Sunday, 18 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

ปตท.สผ. รับรางวัลสิทธิมนุษยชนระดับสูงสุด!! ต่อเนื่องปี 3 ได้รับรางวัลสูงสุด สะท้อนธุรกิจยั่งยืนอย่างรับผิดชอบ รางวัลองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชน กระทรวงยุติธรรมยืนยันคุณภาพ

ปตท.สผ. คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2569 ระดับสูงสุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและมีธรรมาภิบาล

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ารับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ประเภทรางวัลดีเด่นระดับ Gold (ระดับสูงสุด) สำหรับองค์กรรัฐวิสาหกิจ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยมีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้มอบรางวัล ซึ่ง ปตท.สผ. ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยได้รับรางวัลดีเด่นระดับ Gold ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ การจัดตั้งระบบรับข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน

บ้านปูใช้ AI ยกระดับซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่น!! เสริมตัดสินใจ–บริหารความเสี่ยงตลาดพลังงาน วิเคราะห์ราคาพลังงานและความเสี่ยง ผู้ช่วยเทรดเดอร์เพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งขยายตลาดพลังงานในอนาคต

บ้านปูพัฒนา AI ยกระดับการซื้อขายพลังงานในญี่ปุ่น
เสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยง

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถด้านการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ Banpu Power Trading G.K. ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า โดยบ้านปูได้พัฒนาโมเดล AI ที่ผสานองค์ความรู้และประสบการณ์ของเทรดเดอร์เข้ากับ
การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดและแนวโน้มราคาพลังงาน เพื่อช่วยประเมินโอกาสในการซื้อขาย กำหนดขนาดการซื้อขาย และบริหาร ความเสี่ยง ควบคู่กับการยกระดับองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+)

เดิมการซื้อขายพลังงานอาศัยประสบการณ์ของเทรดเดอร์โดยใช้หลักคิด ประสบการณ์ และเกณฑ์การตัดสินใจที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ บ้านปูจึงนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาถ่ายทอดเป็นระบบที่สามารถทดสอบและตรวจสอบได้ ก่อนต่อยอดและพัฒนาเป็นโมเดล AI โดยช่วยวิเคราะห์ตั้งแต่ปริมาณพลังงานที่จัดซื้อ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจำหน่ายไฟฟ้าสู่ตลาด ไปจนถึงประเมินความไม่แน่นอนของสัญญาณการซื้อขาย* โดยยังมีเทรดเดอร์กำกับดูแลและตัดสินใจในขั้นสุดท้าย

AI ที่ไม่ได้มองแค่ว่า “ซื้อหรือขาย”
ตลาดไฟฟ้ามีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งอุปสงค์ อุปทาน สภาพอากาศ และต้นทุนทางพลังงาน ทำให้ข้อมูลที่ทันเวลาและแม่นยำมีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า สองโมเดล AI จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สัญญาณจากตลาดและบริหารความเสี่ยง โดยโมเดลแรก วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินทิศทางราคาพลังงานและค้นหาโอกาสในการซื้อขาย พร้อมประเมินความเชื่อมั่นของแต่ละสัญญาณ หากสัญญาณยังไม่ชัดเจน ระบบสามารถลดขนาดการซื้อขายหรือเลือกไม่ดำเนินการเพื่อควบคุมความเสี่ยง ขณะที่ โมเดลที่สอง ประเมินสภาวะตลาดในภาพรวม เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางและกำหนดขนาดการซื้อขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาด

ทั้งสองโมเดล AI ผ่านการทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบจำลองระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม ในปี 2569 โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังในตลาดไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นมาวิเคราะห์ ซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าวิธีการซื้อขายแบบเดิม เนื่องจากมีความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า

จากแบบจำลองสู่การทำงานร่วมกันระหว่าง “คน” และ “AI”
บ้านปูได้ประยุกต์ใช้ AI Model ร่วมกับเทรดเดอร์เพื่อซื้อขายไฟฟ้าในตลาดพลังงานประเทศญี่ปุ่น เป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทฯ ใน 6 ภูมิภาค นอกจากนี้โมเดลยังถูกนำไปใช้งานจริงในฐานะ ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ ที่สนับสนุนการทำงานของเทรดเดอร์ โดยพนักงานยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบคำแนะนำจาก AI และเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการซื้อขายจริง แนวทางดังกล่าวยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตัดสินใจและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานของบ้านปูให้แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างศักยภาพของมนุษย์ และ AI

นายนิติ พิทักษ์ธีระธรรม Country Head – Japan บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การนำ โมเดล AI เข้ามาเสริมในการซื้อขายไฟฟ้า ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาทำงานแทนคน แต่เป็นการนำ AI มาช่วยเสริมความสามารถของเทรดเดอร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและประเมินสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งช่วยให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทรดเดอร์เองก็มีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการทดสอบโมเดลกับการทำงาน ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของธุรกิจซื้อขายพลังงาน และต่อยอดการเติบโตของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+) ในระยะยาว”

ทั้งนี้ บ้านปูยังมีแนวทางศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดโมเดล AI สู่ตลาดซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในประเทศอื่น ๆ รวมถึงในกลุ่มธุรกิจอื่น เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์กร และบุคลากร รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานในระยะยาว

