Sunday, 19 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

“ไทย” ผลักดันลงทุนดิจิทัล!! อนุมัติ 34 โครงการ ศก.ดิจิทัล มูลค่ารวม 7.15 แสนล้านบาท เร่งลดเวลาอนุมัติผ่าน FastPass เสริมบุคลากรไทย 50% ใน 3 ปี

กรุงเทพฯ, 17 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าไทยอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการศูนย์ข้อมูลและบริการรับฝากข้อมูลรวม 34 โครงการ มูลค่า 7.15 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2025 ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค รวมทั้งอำนวยความสะดวกการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลบนระบบคลาวด์ (cloud computing) และบริการดิจิทัลแห่งอนาคต
ลลิดาอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่าในปี 2025 มีการอนุมัติโครงการ 27 โครงการ มูลค่าราว 6.18 แสนล้านบาท และอนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่าราว 9.7 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังแรงงาน

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการ Thailand FastPass เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลดระยะเวลาการอนุมัติสำหรับโครงการสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่ามีโครงการจากหลายอุตสาหกรรมเข้าสู่โครงการดังกล่าวแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวม 2.23 แสนล้านบาท เมื่อนับถึงวันที่ 6 พ.ค. 2026

ขณะเดียวกัน รัฐบาลระบุว่ากำลังดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนควบคู่กับการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับภาคธุรกิจไทย การส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ และการพัฒนาทักษะบุคลากร

สำหรับกิจการศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานฯ กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรไทย และจะต้องมีบุคลากรสัญชาติไทยดำรงตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน 3 ปี เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่บุคลากรไทย

ที่มา : Xinhua

‘อาจารย์อุ๋ย’ วิเคราะห์สหรัฐฯ คว่ำ MOU อิหร่าน ส่อเปลี่ยนสันติภาพเป็นเกมการเมืองก่อนเลือกตั้งกลางเทอม จับตาเกมเลือกตั้ง–แรงกดดันอิสราเอลดันตะวันออกกลางเดือด เตือนไทยต้องรับมือราคาน้ำมัน–เงินเฟ้อจากช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ระเบียบโลกสั่นเมื่อมหาอำนาจไม่รักษาสัญญ

อาจารย์อุ๋ย ชี้! สหรัฐฯ กลืนน้ำลายคว่ำ MOU อิหร่าน เกมการเมืองสกปรก ทุนไซออนิสต์บงการ หรือดิ้นหนีตายเลือกตั้งกลางเทอม?

เมื่อข้อตกลงหยุดยิงที่เกือบจะสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางอย่าง "บันทึกความเข้าใจอิสลามาบาด" (Islamabad MOU) ที่เพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 กลับถูกฉีกทิ้งอย่างไร้ชิ้นดีด้วยน้ำมือของสหรัฐอเมริกาเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลวอชิงตันลนลานหาทางลงเพราะหวาดผวาว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเข้ามาขย้ำเศรษฐกิจอเมริกันจนพังพินาศ แต่จู่ๆ กลับเปลี่ยนท่าทีมาเปิดฉากถล่มเป้าหมายอิหร่านและหวนกลับมาปิดล้อมน่านน้ำอีกครั้งในช่วงกรกฎาคมนี้

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอวิเคราะห์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น "เกมสมประโยชน์" ที่ผสมโรงระหว่างอิทธิพลมืดทางการเงิน และฤดูกาลเลือกตั้งที่กำลังไล่กวดเข้ามา

ทำไมสหรัฐฯ ถึงกลืนน้ำลายตัวเอง? เปิดหน้าตัก "ทุนไซออนิสต์":

คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ ยอมเสี่ยงให้ราคาน้ำมันโลกทะลุเพดานและทุบเศรษฐกิจตัวเองทำไม? คำตอบซ่อนอยู่ในโครงสร้างอำนาจภายในของอเมริกา

ในทางการเมืองระหว่างประเทศ กลุ่มผลประโยชน์ข้ามชาติอย่าง กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ยิวไซออนิสต์ (เช่น AIPAC) มีอิทธิพลเหนือนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างเบ็ดเสร็จ กลุ่มทุนเหล่านี้ควบคุมเส้นเลือดใหญ่ทั้งในตลาดเงินวอลล์สตรีท เม็ดเงินบริจาคพรรคการเมือง และสื่อกระแสหลัก

