Sunday, 19 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

'วราวุธ' มอบนโยบายกรมโรงงาน!! ปรับเกณฑ์ Green Industry!! ดันอุตสาหกรรมสีเขียวแข็งแกร่ง สกัดฟอกเขียวเด็ดขาดไม่ผ่อนปรน ยกระดับการวัดผลลดก๊าซเรือนกระจก

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน ปรับเกณฑ์ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว ชูธง สกัดผู้ประกอบการฟอกเขียว (Greenwashing) หมดเวลาสร้างภาพรักษ์โลก บอก ไม่ยึดมาตรการ-เพิกถอนสถานะ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND-อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนของประเทศคู่ค้ากลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย

ซึ่งนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวได้จัดทำแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ GI เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 โดยสาระสำคัญ คือ “ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการประกาศนโยบายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

โดยสถานประกอบการจะต้องแสดงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มีการวัดผลเชิงปริมาณ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และการกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ Net Zero

ขณะเดียวกัน ยังต้องผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวของไทย

“ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการกำหนดมาตรการเพิกถอนการรับรองสำหรับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อป้องกันปัญหา การฟอกเขียว(Greenwashing) ที่อาจสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับอย่างแท้จริง”

นายวราวุธ กล่าวย้ำว่ากระทรวงยังคงดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้า

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษจากหม้อน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่น เป็นต้น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการควบคุมการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากโรงกลั่น โรงแยกก๊าซ โรงปิโตรเคมี และคลังเก็บสารเคมี เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและชุมชนโดยรอบ

ในด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลดภาระและขั้นตอนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รวมถึงจัดทำแอปพลิเคชัน POMS เพื่อเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดมลพิษจากโรงงานแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้มากขึ้น

BBA จุฬาฯ โชว์ศักยภาพเวทีโลก!! คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก HSBC/HKU Business Case Challenge เคสธุรกิจจาก 24 มหาวิทยาลัย 20 ประเทศ พิสูจน์ศักยภาพนิสิตไทยบนเวทีโลก

นักศึกษา BBA จุฬาฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026

ขอแสดงความยินดีกับนิสิตหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตนานาชาติ หรือ BBA International Program ที่สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยฮ่องกง ร่วมกับ HSBC

การแข่งขันครั้งนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ 24 แห่ง จาก 20 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม โดยผู้เข้าแข่งขันต้องวิเคราะห์และแก้โจทย์กรณีศึกษาทางธุรกิจที่ท้าทายตลอด 3 รอบการแข่งขันอย่างเข้มข้น แต่ละรอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง และมีเพียงทีมที่ทำคะแนนได้สูงสุดเท่านั้นที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
สมาชิกในทีมประกอบด้วย

นางสาวภาสินี ทองฉัตรชวาล
นางสาวสุวพัตร บุตรสมบูรณ์
นายอธิปัตย์ บุญชำนาญ
นางสาวภัทธมน โสรเศรษฐกุล

ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทักษะการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมของนิสิต รวมถึงศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติได้อย่างโดดเด่น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1600808445382357&id=100063596497460&rdid=ZH2lAdyKL1QzfuqP#

Blue Exercise ดันท่องเที่ยว!! จุดเปลี่ยนใหม่การท่องเที่ยวไทย ‘Value is the New Volume’ เน้นคุณค่า ผสานธรรมชาติ สร้างประสบการณ์ใหม่ กระจายรายได้ สร้างการเติบโตยั่งยืน

“Blue Exercise” โอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
ดันแนวคิด “Value is the New Volume” สร้างคุณค่าผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนผ่านจาก “การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน” ไปสู่ “การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีคุณค่า และส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาวะในระยะยาว

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจาก “จำนวน” นักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่าแนวคิด “Value is the New Volume” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ทั้งในมิติของรายได้ ประสบการณ์ และความยั่งยืน
ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อผสานเข้ากับทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่นของประเทศ หนึ่งในแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจในระดับสากล และสามารถตอบโจทย์ Value-Based Tourism ได้อย่างชัดเจน คือ “Blue Exercise”

Blue Exercise คือการออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ “น้ำ” เช่น ทะเล แม่น้ำ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยลดความเครียด เสริมสร้างความผ่อนคลาย และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้แนวคิดนี้ “Surf Therapy” จึงถูกนำมาต่อยอดในมิติของการท่องเที่ยว โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมทางทะเล เช่น การโต้คลื่น (Surfing) Paddle Board และ Wake Board ที่ผสานทั้งความสนุก ความท้าทาย และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

