Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

คนอเมริกัน 53% ชี้ชีวิตแย่ลง!! ผลสำรวจสหรัฐฯ สะท้อนแรงไม่พอใจทรัมป์ คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงเหลือ 33% ต่ำสุดในวาระ น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง สงครามยืดเยื้อ ฉุดคะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุด

ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอสส์ (Reuters/Ipsos) ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ระบุว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ร่วงลงสู่ระดับ 33% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา ท่ามกลางความกังวลของภาคประชาชนต่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ผลการสำรวจความคิดเห็นซึ่งจัดทำขึ้นเป็นเวลา 4 วัน เผยให้เห็นว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 33% ที่ระบุว่าพึงพอใจกับผลงานการทำงานของทรัมป์ในทำเนียบขาว ขณะที่อีก 64% ระบุว่าไม่พึงพอใจ

รายงานระบุว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ปรับตัวลดลงจากระดับ 35% จากผลสำรวจในช่วงต้นเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าทุกช่วงในวาระการดำรงตำแหน่งปัจจุบัน และ “ทุบสถิติต่ำสุดเทียบเท่ากับระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่งสมัยแรกเมื่อเดือน ธ.ค. 2560”

ผลสำรวจล่าสุดนี้ถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับที่ระยะเวลาการเจรจา 60 วันภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังจะสิ้นสุดลงในวันจันทร์ โดยยังไม่มีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างระหว่างทั้งสองฝ่าย
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามลดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในการปราศรัยทางการเมืองที่เมืองการ์เดนซิตี้ รัฐนิวยอร์ก เมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ทรัมป์กล่าวว่า การยอมจ่ายค่าน้ำมัน “เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย” นั้นถือว่าคุ้มค่าแลกกับการสร้างความมั่นใจว่า “ประเทศที่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง” จะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ (16 ส.ค.) ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวสหรัฐฯ 53% รู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนแย่ลงในยุคของทรัมป์ ท่ามกลางความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

ดาร์เรลล์ เวสต์ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันบรูคกิงส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า “เงินเฟ้อกำลังขยายตัวแซงหน้าการปรับขึ้นของค่าจ้าง ทำให้ประชาชนประสบปัญหาในการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยหลายคนรู้สึกว่ากำลังตามไม่ทันและไม่สามารถรับมือกับค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นได้”

โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2026/633165?fbclid=IwY2xjawTx91lwZG9mAWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMXc1SmFLZWtrM0M1bnlMSEJzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeeZ4b3MM1Ax8c6PQhqFTOM2vtkoWv5L9rq8WlOl0sjOx2MtI3coyaoTlTIEw_aem_RVFZW7bdZH6g98LcgOkLFA

CNN โต้ทรัมป์ ปกป้องผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว!! 'Kristen Holmes' ได้รับการยอมรับ โต้คำกล่าวหาเกินจริงของ 'ทรัมป์' ย้ำสิทธิ์สื่อเสรีและความเป็นมืออาชีพ ปฏิเสธการโจมตีส่วนตัวทันที

CNN ออกแถลงการณ์ตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากที่เขากล่าวหา Kristen Holmes ผู้สื่อข่าวของ CNN ระหว่างการโต้เถียงที่ดุเดือด

“Kristen Holmes เป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จมากที่สุดในการรายงานข่าวทำเนียบขาว ช่วงบ่ายวันนี้ เธอทำหน้าที่ของเธอด้วยการตั้งคำถามที่ตรงประเด็น สำคัญ และเป็นข่าวต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในนามของประชาชนชาวอเมริกัน

เจ้าหน้าที่รัฐมีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งหรือวิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวที่พวกเขาไม่เห็นด้วย แต่การโจมตีผู้สื่อข่าวเป็นการส่วนตัวเพียงเพราะพวกเขาตั้งคำถามนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และขัดต่อหลักการของสื่อมวลชนที่มีเสรีภาพ

เราขอยืนหยัดเคียงข้าง Kristen อย่างเต็มที่ และขอปฏิเสธการโจมตีดังกล่าวอย่างรุนแรงที่สุด”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2139882306907511&set=gm.1376886824599674&idorvanity=849053944049634

ภาพ : https://www.theguardian.com/us-news/2026/aug/17/white-house-personal-attack-cnn-reporter-trump

อาลัย ‘เรย์ แม็คโดนัลด์’ อดีตพระเอกดัง–พิธีกรขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 จากไปในวัย 49 ปี เจ้าของผลงาน 2499–O-Negative ทิ้งผลงานจอเงินไว้ในความทรงจำ

