Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

ไทยออยล์ ยกระดับชุมชน!! ครบรอบ 65 ปีเดินหน้าพัฒนา ส่งมอบหลังคาทางเดินโรงพยาบาลแหลมฉบัง สนับสนุนงบกว่า 170 ล้านบาทต่อเนื่อง เน้นเพิ่มคุณภาพชีวิตสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน

ไทยออยล์ เคียงข้างชุมชน 65 ปี เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบโครงการก่อสร้างหลังคาทางเดินให้แก่โรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ โดยมีคุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย รศ. (พิเศษ) นพ. สุพจน์ พวงลำใย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง และคณะผู้บริหาร ร่วมในพิธีส่งมอบโครงการดังกล่าว ณ โรงพยาบาลแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ตลอดระยะเวลา 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านสุขภาวะและกีฬา ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้านการศึกษา ตลอดจนด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาวะ

ไทยออยล์ได้ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดียวในพื้นที่แหลมฉบังด้วยงบประมาณรวมกว่า 170 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ อาทิ การก่อสร้าง "อาคารไทยออยล์" (อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการร่วมมือกับโรงพยาบาลแหลมฉบังในการดูแลสุขภาวะเชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพช่องปากแก่เยาวชนรอบโรงกลั่น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจในการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรได้ออกแบบและก่อสร้างหลังคาทางเดินความยาว 55 เมตร จากลานจอดรถสู่อาคารอ่าวอุดม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาวะของประชาชน และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

เร แม๊คโดนัลด์ ไอคอนเด็กแนวของวัยรุ่นไทย: ชีวิต งาน และมรดกที่ฝากไว้ให้คนรุ่นต่อไป

เป็นเวลา 5 วันแล้ว นับตั้งแต่ เร แม๊คโดนัลด์ หรือ “พี่เร” ไอคอนของวัยรุ่นไทยยุค 90‘ ต่อยุคมิลเลนเนียมได้ออกเดินทางไกลเป็นครั้งสุดท้าย (บทความนี้เขียนขึ้นในวันที่ 23 สิงหาคม 2569)
ถ้าคุณเคยนิยามตัวเองว่าเป็นวัยรุ่นในช่วง 20-30ปีมานี้ ชื่อ “เร แม๊คโดนัลด์” คงไม่ใช่แค่ชื่อของนักแสดงคนหนึ่ง แต่คือความทรงจำ คือตัวแทนแห่งพลังงานอันล้นเหลือแห่งยุคสมัย คือช่วงเวลาที่พวกเราแอบผู้ใหญ่มองผ่านจอโทรทัศน์แล้วรู้สึกว่า “เป็นตัวเองแบบนี้ก็เท่ได้นี่หว่า“ ใดๆdigestวันนี้ขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปทำความรู้จักพี่ชายสุดเท่คนนี้อีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เขาฝากไว้ในใจใครหลายคน

เด็กหนุ่มร้อยเอ็ดที่กล้าแตกต่าง

เร แม๊คโดนัลด์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2520 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ที่เติบโตมาพร้อมความมั่นใจในตัวเอง ในยุคที่โทรทัศน์ไทยเต็มไปด้วยความเป็นทางการและบทที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว เร แม๊คโดนัลด์ กลับก้าวเข้าสู่วงการด้วยความเป็นธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง หมุดหมายสำคัญในการแจ้งเกิดในวงการ คือพิธีกรรายการ “ทีนทอล์ค” (Teen Talk) รายการที่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยแห่งแรกๆ ที่วัยรุ่นไทยได้เห็นคนพูดในสิ่งที่คิด แต่งตัวในแบบที่ต้องการ และไม่ต้องเสแสร้งเป็นใครเลยนอกจากตัวเอง ผ่านคำพูดกวนๆ ท่าทางที่ผู้ใหญ่ในยุคนั้นอาจจะมองว่ากวนประสาท แต่ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความจริงใจจนทะลุจากจอมาให้พวกเราได้สัมผัส สำหรับวัยรุ่นยุคนั้น นี่คือการปลดล็อกครั้งใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครในจอทีวีที่ “กวนๆ แต่จริงใจ” แบบนี้มาก่อน

เมื่อ “ความต่าง” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ

สิ่งที่ทำให้เร แม๊คโดนัลด์ ไม่เหมือนพระเอกคนไหนในยุคเดียวกัน คือเขาไม่เคยพยายามเป็นภาพจำแบบใคร เขาแต่งตัวในสไตล์ของตัวเอง พูดในสิ่งที่คิด และใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเชื่อ แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้เขาแตกต่างและโดดเด่นกว่านักแสดงชายในรุ่นเดียวกันคือ จังหวะและการเลือกรับงานแสดงที่ทำให้ความเป็นศิลปินตัวพ่อเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง “ฝันบ้าคาราโอเกะ” (2540) ของผู้กำกับ“ติสต์” พอๆกันอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้ตั้งแต่ผลงานเปิดตัว และคว้าซ้ำอีกครั้งในปีถัดมาจากภาพยนตร์ที่ใครหลายคนยกให้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของหนุ่มสาวในยุคมิลเลนเนียมอย่าง “โอ-เนกาทีฟ รัก-ออกแบบไม่ได้” นี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เป็นการพิสูจน์ให้วัยรุ่นยุคนั้นเห็นว่า การเป็นตัวเองแบบสุดโต่งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องฝืนเป็นใครเพื่อให้คนยอมรับ
ตลอดเส้นทางเกือบ 30 ปี เร แม๊คโดนัลด์ มีผลงานภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง ทั้งหนีตามกาลิเลโอ, นาคปรก, The Eye 10, ตีสาม และ O.T. รวมทั้งเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ แต่ที่สำคัญไปกว่าบทบาทใดๆ คือภาพจำของ “เด็กแนวต้นตำรับ” ที่จุดประกายให้เด็กหนุ่มสาวยุค 90 กล้าแต่งตัวแปลก กล้าคิดต่าง กล้าเดินตามเสียงของหัวใจตัวเอง แทนที่จะเดินตามกรอบที่สังคมหรือผู้ใหญ่คนไหนๆขีดไว้ให้

จากไอดอลจอแก้ว สู่คนพาฝันออกเดินทาง

แม้เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เร แม๊คโดนัลด์ ก็ไม่เคยหยุดสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เขาก้าวเข้าสู่บทบาทพิธีกรรายการท่องเที่ยวสายลุยแบบแบ็กแพ็กเกอร์คนแรกๆของประเทศ พาผู้ชมสัมผัสโลกกว้างแบบดิบๆ จริงใจ ไม่ปรุงแต่ง จากที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียที่เชื่อมยุโรปกับเอเชียเข้าด้วยกัน กระโดดขึ้นรถตุ๊กๆขับเดินทางข้ามหลายพรมแดนในหลายประเทศ เดินเท้าสู่หลายเมืองในอินเดีย สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างในดินแดนห่างไกลสุดขอบโลกในประเทศเปรู เร แม๊คโดนัลด์ทำให้คนไทยจำนวนมากกล้าสะพายเป้ออกเดินทางค้นหาตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยไม่รวมถึงการทำตัวเป็นแขกที่น่ารักและให้เกียรติทุกคน ทุกวัฒนธรรมและทุกสถานที่ๆไป ที่เขาทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในทุกๆการเดินทางของเขาจนเป็นภาพจำในสไตล์การเดินทางของเร แม๊คโดนัลด์