“ทิศทางการท่องเที่ยวในปัจจุบันสำหรับคน GEN Y และ GEN Z ไม่ได้มุ่งเพียงการเดินทางเพื่อพักผ่อน แต่ต้องสามารถสร้างประสบการณ์ ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางความทรงจำได้ด้วย Blue Exercise
จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
โลกยุคใหม่ ที่ได้ทั้งการขยับร่างกาย และการทดลองประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยได้ลอง”
นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การพัฒนา Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise ถือเป็นโอกาสใหม่ในการยกระดับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น ภูเก็ต พังงา และชายฝั่งภาคใต้ ซึ่งมีศักยภาพทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แนวคิดดังกล่าว

ได้ถูกนำมาทดลองดำเนินการจริงผ่านกิจกรรม “SUP Healing & Harmony” ภายใต้เส้นทางท่องเที่ยว
Calm Paddle Board ณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ Blue Exercise ผ่านการพาย Paddle Board บนแม่น้ำแควน้อย ท่ามกลางธรรมชาติและสายน้ำที่สวยงาม ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายและสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นได้มากกว่าการพักผ่อน แต่เป็นประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและความทรงจำที่มีความหมายได้เช่นกัน

ที่สำคัญ Surf Therapy ไม่ได้สร้างเพียง “กิจกรรม” แต่สร้าง “คุณค่า” ให้กับนักท่องเที่ยวในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ประสบการณ์ และความทรงจำ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับแนวคิด Value is the New Volume ที่มุ่งเน้นการเพิ่ม “มูลค่าเฉลี่ยต่อทริป” มากกว่าการเพิ่ม “จำนวนนักท่องเที่ยว” ซึ่งในยุคปัจจุบันอาจทำได้ยากขึ้นด้วยข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
“เรามองว่า การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวในอนาคต ต้องขับเคลื่อนด้วย ‘ประสบการณ์’ มากกว่าสถานที่ และต้องสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่ง Surf Therapy ภายใต้แนวคิด Blue Exercise เป็นตัวอย่างของการผสานธรรมชาติและกิจกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

กิจกรรม SUP Healing & Harmony ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำแนวคิด Blue Exercise มาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงแค่เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติผ่านกิจกรรมทางน้ำ เรียนรู้การใช้ร่างกาย สร้างสมดุล และใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก”
นาย อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวเสริม
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือการที่ Blue Exercise สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการ
“รีเซ็ตชีวิต” จากความเร่งรีบในเมืองใหญ่ และมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม

ในมิติของการตลาด แนวคิดนี้ยังสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “Wellness Destination” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการนำเสนอประสบการณ์จริง (Experience-Based Tourism) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง Value ให้กับการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรม โรงเรียนสอนโต้คลื่น ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“เราหวังว่า Blue Exercise จะไม่เป็นเพียงกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นแนวคิดที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาพื้นที่ การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว จุดแข็งของโครงการนี้คือการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิตและมองหาประสบการณ์ใหม่ที่มีความหมาย จากการดำเนินกิจกรรม SUP Healing & Harmony พบว่าผู้เข้าร่วมให้ความสนใจและตอบรับแนวคิด Blue Exercise เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกิจกรรมทางน้ำในการสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางเพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวร่วมกัน

เมื่อกิจกรรมทางน้ำถูกพัฒนาให้เป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความสนุก และคุณค่าทางใจ ก็จะกลายเป็นแรงจูงใจใหม่ให้คนออกเดินทาง ส่งผลให้เลือกใช้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น และใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น ทั้งด้านกิจกรรม ที่พัก อาหาร และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อทริป และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวปิดท้าย

ญี่ปุ่น-บราซิล สายสัมพันธ์แห่งฟุตบอลที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

หากจะเอ่ยถึงประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่น (J.League) มากที่สุด คำตอบเดียวที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขาคือ “บราซิล”
ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจการซื้อขายนักเตะ หรือความหลงใหลในเกมลูกหนังทั่วไป แต่เป็นมิตรภาพอันลึกซึ้งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพ การเรียนรู้ และการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง “แซมบ้า” มาหลอมรวมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทแบบ “ซามูไร” จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชียและทีมระดับแถวหน้าของโลกในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นจากความเคารพและการเปิดใจเรียนรู้
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนที่เจลีกจะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลในญี่ปุ่นยังเป็นเพียงกีฬากึ่งอาชีพ ชาติลูกหนังแห่งนี้ตระหนักดีว่าหากต้องการพัฒนาสู่ระดับสากล พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด และประเทศที่ญี่ปุ่นเลือกเปิดรับนวัตกรรมลูกหนังเข้ามาเต็มตัวก็คือ บราซิล ดินแดนแห่งมนต์ขลังฟุตบอล
แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ "ความเคารพ (Respect)" ที่ญี่ปุ่นมีต่อศาสตร์ฟุตบอลของบราซิล พวกเขาไม่ได้เพียงแค่จ้างโค้ชหรือซื้อนักเตะมาร่วมทีมเพื่อสร้างกระแส แต่ญี่ปุ่นต้อนรับบุคลากรจากบราซิลด้วยความยกย่องและพร้อมที่จะถอดรหัสความอัจฉริยะทางลูกหนัง เพื่อนำมาปรับใช้กับระบบเยาวชนและการจัดการอย่างจริงจัง