เมื่ออิสราเอลส่งสัญญาณชัดเจนว่า "ไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน" และพร้อมจะเดินหน้าลุยทางตอนใต้ของเลบานอนต่อ แรงกดดันมหาศาลจึงตกมาที่ทำเนียบขาว สหรัฐฯ ถูกบีบให้เลือกระหว่าง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นของประเทศ กับ ความอยู่รอดทางการเมืองของนักการเมืองที่พึ่งพาเงินทุนไซออนิสต์ และสุดท้าย... ทุนนิยมและการทหารก็ชนะกฎหมายระหว่างประเทศตามเคย ข้อตกลงที่ลงนามกันไว้จึงกลายเป็นเพียงเศษกระดาษในพริบตา

นอกจากนี้หากเรากางปฏิทินดู จะเห็นภาพชัดเจนว่าทำไมสงครามถึงต้องถูกลากยาวและทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงนี้ ปัจจัยหลักมาจากสองสมรภูมิเลือกตั้งใหญ่:

 * ตุลาคม 2026 - การเลือกตั้งอิสราเอล: นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และพรรคลิคุด กำลังเผชิญภาวะวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง ทางรอดเดียวของเขาในทางเมืองคือการ "เลี้ยงไข้สงคราม" เพื่อทำตัวเป็นผู้นำยามสงครามและปลุกกระแสชาตินิยม หากสงครามจบลง เนทันยาฮูอาจต้องลงจากอำนาจและเผชิญคดีความ ดังนั้น การกดดันให้สหรัฐฯ ฉีก MOU แล้วมาร่วมวงถล่มอิหร่าน จึงเป็นตั๋วต่ออายุทางการเมืองของเขาโดยตรง

 * พฤศจิกายน 2026 - การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ: พรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการรักษาและยึดเก้าอี้ในสภาคองเกรสทั้งหมด นักการเมืองอเมริกันรู้ดีว่า หากหักหลังอิสราเอลในช่วงนี้ เม็ดเงินสนับสนุนการหาเสียงจากกลุ่มทุนยิวจะถูกตัดทันที และอาจโดนฝ่ายขวาจัดซึ่งเป็นฐานเสียงตัวเองโจมตีว่า "อ่อนข้อให้ผู้ก่อการร้ายอิหร่าน" ดังนั้น การยอมกลืนน้ำลายตัวเองแล้วหันมาเล่นบทโหดดุดันสะใจพญาอินทรี จึงเป็นเกมหาเสียงที่หวังผลคะแนนนิยมจากกลุ่มอนุรักษนิยมในประเทศ

เมื่อมหาอำนาจอันดับหนึ่งเลือกที่จะละเมิดหลักการ Pacta sunt servanda (สัญญาต้องเป็นสัญญา) เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ระเบียบโลกเดิมก็ถือว่าล่มสลายอย่างสิ้นเชิง โดยทิศทางหลังจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยิ่งทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง(Escalation) 

อิหร่านจะไม่อยู่เฉยและพร้อมใช้ไพ่ตายในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก รวมทั้งใช้พันธมิตรอย่างกลุ่มฮูตีในเยเมนปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ และสหรัฐฯ เองก็จะใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลที่เข้มข้นขึ้น

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ สงครามครั้งนี้จะกลายเป็นตัวประกันของการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ ตราบใดที่ผลการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนยังไม่นิ่ง เราอาจจะยังไม่เห็นสัญญาณการเจรจาสันติภาพที่แท้จริง ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบใหม่และภาวะเงินเฟ้อที่จะตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19FWemqYh1/?mibextid=wwXIfr

17 กรกฎาคม 2461 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกปลงพระชนม์ จากราชบัลลังก์สู่ห้องใต้ดิน โศกนาฏกรรมซาร์องค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย จุดสิ้นสุดราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.1918 หรือ 104 ปีที่แล้ว

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ไซบีเรีย โดยทหารคณะปฏิวัติของกลุ่มมาร์กซิสม์หัวรุนแรงบอลเชวิก (Bolsheviks) ซึ่งนำโดย เลนิน (Vladimir Lenin)

สำหรับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty) พระนามเดิมคือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2437 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2439 พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังปั่นป่วน หลังจากพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo–Japanese War) ระหว่างปี 2447-2448