ในช่วงท้ายของชีวิต เขายังกลับมารวมตัวกับเพื่อนสนิทอย่างลีโอ พุฒ และต้าร์ บาร์บี้ ทำคอนเทนต์ในโลกยูทูบ ส่งต่อพลังงานแบบเดิมให้กับคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทันได้ดูเขาในจอทีวียุค 90 ด้วยซ้ำ

และในบทบาทพ่อ เขาก็ยังคงเป็นแบบอย่างของความอบอุ่น มอบเวลาและความรักให้ลูกชายและภรรยาที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่คอยสนับสนุนเข้าอย่างเต็มที่ พาครอบครัวออกเดินทางเรียนรู้โลกไปด้วยกัน

มรดกที่แท้จริงที่เร แม๊คโดนัลด์ ฝากไว้

สิ่งที่เร แม๊คโดนัลด์ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นต่อไปคงไม่ใช่รางวัลต่างๆบนหิ้งที่เขาเคยได้รับมา แต่คือบทเรียนที่ว่า “การเป็นตัวเอง” คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด เขาสอนวัยรุ่นยุค20-30ปีหลังมานี้โดยไม่ต้องใช้คำพูดให้กล้าแตกต่าง กล้าเดินในเส้นทางที่ไม่มีใครเดิน และกล้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้จะไม่มีใครในยุคนั้นทำแบบเดียวกันมาก่อน แรงบันดาลใจแบบนี้เองที่ยังคงถูกส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น ด้วยความทรงจำของแฟนคลับและคนที่รักและชื่นชมเขามาจนทุกวันนี้

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ข่าวการจากไปของเร แม๊คโดนัลด์ สร้างความช็อกให้กับวงการบันเทิงไทยและแฟนๆ ทั่วประเทศ เขาเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักย่านพัฒนาการ กรุงเทพฯ ในวัย 49 ปี ท่ามกลางความอาลัยรักจากครอบครัว เพื่อนร่วมวงการ และผู้คนที่เติบโตมาพร้อมกับผลงานของเขา

แม้วันนี้เร แม๊คโดนัลด์ จะเดินทางไกลไปยังที่ที่ไม่มีวันย้อนกลับ แต่สำหรับใครหลายคนเขาจะยังคงเป็นภาพจำของความกล้าที่จะเป็นตัวเอง เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันจางหายไปจากความทรงจำ

สิ่งที่ เร แม๊คโดนัลด์ บอกกับพวกเราผ่านการใช้ชีวิตของเขาก็คือ

“ออกไปค้นหาโลกให้มากที่สุดเท่าที่แรงของเรายังมี เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราจะเหลือไว้ไม่ใช่จำนวนสถานที่ที่เราเคยไป แต่คือประสบการณ์ที่เปลี่ยนให้เราเป็นคนที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น”

แม้การจากไปในวัย 49 ปีอาจจะคิดได้ว่าค่อนข้างเร็วเกินไปสำหรับคนที่ยังมีพลังงานล้นเหลือที่จะสร้างสรรค์งานดีๆต่อไปได้ แต่สุดท้ายแล้วคุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อมไม่ได้อยู่ที่ชีวิตนั้นยืนยาวเพียงใดแต่อยู่ที่ชีวิตนั้นได้สร้างอะไรที่ เป็นประโยชน์ ไว้ให้กับผู้อื่นต่างหาก ชีวิตที่หากแม้จะสั้นแต่ได้สร้างสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้อื่นฝากไว้ ก็นับเป็นชีวิตที่สวยงามและสว่างไสวควรค่าแก่การได้รับความรักและความระลึกถึงอย่างสุดหัวใจ และชีวิตของเร แมคโดนัลด์ ก็เป็นดังนั้น

ขอให้เร แม๊คโดนัลด์ เดินทางสู่จุดหมายที่ดีที่สุดด้วยความปลอดภัย และนำความรักจากทุกคนที่มีเขาเป็นหนึ่งในตัวแทนช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุดติดตัวไปด้วย ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจที่ฝากไว้ให้พวกเราทุกคน

ด้วยจิตคารวะ

สนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ

หลักเกณฑ์ใหม่ในการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศหลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ โดยตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารต้องตรวจสอบสัมภาระลงทะเบียน (สัมภาระที่จะโหลดใต้ท้อง) ให้เป็นไปตามประกาศเกี่ยวกับวัตถุต้องห้าม สิ่งของผิดกฎหมาย และข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยของสนามบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

หากปรากฏพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้าม พนักงานตรวจค้นมีอำนาจเปิดสัมภาระลงทะเบียนได้ โดยไม่ต้องตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสาร ซึ่งจะมีการบันทึกภาพการเปิดสัมภาระและใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้นไว้ภายในสัมภาระให้เจ้าของทราบ

ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้โดยสารใช้อุปกรณ์ล็อกมาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ที่สามารถเปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปิดกระเป๋าหากต้องมีการตรวจค้น

การตรวจสอบสิ่งของในสัมภาระก่อนเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกเที่ยวบิน

TSA Lock (Transportation Security Administration lock) คือระบบล็อคกระเป๋าเดินทางแบบพิเศษที่ได้รับการยอมรับจากระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินนานาชาติ

วิธีการทำงาน

1. วิธีการใช้งาน: สามารถเปิดและปิดกระเป๋าได้ โดยใช้รหัสส่วนตัว 3 หรือ 4 หลัก (หรือกุญแจมาตรฐาน)

2. การเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินจะพก กุญแจหลัก ที่สามารถใช้เปิดรูกุญแจเฉพาะบนตัวล็อค

3. การป้องกัน: หากเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง จะสามารถปลดล็อกและล็อกกระเป๋าให้ โดยไม่ตัดหรือทำลายกระเป๋าหรือตัวล็อก ซึ่งตามปกติแล้ว ตัวล็อกที่ไม่ใช่ของ TSA Lock มักจะถูกตัดออกด้วยการงัด ตัด หรือกระแทก จนชำรุดเสียหาย

4. ญลักษณ์: สามารถจำแนกแม่กุญแจ TSA Lock ที่ได้รับการรับรองได้จาก สัญลักษณ์ ที่ได้รับการอนุมัติจาก TSA (มักจะเป็นรูปเพชรสีแดง)