ซิโก้ (Zico): ผู้วางรากฐานและ "พระเจ้า" ของฟุตบอลญี่ปุ่น
หากจะหาบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของสายสัมพันธ์นี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาร์เธอร์ แอนตูเนส โคอินบรา หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนาม “ซิโก้” (Zico)
อดีตจอมทัพระดับตำนานทีมชาติบราซิลย้ายมาร่วมทีม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง สิ่งที่ซิโก้นำมาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ทักษะการยิงประตูหรือการจ่ายบอลที่เหนือชั้น แต่คือ "วัฒนธรรมฟุตบอลอาชีพที่แท้จริง" เขาคอยพร่ำสอนนักเตะญี่ปุ่นในเรื่องของทัศนคติ ความกระหายในชัยชนะ และความเป็นมืออาชีพ ทั้งในและนอกสนาม
ความทุ่มเทของซิโก้ทำให้เขาได้รับความเคารพรักจากคนญี่ปุ่นอย่างสูงสุด จนถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งเจลีก" และต่อมาเขายังได้รับเกียรติให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์เอเชียนคัพในปี 2004

เมล็ดพันธุ์แซมบ้าบนผืนแผ่นดินซามูไร
นอกเหนือจากซิโก้แล้ว ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเตะและโค้ชชาวบราซิลนับร้อยชีวิตที่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาค้าแข้งในเจลีก ไม่ว่าจะเป็น ดุงก้า (Dunga), เลโอนาร์โด (Leonardo), วอชิงตัน (Washington) หรือในยุคหลังอย่าง เลอันโดร ดามิเทา (Leandro Damião)
การมาของพวกเขาสร้างผลกระทบเชิงบวกในสองมิติ:
1. ยกระดับมาตรฐานลีก: นักเตะญี่ปุ่นในลีกได้ปะทะและเรียนรู้จากผู้เล่นระดับโลกทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวเกรงเมื่อต้องไปเผชิญหน้ากับผู้เล่นต่างชาติในเวทีระดับโลก
2. แรงบันดาลใจสู่เยาวชน: เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นเติบโตมาพร้อมกับการซึมซับทักษะ ความพริ้วไหว และจินตนาการในการเล่นแบบบราซิลเลียน ผ่านการดูรุ่นพี่เหล่านี้ในสนาม
ความสัมพันธ์นี้ยังแน่นแฟ้นถึงขั้นที่นักเตะชาวบราซิลหลายคนเลือกที่จะโอนสัญชาติเพื่อรับใช้ทีมชาติญี่ปุ่นด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ เช่น รุย รามอส (Ruy Ramos), อเล็กซ์ ซานโตส (Alex Santos) และ มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ (Marcus Tulio Tanaka) ซึ่งทุกคนล้วนสร้างตำนานและกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

จาก "ผู้รับ" สู่การพัฒนา "ความเป็นเลิศ"
ในวันนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและบราซิลได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม ทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ "นักเรียน" ที่คอยเดินตามหลังครูอีกต่อไป แต่พวกเขาได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากบราซิลมาผสานเข้ากับจุดเด่นด้านวินัย การทำงานเป็นทีม และเทคโนโลยีการจัดการด้านกีฬา จนสร้างอัตลักษณ์ฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ

ภาพของทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในศึกฟุตบอลโลกได้อย่างสง่างาม ด้วยรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว แม่นยำ และเปี่ยมไปด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัว คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเปิดใจเรียนรู้อย่างถ่อมตนและการได้รับคำแนะนำที่ถูกทิศทางจากบราซิล สามารถนำพาชาติหนึ่งไปสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลได้อย่างไร