*สัญญาณการซื้อขาย: ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดที่ใช้บ่งชี้ทิศทางของส่วนต่างราคาระหว่างตลาด Day-Ahead (การซื้อขายไฟฟ้าสำหรับการส่งมอบในวันถัดไป) และ Imbalance (ราคาที่ใช้คำนวณส่วนต่างเมื่อปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อขายไว้ล่วงหน้าไม่ตรงกับการใช้ไฟฟ้าจริง) ซึ่งช่วยให้ระบบประเมินโอกาสในการซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา โดยโมเดล AI ไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าควรซื้อ
หรือขาย แต่ประเมินด้วยว่าสัญญาณนั้นมีความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

รัฐบาล เร่งบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ!! เร่งสำรวจความเสียหายทั่วประเทศ โอนเงินเยียวยาประชาชนโดยเร็ว บริหารจัดการน้ำบูรณาการระบบ เตรียมพร้อมรับประชุม IMF-World Bank

นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย–โอนเงินเยียวยา ย้ำบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ รับประชุม IMF–World Bank

วันนี้ (5 ต.ค. 69) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยภาพรวมบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น จ.ปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา โดยนายกฯ กำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบุคลากรให้เพียงพอ รวมถึงเร่งจัดส่งยาที่จำเป็นไปยังพื้นที่จ.ปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว

นายกฯ กำชับทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน และจัดทำทะเบียนส่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน พร้อมให้จังหวัดที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้วเร่งใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และดูแลผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเห็นความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาประชาชน พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมประกันให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำ นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล เพื่อให้การวางแผนและแจ้งเตือนประชาชนสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำชับให้บริหารจัดการสถานการณ์น้ำและระบบคมนาคมไม่ให้กระทบต่อการประชุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ามีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงานและการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1547164977446228&id=100064582216937&rdid=XfhbtvHRlL0eCNvt#

IMF ชี้เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ต้องพึ่งตลาดในประเทศ!! ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เน้นโมเดลบริโภค จีนลดพึ่งพาภายนอก ลงทุนสูงสุดรองแค่สหรัฐฯ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและโลก

IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

เซี่ยงไฮ้, 5 ต.ค. (ซินหัว) — ไม่นานมานี้ กฤษณะ ศรีนิเวศัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ไฟแนนซ์ (Xinhua Finance) ว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางของจีนไปสู่โมเดลการเติบโตที่เน้นการบริโภค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการนวัตกรรม อาจช่วยเสริมสร้างแนวโน้มการเติบโตในระยะปานกลางของจีน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ศรีนิเวศัน กล่าวว่า จีนกำหนดให้การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตระดับสูง และนวัตกรรม มีความสำคัญสูงสุดในทางนโยบาย โดยจีนทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด โดยเป็นรองเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ทั้งยังมีการยื่นจดสิทธิบัตรมากกว่าประเทศใดในโลก นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ยังมุ่งเน้นในเรื่องนวัตกรรม การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และกำลังการผลิตคุณภาพใหม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การวิจัยและพัฒนาและการจดสิทธิบัตรช่วยเพิ่มผลิตภาพของบริษัทได้ ทว่าผลลัพธ์ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทเหล่านั้นมีแรงจูงใจและความสามารถในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และปรับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งผลการวิจัยของกองทุนฯ ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ร้อยละ 0.2-0.8 แม้ว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกันก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ศรีนิเวศันจึงย้ำถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะ การปรับตัวของตลาดแรงงาน การคุ้มครองทางสังคม และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ศรีนิเวศันระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของจีนเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยมองว่าแผนพัฒนาฯ เป็นสัญญาณว่าจีนให้ความสำคัญกับการบริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินและการเงินการคลัง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนมาตรการจูงใจที่มุ่งสร้างการเติบโตที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน

ด้วยขนาดเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในห่วงโซ่อุปทาน ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเกินกว่าเพียงแค่ภายในประเทศ ข้อมูลชี้ว่าภูมิภาคเอเชียครองสัดส่วนราวสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจีนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนอยู่ราวร้อยละ 30

กองทุนฯ คาดการณ์ว่า การเติบโตของจีนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ จะสัมพันธ์กับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้นราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงทางการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน เช่น เวียดนามและเกาหลีใต้
ศรีนิเวศันยังชี้ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการผสานรวมกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภูมิภาค โดยการค้าสินค้าขั้นกลางราวร้อยละ 70 ของเอเชียเป็นการค้ากันเองภายในภูมิภาค แต่มีเพียงร้อยละ 30 ของอุปสงค์สินค้าขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่มาจากภายในภูมิภาคเอเชีย

กองทุนฯ ประเมินว่า การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ในรูปแบบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) จะสามารถช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงของภูมิภาคเอเชียได้ร้อยละ 1.8 ในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอาเซียนจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ

นอกจากนี้ เขาเสริมว่า การค้าโลกมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีแม้จะเผชิญกับการหยุดชะงัก และเวทีความร่วมมือต่างๆ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) จะสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าลงได้

ศรีนิเวศันย้ำกล่าวศูนย์วิจัยการเงินระหว่างประเทศประจำนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยแห่งเดียวของกองทุนฯ ที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มุ่งศึกษาวิจัยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มิใช่แค่จีนเพียงประเทศเดียว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดทำการเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการวิจัย พร้อมทั้งขยายทีมงานนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์การวิจัย และนักวิชาการรับเชิญ

