Sunday, 19 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

SME D Bank จับมือ TikTok เติมตลาด!! SMEs ไทยต้องขายให้เป็นในโลกออนไลน์ เปิดทาง SMEs ใช้ AI และคอนเทนต์ดันธุรกิจโตบนโลกออนไลน์ ต่อยอดความสำเร็จ พา SMEs ใช้ครีเอเตอร์–Live Commerce เพิ่มยอดขาย เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ย 3% พร้อมอัปสกิลขายออนไลน์ผ่าน TikTok

SME D Bank ผนึกกำลัง TikTok Thailand ต่อเนื่อง ครั้งที่ 2 ติดอาวุธความรู้ดิจิทัล หนุน SMEs ขยายตลาดออนไลน์ด้วย AI 

SME D Bank จับมือ TikTok Thailand ลงนาม MOU ครั้งที่ 2 เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลและการใช้ AI ให้ผู้ประกอบการ SMEs เสริมศักยภาพการตลาดออนไลน์ พาเติบโตในยุคดิจิทัล พร้อมเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท 

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  และ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy For Southeast Asia ของ TikTok Thailand ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ“สร้างทักษะ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ยุคดิจิทัล” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ขยายระยะเวลาความร่วมมือเพิ่มเป็น 3 ปี หลังจากได้ลงนามร่วมมือกันครั้งแรก เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา  โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีและสักขีพยานการลงนาม เพื่อสานต่อความสำเร็จในความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ก้าวสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ประยุกต์ใช้ในธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการตลาด ผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งกำลังได้รับความนิยม และเติบโตอย่างสูง 

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้าน Digital Business และ Digital Marketing ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs   ผ่านการจัดกิจกรรมและหลักสูตรสร้างทักษะการดำเนินธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI ในหลากหลายรูปแบบ เช่น อบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) แบบ Exclusive  บริการที่ปรึกษาแนะนำพิเศษจากทีม TikTok Thailand  และจัดหลักสูตร e-Learning เรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม.  เป็นต้น   รวมถึง ได้รับการสนับสนุนเทคนิคและช่องทางนำเสนอสินค้า ผ่านครีเอเตอร์ ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้าน TikTok Shop, Affiliate Marketing และ Live Commerce  ช่วยเสริมศักยภาพการทำตลาด สร้างรายได้เพิ่ม จากการเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง

นอกจากนั้น เปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนจาก SME D Bank ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท นำไปช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับธุรกิจ ให้สามารถปรับตัวรับตลาดยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs สามารถแจ้งความประสงค์ เข้ารับบริการต่างๆ จากความร่วมมือครั้งนี้ ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของ SME D Bank  เช่น LINE Official Account : SME Development Bank  และ www.smebank.co.th เป็นต้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

9 กรกฎาคม ของทุกปี “วันเอกราชอาร์เจนตินา” จุดเริ่มต้นชาติเอกราชแห่งลาตินอเมริกา อาร์เจนตินาประกาศตัดขาดอำนาจสเปนเมื่อ 9 กรกฎาคม 1816 รำลึกการลุกขึ้นกำหนดชะตาตนเองของชาวลาตินอเมริกา

วันที่ 9 กรกฎาคมของทุกปี คือ “วันเอกราชอาร์เจนตินา” หรือ Argentina Independence Day หนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประเทศอาร์เจนตินา และเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา เมื่อดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของสเปนประกาศตนเป็นอิสระ และเริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นรัฐเอกราชในทวีปอเมริกาใต้

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 ณ เมืองซานมิเกล เด ตูกูมัน หรือ San Miguel de Tucumán ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศอาร์เจนตินา สภาคองเกรสแห่งตูกูมันได้ประกาศเอกราชของกลุ่มจังหวัดแห่งลุ่มแม่น้ำริโอเดลาปลาตา ตัดขาดความสัมพันธ์ทางการเมืองกับราชวงศ์สเปนอย่างเป็นทางการ

การประกาศเอกราชครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลต่อเนื่องจากกระแสการปฏิวัติและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในลาตินอเมริกา ซึ่งเริ่มขยายตัวตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังอำนาจของสเปนในอาณานิคมเริ่มอ่อนแอลง และแนวคิดเรื่องเสรีภาพ สิทธิของประชาชน และการปกครองตนเองแพร่กระจายไปทั่วโลกตะวันตก