บทพิสูจน์แห่งความเคารพในเวทีระดับโลก: ฟุตบอลโลก 2026

สายสัมพันธ์ที่ถักทอจากอดีตได้เดินทางมาถึงบททดสอบครั้งสำคัญในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ณ เมืองฮิวสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา (29 มิถุนายน 2026) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่น่าจดจำที่สุดระหว่างสองชาตินี้ และเป็นข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ถึงคำว่า "ความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ" อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงจาก "คาร์โล อันเชล็อตติ": นัดชี้ชะตาที่ไม่ต่างจากนัดชิงชนะเลิศ
ก่อนที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนผู้กุมบังเหียนทีมชาติบราซิลในปัจจุบัน ได้แสดงความเคารพต่อฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างสูงสุดผ่านการแถลงข่าวก่อนเกม โดยเขาปฏิเสธคำว่า "ทีมเต็ง" และยกย่องขุนพลซามูไรบลูว่า: "ญี่ปุ่นคือหนึ่งในทีมชาติที่ดีที่สุดในโลก และเราให้ความเคารพพวกเขาอย่างสูงสุด การเจอกับพวกเขาในรอบน็อคเอาต์นี้มันไม่ต่างอะไรกับ 'นัดชิงชนะเลิศ' เลย ในโลกฟุตบอลยุคนี้ไม่มีคำว่าทีมที่ไร้ระบบอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างผ่านการฝึกซ้อมและมีวินัยทางแทกติกที่ยอดเยี่ยม ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือคุณภาพส่วนตัวของนักเตะเท่านั้น คำพูดของอันเชล็อตติสะท้อนให้เห็นว่า บราซิลในยุคปัจจุบันมองญี่ปุ่นเป็นผู้ท้าชิงที่ยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน ไม่ใช่ทีมรองบ่อนจากเอเชียเหมือนในอดีต

สมรภูมิที่ฮิวสตัน: ซามูไรบลูผู้เกือบสยบราชันแซมบ้า
เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติญี่ปุ่นแสดงให้เห็นทันทีว่าคำเตือนของอันเชล็อตติไม่ใช่เรื่องเกินจริง วินัยเกมรับอันเหนียวแน่นและการบีบพื้นที่อย่างเป็นระบบทำให้ขุนพลแซมบ้าเล่นได้ยากลำบาก
และในนาทีที่ 29 แฟนบอลทั่วโลกต้องตะลึงเมื่อ ไคชู ซาโนะ (Kaishu Sano) กองกลางของญี่ปุ่น ฉวยโอกาสดักบอลจากการจ่ายที่ผิดพลาดของบราซิล ก่อนจะกระชากเข้าไปซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ให้ญี่ปุ่นช็อกโลกและจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น
ความตึงเครียดตกไปอยู่ฝั่งบราซิล ซึ่งทำให้ยอดกุนซืออย่างอันเชล็อตติต้องปรับหมากอย่างเร่งด่วนในช่วงพักครึ่ง เขาตัดสินใจแก้เกมด้วยความอดทน เปลี่ยนมาเน้นการโจมตีจากริมเส้นและครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษมากขึ้น จนในที่สุด คาเซมิโร่ (Casemiro) ก็โหม่งประตูตีเสมอให้บราซิลได้ในนาทีที่ 56
เกมทำท่าว่าจะต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่แล้วในนาทีที่ 90+5 กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) ตัวสำรองทีเด็ดก็สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัย ดับฝันซามูไรบลูไปอย่างหวุดหวิด 2-1 ส่งบราซิลตีตั๋วสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

คำชื่นชมหลังเกม: ความพ่ายแพ้ที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
แม้ว่าญี่ปุ่นจะต้องยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไว้ที่รอบ 32 ทีม แต่หลังจบเกม คาร์โล อันเชล็อตติ ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความยอดเยี่ยมของคู่แข่งอีกครั้ง โดยยอมรับว่านี่คือแมตช์ที่สมบูรณ์และยากลำบากที่สุดตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์มา ในครึ่งแรกเราเจอปัญหาหนักมาก เพราะญี่ปุ่นเล่นเกมรับได้ดีเยี่ยม พวกเขาต่อบอลกันแคบและตึงตัวมาก ญี่ปุ่นเป็นทีมที่ดีมาก มีการจัดการที่เป็นระบบ สร้างโอกาสที่อันตราย และมีความแข็งแกร่งทางร่างกาย ในฟุตบอลคุณต้องรู้จักที่จะทนทุกข์ และการผ่านเกมที่ยากลำบากแบบนี้มาได้ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของเรา" ในขณะเดียวกัน ฮาจิเมะ โมริยาสุ (Hajime Moriyasu) หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่นก็ได้กล่าวหลังเกมด้วยความภูมิใจว่า "ช่องว่างระหว่างเรากับทีมระดับโลกกำลังลดลงเรื่อย ๆ บราซิลคือทีมระดับท็อป แต่เรากำลังเข้าใกล้ระดับนั้นอย่างแน่นอน"