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาขีดความสามารถจีน-ไอเอ็มเอฟ (CICDC) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์แห่งนี้ ยังช่วยสนับสนุนการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้จริง ผ่านการพัฒนาความสามารถและการเรียนรู้ระหว่างภาคี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าศูนย์แห่งนี้จะมีบทบาทเชิงบวกในอนาคต

ที่มา : Xinhua

เยาวชนไทยคว้าเหรียญโอลิมปิก!! ร่วมแข่งขันดาราศาสตร์ในเวียดนาม ผู้แทนไทยคว้าเหรียญทอง-เงินรวม 5 รางวัล ครอบครัว-ครูอาจารย์เป็นกำลังใจสำคัญ เดินทางกลับไทย 5 ต.ค. นี้ที่สุวรรณภูมิ

เด็กไทยคว้าชัยเวทีดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (IOAA 2026) ณ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีผู้แทนเยาวชนกว่า 320 คน จาก 67 ทีม จาก 65 ประทศ เข้าร่วมทดสอบความรู้ความสามารถผ่านภาคทฤษฎี ภาควิเคราะห์ข้อมูล และภาคสังเกตการณ์

ด้วยความอุตสาหะ ฝึกซ้อมอย่างหนัก และความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้แทนเยาวชนไทยทั้ง 5 คน กอปรกับแรงใจและการสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากครอบครัว ครูอาจารย์ และโรงเรียนต้นสังกัด ส่งผลให้เยาวชนไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจบนเวทีวิชาการระดับโลก ดังมีรายละเอียดรางวัลดังนี้

1. นายธีร์ ชอบแสงจันทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
2. นายศักย์ศรณ์ กล่อมสังข์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญทอง
3. นายธนเดช รุจานันท์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
4. นายณชพล คูโณปการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน
5. นายธีรธร คงเขษม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน

ในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ มีคณะอาจารย์ควบคุมทีม ดังนี้
1. อาจารย์ ดร.งามจิตต์ เจียรกุลประเสริฐ (มหาวิทยาลัยศิลปากร) — หัวหน้าทีม
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมปุณยวัจน์ ทุมเมืองปัก (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) — รองหัวหน้าทีม
3. รองศาสตราจารย์ ดร.อารีเฟ็น รัศมีศาสน์ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) — อาจารย์สังเกตการณ์

ความสำเร็จและการเติบโตในเวทีระดับสากลครั้งนี้ เกิดจากความเพียรพยายามของนักเรียนทุกคน รวมถึงความรัก ความเข้าใจ และการเคียงข้างจากครอบครัว และครู อาจารย์ตลอดจนการส่งเสริมจากมูลนิธิ สอวน. และศูนย์ สอวน. วิชาดาราศาวตร์ ทั่วประทศ ที่ร่วมกันผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

ขอเชิญชวนชาวไทยร่วมส่งกำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้แทนเยาวชนไทยทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 14.45 ณ ชั้น 2 ประตู 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064451632155/posts/1521342713357435/?rdid=FkmSZTnqGZiPKDBC#

นงนุช เวิลด์ พัทยา มอบ 66 รางวัล!! ผลงานชิงแสนจากสวนพัทยา 58 รางวัลฮิตพร้อมพิเศษอีก 8 ภาพ "ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน" คว้าแชมป์ เปิดโอกาสทุกแนวถ่ายภาพสร้างสรรค์

ภาพเดียวคว้าแสน! เปิดผลงานแชมป์ “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดเสน่ห์มุมใหม่ผ่านเลนส์

พร้อมมอบ 58 รางวัล และรางวัลพิเศษคณะกรรมการอีก 8 รางวัล
“ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน” ผลงานของคุณศักดิ์ชัย เรือนคำ คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไป พร้อมเงินสด 100,000 บาท ในโครงการประกวดภาพถ่าย “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดความงดงามของสวนผ่านมุมมองสร้างสรรค์

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดพิธีมอบรางวัลวันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ห้องประชุมเฟื่องฟ้า โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นผู้มอบรางวัลหลัก 58 รางวัล พร้อมรางวัลพิเศษภาพถ่ายของคณะกรรมการอีก 8 รางวัล รวม 66 รางวัล เพื่อเชิดชูผลงานและความตั้งใจของผู้ร่วมโครงการ

การประกวดครอบคลุมทั้งภาพถ่ายทั่วไป เซลฟี่ ภาพจาก Action Camera สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ผลงานสร้างสรรค์ด้วยเอไอ และรางวัลพิเศษประเภทต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประกวดถ่ายทอดความประทับใจด้วยเครื่องมือและแนวคิดที่หลากหลาย ทั้งการเลือกจังหวะ แสง องค์ประกอบภาพ และการสร้างสรรค์เรื่องราวตามจินตนาการ

นอกจากผลงานชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับรางวัลสำคัญ อาทิ คุณสันติ เศษสิน คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายเซลฟี่ เงินสด 10,000 บาท จากผลงาน “มาเที่ยวสวนนงนุช……ได้เขากลับบ้านไปด้วย” และคุณวรกร กองแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทเอสโคล่าอวอร์ด เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สายสัมพันธ์แห่งความสุข”

ด้านประเภทภาพเอไอ หรือ Nongnooch’s AI-Based Image คุณเสกสรร เสาวรส คว้ารางวัลชนะเลิศ เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สนุกที่สวนนงนุช” ส่วนรางวัลพิเศษ Nongnooch Pattaya Award เงินสด 50,000 บาท ได้แก่ คุณชิษณุพงศ์ กาทิพย์ จากผลงาน “แสงธรรมสองหล้า”