ก่อนหน้าการประกาศเอกราช อาร์เจนตินาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมสเปนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำริโอเดลาปลาตา เมืองบัวโนสไอเรสเป็นศูนย์กลางสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ประชาชนในภูมิภาคเริ่มตั้งคำถามต่ออำนาจการปกครองจากยุโรป โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ปฏิวัติเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1810 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปลดแอกจากสเปน

การปฏิวัติเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1810 ทำให้เกิดรัฐบาลท้องถิ่นขึ้นในบัวโนสไอเรส และเป็นก้าวแรกของการเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพ แม้ในช่วงแรกยังไม่ได้ประกาศเอกราชอย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้เปิดทางให้ดินแดนในภูมิภาคนี้ค่อย ๆ แยกตัวออกจากอำนาจของสเปน และนำไปสู่การประชุมสภาคองเกรสแห่งตูกูมันในเวลาต่อมา

สภาคองเกรสแห่งตูกูมันประกอบด้วยผู้แทนจากหลายจังหวัดที่มาร่วมกันตัดสินอนาคตของดินแดนแห่งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งภัยคุกคามจากกองกำลังฝ่ายกษัตริย์นิยม การเมืองภายในที่แตกต่างกัน และแรงกดดันจากมหาอำนาจยุโรป

ในที่สุด วันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 สภาคองเกรสได้มีมติประกาศเอกราชจากสเปน ถือเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าดินแดนแห่งนี้จะไม่อยู่ภายใต้ราชวงศ์สเปนอีกต่อไป การตัดสินใจครั้งนั้นจึงเป็นมากกว่าการประกาศทางการเมือง แต่เป็นการยืนยันเจตจำนงของผู้คนในภูมิภาคที่ต้องการกำหนดชะตากรรมของตนเอง

แม้ชื่อ “อาร์เจนตินา” จะยังไม่ได้ถูกใช้ในความหมายของรัฐชาติสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในเวลานั้น แต่การประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการก่อรูปประเทศอาร์เจนตินาในเวลาต่อมา และเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเส้นทางแห่งอธิปไตย

วันเอกราชอาร์เจนตินาจึงมีความหมายลึกซึ้งต่อชาวอาร์เจนตินา เพราะเป็นวันที่สะท้อนความกล้าหาญของบรรพชนในการลุกขึ้นต่อต้านอำนาจอาณานิคม และเลือกเส้นทางของการปกครองตนเอง แม้เส้นทางหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น ทั้งความขัดแย้งภายใน การจัดระเบียบการเมือง และการสร้างรัฐชาติ แต่วันที่ 9 กรกฎาคมยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของอิสรภาพ

ในภาพใหญ่ของลาตินอเมริกา การประกาศเอกราชของอาร์เจนตินาเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการปลดปล่อยอาณานิคมที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาค ประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ค่อย ๆ ลุกขึ้นแยกตัวจากสเปนและโปรตุเกส จนเกิดเป็นรัฐเอกราชจำนวนมากในศตวรรษที่ 19

อาร์เจนตินาจึงไม่ได้เป็นเพียงประเทศหนึ่งที่ประกาศเอกราช แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของลาตินอเมริกาเพื่อเสรีภาพ อธิปไตย และสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง เหตุการณ์ที่ตูกูมันจึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกระแสเอกราชในซีกโลกใต้

ปัจจุบัน วันที่ 9 กรกฎาคมเป็นวันหยุดประจำชาติของอาร์เจนตินา มีการจัดพิธีรำลึก ขบวนพาเหรด กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการเฉลิมฉลองในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่เมืองตูกูมัน ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของการประกาศเอกราช

สำหรับชาวอาร์เจนตินา วันนี้ไม่ใช่เพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นวันที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ ความภาคภูมิใจในอิสรภาพ และการรำลึกถึงผู้คนที่มีส่วนในการวางรากฐานประเทศ ตั้งแต่ผู้นำทางการเมือง ทหาร นักคิด ไปจนถึงประชาชนธรรมดาที่ร่วมผลักดันให้ดินแดนแห่งนี้ก้าวพ้นจากอำนาจอาณานิคม

9 กรกฎาคม วันเอกราชอาร์เจนตินา จึงเป็นวันสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของชาติหนึ่งที่เลือกยืนหยัดเพื่อเสรีภาพ เป็นวันที่เชื่อมโยงอดีตของการต่อสู้กับปัจจุบันของความเป็นชาติ และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่าการได้มาซึ่งเอกราชมักต้องแลกมาด้วยความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมุ่งมั่นของผู้คนจำนวนมาก