การต่อสู้อันดุเดือดตลอด 96 นาทีที่ฮิวสตัน และการยอมรับอย่างจริงใจจากกุนซือระดับตำนานอย่างอันเชล็อตติ คือเครื่องยืนยันว่า "สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-บราซิล" ได้ยกระดับจากความสัมพันธ์แบบ "ครูกับศิษย์" ในวันวาน มาสู่การเป็น "คู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี" บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มิตรภาพลูกหนังระหว่างญี่ปุ่นและบราซิล จึงเป็นมากกว่าเรื่องของเกมกีฬา แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อใจ ความเคารพในวัฒนธรรมของกันและกัน และการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ไร้พรมแดน ซึ่งจะยังคงโลดแล่นอย่างงดงามในใจของแฟนบอลทั้งสองชาติและกลายเป็นเรื่องราวที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกใบนี้ตลอดไป

สวนนงนุชพัทยาปลูก “มะพร้าวทะเล” ปลูกเพิ่ม 23 ต้น ขยายภารกิจอนุรักษ์พืชหายากระดับโลก ก้าวใหญ่สวนพฤกษศาสตร์ไทย มูลค่าต้นละ 5 แสนบาท ฐานอนุรักษ์พันธุกรรมสำคัญ

สวนนงนุชพัทยา ปลูก “มะพร้าวทะเล” เพิ่ม 23 ต้น ขยายภารกิจอนุรักษ์พันธุ์พืชระดับโลก สร้างประชากรนอกถิ่นกำเนิดครั้งใหญ่ที่สุดของสวนพฤกษศาสตร์

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณค่ายลูกเสือ สวนนงนุชพัทยา นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมเพื่อนนักเรียนจากวิทยาลัยเซนต์ สตีเฟ่น สแตนลีย์ ฮ่องกง ร่วมปลูกมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) เพิ่มอีก 23 ต้น นับเป็นการปลูกมะพร้าวทะเลพร้อมกันมากที่สุดครั้งหนึ่งของสวนพฤกษศาสตร์ และเป็นก้าวสำคัญในการขยายภารกิจอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากระดับโลก

การปลูกครั้งนี้ทำให้สวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวมทั้งสิ้น 58 ต้น จากเดิม 35 ต้น พร้อมต้นกล้าอีก 25 ต้น ซึ่งแต่ละต้นมีมูลค่าประมาณ 500,000 บาท ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันมะพร้าวทะเลที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นฐานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชนอกแหล่งกำเนิด (Ex Situ Conservation) ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า การปลูกมะพร้าวทะเลในวันนี้ คือการทำเพื่ออนาคตเพราะการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากต้องอาศัยความต่อเนื่องและความอดทนหลายสิบปี สวนนงนุชพัทยามุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวม อนุรักษ์ ศึกษา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืช เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป

มะพร้าวทะเล หรือมะพร้าวแฝด (Coco de Mer) เป็นปาล์มหายากที่มีถิ่นกำเนิดเฉพาะบนเกาะเล็ก ๆ ในหมู่เกาะเซเชลส์ กลางมหาสมุทรอินเดีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Lodoicea maldivica เป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ทรงคุณค่าที่สุดของวงการพฤกษศาสตร์ เนื่องจากพบได้ในธรรมชาติเพียงไม่กี่แห่งและอยู่ภายใต้การคุ้มครองอย่างเข้มงวด ในอดีตชาวเรือมักพบผลของมะพร้าวทะเลลอยอยู่กลางมหาสมุทร โดยไม่มีผู้ใดเคยพบต้นกำเนิด จึงเชื่อกันว่าต้นของมันเจริญเติบโตอยู่ใต้ทะเล จึงเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Coco de Mer หรือ “มะพร้าวทะเล” ความลึกลับนี้ทำให้ผลมะพร้าวทะเลกลายเป็นของล้ำค่าหายากยิ่งกว่าอัญมณี

ธรรมศาสตร์ขึ้นอันดับ 1 คว้าที่ 1 โลกด้าน SDG 16 สันติภาพ ยุติธรรม สถาบันเข้มแข็ง อันดับ 46 ของโลกด้าน SDG รวม ย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