นงนุช เวิลด์ พัทยา ขอชื่นชมความสามารถและความตั้งใจของช่างภาพทุกท่าน พร้อมเป็นพื้นที่ให้ได้แสดงฝีมือและฝากผลงานอันมีคุณค่าไว้ ภาพเหล่านี้เป็นสื่อเชื่อมความงดงามกับนักท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ยังไม่เคยมาอยากสัมผัสด้วยตนเอง และชวนผู้ที่เคยมาแล้วกลับมาค้นพบมุมใหม่อีกครั้ง

สแกมเมอร์ ไม่มีสัญชาติ เมื่อจีนปราบปรามหนัก!! ลากคอจีนเทาไปประหารชีวิตยกครอบครัว ไปโผล่หนักที่อินเดีย ที่ไม่เกี่ยวกับจีน หลอกคนต่างชาติ และผู้สูงอายุอินเดีย สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย ประเมิน สแกมเมอร์จากอินเดีย ทำให้เสียหายกว่า 10,000 ดอลลาร์ จากการเปิดเ

การหลอกลวงไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

ในพื้นที่ยากจน เช่น จามตารา และเมวัต การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน

อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนในระดับโลก ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย เมืองกานปุระ ประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ของอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหยื่อกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่ขบวนการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “pig-butchering” ภายในอินเดียเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และความเสียหายที่สามารถสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้โดยตรงจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

ในเชิงภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ของการหลอกลวงในอินเดียมีโครงสร้างแบบสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือเครือข่ายชนบทแบบกระจายตัว ซึ่งมีเขตอาชญากรรมจามตารา–เมวัตเป็นตัวอย่างสำคัญ และเป็นแหล่งที่มาหลักของคดีจำนวนมาก เมืองภารัตปุระในรัฐราชสถานมีอัตราอาชญากรรมไซเบอร์สูงที่สุดของประเทศ คิดเป็น 18% ของคดีที่มีการรายงาน ขณะที่ภูมิภาคเมวัต ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา คิดเป็น 11% และพื้นที่เหล่านี้รวมกับจามตาราเป็นแหล่งต้นทางของคดีประมาณ 80% ของประเทศ

รูปแบบของเมวัตไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง ต้องมีเพียงโทรศัพท์และบัญชีธนาคารเท่านั้น ผู้ปฏิบัติการบางรายอายุน้อยเพียง 12 ปี และมีการเริ่มแผนหลอกลวงใหม่มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

วิธีการหลักของอุตสาหกรรมนี้มี 4 รูปแบบใหญ่ รูปแบบแรกคือการหลอกลวงด้านเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นรูปแบบส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดีย ผู้ปฏิบัติการจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของ Microsoft หรือ Apple สร้างการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับ “ไวรัส” หรือ “การบุกรุกบัญชี” เพื่อหลอกให้เหยื่อยอมให้เข้าถึงเครื่องจากระยะไกล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร

เจเรมี คาเปลโล เจ้าหน้าที่ FBI เคยตั้งข้อสังเกตว่า กลไกหลักของการหลอกลวงลักษณะนี้คือการสร้างความตื่นตระหนกทางเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างจงใจ อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ IRS, Social Security หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วเรียกร้องให้เหยื่อชำระเงินเพื่อ “เคลียร์ข้อกล่าวหา” คำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐจอร์เจียในปี 2022 เปิดเผยว่า มีคอลเซ็นเตอร์อินเดียหลายแห่งส่งสายโทรศัพท์ลักษณะนี้หลายสิบล้านสายไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อีกรูปแบบใหม่ที่กำลังขยายตัวคือกลโกง “digital arrest” หรือ “การจับกุมทางดิจิทัล” ซึ่งมิจฉาชีพจะสวมเครื่องแบบตำรวจปลอม โชว์หมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล และข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน กลโกงลักษณะนี้เริ่มขยายออกไปนอกอินเดีย โดยในปี 2024 มีการระบุเหยื่อภายในอินเดียมากกว่า 92,000 ราย

เบื้องหลังวิธีการเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เครือข่ายเหล่านี้ใช้การส่งสาย VoIP ผ่านโปรโตคอล SIP โดยวิ่งผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายชั้นเพื่ออำพรางต้นทาง อาศัยบัญชี “ม้ารับเงิน” จำนวนมหาศาลราว 850,000 บัญชี ซึ่งถูกเปิดด้วยเอกสาร KYC ปลอม และเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบฮาวาลา ซึ่งเป็นระบบโอนเงินใต้ดิน รวมถึงสกุลเงินคริปโต

การวิเคราะห์ของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI จากที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการ พบว่าผู้บงการบางส่วนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บุคลากรในอินเดียทำหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชีธนาคาร สะท้อนการแบ่งงานกันทำในระดับข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของอินเดียมีลักษณะเฉพาะ คือความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับระบบการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่เศรษฐกิจล้าหลัง เช่น จามตาราและเมวัต การหลอกลวงไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน และนักการเมืองท้องถิ่นก็ปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับปกป้องฐานเสียงของตนเองไปด้วย

รันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ในเขตจามตารา และอดีตรัฐมนตรี เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่า เขามักต้อง “ฝากฝัง” กับตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม และขู่ว่าจะล้อมสถานีตำรวจหากประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาถูกคุกคาม ระบบเช่นนี้ทำให้มิจฉาชีพได้รับ “ที่ลี้ภัยทางเลือกตั้ง” โดยที่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฉ้อโกงโดยตรง

ความเกี่ยวพันเชิงสถาบันยังลามไปถึงระบบธนาคารและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ขบวนการเหล่านี้พึ่งพา ในเดือนมกราคม 2025 ตำรวจไฮเดอราบัดเปิดเผยว่า หญิงวัย 60 ปีคนหนึ่งให้เครือข่ายหลอกลวงยืมบัญชีธนาคารขององค์กร NGO ของเธอ โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 201,100 ดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอหมายจับ มีทนายความถึง 10 คนปรากฏตัวในศาลเพื่อแก้ต่างให้เธอ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตำรวจเมืองอินดอร์ระบุกรณีพ่อและลูกชายจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ให้เครือข่ายฉ้อโกงยืมบัญชีของสถาบันเพื่อพักเงินจากกลโกง “digital arrest” โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 50% ส่วน “ซิมผี” ก็เป็นอีกช่องทางสำคัญ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทางการอินเดียได้ปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 หมายเลข และในปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0” ของตำรวจไซเบอร์ไฮเดอราบัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มีการยึดซิม 1,194 หมายเลขที่ออกภายใต้ชื่อของประชาชนทั่วไป รวมถึงแม้แต่ผู้เสียชีวิตแล้ว

ช่องโหว่เหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจจากหลายพื้นที่ทั่วอินเดียต้องเดินทางไปยังเมวัตและจามตาราเพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัย ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นแทบไม่มีบันทึกการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกต่อแหล่งหลอกลวงในพื้นที่ของตนเอง

รายงาน UNODC ปี 2024 ระบุว่า “การเพิกเฉยแบบเลือกปฏิบัติ” ของตำรวจในพื้นที่อาชญากรรมสูง เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เครือข่ายเหล่านี้ขยายตัว รูปแบบนี้ทำหน้าที่เหมือนการคุ้มครองเชิงโครงสร้าง โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเรื่องการรับสินบนรายบุคคล โมเดลนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในกัมพูชาและเมียนมา มีการมีส่วนร่วมโดยตรงของชนชั้นนำทางการเมืองและทหาร รวมถึงลักษณะของ “อาชญากรรมที่ถูกทำให้เป็นระบบระดับชาติ” ขณะที่อินเดียแสดงให้เห็นรูปแบบของการคุ้มครองแบบตั้งรับจากสมาชิกสภาท้องถิ่นและตำรวจระดับฐานราก ระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคะแนนเสียง และรัฐที่มักไม่สามารถปราบปรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ตามรายงาน IC3 ปี 2025 ของ FBI คำร้องเรียนเกี่ยวกับการฉ้อโกงของชาวอเมริกันทะลุ 1 ล้านเรื่องเป็นครั้งแรกในปี 2025 โดยความเสียหายรวมเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 16,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ความเสียหายจากกลโกงเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดหลักที่มีต้นทางจากอินเดีย เพิ่มจาก 807 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เป็น 1,464 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และแตะประมาณ 2,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025

เหยื่อกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ในปี 2024 เหยื่อที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปยื่นคำร้อง 147,000 เรื่อง คิดเป็นความเสียหายรวม 4,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 29% ของความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งหมดของประเทศ

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการกวาดล้างหลายชุด ปฏิบัติการร่วมของ FBI ในปี 2024 ต่อคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติจากอินเดียนำไปสู่การจับกุม 215 ราย เพิ่มขึ้น 700% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ฮิเทช มธูไบ ปาเทล ผู้ปฏิบัติการเชื้อสายอินเดีย-อเมริกัน ถูกศาลรัฐเท็กซัสตัดสินจำคุก 20 ปี และสั่งชดใช้เกือบ 9 ล้านดอลลาร์ ส่วนในคดีเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่รัฐแมริแลนด์ คอลเซ็นเตอร์อินเดีย 3 แห่งถูกระบุว่าสร้างความเสียหาย 48 ล้านดอลลาร์ต่อเหยื่อมากกว่า 650 ราย

ประเทศตะวันตกอื่น ๆ ก็รายงานความเสียหายในลักษณะเดียวกัน ออสเตรเลียมีรายงานความเสียหายจากการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นเป็น 1,570 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 7.8% จากปี 2024 โดยเหยื่ออายุ 65 ปีขึ้นไปสูญเสียเงิน 71.7 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีความเสียหายเป็นจำนวนเงินสูงที่สุด

ในแคนาดา ความเสียหายจากการฉ้อโกงที่มีการรายงานอยู่ที่ 461 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แต่ด้วยอัตราการแจ้งความเพียง 5–10% ทำให้ความเสียหายที่แท้จริงอาจอยู่ระหว่าง 4,340 ล้านถึง 9,180 ล้านดอลลาร์ กลโกงปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐเป็นหนึ่งในหมวดที่เติบโตเร็วที่สุดในแคนาดา โดยอินเดียถูกระบุว่าเป็นประเทศต้นทางหลัก

ในสหราชอาณาจักร กลโกงเทคนิคซัพพอร์ตจัดอยู่ในกลุ่มการฉ้อโกงที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะที่การขาดข้อมูลระดับยุโรปที่ติดตามกลโกงจากอินเดียโดยเฉพาะยังคงเป็นช่องว่างด้านการเฝ้าระวัง