ภาครัฐ ยกระดับท่องเที่ยว!! ดึงเอกชนเปิดงานใหญ่ 4 งานรวด รวมกว่า 3,000 แบรนด์จาก 20 ประเทศ คาดมีผู้ร่วมงานเกิน 30,000 คน เชื่อมทุกภาคส่วนในจุดหมายเดียว

ภาครัฐ - เอกชน และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดงานงาน Food & Hospitality Thailand 2026
รวม 4 งานใหญ่ ร่วมขับเคลื่อนยกระดับระบบนิเวศธุรกิจท่องเที่ยวไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม-ร้านอาหาร และภาคเอกชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย ยกระดับระบบนิเวศทั้งห่วงโซ่และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ล่าสุดร่วมเปิดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ภายใต้แนวคิด “All Sectors, One Destination” เชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมรวม 4 งานใหญ่ นำเสนอสินค้า เทคโนโลยี และโซลูชันกว่า 3,000 แบรนด์จากกว่า 20 ประเทศ คาดมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและนานาชาติกว่า 30,000 คน โดยมีนายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกล่าวแสดงความยินดี และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน

โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนทั้งในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยกระดับคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญของ ททท. วันนี้การท่องเที่ยวไม่ได้หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวหรือจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การบริการ เทคโนโลยี ไปจนถึงบุคลากร ที่มีคุณภาพ ล้วนมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ดังนั้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และผู้ประกอบการ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ Public-Private Synergy จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการบริการชั้นนำระดับโลกอย่างยั่งยืน งาน FHT2026 ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่สะท้อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความรู้ ค้นหาเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันของโลก

ส่วนภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มียินดีอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมให้ก้าวข้ามทุกความท้าทาย โดยในงาน FHT 2026 ทางสมาคมฯ ได้เตรียมส่งมอบองค์ความรู้ที่จะช่วยพลิกโฉมอนาคตของธุรกิจโรงแรม ทั้งการวิเคราะห์ทิศทางและโอกาสเติบโตของธุรกิจบริการในระดับเอเชียในกิจกรรมสัมมนา AHRA Seminar 2026 หัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” ที่รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน และ การนำนวัตกรรม AI มาปฏิวัติระบบการทำงานและการทำการตลาดเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ผู้เข้าพัก พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดความยั่งยืนที่เปลี่ยนจาก "ทางเลือก" มาเป็น "สิ่งจำเป็น" ที่ทุกโรงแรมต้องลงมือทำอย่างจริงจังในสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow's Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย จึงอยากให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมรับฟัง เพื่อเป็นแนวทางในการนำพัฒนาไปปรับใช้ในธุรกิจได้ต่อไป

ด้านภาคธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านอาหารเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งท่ามกลางความท้าทายของหลายปัจจัยในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารต้องสู้ด้วยการสร้างจุดขายที่โดนใจลูกค้าและนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมอาหารอยู่มาก เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ซึ่งงาน FHT 2026 ทางสมาคมได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ ข้าวแกงไทย จากจานธรรมดา สู่ KHAO GAENG Economy ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร แรงงาน การท่องเที่ยว และ สัมมนาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการสร้างยอดขายในหัวข้อ “เปลี่ยน TikTok ให้เป็นเครื่องมือ เพิ่มยอดขายร้านอาหาร” จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ เข้ามาคว้าโอกาสและนำองค์ความรู้ไปต่อยอด เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานธุรกิจบริการอาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ด้านนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงานฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ ของการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมต่อธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ สมาคม และพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยเข้าไว้ด้วยกัน วันนี้การจัดงานยังคงเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับภาคการท่องเที่ยว ด้วยแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ คือ “All Sectors, One Destination” รวมทุกกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไว้ในงานเดียว โดยได้รวบรวมผู้นำธุรกิจ สินค้า เทคโนโลยี โซลูชั่น และผู้เชี่ยวชาญจากไทยและนานาชาติมาร่วมจัดแสดงใน 8 โซน ได้แก่ Food & Drinks, Cafe & Bakery, Shop & Retail, Sips & Spirits, Foodservice Equipment, Hospitality Technology, Hospitality Style และ Cleaning Supplies & Equipment ทั้งสิ้นกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานจากนานาชาติและไทยกว่า 30,000 คน ยิ่งไปกว่านั้น การจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังได้ร่วมกับอีก 3 งานใหญ่ ได้แก่ HOTELEX Thailand, Hotel & Shop Plus Thailand สองงานใหญ่ระดับนานาชาติ และ Agri Plus Expo 2026 โดยกรมการค้าต่างประเทศ การรวม 4 งานเข้าด้วยกันนั้น ทำให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เชื่อมโยง ร่วมมือ และค้นหาโอกาสใหม่ได้ในจุดหมายเดียว ทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ค้าปลีก นวัตกรรมสินค้าเกษตรกรรม และบริการต่างๆ

นายมนู ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่อุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี, AI, ความยั่งยืน และความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต้องปรับตัวและพลิกโฉมในการตอบสนองความต้องการกลุ่มลูกค้าให้ทัน ซึ่งการสร้างความประทับใจและส่งมอบประสบการณ์จะสร้างการบอกต่อ ทำให้เกิดการเดินทางและการใช้บริการซ้ำเป็นผลดีต่อทั้งธุรกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ดังนั้นการร่วมงาน FHT2026 จึงเป็นโอกาสที่เปิดให้ผู้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้สนใจได้มาร่วมตัวกัน เพื่อค้นหาแนวคิดและโซลูชันใหม่ แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความร่วมมือในอนาคต และเป็นเครื่องมือที่มีค่าช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

“เคทีซี” วางเกมครึ่งปีหลัง 2569 !! ครึ่งปีหลังเน้นลูกค้าคุณภาพ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% ดันเทคฯ–ประกันเสริมแกร่ง มั่นใจเป้าปีนี้ทำได้ดี

เคทีซีวางเกมครึ่งปีหลัง 2569 เน้นโตอย่างมีคุณภาพ เร่งดิจิทัล–ประกัน หลังครึ่งปีแรกกำไร 4,397 ล้านบาท

เคทีซีเปิดเกมครึ่งปีหลัง 2569 มั่นใจยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย รับแรงส่งความต้องการใช้จ่ายช่วงไฮซีซันปลายปี พร้อมเดินหน้าหาลูกค้าคุณภาพ เน้น 2 กลุ่มหลัก “รายได้ 50,000 บาทขึ้นไป” และ “First Jobber–คนรุ่นใหม่” ควบคู่การใช้ข้อมูลและ Core System ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ คุมความเสี่ยงไซเบอร์ และต่อยอดธุรกิจนายหน้าประกันภัย หลังครึ่งปีแรกกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 2.7% และส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 13.3%