'ธรรมศาสตร์' คว้าอันดับ 1 ของโลก มหาวิทยาลัยยั่งยืนด้านความยุติธรรม

“ธรรมศาสตร์” ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก ด้าน SDG16 “สันติภาพ-ยุติธรรม-สถาบันที่เข้มแข็ง” พร้อมประกาศความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ใช้องค์ความรู้ขับเคลื่อนภารกิจสร้างความเป็นธรรมให้สังคม ตอกย้ำบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน”

The Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านความยั่งยืน (SDGs) ประจำปี 2026 หรือ The Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 มิ.ย. 2569 โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “ที่ 1 ของโลก” ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 หรือ SDGs 16 : Peace, Justice and Strong Institutions ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดหลักสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ THE Sustainability Impact Ratings 2026 ยังได้จัดอันดับโลกของมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อน SDGs ในภาพรวม ซึ่งในปี 2026 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับคะแนนรวม 92.9 คะแนน ขยับขึ้นมาติด TOP 50 ของโลก ด้วยการคว้าอันดับ 46 จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับการจัดอันดับทั้งหมด 1,603 สถาบัน ถือเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย

สำหรับการเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ด้านการขับเคลื่อน SDGs 16 และอันดับที่ 46 ของโลกในการขับเคลื่อน SDGs ภาพรวม สะท้อนถึงรูปธรรมการทำงานผ่านความตั้งใจจริงของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ประชาคมธรรมศาสตร์ทุกภาคส่วน ในการจัดทำและดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม หลักนิติธรรม และการสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง ผ่านการดำเนินพันธกิจด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนภารกิจจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง และได้รับการยอมรับในระดับสากล

ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการยืนหยัดในอุดมการณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” มากว่า 92 ปี ซึ่งหลังจากนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้และการดำเนินการที่ได้รับการยอมรับระดับโลก มาสนับสนุนการรับใช้สังคมและร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนประเด็นด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค การลดความเหลื่อมล้ำ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริการวิชาการ

ทั้งนี้ การได้รับการยอมรับในฐานะมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG16 ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของประชาคมธรรมศาสตร์ หากยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกอีกด้วย

“เอ็มจี” ลุยตลาดไฟฟ้า!! เปิดตัว NEW MG URBAN สีม่วงสด ใช้กลยุทธ์ Urban Takeover เปลี่ยนแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

เอ็มจี Takeover กรุงเทพฯ เป็น “สีม่วง”
เปิดตัว NEW MG URBAN สร้างสีสันใหม่ให้กับวงการยานยนต์

กรุงเทพฯ – 22 มิถุนายน 2569 - บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย พลิกโมเดลการตลาดครั้งสำคัญในการเปิดตัวยนตรกรรมแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ NEW MG URBAN ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ฉีกกรอบเดิมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “NEW MG URBAN City Takeover” ที่เปลี่ยนแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครให้เป็น “สีม่วง” เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นของ NEW MG URBAN ที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนเมือง

การดำเนินงานในครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำรูปแบบการสื่อสารจากช่องทางออนไลน์สู่ออฟไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจากการสร้างกระแสการรับรู้ในโลกออนไลน์ผ่านตัวตนของ “น้องม่วง” จนเกิดเป็นกระแสไวรัลและได้รับการพูดถึงในวงกว้างบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะยกระดับสู่โลกออฟไลน์ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สื่อและแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร (Urban Takeover) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำอัตลักษณ์ของ NEW MG URBAN ในเชิงกายภาพ

การสร้างการจดจำอัตลักษณ์ เอ็มจี ได้นำสีไฮไลท์ของรุ่นมาพลิกโฉมพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น “Media Canvas” ขนาดใหญ่ ครอบคลุมย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ (CBD) ได้แก่ สยาม–ราชประสงค์ อโศก–สุขุมวิท สีลม–สาทร และพระราม 9–รัชดาภิเษก รวมถึงจุดหมายสำคัญของเมือง อาทิ สยามพารากอน สยามสแควร์ อาคารอินเตอร์เชนจ์ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และใบหยกทาวเวอร์ เป็นต้น ส่งผลให้ภาพ “สีม่วง” ของ NEW MG URBAN ปรากฏอยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองตลอดทั้งวันอย่างแท้จริง

นายชุมพล คงสกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด และกลยุทธ์การสื่อสาร บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “NEW MG URBAN คือโมเดลสำคัญของเอ็มจี ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างทั้งในเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยีที่โดดเด่นในระดับโลก (Global Innovation) มาประยุกต์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย (Thai Passion) พร้อมมอบความคุ้มค่าที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้ (Value Choice) เราจึงมุ่งเน้นการสร้างความรู้สึกสนุกและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Brand Engagement) ผ่านการสื่อสารที่ร่วมสมัยและการเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาในสังคม ทั้งในช่องทางดิจิทัลและบริบทของชีวิตประจำวัน เพื่อให้แบรนด์ เอ็มจี มีความใกล้ชิดกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังได้ปรับรูปแบบการสื่อสารให้เท่าทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่แตกต่างและทรงพลังในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน”