จากเมืองตูกูมันในปี ค.ศ. 1816 สู่ประเทศอาร์เจนตินาในปัจจุบัน วันเอกราชยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและอธิปไตย เป็นวันที่ย้ำเตือนว่าเสรีภาพของชาติไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากเกิดจากการตัดสินใจครั้งสำคัญของผู้คนที่กล้าประกาศว่า พวกเขาจะเป็นเจ้าของอนาคตของตนเอง

‘วีระศักดิ์’ ชี้ Strategic Thinking ยุคโลกเดือด!! ธุรกิจต้องออกแบบอนาคตรับภัยพิบัติถี่–แรง–แปลกกว่าเดิม ต้องอ่านเส้นทางโลกเดือดให้ขาดก่อนเลือกพาหนะธุรกิจ เลือกพาหนะให้ถูก อ่านเส้นทางโลกให้ขาด แล้วเปลี่ยนวิกฤตเป็นนวัตกรรม

ในการบรรยายเรื่อง "Strategic Thinking and Business innovation " ในหลักสูตร W- Lead Global Leadership Transformation Program  จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย ที่อาคารไชยยศสมบัติ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ใช้การสื่อความหมายว่า  Strategic Thinking  เปรียบเสมือนการเลือกยานพาหนะในการเดินทาง ส่วนสถานการณ์แวดล้อมขององค์กรและการประกอบกิจการ ก็เสมือนสภาพเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ ตามห้วงเวลา

ถ้าเข้าใจสภาพเส้นทางข้างหน้ามากพอ เราก็จะเลือกพาหนะและอุปกรณ์ติดตัวไปดีพอ

ไม่ใช่แค่รอดตัว แต่ยังอาจใช้สถานการณ์ที่จะมีขึ้นข้างหน้า สร้างคุณค่า สร้างโอกาสที่ดีกว่าให้องค์กรหรือสังคมของตัวได้

โดยนายวีระศักดิ์ได้ให้ข้อมูลเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กำลังเป็นสภาวะสุดขั้วในหลากหลายพื้นที่  ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์องค์กร ยุทธศาสตร์ธุรกิจ จึงต้องยอมรับให้ได้ว่าภัยพิบัติจะมีมากขึ้น แปลกขึ้น และถี่กว่ายุคใดๆที่มนุษย์เคยบันทึกมา

ยุทธศาสตร์การคิดเชิงระบบจึงต้องคิดถึงสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเข้ามาในการออกแบบกิจการ ออกแบบแผนงาน ออกแบบการสร้างวัฒนธรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับไว้ล่วงหน้า

เมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็จะมีมากกว่าการรับมืออย่างพร้อมกว่า แต่ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ และหรือบริการออกมาช่วยเหลือ สนองความต้องการได้เเม่นยำกว่า

โดยยกตัวอย่างการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องติดขัดกับขั้นตอนและระเบียบควบคุมอาคาร ไม่ติดขัดกับระเบียบเครื่องใช้ไฟฟ้าของกติกาท้องถิ่น ไม่ขัดแย้งกับความพยายามอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมที่ต้องการสงวนไว้ แต่กลายเป็นสินค้าขายดี และเป็นที่ยอมรับว่าสามารถช่วยเหลือชาวยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่สูงจัดที่สุดที่เคยมีมาในยุโรปได้

ทั้งนี้นายวีระศักดิ์ยังได้บรรยายสรุปให้เห็นเหตุ และความน่าจะเป็นตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศให้ผู้เข้าหลักสูตรได้เห็นโดยละเอียด และแนะแนวทางรับมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาวะ ต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป็นประโยชน์ต่อความมีเสถียรภาพทางสังคม และของประเทศ ผ่านข้อมูลแบบจำลองทางภูมิศาสตร์อากาศ การพัฒนาการเชื่อมโยงของชุดข้อมูลที่ทำให้การลงทุน ทั้งคุ้มค่า และทันต่อเวลา

ปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจจากการรับมือสภาวะโลกเดือดเป็นสิ่งที่สร้างได้ และยังสามารถเอื้อเฟื้อต่อผู้เดืดร้อนจากสภาวะแวดล้อมได้อย่างเป็นธรรม หากอกแบบชุดความคิดและนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านเพียงพอ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389011133042068&id=100057995831937&rdid=6oQUOZnSNsjubpk5#