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Earnings Call) 2Q2026 ว่า “ภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีหลังไม่น่าจะแตกต่างจากครึ่งปีแรกมากนัก แต่ความต้องการใช้จ่ายและสินเชื่อมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน เชื่อว่าเป้าหมายการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อสามารถทำได้ โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนลูกค้า แต่ต้องได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ และบริหารต้นทุนในการหาลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ เราลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีปรับกระบวนการทำงาน และพัฒนาทักษะของคน แต่จะไม่ลดสิทธิประโยชน์ที่มีคุณค่ากับสมาชิก เพราะการเติบโตต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว”

“การที่ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเคทีซียังเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของคนทั้งองค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย สิ่งที่เคทีซีให้ความสำคัญคือการสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การคัดกรองและคัดเลือกลูกค้าคุณภาพ การพัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ดูแลสมาชิก การยกระดับทักษะของพนักงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการป้องกันการทุจริตทางการเงิน ไปจนถึงการดูแลลูกค้าที่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ผ่านการให้คำปรึกษาและการไกล่เกลี่ยอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการบริหารจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เคทีซีสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน"

เจาะ 2 ฐานลูกค้า ผลักดันเคทีซีเป็นบัตรหลัก
ธุรกิจบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะเน้นขยายฐานลูกค้าคุณภาพสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งยังมีกำลังซื้อและความสามารถในการชำระคืนที่ดี อีกกลุ่มคือ First Jobber และคนรุ่นใหม่ โดยเคทีซีต้องการเข้าไปเป็นบัตรเครดิตใบแรก เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเติบโตไปกับลูกค้าในระยะยาว สำหรับสมาชิกเดิม เป้าหมายคือทำให้เคทีซีเป็นบัตรหลักในการใช้จ่าย ปัจจุบันสมาชิกเคทีซียังคงมีการใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานสมาชิกที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาด ที่มุ่งตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งหมวดร้านอาหาร ช้อปปิ้ง ช้อปออนไลน์ ประกันภัยและการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นหมวดที่มีการเติบโตดี โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายช้อปออนไลน์ที่เติบโตดีในระดับเลขสองหลัก รวมถึงหมวดที่มีโอกาสเติบโตอย่างหมวดสุขภาพและความงาม และพร้อมทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทยมากขึ้น เพื่อต่อยอดฐานลูกค้าคุณภาพและกลุ่ม Wealth

Core System ใหม่ เปิดทางดิจิทัล–คุม Cybersecurity
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการขึ้นระบบ Core System ใหม่ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งดำเนินการได้ตามแผนและมีเสถียรภาพ จะทำให้ครึ่งปีหลังเคทีซีสามารถเดินหน้าโครงการเทคโนโลยีที่เตรียมไว้ได้มากขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลเพื่อรู้จักความต้องการของสมาชิกในเชิงลึกเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์ให้ตรงกลุ่ม การพัฒนาประสบการณ์บนแอป “KTC Mobile” และการนำระบบสมัครผลิตภัณฑ์มาเชื่อมบนแอป รวมถึงการปรับแพลตฟอร์ม “KTC U SHOP” ภายในปีนี้ เพื่อต่อยอดธุรกิจจากฐานสมาชิกเดิม

ระบบใหม่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือ Cybersecurity และ Scam ซึ่งเคทีซีมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ โดยจะลงทุนต่อเนื่องทั้งด้านความปลอดภัยของลูกค้าและระบบ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนและบริหารต้นทุน แม้ครึ่งปีหลังจะเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนใน Core System และโครงการด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม แต่การดำเนินงานด้าน Technology Modernization จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทคาดว่า Cost-to-Income Ratio ตลอดทั้งปีจะยังอยู่ในระดับประมาณ 36%

ประกัน–สินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มโอกาสครึ่งปีหลัง
ธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะเป็นอีกโอกาสสร้างรายได้ใหม่ หลังเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเคทีซีเลือกเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้ามากกว่าการเร่งยอดขาย และคาดว่าไตรมาส 4 จะมีความพร้อมด้านดิจิทัลมากขึ้น จุดแข็งคือฐานลูกค้าคุณภาพ ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย และ Digital Ecosystem หรือระบบดิจิทัลของเคทีซี ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล เคทีซีมองเห็นโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากทั้งบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” (KTC PROUD) และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” โดยมีการปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า (Risk-based Pricing) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ยอดใช้จ่ายเติบโตดีกว่าตลาด หนุนความมั่นใจครึ่งปีหลัง
ฐานธุรกิจหลักยังมีแรงส่ง โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกเติบโต 2.7% ขณะที่เคทีซีมียอดใช้จ่าย 153,421 ล้านบาท เติบโต 4.7% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายเพิ่มจาก 13.1% เป็น 13.3% ขณะที่ NPL ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่เกิน 2%

นางพิทยากล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แต่เราค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และยังเห็นโอกาสเติบโต ครึ่งปีหลังเคทีซีจะใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจลูกค้า เลือกโอกาสที่เหมาะสม พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย และสร้างกำไรสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง”

“โอมาน” รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใคร!! ความมั่นคงสูงในตะวันออกกลาง ทิศทางพัฒนาประเทศไม่เหมือนใคร ผสานวัฒนธรรมและศาสนาอย่างลงตัว ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

โอมาน: รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใครใน GCC (1)

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒื อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างเที่ยวบินขากลับจากสุราษฎร์ธานีสู่สุวรรณภูมิ ดร.ธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนผมคุยเรื่องตะวันออกกลาง

ท่านเล่าถึง “โอมาน” จากสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้ผ่านสารคดี ก่อนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
“ทำไมโอมานจึงดูมีวิธีคิดและแนวทางพัฒนาประเทศแตกต่างจากชาติอาหรับทั่วไป?”ทั้งการไม่เน้นสร้างตึกสูงระฟ้า และการพัฒนาสังคมที่ไม่ได้เดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ในทันที ผมจึงบอกท่านไปว่า “ขอเอากลับไปเป็นการบ้านก่อนครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า…ทำไมโอมานจึงเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง”

จากวันที่ได้เดินทางร่วมกันมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เรียนตามตรงว่าผมยังไม่มีคำตอบที่ดีพอ แต่ถ้าใครเผอิญอ่านบทความนี้ของผมแล้วมีมุมมองเพิ่มเติมก็จะยินดีมากครับ
สำหรับผมความแตกต่างระหว่างโอมานกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม GCC มันฝังรากลึกอยู่ในภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ จนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Omani Exceptionalism” หรือ “ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอมาน” เริ่มจากดูแผนที่ของประเทศนี้ เราก็จะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างได้ทันที