วงการบันเทิงเศร้าสูญเสีย สุดอาลัย เรย์ แม็คโดนัลด์ อดีตพระเอกดัง – พิธีกรดัง เสียชีวิต

วันที่ 19 ส.ค.69 มีรายงานข่าวช็อกวงการการสูญเสีย เรย์ แม็คโดนัลด์ อดีตพระเอกดัง พิธีกรดัง ยุค90 เสียชีวิตแล้วในวัย 49 ปี ที่บ้านพัก ย่านพัฒนาการ กทม. ขณะที่ เพื่อนๆ กำลังไปที่บ้านของ เรย์ แล้ว

เรย์ แม็คโดนัลด์ เสียชีวิตแล้ว เผยผลงานโด่งดัง ขวัญใจวัยรุ่นยุค90
โดย เรย์ แมคโดนัลด์ เกิดวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2520 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นนักแสดงลูกครึ่ง ไทย – สกอตแลนด์ (ยูเรเชียน) ด้านการศึกษา จบระดับชั้ยมัธยมที่ประเทศอังกฤษ

เรย์ แมคโดนัลด์ เป็นนักแสดง พิธีกร นายแบบ ที่แจ้งเกิดในยุค 90 มีผลงานมากมาย เป็นพระเอกภาพยนตร์ เป็นหนึ่งในพิธีกรวัยทีนยุค 90 ที่โด่งดัง รายการ ทีนทอล์ค ด้วยบุคลิกกวนๆ แต่เท่

โดยผลงานภาพยนตร์ดัง อาทิ ฝัน บ้า คาราโอเกะ , 2499 อันธพาลครองเมือง และ O-Negative รักออกแบบไม่ได้

เรย์ เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ดีเยี่ยมในปี ค.ศ.1997-1998 ในภาพยนตร์เรื่อง ฝันบ้าคาราโอเกะ และยังได้รับรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7 ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ และมีผลงานภาพยนตร์เรื่อยๆมา และผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดคือ เพื่อนรักเพื่อนลับ

ปัจจุบันกลับมารวมตัวกับเพื่อนสนิทอย่าง ลีโอ พุฒ และ ต้าร์ เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา ทำรายการยูทูบ ติดคุย ในนาม พุฒต้าเร ในช่องยูทูบ Rayron : เร่ร่อน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10365633

‘เรวัช’ ลุยหาเสียง!! วางบทบาทแบบณัฐวุฒิ ไม่เป็น สส. ไม่รับเก้าอี้ เปรยเลือกตั้งหน้าอาจขึ้นเวทีช่วยหาเสียง ขอเลือกพรรคที่ฝากอนาคตประเทศได้ ย้ำต้องหาทางช่วยประเทศ

วันนี้ (19 ส.ค.) พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส.กล่าวว่า ตนไม่เล่นการเมืองไม่รับตำแหน่ง แต่วันนี้นอนคิดทั้งวันว่าจะหาทางช่วยเหลือ ประคับประคองประเทศไทยได้อย่างไร ตนคิดว่าเลือกตั้งสมัยหน้า จะเปิดตัวเป็นผู้ช่วยหาเสียง ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เห็นว่าพอจะฝากผีฝากไข้ให้กับประเทศได้ ทำตัวเหมือน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ไม่ลงสมัคร หรือรับตำแหน่งอะไร ถ้าหากพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ตนไม่รับตำแหน่งขอไปอยู่ป่าอยู่เขาเหมือนเดิม

อีกประมาณ 3 ปีกว่า จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตอนนั้นตนจะอายุ 74 ปี ยังพอมีเรี่ยวมีแรงอยู่ ครั้งที่แล้วปฏิเสธทุกพรรคที่ชักชวนไป เป็นคนมีพรรคพวกเยอะ ต้องมั่นใจว่าไปช่วยพรรคนี้หาเสียงแล้วจะได้เสียง สส.เยอะ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไปหาเสียงเต็มที่ขึ้นเวทีทั่วประเทศได้ไม่เกิน 10 เสียง ไร้ประโยชน์เหนื่อยเปล่า จำเป็นต้องเลือกหัวเลือกก้อยแล้ว ตอนนี้มีอยู่ 5 พรรค คือ พรรคน้ำเงิน พรรคแดง พรรคส้ม พรรคเขียว พรรคฟ้า เป็นพรรคใหญ่ แต่ถ้าเขาไม่เชิญก็ไม่ไปอาสา