นอกเหนือจากต้นทุนทางเศรษฐกิจ ความเสียหายที่ซ่อนอยู่ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะเหยื่อสูงอายุที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ทั้งความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การแยกตัวทางสังคม และการโทษตัวเอง การปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบยังบั่นทอนความไว้วางใจของสาธารณชน เนื่องจากผู้สูงอายุเริ่มไม่กล้าเชื่อการติดต่อจริงจากหน่วยงานอย่าง Social Security Administration นอกจากนี้ เนื่องจากเหยื่อสูงอายุมักเป็นผู้ถือครองเงินออมตลอดชีวิตหรือทรัพย์สินที่ตั้งใจจะส่งต่อเป็นมรดก กลโกงเหล่านี้จึงยังรบกวนการถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่นอีกด้วย

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมหลอกลวงของอินเดียถูกขับเคลื่อนด้วยการผสานกันของ “การทดแทนการจ้างงาน” และ “การหาประโยชน์จากช่องว่างด้านกฎระเบียบ” ประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่มีการศึกษา พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ขาดงานที่เหมาะสม กลายเป็นแรงงานต่อเนื่องให้กับคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง และในพื้นที่ที่ขาดแคลนงานทางการ การฉ้อโกงได้กลายเป็น “ทางเลือกอาชีพ” ที่มีตรรกะการผลิตซ้ำทางสังคมของตัวเอง

ความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับเจ้าหน้าที่รัฐ สะท้อนระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจและฝังอยู่ในระบบเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย นี่คือความล้มเหลวเชิงสถาบันของศักยภาพรัฐ มากกว่าจะเป็นการทำให้รัฐกลายเป็นอาชญากรรมเชิงรุกแบบที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปฏิบัติการร่วม เช่น ชุดปฏิบัติการ FBI–CBI Chakra อาจสร้างความสำเร็จระยะสั้นได้ แต่ตราบใดที่การว่างงานแฝงในชนบทและระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองท้องถิ่นยังคงอยู่ ความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงการไล่ตีปัญหาแบบ “ตีตัวตุ่น” คือปราบได้เป็นจุด ๆ แต่ไม่สามารถทำลายโครงสร้างที่ทำให้ปัญหางอกใหม่ได้อย่างถาวร

ที่มา : https://thediplomat.com/2026/09/indias-cross-border-cyber-scams-against-the-us-and-the-west/?utm_source=chatgpt.com

มธ. ปรับหลักสูตรใหญ่!! ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำครบ เพิ่มการฝึกงานจริงในหลักสูตร เปิดระบบคลังหน่วยกิตปี 70 ชวนร่วมงาน Open House 2026

‘มธ.’ ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ปรับหลักสูตรใหญ่ ‘เน้นทำงานจริง’
พร้อมเปิด ‘Credit bank’ เอื้อเรียนจบไว

“ม.ธรรมศาสตร์” ประกาศทิศทางผลิตนักศึกษาตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ตั้งเป้าบัณฑิต “มีงานทำ 100%” เดินหน้าพัฒนาทักษะสำคัญแห่งอนาคต – ปรับหลักสูตรใหญ่เพิ่มสัดส่วน “ฝึกประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ” รวมถึงเตรียมเปิด “ระบบคลังหน่วยกิต” เอื้อเรียนจบไวขึ้น พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน “Thammasat Open House 2026”

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “Thammasat Open House 2026: Press Conference” ภายใต้แนวคิด “Thammasat Next Level for 2070+ : Learn Live Link” เพื่อประกาศทิศทางของการผลิตบัณฑิตของ มธ. ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งหลักสูตรใหม่ วิชาที่เท่าทันกับยุคสมัย กลไกการเรียนข้ามคณะ ตลอดจนระบบรับรองทักษะจากคอร์สระยะสั้น (Micro-credentials) และคลังหน่วยกิต (Credit bank) ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2570 นี้ พร้อมเผยกิจกรรมภายในงาน Thammasat Open House 2026

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป คือ การทำให้บัณฑิตที่จบการศึกษาไปมีงานทำ 100% ท่ามกลางโลกที่มีความเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน และอาจทำให้ตำแหน่งงานหายไปหลายล้านตำแหน่ง

ดังนั้น มธ. จึงมุ่งเน้นสร้างบัณฑิตที่มีทักษะแห่งอนาคต หรือ IMPACT ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายพร้อมทำงานรวมกับคนทุกช่วงวัย (Interpersonal Skills) ความพร้อมทั้งด้านกายและใจ (Mindful Self-Development) การคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ (Progressive thinking) ความยืดหยุ่นที่พร้อมจะเผชิญกับความท้าทายและความล้มเหลว (Agility) การใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Competencies in Technologies) และความเป็นพลเมืองโลก และความรู้เท่าทันทางด้านการเงิน (Thrives in Global Citizenship and Financial Literacy)