จากนั้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ได้ทรงนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามแต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในพระองค์และคณะรัฐบาลมาก นอกจากนี้ยังทรงปล่อยให้ รัสปูติน (Gregori Rasputin) พระนอกรีตลึกลับเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก ประกอบกับเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ขาดแคลนอาหาร ประชาชนอดอยาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจึงลุกขึ้นมาเดินขวบต่อต้านและบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” (February Revolution--เพราะนับตามปฏิทินแบบเก่า)

จากนั้นถูกนำไปกักขังไว้และถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกกลุ่มบอลเชวิกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก

มหาวิทยาลัยไทยต้องทบทวน!! ดราม่าเงินรุ่น มข. ปัญหาไม่ใช่แค่จ่ายเงิน แต่คือใครมีสิทธิตัดใครออกจากพื้นที่การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยไทยต้องแยกให้ชัด อะไรคือสมัครใจ อะไรคือสิทธิพื้นฐาน

เงินรุ่น อำนาจรุ่น และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลการเรียน

ช่องว่างที่มหาวิทยาลัยไทยต้องแก้ ก่อนความสัมพันธ์ในรุ่นจะกลายเป็นการตัดสิทธิทางการศึกษา

กรณีนักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกมาเปิดเผยว่าถูกเพื่อนร่วมรุ่นกลั่นแกล้งและนำออกจากกลุ่มสื่อสาร หลังเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการจ่ายเงินส่วนกลางของรุ่น กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

ล่าสุด คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่าได้รับทราบเรื่องและกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเข้าดูแลนักศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าหากพบพฤติกรรมเข้าข่ายการกลั่นแกล้งหรือการกระทำไม่เหมาะสม จะดำเนินการตามระเบียบของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นธรรมและถึงที่สุด

ในระหว่างที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด สังคมจึงไม่ควรรีบตัดสินว่าใครผิดทั้งหมด หรือเหมารวมว่านักศึกษาทั้งสาขามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์

แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรมองข้าม คือกรณีนี้ได้เปิดให้เห็นปัญหาใหญ่กว่าความขัดแย้งระหว่างนักศึกษากลุ่มหนึ่ง นั่นคือเส้นแบ่งที่ยังไม่ชัดเจนระหว่าง “กิจกรรมของรุ่น” “อำนาจของคนในรุ่น” และ “สิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลการศึกษา”

เงินรุ่นคือความสมัครใจ หรือภาระที่ปฏิเสธไม่ได้?

ในมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่ง นักศึกษามักเก็บเงินส่วนกลางเพื่อใช้จัดกิจกรรม เช่น งานรับน้อง งานเลี้ยงรุ่น ของที่ระลึก งานแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ หรือกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในคณะ

กิจกรรมเหล่านี้อาจมีคุณค่าและช่วยสร้างความผูกพัน แต่คำถามสำคัญคือ หากเงินดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายที่มหาวิทยาลัยประกาศอย่างเป็นทางการ นักศึกษามีสิทธิปฏิเสธหรือขอจ่ายในจำนวนที่ตนเองสามารถรับภาระได้หรือไม่

คำว่า “ทุกคนตกลงกันแล้ว” อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีรายละเอียดว่าใครเป็นผู้เสนอ ใครเป็นผู้อนุมัติ มีนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ และการแสดงความเห็นต่างทำได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

นักศึกษาบางคนอาจมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี ขณะที่บางคนต้องพึ่งทุนการศึกษา กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือทำงานพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว เงินหลักร้อยต่อเดือนซึ่งดูไม่มากสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง อาจเป็นรายจ่ายสำคัญของอีกครอบครัวหนึ่ง

ดังนั้น หลักการที่ควรชัดเจนคือ การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการจ่ายเงินกิจกรรมต้องเกิดจากความสมัครใจ การไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบไม่ควรถูกนำมาใช้ลดคุณค่าความเป็นสมาชิกของรุ่น กดดันให้อับอาย หรือตัดออกจากพื้นที่ซึ่งจำเป็นต่อการเรียน