เพราะในขณะที่รัฐอาหรับส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียและผูกพันกับโลกทะเลทรายของคาบสมุทรอาหรับ โอมานกลับเป็นประเทศที่เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียโดยตรง ชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตรทอดตัวจากทะเลอาหรับไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้โอมานมีสายตาที่มองออกไปสู่ทะเลมากกว่ามองเข้าไปในทะเลทราย
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับที่ชาวโอมานเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากลมมรสุม ซึ่งเป็นระบบลมตามฤดูกาลของมหาสมุทรอินเดีย พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโอมานสามารถออกเดินทางจากชายฝั่งอาหรับไปยังอินเดีย แอฟริกาตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มยุคแห่งการสำรวจเสียอีก

ดังนั้น หากซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตของทะเลทราย โอมานก็คือผลผลิตของท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของโอมานไม่ได้เกิดจากทะเลเพียงอย่างเดียว ภายในประเทศของโอมานยังประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงและพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาฮะญัร (Hajar Mountains) และพื้นที่สูงของญะบัล อัล-อัคห์ฎัร (Jabal al-Akhdar) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่แยกผู้คนในพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก
ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ โอมานที่มีสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ซึ่งดำรงอยู่ควบคู่กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

โลกแรกคือ โอมานที่เป็นโลกชายฝั่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสกัตและเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ริมมหาสมุทรอินเดีย โลกอันแรกนี้มีลักษณะเปิดกว้าง เป็นสากล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พ่อค้าโอมานเดินทางไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาค้าขายเครื่องเทศ งาช้าง ทองคำ อินทผลัม สิ่งทอ และในบางยุคสมัยยังรวมถึงการค้าทาส จนสามารถสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงอินเดีย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ชาวโอมานมีความใกล้ชิดกับแซนซิบาร์ กิลวา หรือเมืองท่าของอินเดียมากกว่าใกล้ชิดกับชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับเสียอีก

ในทางตรงกันข้าม โลกที่สองคือ “โอมานชั้นใน” หรือ Interior Oman ซึ่งเป็นโลกของสังคมภูเขาที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากอิทธิพลภายนอก มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนเผ่า พึ่งพาการเกษตรในโอเอซิสและระบบชลประทานดั้งเดิม ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของชุมชน
ต่างจากรัฐอาหรับอื่น ๆ ที่อำนาจการเมืองมักผูกติดอยู่กับราชวงศ์ โลกของโอมานชั้นในกลับพัฒนาระบบการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ คือการเลือกอิหม่ามให้เป็นผู้นำของชุมชน

ระบบนี้เรียกว่า “อิมามัต” (Imamate) อิหม่ามในความเข้าใจของอิสลามสายอิบาดีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของชุมชน โดยตำแหน่งนี้ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรู้ทางศาสนา และการยอมรับจากสังคม
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากทั้งระบอบเคาะลีฟะฮ์แบบราชวงศ์ในโลกซุนนีย์ยุคก่อน และไม่เหมือนแนวคิดการสืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของศาสดาในโลกชีอะห์

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือศาสนาอิสลามสาย “อิบาดี” (Ibadi Islam) ซึ่งถือเป็นสำนักคิดที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของอิสลาม และถือเป็นสำนักคิดหลักของประชากรโอมานจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรากกำเนิดมาจากขบวนการคอวาริจญ์ในยุคแรกของอิสลาม แต่อิบาดีได้พัฒนาตนเองเป็นแนวทางที่เน้นความพอเพียง ความอดกลั้น และการประนีประนอมมากกว่ากลุ่มคอวาริจญ์สายหัวรุนแรงที่พวกเรารู้จักกัน

อัตลักษณ์อิบาดีจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โอมานมีเส้นทางพัฒนาการทางศาสนาแตกต่างจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างโอมานชายฝั่งกับโอมานชั้นในได้หล่อหลอมให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ฝ่ายชายฝั่งมองตนเองว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ผู้เชื่อมโลกอาหรับเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่ฝ่ายชั้นในมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามและอิสรภาพของชนเผ่า
ความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดนี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์โอมาน และส่งผลต่อการเมืองของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ในสายตาของนักวิชาการบางคน รัฐอิมามัตซึ่งดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมืองที่สูญหายไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ยังคงมีพลังอยู่ในจิตสำนึกของชาวโอมานบางส่วน

สำหรับผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ อิมามัตอาจถูกมองว่าเป็นตัวแทนของยุคทองของโลกมุสลิม เป็นสังคมที่ผู้นำได้รับเลือกจากคุณธรรม มิใช่จากสายเลือดหรืออำนาจทางทหาร

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนจึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า หากแนวคิดอิสลามการเมืองหรือขบวนการฟื้นฟูศาสนาในอนาคตพยายามสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ พวกเขาอาจหันกลับไปใช้สัญลักษณ์ของรัฐอิมามัตเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้โอมานในปัจจุบันจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในตะวันออกกลาง และมีชื่อเสียงด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและประนีประนอม แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะโอมานไม่ได้เป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ ริมอ่าวอาหรับ หากแต่เป็นผู้ควบคุมด้านหนึ่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การทำความเข้าใจโอมานจึงไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ศาสนา การค้า และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมรัฐหนึ่งให้มีเส้นทางพัฒนาการที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านได้อย่างไร

และในบรรดาประเทศอาหรับทั้งหมด โอมานอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความจริงข้อนี้ เอาไว้มาต่อกันตอนที่สองครับ

แผนที่ประกอบจาก https://www.worldatlas.com/maps/oman

ที่มา : https://www.facebook.com/1053548533/posts/10240805273363176/?rdid=kU3gIkFDERqKGug3#

23 สิงหาคม 2483 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระราชทานนามใหม่แก่ ‘บ้านสามโคก’ โดยใช้ชื่อ ‘เมืองประทุมธานี’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญ ที่จงรักภักดี

วันนี้ในอดีต 23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 บ้านสามโคกซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น 'เมืองประทุมธานี' พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย

สามโคกถือเป็นเมืองเก่า มีร่องรอยมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ และมีหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าเป็นเมืองขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดให้ชาวมอญที่อพยพหนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งถิ่นฐานที่สามโคก ทำให้เมืองค่อย ๆ เจริญขึ้น

ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมอญยังคงอพยพเข้ามาหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2358 มีการอพยพครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ พระองค์โปรดให้ตั้งบ้านเรือนที่สามโคก นนทบุรี และพระประแดง จนทำให้สามโคกกลายเป็นชุมชนมอญที่สำคัญ

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2483 รัชกาลที่ 2 เสด็จประพาสสามโคกในเทศกาลออกพรรษา พสกนิกรนำดอกบัวมาถวายสักการะเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า 'ประทุมธานี' หรือเมืองแห่งดอกบัว พร้อมแต่งตั้ง “พระยาพิทักษ์ทวยหาร” เป็นเจ้าเมือง ถือเป็นจุดกำเนิดชื่อจังหวัดปทุมธานีที่ใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.3khok.go.th/public/list/data/index/menu/1142