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุนใหญ่!! อนุมัติ 9 โครงการ มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้าน ตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง Data Center ครอบคลุมอาหาร พลังงาน และดิจิทัล สร้างงานเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

บีโอไอ ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล้าน
ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ Data Center

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” บูรณาการทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างงานที่มีคุณค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” ให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

อนุมัติลงทุน 9 โครงการ มูลค่า 66,320 ล้านบาท
บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ รวมมูลค่า 66,320 ล้านบาท ประกอบด้วย

-บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ จะลงทุนผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) รองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าลงทุน 22,935 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 14,326 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการขนส่งทางอากาศ โดยการเช่าเครื่องบินโดยสาร จำนวน 8 ลำ รองรับการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

-บริษัท ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Datasection Inc. ผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ของญี่ปุ่น จะลงทุนในกิจการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 7,831 ล้านบาท โดยจะติดตั้ง GPU Server สมรรถนะสูงในศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ เพื่อรองรับบริการด้าน AI และธุรกิจดิจิทัล

-บริษัท ดูซาน อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ Doosan Corp. หนึ่งในแชโบลของเกาหลี และเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Non-Flow Prepreg จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิต PCB มูลค่าลงทุน 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท ไต้หวัน ยูเนี่ยน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัตถุดิบสำหรับ PCB
ที่ใช้ใน AI Server และ Data Center จากไต้หวัน จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) มูลค่าลงทุน 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

-บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตผ้าใยแก้ว (Glass Fiber Fabric) รายใหญ่จากไต้หวัน จะลงทุนผลิตผ้าใยแก้วซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับ Copper Clad Laminate (CCL) ที่จะนำไปผลิตเป็น PCB ต่อไป มูลค่าลงทุน 3,310 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

-บริษัท ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 120 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนรวม 5,618 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

เร่งกำหนดทิศทาง และกลั่นกรองโครงการ Data Center
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” เป็น “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน บีโอไอและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกมิติ ก่อนที่ผู้ลงทุนจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งได้มีการประชุมไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน ได้แก่ การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับ Data Center เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟเป็นการเฉพาะให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม, การกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับแผนประเทศ, การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านกลไก Direct PPA, การจัดทำหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, การศึกษารูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงแก่ Data Center รายใหญ่, การเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า, และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม "บีโอไอให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมปัจจัยรองรับ

การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานและน้ำในอัตราสูงตามไปด้วย ภาครัฐจึงจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว

ดันป้องกันประเทศจากเรื่องความมั่นคง!! ‘วราวุธ’ เปิดเกมใหม่อุตสาหกรรมไทย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาท ชี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

“วราวุธ” ชู อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ New Growth Engine ชี้ตลาดโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท หนุน AI-โดรน-Deep Tech สร้างอำนาจอธิปไตยการผลิตไทย ดันอุตสาหกรรมอาหาร เชื่อม อุตสาหกรรมทหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็นราว 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป

นายวราวุธ ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology

หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ประเทศของเราไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ยังมีความพร้อมในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มีอาหาร ก็มีแรงกำลัง หากเราให้การผลักดันไปพร้อมกันให้อุตสาหกรรมอาหารขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทหารไปด้วยกัน ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร 

สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธกล่าว

“คนจีนยังไม่ลืม ความโหดร้ายที่ญี่ปุ่นทำกับจีน 89 ปีก่อน สถานทูตจีน แชร์คลิป 7 กค.1973 ญี่ปุ่นรุกรานจีนฆ่าทรมานคนจีนที่นานจิง และรุกรานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างรถไฟสายมรณะเชื่อมไทย-พม่า ใช้แรงงานเอเชีย และเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรเสียชีวิตมากมายให้กับเส้นท

เมื่อ 89 ปีก่อนในวันนี้ ตรงกับวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ญี่ปุ่นได้เปิดฉากสงครามรุกรานจีนอย่างเต็มรูปแบบ และไฟสงครามได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนสงครามรุกราน กลุ่มลัทธิทหารนิยมญี่ปุ่นได้สร้าง "ทางรถไฟมรณะ" ที่เชื่อมระหว่างไทยและพม่า ซึ่งมีแรงงานชาวเอเชียและเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวนมากเสียชีวิตให้กับเส้นทางสายนี้