ทั้งนี้ NEW MG URBAN พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านการทดลองขับที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั้ง 126 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

มาสด้าเปิดตัว “Mazda6e”!! ส่งมอบรถไฟฟ้ารุ่นแรกในไทย ล็อตแรก 500 คันถึงแหลมฉบัง วิ่งได้สูงสุด 654 กม.ต่อชาร์จ พร้อมบริการลูกค้าทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 23 มิถุนายน 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการส่งมอบ The All-Electric Mazda6e รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทยให้แก่ ลูกค้าทั่วประเทศ หลังจากรถล็อตแรกจำนวน 500 คัน ได้เดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังจากการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น มาสด้าจะส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้นำรถยนต์ไปขับเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า และสร้างประสบการณ์ความสุขในชีวิตประจำวันให้กับลูกค้าและทุกคนในครอบครัวไปตลอดอายุการใช้งาน

The All-Electric Mazda6e ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่าย แต่งดงาม พร้อมห้องโดยสารที่เน้นความเรียบหรู เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล ที่ขับขี่สูงสุดได้ถึง 654 กม.* ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว

การเดินทางมาถึงของ The All-Electric Mazda6e ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมาสด้าในการขยายทางเลือกด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าชาวไทย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย การบริการหลังการขาย การสต็อกอะไหล่ การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้ามาสด้า และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


สำหรับลูกค้าที่ได้ทำการจอง The All-Electric Mazda6e ไว้ก่อนหน้านี้ มาสด้าจะเริ่มทยอยทำการขนส่งไปยังผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าทุกท่านอย่างเร็วที่สุด หรือผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของยนตรกรรมไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง https://www.mazda.co.th/th/mazda6e มาสด้าพร้อมแล้วที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศแล้ววันนี้

5 กรกฎาคม 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนนิวยอร์ก บรอดเวย์กลายเป็นถนนแห่งมิตรภาพ ชาวอเมริกันนับแสนเฝ้ารับเสด็จพระมหากษัตริย์ไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระเกียรติยศในหลวง ร.9

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนไปบนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก ท่ามกลางประชาชนรอรับเสด็จเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1960 (พ.ศ.2503) ประชาชนกว่า 7.5 แสนคน (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้มาเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งประทับรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนมาพร้อมกับขบวนพาเรด บนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก โดยมีแถบกระดาษขนาดเล็กจำนวนมากโปรยปรายลงมาระหว่างการเคลื่อนขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการต้อนรับขบวนพาเรดในนครนิวยอร์ก

ขบวนพาเรดดังกล่าวกินเวลาประมาณ 20 นาที นำเสด็จจากถนนโลเวอร์บรอดเวย์ ไปถึงศาลาว่าการนครนิวยอร์ก เมื่อเวลาประมาณ 12.25 นาฬิกา

“มันอลังการมาก เราเคยเห็นการต้อนรับแบบนี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเราก็ตื่นเต้นมากที่ได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสกับ โรเบิร์ต แวกเนอร์ (Robert Wagner) ผู้ว่านครนิวยอร์กในขณะนั้น

ในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น สื่อสหรัฐฯ จึงตั้งคำถามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งพระองค์ได้ทรงตอบว่า

“ประชาชนชาวไทยต้องการสันติภาพ สันติภาพอันมีเกียรติ…เราไม่เคยยั่วยุผู้ใด แต่เราพร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการรุกรานจากภายนอก”

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_18062

ไทยเจ็บหนักวิกฤตพลังงาน!! รศ.ดร.ภูรี คณะเศรษฐศาสตร์ ชี้ค่าไฟ–น้ำมันยังแพงอีกหลายปี เหตุภาระอุดหนุนต้องทยอยคืน แม้ราคาตลาดโลกลง ชงรัฐเร่งตุนพลังงานช่วงเจรจาสงคราม