VRANDA ชี้ท่องเที่ยวโต!! รายได้ครึ่งปีแรกพุ่ง 16% สถานการณ์ท่องเที่ยวสดใสทั่วไทย รับแรงหนุนโครงการภูเก็ตราว 400 ลบ. เดินหน้าขยายตลาดลดความเสี่ยง

VRANDA ชี้ตลาดท่องเที่ยวครึ่งปีหลังสดใส
ชูจุดแข็ง Leader Domestic-Focused รับอานิสงส์ปัจจัยบวกแน่น
รับรู้รายได้อสังหาฯภูเก็ตร่วม 400 ล้านบาท ในปีนี้

‘บมจ. วีรันดา รีสอร์ท’ หรือ VRANDA เผยภาพรวมตลาดท่องเที่ยวไทยครึ่งปีหลัง 2569 มีทิศทางสดใส ชูจุดแข็งผู้นำโรงแรมในหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก (Leader Domestic-Focused) รับอานิสงส์ปัจจัยบวกแน่น พร้อมรับแรงส่งจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์บ้านหรูในโครงการ Veranda Villas & Suites Phuket อีก 300-400 ล้านบาท ขณะที่ผลงานครึ่งปีแรก 2569 ทำรายได้รวม 857 ล้านบาท เติบโต 16% และมี EBITDA จากการดำเนินงานปกติ 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% และมีกำไรสุทธิปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 61 ล้านบาท เติบโต 662% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมที่เติบโตโดดเด่น

นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากปัจจัยบวกที่หลากหลาย อาทิ “กรุงเทพฯ” ที่เตรียมรับอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอัตราการเข้าพักโรงแรม รายได้กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม (F&B) และงานจัดเลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญ “พัทยา” จะได้รับผลบวกจากการจัดเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ในเดือนธันวาคมนี้ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ขณะที่ “เชียงใหม่” ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ดีจากฐานนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ “หัวหิน” จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่แล้วเสร็จ สะท้อนจากโรงแรมในเครือทั้ง 2 แห่งในหัวหินที่มียอดจองเต็ม (Fully Booked) ในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาจะส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจของ VRANDA ในครึ่งปีหลัง เนื่องจากบริษัทฯ มีโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักข้างต้น โดยมีจุดเด่น “ผู้นำโรงแรมในหัวเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย” (Leader Domestic-Focused) จากการรับประโยชน์ดังกล่าว

“แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจสร้างความกังวลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุโรปบางส่วน แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ เนื่องจากเรากระจายฐานลูกค้า (Diversification) ทั้งในเอเชีย สหรัฐอเมริกาและคนไทย ประกอบกับประเทศไทยยังคงมีภาพลักษณ์เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาในภูมิภาคนี้” นายภวัฒก์ กล่าว

ทั้งนี้บริษัทฯ สามารถลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มตัวแทน (OTA) และหันมามุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการจองตรง (Direct Booking) โดยการใช้ Loyalty Program การมอบสิทธิประโยชน์เชิงประสบการณ์ และการอัปเกรดระบบจองบนเว็บไซต์ให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการรุกตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) จากจีนผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Xiaohong Shu, WeChat และ Douyin รวมถึงการขยายตลาดสู่กลุ่มยุโรป รัสเซีย และเอเชีย เพื่อช่วยจำกัดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) บริษัทฯ มีรายได้รวม 857 ล้านบาท เติบโต 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจากการดำเนินงานปกติ (Normalized EBITDA) รวม 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 61 ล้านบาท เติบโต 662% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการบันทึกรายการบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash item) จากการรับรู้ผลขาดทุนจากการชำระเงินกู้ก่อนกำหนด (Refinance) จำนวน 56 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนทางการเงิน (Finance Cost) อย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องไปอีกหลายปี เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนทางการเงินก่อน Refinance

ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการ Veranda Villas & Suites Phuket พร้อมเริ่มโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ในปีนี้ไว้ที่ 300-400 ล้านบาท ในครึ่งปีหลัง

“หนี–ซ่อน–สู้” คู่มือเอาชีวิตรอดเหตุกราดยิง!! อดีต FBI ชี้วิธีรอดเหตุกราดยิง เข้าใจความถี่เหตุกราดยิงในสหรัฐ ย้ำการเตรียมพร้อมสำคัญโดยไม่กลัว แนะนำเจ้าหน้าที่ซ้อมยิงปืนทุกเดือน

หนี-ซ่อน-สู้ : วิธีเอาชีวิตรอดจากเหตุกราดยิง โดยอดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI

เหตุกราดยิงในบ้านเราเริ่มจะมีมากขึ้น เพราะคนบ้าสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายขึ้น ในภาพยนตร์ต่างประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจ/ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ถูกพักงานหรือถูกปลดหรือถูกไล่ออก สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้จะต้องทำคือ ส่งมอบตรา บัตรประจำตัว และอาวุธปืนประจำตัว

ตามรายงานของ Gun Violence Archive องค์กรไม่แสวงผลกำไร ได้ให้นิยามเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างน้อยสี่คนขึ้นไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุกราดยิงเหล่านี้เกิดขึ้นในโบสถ์ คลีนิกหรือโรงพยาบาล โรงเรียนประถมศึกษา และสถานที่จัดกิจกรรมกลางแจ้ง

ศ. Alex del Carmen รองคณบดี และศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Tarleton มลรัฐ Texas กล่าวว่า การรู้วิธีโต้ตอบในการกราดยิงเป็นสิ่งจำเป็นในขณะนี้ “ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังประสบกับสิ่งนี้ในชีวิตของพวกเขา” ศ. Alex del Carmen บอกกับ NPR (National Public Radio) ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ “ตอนนี้เราเกือบจะมีหน้าที่ต้องสอนเด็ก ๆ และสมาชิกในครอบครัวว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เหล่านี้” ศ. Alex del Carmen บอกกับลูก ๆ ของเขาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ว่า : มีแผนฉุกเฉินเสมอ คำแนะนำทั่วไปได้แก่ :
-การหลบหนี
-การหลบซ่อน
-การสู้กลับ

จากบทความรำลึกถึงเหยื่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ครบ10 ปี Katherine Schweit อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษของ FBI ผู้เขียนเรื่อง Stop the Killing : How to End the Mass Shooting Crisis (หยุดการฆ่า : จะยุติวิกฤตการกราดยิงได้อย่างไร) ได้ออกแบบโครงการเผชิญเหตุกราดยิงของหน่วยงานนี้ หลังเหตุกราดยิงที่เหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ในปี ค.ศ. 2012

