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์

หากมองในบริบทของโลกช่วงนั้น สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกอย่างหนัก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งเริ่มตกอยู่ภายใต้อำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศสโดยตรง การขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 4 จึงเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่สยามจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเอกราชของบ้านเมือง พระองค์ทรงเลือกแนวทางที่สำคัญมาก คือการเปิดรับความรู้สมัยใหม่ การเจรจากับต่างชาติ และการแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีระบบ และพร้อมพัฒนาให้ทัดเทียมนานาประเทศ

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญที่สุดของรัชกาลที่ 4 หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างยืดหยุ่นและมีเหตุผล พระองค์ทรงเปิดประตูให้สยามมีความสัมพันธ์กับตะวันตกมากขึ้น และทรงใช้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชของราชอาณาจักร เหตุการณ์สำคัญอย่างการทำ สนธิสัญญาเบาว์ริง กับอังกฤษในปี 2398 แม้มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจและกฎหมายของสยาม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ทำให้สยามสามารถประคองตนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของจักรวรรดินิยมได้

ในอีกด้านหนึ่ง รัชกาลที่ 4 ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในเรื่อง วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ พระองค์ทรงศึกษาวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง และต่อมาได้รับการยกย่องจากนานาชาติจากการคำนวณและพยากรณ์สุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า รัชกาลที่ 4 มิได้ทรงมององค์ความรู้ตะวันตกเป็นภัยคุกคาม แต่ทรงเลือกเรียนรู้และใช้วิทยาการเหล่านั้นเพื่อยกระดับบ้านเมืองและยืนยันศักยภาพของสยามในสายตาชาวโลก

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการวางรากฐาน คณะธรรมยุติกนิกาย และการเน้นการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด ความรู้ทางศาสนาที่พระองค์สั่งสมมาตลอดช่วงเวลาที่ทรงผนวช ทำให้รัชกาลของพระองค์ไม่ใช่เพียงยุคแห่งการเปิดรับตะวันตก แต่ยังเป็นยุคที่มีการจัดระเบียบและทบทวนพุทธศาสนาในสยามอย่างจริงจังด้วย

ดังนั้น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 จึงไม่ใช่แค่พิธีตามราชประเพณีเพื่อรับรองสถานะพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่คือการเปิดฉากของรัชสมัยที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางของประเทศ รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้วางสะพานเชื่อมระหว่าง “สยามแบบเดิม” กับ “สยามในโลกสมัยใหม่” และหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ก็ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญให้การปฏิรูปประเทศขยายผลอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นในรัชกาลที่ 5 ต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับจากปัจจุบัน “วันนี้ในอดีต 15 พฤษภาคม 2394” จึงเป็นวันที่คนไทยควรรำลึกในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเริ่มต้นรัชสมัยซึ่งนำสยามให้รู้จักการปรับตัว การเรียนรู้ และการยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.finearts.go.th/pranakornkeereemuseum/view/36369-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%94?

"แก้วตา ธิษะณา" ออกโรงหนุน ‘เนติวิทย์’ “รักชาติไม่ควรถูกบังคับ” ปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยหลักอารยะขัดขืน แก้วตาย้ำไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่คือการท้าทายระบบที่ไม่เป็นธรรม

“เนติวิทย์ปฏิเสธเกณฑ์ทหาร ไม่ได้ปฏิเสธสังคม ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ แค่ไม่ยอมรับที่ต้องบังคับให้มนุษย์คนนึงต้องถืออาวุธ ในโครงสร้างอำนาจที่เขาไม่ได้เลือก แต่รัฐกำหนดให้มีโทษทางอาญา การปฏิเสธของเนติวิทย์ไม่ใช่ความขี้ขลาดไม่รักชาติ

ไม่ใช่หนีหน้าที่โดยไร้เหตุผล แค่อารยะขัดขืนยอมเอาตัวเองเสี่ยงคุก เพื่อบอกว่าสังคมว่าผิดปกติ แค่บอกว่าผมไม่ยอมรับระบบนี้ แต่รัฐกลับตอบกลับเขาด้วยการจำคุก  รักชาติไม่ควรโดนบังคับการเกณฑ์ทหาร “ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.พรรคก้าวไกล ไลฟ์สด กรณีเนติวิทย์ อดีตนิสิตจุฬาคนดัง ไม่รับการเกณฑ์ทหาร มีแววว่าโดนจำคุก

ชวนมาฝึกเขียน (Writing)สำหรับเด็กม.ต้น สอบชิงทุนการศึกษา กับครูฮ้วง 

ครั้งแรกในประเทศไทย จัดสอน Academic Writing Workshop เพื่อสอบชิงทุนรัฐบาลสิงคโปร์(asean scholarship) 
.
Workshop รุ่นที่ 1 10 คนแรกแค่ 8,500 บาท จากราคาต็ม 10,800 บาท 
ติดต่อสาขา หน้าโรงเรียนโยธินบูรณะ (Little Thinkerland)080-0517755 
ติดต่อสาขา  CP 3 พญาไท (GDD Coding) 096-6345485
.
#THESTATESTIMES
#NEWS
#NewsFeed

EEC เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล!! “อีสท์ วอเตอร์” พร้อมส่งน้ำต่อเนื่อง รองรับ Data Center ระดับโลก ชูโครงข่ายท่อส่งน้ำภาคตะวันออก รับการลงทุนเทคโนโลยี

“อีสท์ วอเตอร์” สร้างความเชื่อมั่น เริ่มส่งน้ำป้อน Data Center ชลบุรี 

“อีสท์ วอเตอร์” ประกาศเริ่มส่งน้ำให้ BDC ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีแล้ว ตอกย้ำบทบาท “ผู้สร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก” (Water Security Solution) พร้อมหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนระดับโลก และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคง

ล่าสุดกลุ่มอีสท์ วอเตอร์ โดยบริษัท อีสท์วอเตอร์ สเตคอน ยูทิลิตี้ส์ จำกัด (EWS) เริ่มส่งจ่ายน้ำ เพื่อรองรับการใช้น้ำของ บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอไอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BDC พร้อมขยายการให้บริการแก่ลูกค้า Data Center อีก 2 ราย ภายในปี 2569 มูลค่าสัญญาภายใต้ EWS ตลอดอายุ 20 ปี รวมสูงสุด 3,240 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมต่อศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล โครงการ Data Center ขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งต้องการระบบสาธารณูปโภคที่มีเสถียรภาพสูงและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

อีสท์ วอเตอร์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ที่ถูกยกระดับเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ Data Center ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้ง Data Center เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI  ซึ่ง “น้ำ” ถือเป็นสาธารณูปโภคสำคัญ ของการดำเนินธุรกิจ Data Center จากระบบเซิร์ฟเวอร์และระบบทำความเย็นจากน้ำที่ต้องมีเสถียรภาพตลอดเวลา ซึ่งกลุ่มบริษัท อีสท์ วอเตอร์มีโครงข่ายท่อส่งน้ำที่เชื่อมโยงครอบคลุมทั้งภูมิภาค สร้าง Water security ผ่านการบริหารจัดการแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำสำรอง ความต่อเนื่องในการส่งจ่าย และคุณภาพน้ำระดับอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าการส่งน้ำให้ผู้ใช้บริการจะมีความต่อเนื่องแม้ในช่วงภัยแล้งหรือภาวะสภาพอากาศแปรปรวน ก็ยังสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำได้อย่างต่อเนื่อง

อีสท์ วอเตอร์ ยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มศักยภาพสอดรับกับการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อเดินหน้าพันธกิจในการเป็นผู้นำด้านสาธารณูปโภคเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top