กว่า 8 ทศวรรษต่อมา ซากทางรถไฟสายหนึ่งในประเทศไทยซึ่งจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 40 ปี ได้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีกครั้ง เป็นการเปิดเผยความทรงจำแห่งสงครามที่ถูกเก็บงำมานานให้กลับมา

ขอเชิญร่วมเดินทางไปพบกับผู้รอดชีวิต พยานผู้เห็นเหตุการณ์ในท้องถิ่น และทหารผ่านศึกฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อสืบหาและเปิดเผยเรื่องราวความจริงเบื้องหลังอันมืดมิดครั้งนี้ของสงครามโลกครั้งที่สอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445328690958473&id=100064440681953&rdid=7go6CRWT96R8MeeM#

FIBO มจธ. จับมือ UTCC!! ลงนาม MOU พัฒนาหุ่นยนต์และ AI ส่งเสริมการศึกษาและวิชาการ สร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

FIBO มจธ. จับมือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน Robotics และ AI ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์ (Robotics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี

ในการลงนามครั้งนี้ FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุญย์ยง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) ร่วมลงนามกับรองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบูรณาการองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรของทั้งสองสถาบันในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนภารกิจร่วมกันของทั้งสองสถาบันในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพื่อสร้างเยาวชนและกำลังคนที่มีศักยภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พิธีลงนามจัดขึ้นภายในงาน Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดตัว UTCC AI Institute ศูนย์กลางการพัฒนา AI เพื่อธุรกิจ ภายใต้แนวคิด "From Thai Business Knowledge to Thai Business AI" โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือกับภาคธุรกิจและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

ความร่วมมือระหว่าง FIBO มจธ. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศด้าน AI และ Robotics ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และการผลิตกำลังคนคุณภาพสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1603816095088399&id=100063800723556&rdid=XPl0NjzGqc6b9KrV#

EECO ปักหมุดเมืองใหม่ภาคตะวันออก!! เปิด Market Sounding ทดสอบความสนใจนักลงทุน 21 ก.ค.นี้ ชวนเอกชนลงทุน PPP กว่า 7.2 หมื่นล้าน มุ่งพัฒนา EECiti เป็นเมืองอัจฉริยะ เน้นยั่งยืน สะอาด เขียว และชาญฉลาด

EECO ดีเดย์ 21 ก.ค. นี้ เปิดเวที Market Sounding รับฟังความเห็นภาคเอกชนชั้นนำไทยและต่างชาติ

พร้อมเชิญชวนลงทุน PPP กว่า 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้า EECiti สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืน  

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) พร้อมเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะถัดไป ซึ่งโครงการฯ จะมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคเอกชน หน่วยงานผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนใจเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable "LIVE-WORK-PLAY" City  ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริการโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดย EECO จะได้นำข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ และจัดทำเอกสารประกอบการคัดเลือกเอกชนให้มีความเหมาะสม เพื่อให้สามารถออกแบบโครงการ PPP ดังกล่าว ที่ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบดังกล่าวต่อไป 

สำหรับ การจัดสัมมนา Market Sounding เพื่อสร้างมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ EECiti ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้เบื้องต้นในการลงทุนพัฒนาโครงการ EECiti และจะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะที่รองรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการลงทุน การอยู่อาศัย และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในอนาคต

อัยการเกาหลีใต้ สั่งฟ้อง 4 โรงกลั่นน้ำมันใหญ่!! HD Hyundai Oilbank–SK Energy–GS Caltex–S-Oil น้ำมันแพงไม่ใช่แค่พิษสงคราม รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งสัญญาณปราบธุรกิจไร้จริยธรรม ปมสมคบคิดปั่นราคาช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง

อัยการเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์(6ก.ค.) สั่งฟ้อง 4 โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ โทษฐานละเมิดกฎหมายการค้าด้วยความยุติธรรม กล่าวหาบริษัทเหล่านี้สมคบคิดปั่นราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศให้พุ่งทะยาน ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า HD Hyundai Oilbank, SK Energy, GS Caltex, และ S-Oil คือ 4 บริษัทที่ละเมิดกฎหมายการค้าด้วยความยุติธรรมของประเทศ