“การเตรียมตัวเป็นสิ่งที่ดี” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit บอกว่า “แต่อย่ากลัวจนคิดมากไปว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ดิฉันคิดว่า ถ้าคุณย้อนกลับไปดูว่าอาจจะเป็นการซ้อมดับเพลิงในโรงเรียน เราก็ได้ทำให้การฝึกซ้อมหนีไฟเป็นมาตรฐานแล้ว และเราไม่คิดว่าทุกครั้งที่มีการซ้อมดับเพลิงหรือคำเตือนพายุทอร์นาโดว่า เรากำลังจะถูกไฟครอกตายหรือเสียชีวิตในพายุทอร์นาโด"

อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าวว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกเมื่อเกิดเหตุกราดยิง สำหรับพลเรือนที่ต้องทำคือ “การหลบหนีเสมอ” แน่นอนว่าการตอบสนองต่อเหตุกราดยิงของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เช่นเดียวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นใน Uvalde มลรัฐ Texas ที่นั่น มือปืนใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในโรงเรียนประถม Robb ขณะที่เจ้าหน้าตำรวจรออยู่ด้านนอก วิธีตอบสนองของเจ้าหน้าที่จะแตกต่างกันเสมอ ตราบเท่าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกาปฏิบัติตามวิธีการฝึกอบรมที่แตกต่างกันไป (มาตรฐานแห่งชาติที่แนะนำนั้นมีอยู่จริง แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะ)

อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit เสริมว่า สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า เหตุกราดยิงในที่สาธารณะประเภทนี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของการบาดเจ็บจากอาวุธปืนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ในทุกปีผู้คนถูกฆ่าในบ้านและในละแวกใกล้เคียงมากกว่าในสถานที่สาธารณะ “ดังนั้น แม้ว่าจะมีข่าวเหตุกราดยิงมากมาย แต่เหตุกราดยิงก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก”

ถึงกระนั้น กริยาสามคำก็มีคุณค่ามากมาย : หนี ซ่อน สู้ การหนีคือ ทางเลือกที่หนึ่ง ถ้าหนีไม่ได้ก็ต้องซ่อน และถ้าซ่อนไม่ได้ก็ต้องสู้

-หนี ไม่ว่ามือปืนจะใช้อาวุธปืนชนิดใดก็ตาม ยิ่งเราอยู่ห่างจากมือปืนได้มากเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น “นั่นฟังดูเหมือน 'เราอยู่ในเขตสงคราม' มาก แต่ในขณะที่เสียงยิงดังขึ้น เราจะรู้สึกเหมือนอยู่ในเขตสงคราม และการหนีไปจะดีกว่า ถ้าสามารถทำได้” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าว เมื่อไปที่ไหนก็ตามให้มองหาทางออกปกติหรือฉุกเฉินไว้เสมอ การอพยพออกไปโดยไม่ลังเลหรือรอรวบรวมข้าวของ และหนีต่อไปจนกว่าจะถึงพื้นที่ที่ปลอดภัย

-ซ่อน “นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องวิ่งหนีเมื่อมีคนยิงใส่เรา” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit อธิบาย หากไม่มีเส้นทางหลบหนีที่ปลอดภัย FBI แนะนำให้หาที่ซ่อนดี ๆ ล็อคประตูและกั้นประตู รวมทั้งปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ

-สู้ เมื่อต้นปีนี้ Brandon Tsay บรรยายใน Morning Edition ของ NPR ถึงสิ่งที่เขาคิดเมื่อตัดสินใจต่อสู้ และปลดอาวุธมือปืนใน Monterey Park มลรัฐ California

“มันจะต้องจบลงที่นี่ นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตของผม มันจบลงแล้ว ผมจะตายที่นี่” Tsay กล่าว “แต่ที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าที่ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร ซึ่งก็สรุปได้ว่า ต้องแย่งปืนออกไปจากเขา ไม่งั้นจะมีคนเจ็บอีกเยอะมาก”

การใช้สิ่งของที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ร่วมกับการจู่โจมนั้นประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งมือปืนในสถานที่ต่าง ๆ เช่นที่ Colorado Springs มลรัฐ Colorado และ Noblesville มลรัฐ Indiana การวิจัยของ FBI แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่มีอาวุธมักจะช่วยชีวิต และยุติเหตุกราดยิงได้มากกว่าผู้ที่มีอาวุธ “ดังนั้นอย่าเชื่อว่า เราไม่สามารถหยุดมือปืนได้ เราทำได้” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าว "และมก็มีคนทำมาตลอด"

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ในฐานะอดีตนักกีฬายิงปืนหลายมหาวิทยาลัย ขอแนะนำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจหมั่นฝึกฝนการใช้อาวุธปืนให้ชำนาญและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและจราจร ซึ่งมีโอกาสเผชิญเหตุก่อน ในสหรัฐอเมริกาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะซ้อมยิงปืนพกทุกๆ เดือน และมีการบันทึกคะแนนที่ซ้อมยิงเอาไว้ด้วย รถยนต์สายตรวจทุกคันควรมีปืนยิงเร็วและปืนลูกซองอย่างละกระบอก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีอำนาจการยิงในการเผชิญเหตุมากกว่าผู้ก่อเหตุ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับห้างร้านทางเข้าห้างใหญ่ ๆ มักจะมีซุ้มตรวจจับอาวุธอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่รปภ.ต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องเกรงใจลูกค้า ตรวจสอบ ตรวจค้น สิ่งของที่อาจจะเป็นอันตราย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าส่วนใหญ่ นอกจากการซ้อมรับเหตุไฟไหม้แล้ว ต่อไปห้างร้านอาคารต่าง ๆ จะต้องมีการฝึกซ้อมการเผชิญเหตุกราดยิงอีกด้วย เช่นเดียวกับ โรงเรียน สถานศึกษาก็ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดด้วย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ไทยต้องปรับเกมใหญ่!! หลัง 14 ต.ค. 16 เกิดกระแสเรียกร้อง ถอนฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปภายในปี 19 สัมพันธ์จีน-ไทยขยายหลัง 75 จีนสู้รบเวียดนามปี 79 ไทยได้ประโยชน์

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.7)

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516 กระแสการขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปจากประเทศไทยก่อตัวขึ้น โดยขบวนการนักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย และประชาชน ได้เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ Sovereignty (อธิปไตย) ของไทย ด้วยมองว่า การมีฐานทัพต่างชาติทำให้ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าโจมตี อีกทั้งเห็นว่าสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารไทยในอดีต กอปรกับ เหตุการณ์เรือมายาเกซ (Mayaguez Incident)* ซึ่งถือเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เมื่อสหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตยของไทย โดยการใช้ฐานทัพอู่ตะเภาเป็นจุดส่งกำลังบุกชิงเรือสินค้าอเมริกันคืนจากเขมรแดง โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น (นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ได้คัดค้านและปฏิเสธแล้ว สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่สาธารณชนและรัฐบาลไทย
*ย้อนรอย 48 ปี วิกฤตการณ์ Mayaguez อันเป็นปัจฉิมบทของฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย และปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestatestimes.com/post/2023051918