“ความรู้เป็นสิ่งที่มีวันหมดอายุ แต่สมรรถนะแห่งอนาคตเหล่านี้ คือ สิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน โดยจะช่วยให้นักศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงาน และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ มธ. จึงพยายามบ่มเพาะทักษะสมรรถนะเหล่านี้ให้กับบัณฑิตทุกคน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาแล้ว ในปี 2570 นี้ มธ. จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ โดยจะทำให้เกือบทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรีกว่า 290 หลักสูตร มีการเพิ่มสัดส่วนหน่วยกิตที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ให้มากขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้อยู่ที่ 3 หน่วยกิต จะเพิ่มเป็น 6 หน่วยกิต หรือบางหลักสูตรอาจเพิ่มไปถึง 12 หน่วยกิต ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้นักศึกษามีงานทำได้ง่ายขึ้น เพราะ ทางภาคธุรกิจเอกชนที่นักศึกษาเคยไปฝึกประสบการณ์อาจมีการตอบรับให้นักศึกษาได้เข้าทำงานเลย

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2570 มธ. จะมีเปิดตัวระบบคลังหน่วยกิตอย่างเป็นทางการด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก อย่างนักเรียนมัธยมศึกษา หรือผู้ที่สนใจ สามารถลงเรียนบางรายวิชาของธรรมศาสตร์ได้ทั้งในรูปแบบ E-Learning และออนไซต์ เพื่อเก็บสะสมเป็นหน่วยกิต และหากในอนาคตสนใจจะเข้ามาศึกษาที่ มธ. ไม่ว่าจะในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ก็จะสามารถนำหน่วยกิตเหล่านั้นมาใช้เทียบโอนได้ เพื่อให้สามารถจบการศึกษาได้รวดเร็วขึ้น เช่น หากบางคนออกแบบการเรียนได้ดีอาจสามารถจบการศึกษาทั้งปริญญาตรี และปริญญาโทได้ภายในเวลา 3 - 5 ปี

รศ. ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มธ. จะเป็นพื้นที่ของโอกาสสำหรับทุกๆ คน ในการมาค้นหาตัวเอง พร้อมกับการสร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาในทุกๆ ด้านก่อนจะก้าวไปสู่โลกของการทำงาน โดยช่วงที่ผ่านมา มธ. มีการพลิกโฉมหลักสูตรค่อนข้างมาก ผ่านการเชิญภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมพัฒนาหลักสูตร รวมถึงวิชาการศึกษาทั่วไป เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย ที่ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นอาทิ ซึ่งรายวิชาเหล่านี้ทางผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนจะมาร่วมสอน และที่สำคัญคือ ร่วมรับนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์ต่อด้วย

“ธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับภาคธุรกิจในการพัฒนารายวิชาการศึกษาทั่วไปเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เช่น รายวิชาเกี่ยวกับความรู้เท่าทันทางด้านการเงินและการลงทุนที่เป็นอีกทักษะสำคัญในปัจจุบัน ก็ได้ร่วมมือกับ บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือแม้กระทั่ง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แสนสิริ โดยวิชาเหล่านี้ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียน แต่ทุกคนสามารถเลือกเรียนตามความต้องการของทุกคนได้” รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนข้ามศาสตร์ในรายวิชาของคณะอื่นๆ ได้ ด้วย เช่น เลือกเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ก็ไม่ใช่แค่จะมีเฉพาะวิชาด้านรัฐศาสตร์ให้ได้เลือกเรียน แต่นักศึกษาสามารถข้ามไปเรียนวิชาที่สนใจอื่นๆ อย่างด้านนิติศาสตร์ หรือด้านเภสัชศาสตร์ก็สามารถทำได้ โดยนักศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เลย

ส่วนในด้านกิจกรรม มธ. ก็มีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกกำลังกาย ด้านการพัฒนาทักษะเฉพาะอย่างการเป็นพิธีกร การฝึกพูดในที่สาธารณะ และนอกจากกิจกรรมที่ประชาคมธรรมศาสตร์จัดขึ้นเองแล้ว ยังมีการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการนำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจมาให้นักศึกษาได้ร่วมกันคิด และร่วมลงมือทำเป็นกลุ่ม ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ตอนนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน และจำกัดอยู่แค่เฉพาะกับอาจารย์เท่านั้น แต่อยู่ที่พี่ๆ ผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเอกชน ฉะนั้น ปัจจุบันจึงเรียกได้ว่าพื้นที่ของธรรมศาสตร์เป็น Sandbox ให้น้องๆ ได้มาทดลอง ทำผิดไม่เป็นไร ล้มเหลวไม่เป็นไร เพราะนั่นก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเรียนรู้” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ

รศ. นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงไฮไลท์สำคัญของงาน Thammasat Open House 2026 ว่า สำหรับงาน Open House ในปีนี้ ธรรมศาสตร์ จะมีการจัดงานหลัก 2 แห่ง คือ มธ. ศูนย์รังสิต และ มธ. ศูนย์พัทยา โดยแต่ละศูนย์จะมีกิจกรรมและจุดเน้นในเชิงรายละเอียดแตกต่างกัน โดยในส่วนงานที่ มธ. ศูนย์รังสิต จะมีการเปิดให้นักเรียนได้เข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกคณะ และทุกสถานที่ ใน มธ. ว่ามีบรรยากาศการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยอย่างไร เช่น หอพัก ห้องสมุด ลานกิจกรรม ฯลฯ

รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ามาทดลองเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงในแต่ละคณะ กิจกรรมชมรมต่างๆ การแสดงดนตรี และที่สำคัญจะมีกิจกรรมพิเศษที่ มธ. ได้ร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน ในการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เสนอแนวคิด หรือโครงการ สินค้า หรือโมเดลทางธุรกิจ โดยจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ มาร่วมให้ข้อคิดเห็น และข้อมูลความรู้ พร้อมกับจะมีการออกใบรับรองเป็นประกาศนียบัตรให้นักเรียนนำไปใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอสำหรับยื่นเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อได้ด้วย