มหาวิทยาลัยขอนแก่นเองมีระเบียบเกี่ยวกับกิจกรรมนักศึกษา การจัดตั้งกลุ่มนักศึกษา หลักเกณฑ์การจัดโครงการ และแบบบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า กติกาเหล่านี้ครอบคลุมถึง “เงินรุ่น” หรือเงินที่นักศึกษาเก็บกันเองนอกโครงการทางการมากน้อยเพียงใด และมหาวิทยาลัยควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองนักศึกษาหรือไม่

อย่างน้อยควรมีการแจ้งวัตถุประสงค์ จำนวนเงิน ระยะเวลาการเก็บ รายชื่อผู้ดูแลเงิน และบัญชีรายรับรายจ่ายที่ตรวจสอบได้ รวมถึงช่องทางขอยกเว้นหรือลดจำนวนเงินโดยไม่ต้องเปิดเผยปัญหาส่วนตัวต่อเพื่อนทั้งรุ่น

เมื่อกลุ่มแชตส่วนตัวกลายเป็นโครงสร้างการศึกษา

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้เรื่องเงิน คือสถานะของกลุ่ม LINE หรือกลุ่มสื่อสารออนไลน์ของนักศึกษา

ในทางชื่อเรียก กลุ่มเหล่านี้อาจเป็นเพียง “กลุ่มรุ่น” หรือ “กลุ่มเพื่อน” ซึ่งก่อตั้งและดูแลโดยนักศึกษา แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกใช้แจ้งตารางเรียน วันส่งงาน การเปลี่ยนห้องเรียน การนัดหมายกับอาจารย์ การสอบ กิจกรรมบังคับ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงทำหน้าที่เสมือนระบบสื่อสารของหลักสูตรโดยพฤตินัย

ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เมื่อผู้ดูแลกลุ่มซึ่งเป็นนักศึกษาด้วยกันมีอำนาจนำสมาชิกคนหนึ่งออกจากกลุ่ม โดยอาจไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีการเตือน และไม่มีช่องทางอุทธรณ์

หากกลุ่มนั้นใช้พูดคุยเรื่องงานเลี้ยงหรือกิจกรรมสมัครใจเพียงอย่างเดียว การนำผู้ไม่เข้าร่วมออกอาจเป็นเรื่องการบริหารกลุ่มทั่วไป แต่หากมีข้อมูลด้านการเรียนปะปนอยู่ การนำออกอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยไม่ควรปล่อยให้ข้อมูลสำคัญด้านการเรียนขึ้นอยู่กับกลุ่มแชตที่บริหารโดยนักศึกษาเพียงช่องทางเดียว

ประกาศเกี่ยวกับการเรียน การสอบ งาน และการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการควรส่งผ่านระบบทางการซึ่งนักศึกษาทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ส่วนกลุ่ม LINE สามารถใช้เป็นช่องทางเสริมเพื่อความสะดวก แต่ไม่ควรเป็นแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียว

เพราะสิทธิในการรับรู้ข้อมูลการเรียนไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า นักศึกษาคนนั้นได้รับการยอมรับจากเพื่อนส่วนใหญ่หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ดูแลกลุ่มหรือไม่

“หัวหน้ารุ่น” มีอำนาจเพียงใด?

ตำแหน่งหัวหน้ารุ่น ตัวแทนรุ่น หรือผู้ประสานงานของสาขา มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยประสานงานระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตำแหน่งทางสังคมถูกเข้าใจว่าเป็นอำนาจในการออกกฎ ลงโทษ หรือกำหนดสถานะของสมาชิกคนอื่น

หัวหน้ารุ่นไม่ใช่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่อาจารย์ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัย จึงไม่ควรมีอำนาจลงโทษเพื่อนด้วยการกีดกันจากข้อมูล ตัดสิทธิการเข้าร่วมงาน หรือใช้แรงกดดันจากเสียงส่วนใหญ่บังคับให้บุคคลปฏิบัติตาม

มหาวิทยาลัยควรกำหนดบทบาทของตัวแทนนักศึกษาให้ชัดเจนว่า หน้าที่คือการประสานงาน ไม่ใช่การควบคุมสมาชิก และไม่สามารถสร้างบทลงโทษขึ้นเองนอกระเบียบของสถาบันได้

พร้อมกันนั้น อาจารย์ไม่ควรส่งต่อข้อมูลสำคัญให้หัวหน้ารุ่นเพียงคนเดียว แล้วถือว่านักศึกษาทุกคนจะได้รับข่าวสารเอง เพราะเท่ากับฝากสิทธิทางการศึกษาไว้กับความสัมพันธ์ภายในกลุ่มที่มหาวิทยาลัยไม่ได้กำกับดูแล