กระบวนการผลักดันและการถอนกำลังการเรียกร้องของประชาชน โดยขบวนการนักศึกษาและประชาชนจัดชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกไปภายในกำหนดเวลา และรัฐบาลไทยกำหนดเส้นตายให้สหรัฐฯ ถอนกำลังพลและฐานทัพทั้งหมดออกจากประเทศไทย สหรัฐฯ ยินยอมปฏิบัติตามคำขอ และได้ทำการถอนทหาร อุปกรณ์สงคราม และเครื่องบินรบทั้งหมดออกจากประเทศไทยจนเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976)

"ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามเปิดการรุกเข้าสู่เขมร และในเดือนมกราคม 1979 สามารถโค่นรัฐบาลเขมรแดงได้ ผลที่เกิดกับไทยคือ ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กองทัพเวียดนามซึ่งมีประสบการณ์จากสงครามอินโดจีนจำนวนมาก อยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงไม่มาก เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้รับทราบจากผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทย สรุปได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4-7 วัน"

หลังจีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1975 ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความหวาดระแวงในยุคสงครามเย็น ไปสู่ความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น เมื่อเวียดนามเข้ายึดเขมร จีนมองว่า การรักษาแรงกดดันต่อเวียดนามเป็นผลประโยชน์ร่วมกับไทย จีนจึงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร ขณะที่ไทยเปิดพื้นที่ชายแดนสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการดำเนินงานของฝ่ายต่อต้านบางส่วน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ แต่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศในช่วงนั้นมีความสอดคล้องต้องกันเป็นอันมาก

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1979 จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์การเมืองและการทูตที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทยยุคสงครามเย็น แม้ไทยจะไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบโดยตรง แต่ไทยเป็น "ปัจจัยศูนย์กลาง" ที่ทำให้เกิดสงครามครั้งนี้ และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางความมั่นคงอย่างมหาศาล
1.บริบทก่อนสงคราม: วิกฤตการณ์ภัยคุกคามไทย (ค.ศ. 1978–1979) ช่วงปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามบุกยึดเขมรและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ ทำให้ประชิดชายแดนไทยที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี
· ทฤษฎีโดมิโน: ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายต่อไปตามแนวคิด "สหพันธรัฐอินโดจีน" ของเวียดนาม
· ภัยสองด้าน: ขณะนั้นไทยกำลังเผชิญการสู้รบภายในกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และต้องรับศึกนอกติดชายแดน
2. การเดินทางลับของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไปปักกิ่ง ก่อนที่จีนจะบุกเวียดนาม นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ดำเนินทางการทูตอย่างชาญฉลาดและเด็ดขาด:
· เจรจาพันธมิตรใหม่: พล.อ.เกรียงศักดิ์ เดินทางเยือนจีนเพื่อเข้าพบ เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีน
· ข้อตกลงยุทธศาสตร์:
-จีนสัญญาว่าจะช่วยถ่วงดึงกำลังเวียดนามไว้ไม่ให้บุกเข้าไทย
-ไทยยินยอมเปิดทางให้จีนส่งเสบียงและอาวุธผ่านดินแดนไทยไปสนับสนุนกองกำลังเขมรแดงที่ถอยร่นมาอยู่ตามชายแดนไทย-เขมร เพื่อสู้รบแบบกองเวียดนามในเขมร

3. ผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย
1) การรอดพ้นจากการถูกเวียดนามบุกยึด การที่จีนเปิดสงครามบุกทางเหนือของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ทำให้เวียดนามต้องตรึงกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ทางพรมแดนจีน และไม่สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดมาบุกไทยทางชายแดนเขมรได้ตามที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง

2) จุดจบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) "ผลพลอยได้ทางยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดของไทย:
- เพื่อแลกกับการที่ไทยให้ความช่วยเหลือจีนในการส่งเสบียงให้เขมรแดง ไทยได้ขอให้จีน ยุติการสนับสนุน พคท
- จีนยอมสั่งปิดสถานีวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยส่งสัญญาณออกจากมณฑลยูนนาน และตัดการส่งอาวุธ/งบประมาณให้ พคท. เมื่อขาดการสนับสนุนจากจีน ประกอบกับนโยบาย 66/23 ของไทยในเวลาต่อมา พคท. จึงล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาคอมมิวนิสต์ในไทยจึงยุติลง

3) วิกฤตผู้ลี้ภัยและการตั้ง "พันธมิตร 3 ฝ่าย"
- เกิดคลื่น ผู้ลี้ภัยชาวเขมร นับแสนคนทะลักเข้าสู่ชายแดนไทย
- ไทยได้ร่วมมือกับจีนและชาติตะวันตก ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของฝ่ายต่อต้านเวียดนาม (เขมรสามฝ่าย) เพื่อรักษาเก้าอี้ของเขมรในสหประชาชาติ เพื่อไม่ให้รัฐบาลหุ่นเชิดที่เวียดนามตั้งขึ้นได้รับการยอมรับ

หลังจากกองทัพจีนบุกเวียดนามเหนือในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 ด้วยกำลังพลจำนวนมาก มีการสู้รบกันอย่างหนักในพื้นที่ชายแดน เช่น เมืองลางเซิน (Lạng Sơn) และเมืองอื่นๆ ใกล้ชายแดน หลังจากเริ่มปฏิบัติการผ่านไปประมาณ 1 เดือน จีนได้ถอนทัพกลับ โดยประกาศว่าได้ "สั่งสอน" เวียดนามสำเร็จแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่า จีนสามารถบีบให้เวียดนามต้องถอนกำลังบางส่วนจากเขมรกลับไปป้องกันชายแดนจีน และสามารถลดแรงกดดันที่มีต่อกองกำลังต่อต้านเวียดนามตามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งทั้งจีนและไทยต่างให้การสนับสนุนอยู่ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นความสูญเสียหนักทั้งคู่ และจีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักคือการบีบให้เวียดนามถอนกำลังทั้งหมดจากเขมรได้ มีการปะทะชายแดนย่อยๆ ต่อเนื่องไปอีกหลายปีหลังจากนั้น (จนถึงปลายทศวรรษ 1980) ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามเป็นปฏิปักษ์กันยาวนาน กว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติก็ล่วงเข้าปี 1991 แล้ว

ถึงแม้เป้าหมายหลักของจีนคือการปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจเวียดนาม แต่การกระทำดังกล่าวก็ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมาก แม้ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมรบกับเวียดนามโดยตรง แต่สงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น ด้วยความสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top