ขณะที่ มธ. ศูนย์พัทยา จะมีกิจกรรมพิเศษในสายวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงในสายสุขศาสตร์ โดยจะมีการเปิดให้ได้เยี่ยมชมห้องผ่าตัด รวมถึงเครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ ที่ทันสมัย การเรียนการสอนต่างๆ เพื่อให้นักเรียน และผู้ที่สนใจได้รับประสบการณ์จริงจากศาสตร์นั้นๆ มากที่สุด เท่าที่ทำได้

“ขอเชิญชวนนักเรียน และผู้ที่สนใจทุกคน เข้าร่วมงาน Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์รังสิต ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 และ Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์พัทยา ในวันที่ 6 พ.ย. 2569 โดยครั้งนี้เป็นการจัดงานที่มีกิจกรรมจัดเต็มที่สุดมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ประโยชน์กลับไปทั้งในแง่ของความรู้ และข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจในการศึกษาต่อ รวมถึงในแง่ของความบันเทิงจากกิจกรรมต่างๆ ด้วย” รศ. นพ.พฤหัส กล่าว

4 ตุลาคม 2313 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอบกู้กรุงศรี อยุธยา ทรงสถาปนา ‘กรุงธนบุรี’ เป็นราชธานี ทรงเล็งเห็นชัยภูมิมีประโยชน์

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ มีนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั่งที่ 2 เมื่อปี 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรวบรวมกำลังพลและกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรี ล่องมาตามชายฝั่งจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงต่อสู้โจมตีค่ายโพธิ์สามต้นจนสามารถขับไล่ทหารพม่าออกจากอาณาจักรได้และสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากการยึดครองได้ ในเวลาเพียง 7 เดือน จากนั้นโปรดให้อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศมาประกอบพิธีโดยสังเขปและพระราชเพลิงพระบรมศพเรียบร้อย

จากนั้นพระองค์ได้เสด็จสำรวจความเสียหายของบ้านเมือง และประทับแรมในพระนคร ณ พระที่นั่งทรงปืน ทรงพระสุบินนิมิตว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา “มาขับไล่ไม่ให้อยู่” พระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล่าให้ขุนนางทั้งหลายฟัง แล้วดำรัสว่า

“เราคิดสังเวชเห็นว่าบ้านเมืองจะร้างรกเป็นป่า จะ มาช่วยปฏิสังขรณ์ทํานุบํารุงขึ้นให้บริบูรณ์ดีดังเก่า เมื่อเจ้าของเดิม ท่านยังหวงแหนอยู่แล้ว เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีอยู่เถิด แล้วตรัสสั่งให้เลิกกองทัพกวาดต้อนราษฎร แลสมณพราหมณาจารย์ ทั้งปวงกับทั้งโบราณขัติยวงษ์ซึ่งยังเหลืออยู่นั้น ก็เสด็จกลับลงมาตั้งอยู่ ณ เมืองธนบุรี”

เรื่องเมืองธนบุรีนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงความคิดเห็นไว้ว่า
“…ที่เจ้าตากลงมาตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ครั้งนั้นเหมาะแก่ประโยชน์ทุกอย่าง ถ้าหากว่าสมเด็จพระอดีตมหาราชได้มาขับไล่เจ้าตากมิให้ตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ก็ขับไล่ด้วยไมตรีจิต ตักเตือนมิให้พลาดพลั้งไปด้วยเห็นแก่เกียรติยศ

เพราะกรุงศรีอยุธยาถึงเป็นที่มีชัยภูมิด้วยลําน้ำล้อมรอบ และเป็นเมืองมีป้อมปราการมั่นคงก็จริง แต่รี้พลของเจ้าตากที่มีอยู่ไม่พอจะรักษากรุงศรีอยุธยาต่อสู้ข้าศึก และขณะนั้นศัตรูก็ยังมีมาก ทั้งพม่าและไทยก๊กอื่นอาจจะยกมาย่ำยีในเมื่อหนึ่งเมื่อใด กรุงศรีอยุธยาอยู่ในทางที่ ข้าศึกจะมาถึงได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ถ้ามีกําลังไม่พอรักษา ขืนตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็คงเป็นอันตราย

การที่ลงมาตั้งอยู่เมืองธนบุรีก็ไม่ห่างไกลกับกรุงศรีอยุธยา มีอํานาจอยู่ที่เมืองธนบุรีก็เหมือนมีอํานาจอยู่ในกรุงศรีอยุธยา แต่ได้เปรียบที่เมืองธนบุรีตั้งอยู่ที่ลําน้ำลึกใกล้ทะเล แม้ข้าศึกมาทางบกไม่มีทัพเรือเป็นกําลังด้วยแล้วก็ยากที่จะมาตีเมืองธนบุรี”

ภายหลังเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบชุมนุมต่างๆ แล้ว พระองค์ได้ทรงสถาปนาเมืองธนบุรี ขึ้นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างพระราชวังขึ้นทางทิศใต้ของกรุงธนบุรี ขนาบข้างด้วยวัดแจ้ง หรือวัดมะกอก (ปัจจุบันคือ วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร) และวัดท้ายตลาด (ปัจจุบันคือวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2313 พระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร”

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_39817


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top