ปัญหาที่ใหญ่กว่าการใช้คำหยาบ

การกลั่นแกล้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการด่าทอหรือใช้คำหยาบคาย แต่อาจเกิดจากการกระทำซ้ำ ๆ ที่ทำให้บุคคลถูกลดทอนคุณค่า ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกผลักออกจากพื้นที่ส่วนรวม

การนำฐานะครอบครัว เรื่องส่วนตัว หรือความเปราะบางของบุคคลมาพูดล้อเลียน การระดมคนกดดัน การไม่ส่งต่อข้อมูลที่จำเป็น และการทำให้ผู้หนึ่งรู้สึกว่าไม่มีสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ล้วนเป็นพฤติกรรมที่มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้องแยกความรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ควรใช้กระแสสังคมตัดสินคนทั้งรุ่นหรือทั้งสาขาเหมือนกันทั้งหมด

ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้ถ้อยคำ ใครเป็นผู้สั่งหรือดำเนินการนำออกจากกลุ่ม ใครร่วมกดดัน ใครพยายามช่วยแก้ปัญหา และใครเพียงอยู่ในกลุ่มโดยไม่ได้มีส่วนร่วม

ความยุติธรรมต่อผู้ร้องเรียนต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา การต่อต้านการบูลลี่จึงไม่ควรกลายเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไล่ล่า หรือรุมประณามคนอีกฝ่ายก่อนข้อเท็จจริงสิ้นสุด

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีข้อบังคับว่าด้วยวินัยนักศึกษา กระบวนการสอบสวน การอุทธรณ์ และระบบรับเรื่องร้องเรียนเผยแพร่ไว้ผ่านหน่วยงานกิจการนักศึกษา ขณะเดียวกัน กองกฎหมายของมหาวิทยาลัยก็มีแนวปฏิบัติในการจัดการเรื่องร้องเรียนและการสอบสวนข้อเท็จจริง

สิ่งที่สังคมควรติดตามต่อจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะถูกลงโทษ แต่รวมถึงกระบวนการตรวจสอบมีความเป็นอิสระ รวดเร็ว โปร่งใส และป้องกันการตอบโต้ผู้ร้องเรียนได้จริงหรือไม่

ถึงเวลาสร้างมาตรฐานกลางให้มหาวิทยาลัยไทย

กรณีนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศทบทวนอย่างน้อย 5 เรื่อง

ประการแรก เงินกิจกรรมนอกระบบต้องระบุชัดว่าเป็นเงินสมัครใจ พร้อมเปิดเผยบัญชีและห้ามใช้การกดดันทางสังคมบังคับจ่าย

ประการที่สอง ข้อมูลด้านการเรียนทั้งหมดต้องมีช่องทางทางการซึ่งนักศึกษาทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ผูกติดกับกลุ่ม LINE ส่วนตัว

ประการที่สาม ต้องกำหนดบทบาทและขอบเขตอำนาจของหัวหน้ารุ่นหรือตัวแทนนักศึกษาให้ชัดเจน

ประการที่สี่ ต้องมีช่องทางร้องเรียนที่นักศึกษาเข้าถึงได้โดยไม่จำเป็นต้องร้องผ่านอาจารย์ประจำสาขาเพียงช่องทางเดียว พร้อมมีกรอบเวลาตอบกลับและมาตรการป้องกันการตอบโต้

ประการสุดท้าย การสอบสวนต้องพิจารณาความรับผิดเป็นรายบุคคล คุ้มครองผู้ร้อง คุ้มครองพยาน และไม่เปิดเผยข้อมูลเกินความจำเป็น

มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องเป็นพื้นที่ซึ่งคนที่มีฐานะ ความคิด และข้อจำกัดแตกต่างกันสามารถเรียนร่วมกันได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดออกจากสังคมเพราะไม่ทำตามเสียงส่วนใหญ่

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่านักศึกษาคนหนึ่งจ่ายเงินรุ่นครบหรือไม่ แต่คือ คนในรุ่นมีสิทธิใช้อำนาจทางสังคมลงโทษผู้ที่เห็นต่างได้มากแค่ไหน

เพราะเงินกิจกรรมอาจเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลการศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องเป็นสิทธิของนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียม

และนี่คือช่องว่างที่มหาวิทยาลัยไทยต้องเร่งแก้ ก่อนคำว่า “ประเพณีของรุ่น” จะกลายเป็นข้ออ้างในการสร้างอำนาจที่ไม่มีใครตรวจสอบ

เด็กไทยสร้างชื่อเวทีโลก!! สสวท.ต้อนรับฮีโร่ฟิสิกส์โอลิมปิกไทย คว้า 5 รางวัลฟิสิกส์โอลิมปิกนานาชาติ 2026 ที่โคลอมเบีย 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง 1 เกียรติคุณ สร้างความภูมิใจจากเวทีฟิสิกส์โอลิมปิกโลก

สสวท. ต้อนรับผู้แทนประเทศไทย สร้างผลงานระดับโลก! คว้า 5 รางวัลจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (IPhO 2026) ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดพิธีต้อนรับคณะผู้แทนประเทศไทย หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยมจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (The 56th International Physics Olympiad: IPhO 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

โดยมี นางฤทัย เพลงวัฒนา ผู้อำนวยการสาขาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์โลก สสวท. เป็นประธานในพิธีต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรัชดา ยาตรา ผู้อำนวยการฝ่ายโอลิมปิกวิชาการและอัจฉริยภาพ สสวท. คณะครู และผู้ปกครอง ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ผลการแข่งขัน ผู้แทนประเทศไทยคว้า 5 รางวัล ได้แก่ 1 เหรียญทอง  2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และ 1 เกียรติคุณประกาศ  ดังนี้

 ผู้แทนประเทศไทย

นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ — โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา #เหรียญทอง

นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ — โรงเรียนกำเนิดวิทย์ #เหรียญเงิน

นายชยพล นนทสูติ — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย #เหรียญเงิน

นายพุฒิธร วิบูลย์เจริญกิจจา — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต #เหรียญทองแดง

นายอังกูร ธนาสิทธิกุล — โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย #เกียรติคุณประกาศ

สสวท. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้แทนประเทศไทยทุกคน ตลอดจนคณาจารย์ผู้ควบคุมทีมและผู้เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีวิชาการระดับโลก สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1459154656251419&id=100064706947347&mibextid=wwXIfr&rdid=jXYwX4YDLCOupQAR#

“บีโอไอ” หารือ UNIDO Bahrain!! หารือความร่วมมือส่งเสริมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนา SMEs สนับสนุนผู้ประกอบการไทยร่วมมือ ผลักดันผ่านเครือข่าย UNIDO

บีโอไอหารือ UNIDO ITPO Bahrain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 5 จากซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO ITPO Bahrain

นำโดย Mr. Hashim Hussein (Head of UNIDO ITPO Bahrain) (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการไทยผ่านเครือข่ายของ UNIDO ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ถ.วิภาวดีรังสิต

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียเดินหน้าโจมตีท่าเรือยูเครน ซัดเรือสินค้า–คลังเชื้อเพลิง–โรงงานผลิตโดรน หวังบั่นทอนกำลังทหารและเศรษฐกิจ ใช้โดรนและอาวุธพิสัยไกลตัดวงจรสนับสนุนกองทัพยูเครน

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีเรือ 3 ลำที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารในพื้นที่โอเดสซา

กระทรวงฯ ระบุว่า “การโจมตียังคงดำเนินต่อไปต่อท่าเรือของยูเครน และเรือที่ถูกใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน”

ตามข้อมูลของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดรนจู่โจมได้เล็งเป้าไปยังเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำ โดยลำหนึ่งถูกโจมตีที่ท่าเรือยูจนี ส่วนอีก 2 ลำจอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งโอเดสซา เพื่อรอการขนถ่ายสินค้า

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ กองทัพรัสเซียยังได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือที่ใช้สำหรับขนถ่ายเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น ถังเก็บเชื้อเพลิง รวมถึงโรงงานผลิตโดรน 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าอีก 2 ลำที่ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน ถูกโจมตีที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์และดนีโปร-บักสกี

กระทรวงฯ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนขีดความสามารถทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครน และดำเนินการโดยใช้โดรนจู่โจมร่วมกับอาวุธความแม่นยำสูงพิสัยไกล