ไม่ต้องลุ้นราคาตลาดโลก ไทย ‘ค่าไฟ-น้ำมัน’ แพงยาวอีกหลายปี
ช่วง ‘เจรจายุติสงคราม’ โอกาสทองตุนพลังงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาล ประสานผู้ค้าพลังงาน เร่งขนส่งน้ำมัน-LNG ที่ทำสัญญาไว้ เพื่อมาเตรียมไว้ให้พร้อม เหตุ “สหรัฐ-อิหร่าน” เจรจายุติสงครามถาวร 60 วัน ยังมีความไม่แน่นอน ชี้ วิกฤตครั้งนี้ไทยเจ็บหนัก ราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าแพงยาว แนะ เร่งใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะไทยเปราะบางด้านพลังงานจริง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากับอิหร่านกำลังเจรจาข้อตกลงยุติสงครามถาวร 60 วัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งประสานกับผู้ค้าพลังงานประเทศต่างๆ ที่เคยทำสัญญาซื้อขายเอาไว้ก่อนสงคราม เพื่อให้การเกิดจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG มายังประเทศไทยเอาไว้ก่อน รวมถึงควรเดินหน้าโครงการที่มีการไปลงทุนไว้ หรือมีสัมปทานในต่างประเทศ เช่น แหล่งผลิตน้ำมัน ฯลฯ ต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะล่มหรือไม่ หรือจะมีการสู้รบต่อจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกหรือไม่ ฉะนั้นจึงควรใช้จังหวะนี้ในการเตรียมความพร้อมให้ดีและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะมีการปรับฐานใหม่มาอยู่สูงกว่าช่วงก่อนมีสงคราม โดยเฉพาะการสู้รบที่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างฐานการผลิตและส่งออกพลังงาน ฉะนั้นต้นทุนค่าซ่อมแซมก็จะถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG หลังจากนี้ด้วย ประกอบกับการสู้รบยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อพลังงานไทยรุนแรง และมาตรการกลไกต่างๆ ที่รัฐบาลใช้ช่วยเหลือก็จะส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันจนสถานะติดลบ 5.8 หมื่นล้านบาท หลังจากนี้จะต้องมีการเก็บเงินชดเชยผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊ม รวมถึงค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยเรื่องต้นทุนก๊าซ LNG ทำให้จากนี้ต้องมีการปรับค่า Ft สูงขึ้น เพื่อชดเชยคืนเช่นกัน ซึ่งเริ่มไปแล้วในรอบ มิ.ย. - ส.ค. 2569

“แม้สถานการณ์ราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ไม่ปรับตัวลงตามอย่างรวดเร็วเท่าใดนัก ราคาพลังงานในประเทศไทยจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามต่อไปอีกหลายปี โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นไปได้ยากมากที่จะลงไปต่ำกว่า หรือเท่ากับ 3.9 บาทต่อหน่วย เหมือนช่วงก่อนสงคราม” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากการเร่งประสานเพื่อให้เกิดการจัดส่งพลังงานเข้ามาในประเทศแล้ว อยากเสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ และบางโครงการมีการระงับไปแล้ว เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ฯลฯ โดยอย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรจะนำเงินกู้ส่วนนี้ไปทำการเก็บข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างละเอียด ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้พลังงานในครัวเรือน เพื่อนำมาสู่การออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด และไม่หว่านแห

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สงครามครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความเปราะบางด้านพลังงานของไทยใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการราคาน้ำมันที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกมากขึ้น 2. การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และก๊าซ LNG จากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมากเกินไป 3. การบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐ รวมถึงการสื่อสารยังขาดประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เดียวกันก็พบว่าไทยมีจุดแข็ง คือสามารถบริหารจัดการพลังงานให้ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ แม้จะมีประเด็นเรื่องราคา เพราะข้อเท็จจริงคือน้ำมันในประเทศไม่ขาดแคลนและไฟฟ้าก็ไม่ดับ ขณะที่ในบางประเทศรุนแรงถึงขั้นไม่มีน้ำมันใช้ และไฟฟ้าดับ

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต รัฐบาลควรวางแผนระยะยาวใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. หากรัฐบาลยังเลือกที่จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงาน ควรกระจายการนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ไม่พึ่งพาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกิน โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ไทยมีการนำเข้าก๊าซ LNG จากแหล่งอื่นๆ แล้ว เช่น มาเลเซีย แองโกลา ไนจีเรีย ฯลฯ แต่ก็เป็นลักษณะระยะสั้น จึงควรทำอย่างต่อเนื่อง

2. ควรเพิ่มสัดส่วนในการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หรือการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากวัสดุทางการเกษตร ซึ่งจากการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพียง 15-20% เท่านั้น ขณะที่ศักยภาพที่มีอยู่ผสานกับเทคโนโลยีสามารถเพิ่มการพึ่งพาได้ไปถึง 70-80%


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top