รายงานข่าวอ้างข้อมูลจากอัยการระบุว่า HD Hyundai Oilbank and SK Energy สมคบคิดเพิ่มราคาขายน้ำมันมูลค่า 14.2 ล้านล้านวอน(ราว 3 แสนล้านบาท) ส่วนโรงกลั่นของ GS Caltex, และ S-Oil ซึ่งถูกกล่าวหาเลียนแบบการปั่นราคาน้ำมันดังกล่าว ก่อผลกระทบจากพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขัน รวมแล้วคิดเป็นมูลค่าประมาณ 26 ล้านล้านวอน

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้น หลังจากราคาน้ำมันภายในเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ก่อนที่คณะอัยการจะตรวจพบการสมคบคิดกำหนดราคาระหว่างฝ่ายบริหารของ 2 บริษัท โดยที่มีระยะเวลาและระดับของการปรับขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

อัยการระบุว่าการสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบมาช้านาน ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับภาวะวิกฤต

ทางอัยการบอกต่อว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นอย่างรุนแรงทันทีหลังเกิดสงคราม ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบริษัทกลั่นน้ำมันเหล่านี้ได้กักตุนน้ำมันดิบไว้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

ปกติแล้วกระบวนการนำเข้าน้ำมันดิบ การกลั่น และการจัดหาภายในประเทศจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง (Time Lag) ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาในประเทศจะสะท้อนแนวโน้มตลาดโลกอย่างล่าช้า แต่ในกรณีนี้ บริษัทกลั่นน้ำมันทั้ง 4 แห่ง กลับปรับขึ้นราคาในระดับที่ใกล้เคียงกันตั้งแต่วันทำการแรกหลังสงครามปะทุขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้ดึงดูดความสนใจของอัยการ

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ เคยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เตือนไปยังโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันทั้งหลาย ที่มีส่วนร่วมกับการกำหนดราคาจะต้องเผชิญกับการถูกลงโทษ พร้อมประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายทั้งหมดที่มีเล่นงานการดำเนินธุรกิจที่ผิดจริยธรรม

(ที่มา:ซีเอ็นบีซี/เอเจนซี) 

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000065875

“เนเธอร์แลนด์” ช่วยยูเครนมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!! เนเธอร์แลนด์เดินหน้าแพ็กเกจเดิม ทั้งโดรนและอาวุธสหรัฐฯ ส่งยูเครน แต่รับเพิ่มความช่วยเหลือทางทหารโดยตรงไม่ได้แล้ว งบ military aid ปี 2026 แตะ 3 พันล้านยูโร รับช่วยยูเครนเต็มเพดานงบประมาณแล้ว

เนเธอร์แลนด์ยอมรับ "ถึงขีดจำกัด" การช่วยเหลือยูเครนแล้ว

รัฐมนตรีกลาโหมเนเธอร์แลนด์ ดิลัน เยซิลกอซ-เซเกริอุส (Dilan Yeşilgöz-Zegerius) เปิดเผยระหว่างการประชุมนาโตที่กรุงอังการา ว่า เนเธอร์แลนด์ไม่มีศักยภาพที่จะเพิ่มการสนับสนุนทางทหารโดยตรงแก่ยูเครนได้อีก เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือไว้ครบตามกรอบที่กำหนดสำหรับปี 2026 แล้ว ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 พันล้านยูโร (ประมาณ 113,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอ้างว่า ไม่ได้ยุติการสนับสนุนยูเครน แต่เป็นเพราะรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือที่วางแผนไว้สำหรับปีนี้ครบแล้ว โดยวงเงินช่วยเหลือทางทหารในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านยูโร ซึ่งเป็นเพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้

ขณะที่โครงการที่ประกาศไว้ก่อนหน้ายังคงเดินหน้าต่อ เช่น แพ็กเกจช่วยเหลือทางทหารมูลค่า 500 ล้านยูโร (ประมาณ 18,800 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็น 250 ล้านยูโร (ประมาณ 9,400 ล้านบาท) สำหรับจัดซื้อโดรนจากผู้ผลิตในเนเธอร์แลนด์ และอีก 250 ล้านยูโร (ประมาณ 9,400 ล้านบาท) สำหรับจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ส่งต่อให้ยูเครน รวมถึงโครงการความร่วมมือด้านการผลิตโดรนกับยูเครน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1341885361433154/?rdid=Bt0ePwwLQdCyWoRP#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top