ที่มา : Sputnik

รัสเซียส่งกำลังใจถึงไทย ‘ปูติน’ ส่งสารถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความอาลัยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ ขอผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงในกรุงเทพฯ

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงไหม้ถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงไหม้อันน่าสลดใจที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

ขอพระองค์ได้โปรดถ่ายทอดคำแห่งความอาลัย ความเห็นอกเห็นใจ และขอส่งกำลังใจอย่างจริงใจจากข้าพเจ้าไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตทุกคน และขออวยพรให้ผู้บาดเจ็บทุกคนฟื้นตัวในเร็ววันจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ด้วยความเคารพอย่างสูง
วลาดีมีร์ ปูติน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1322018253435142&set=a.287397323563912

“สวนนงนุช” จัดพิธีหล่อเทียน สืบสานพุทธประเพณีเข้าพรรษา 9 วัด 9 ต้น เทียนพรรษามงคล เทศกาลเข้าพรรษาระหว่างวันที่ 16-22 ก.ค. ส่งต่อพลังแห่งศรัทธาและความดีงาม

สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” สืบสานพุทธประเพณี ส่งต่อแรงแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” ณ สวนลอยฟ้า โดยมีนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกับ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ  และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 22 กรกฎาคม 2569 เพื่อหล่อเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น นำไปถวายวัด 9 แห่งในพื้นที่ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา โดยได้รับเมตตาจากพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ภายในงานได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ นายธณพง โคตรมณี นายกเทศมนตรีตำบลเขาชีจรรย์  นายสมบัติ แก้วปทุม นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว  และนายภิญโญ สายนภา นายกเทศมนตรีตำบลนาจอมเทียน เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย

สำหรับเลข 9 ถือเป็นเลขมงคลที่คนไทยเชื่อมโยงกับความก้าวหน้า ความเจริญ และความเป็นสิริมงคล สวนนงนุชพัทยาจึงจัดทำเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น เพื่อนำไปถวายยังวัด 9 แห่ง ประกอบด้วย วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร วัดสัตหีบ วัดสามัคคีบรรพต วัดนาจอมเทียน วัดอัมพาราม วัดบางเสร่คงคาราม วัดเขาคันธมาทน์ วัดหนองจับเต่า และวัดทรัพย์นาบุญญาราม

นอกจากจะเป็นการสืบทอดพุทธประเพณีอันทรงคุณค่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานแล้ว เทียนพรรษาทั้ง 9 ต้น ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งแสงสว่างทางปัญญา ที่ช่วยนำทางให้ผู้คนดำเนินชีวิตด้วยสติ คุณธรรม และความดีงาม พร้อมส่งต่อพลังแห่งศรัทธา ความหวัง และความสามัคคีไปยังชุมชนโดยรอบสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมกันรักษาและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

พนันออนไลน์กลายเป็นภัยชาติ!! “อินโดนีเซีย” ลุยปราบพนันออนไลน์ ปิดเว็บ–คอนเทนต์ผิดกฎหมายแล้ว 3.7 ล้านรายการ สั่งปิดบัญชีต้องสงสัยกว่า 32,500 บัญชี หลังพบกระทบสังคม–เศรษฐกิจหนัก

จาการ์ตา, 15 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) เมตยา ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวว่าอินโดนีเซียได้ปิดกั้นเว็บไซต์และเนื้อหาออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย 3.7 ล้านรายการแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ขณะที่ทางการเดินหน้ายกระดับการปราบปรามทั่วประเทศ

เมตยาระบุว่ารัฐบาลได้รับรายงานเกี่ยวกับบัญชีธนาคารต้องสงสัยว่าเอื้อการพนันออนไลน์ 1.56 แสนบัญชี และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 85,500 หมายเลขที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ในการฉ้อโกง ผ่านแพลตฟอร์มการรายงานของทางการ รวมถึงได้ปิดบัญชีธนาคาร 32,500 บัญชี จาก 38,000 บัญชีที่กระทรวงฯ รายงานต่อสำนักงานบริการทางการเงิน

รัฐบาลกำลังเปลี่ยนจากการตอบโต้ด้วยการลบเนื้อหามาเป็นการตรวจจับความผิดปกติ พร้อมทั้งเสริมสร้างการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งดำเนินการต่อต้านเครือข่ายการพนันที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้การต่อต้านการพนันออนไลน์เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top