"คิดอยู่นะ วันนี้คิดอยู่นะครับ คิดอยู่ว่าจะต้องทำ ใคร่ควรแล้ว ยังไม่รู้จะไปช่วยพรรคไหนหาเสียง ไปเปิดเวทีใหญ่ๆ ก็จะขึ้นเวทีไปพูดหาเสียงให้ เป็นโฆษกให้" อดีต ผบช.ปส.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.เรวัช ยื่นคำขาดมาตลอดว่า ไม่คิดลงเล่นการเมือง และไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมามีประเด็นเรื่อง นายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 86 ปี ราชายาเสพติด ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน สร้างความไม่พอใจให้กับ พล.ต.ท.เรวัช อย่างมากในฐานะคนทำคดี โดยตั้งข้อสงสัยทำไมติดคุกน้อยเกินไป ทั้งที่เป็นตัวการใหญ่ระดับประเทศ และการไปจับไม่ใช่เรื่องง่าย อยากให้ราชทัณฑ์แก้หลักเกณฑ์ คดียาเสพติดไม่มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000081447?fbclid=IwdGRjcATxxm1jbGNrBPHGW3Bkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEeqjCyuuWQo8YsJ7SDFa7HDWtojzqzQXwErC9LpnGEs9PhL5_raKjIIy_GCXY_aem_VVuZcYWXkXaf80eDxxeA9g

19 สิงหาคม 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” สหรัฐฯ เปิดทางไทยกลับสู่เวทีโลก ย้ำไทยควรเป็นประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตย

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1639

บางจากกรีนไมลส์ฉลอง 20 ปี ลดน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 1 บาท วันที่ 20 ส.ค. นี้ จัดโปรพิเศษเติมน้ำมันคุ้มตลอดวัน 05.00–24.00 น. สมัครฟรีรับสิทธิ์ทันทีทั่วประเทศ มอบความคุ้มค่าสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

ครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ 20 สิงหาคม 2569 นี้ บางจากฯ จัดลดราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 1 บาท เวลา 05.00 น. ถึง 24.00 น.

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ Loyalty Program แรกของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยที่อยู่เคียงข้างลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยโปรโมชันสุดพิเศษ มอบส่วนลดน้ำมันลิตรละ 1 บาท ไม่มีขั้นต่ำ เมื่อลูกค้าบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 24.00 น. หรือเวลาทำการของแต่ละสถานี ลูกค้าที่ยังไม่เป็นสมาชิกสมัครฟรีและรับสิทธิ์ทันทีได้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

แคมเปญพิเศษดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้รถ พร้อมร่วมฉลองครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ โดยลูกค้าบางจากกรีนไมลส์สามารถรับส่วนลดลิตรละ 1 บาท ได้ทันทีเมื่อเติมน้ำมันบางจากคุณภาพสูงทุกชนิด โดยไม่กำหนดยอดเติมขั้นต่ำ โดยลดราคาลิตรละ 1 บาทเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันชนิดเดียวกันที่ประกาศปกติบนเว็บไซต์ของบริษัท บางจากฯ www.bangchak.co.th ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ไม่หักส่วนลดจากรายการส่งเสริมการขายใด ๆ รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น และค่าขนส่งของน้ำมันชนิดเดียวกันสำหรับสถานีบริการน้ำมันบางจากแห่งนั้น ๆ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูเพิ่มเติม www.bangchakmarketplace.com

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา บางจากกรีนไมลส์ได้พัฒนาและต่อยอดสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่สมาชิก พร้อมมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านการสะสมคะแนน แลกรับสิทธิประโยชน์ และกิจกรรมพิเศษมากมาย โดยแคมเปญลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับบางจากกรีนไมลส์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากความคุ้มค่าจากส่วนลดราคาน้ำมันแล้ว สมาชิกบางจากกรีนไมลส์จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์การสะสมคะแนนสมาชิกตามปกติ เช่นเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุก 1 ลิตร รับคะแนนบางจากกรีนไมลส์ 1 คะแนน เมื่อสะสมได้ 100 คะแนน สามารถนำไปแลกเป็นส่วนลดน้ำมัน ได้ 20 บาท ในครั้งถัดไป หรือ แลกซื้อเครื่องดื่มอินทนิล และน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ บางจากกรีนไมลส์มีสิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่ม มูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น นอกจากนั้น บางจากกรีนไมลส์ยังมีการแบ่งกลุ่มสมาชิกตามประเภทและพฤติกรรมการเติมน้ำมัน และมอบสิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะกลุ่มที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ตรงใจมากขึ้น

ดูรายละเอียดและสมัครสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ฟรีพร้อมรับสิทธิพิเศษทันทีได้ที่ www.bangchakgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak LINE Official [LINE: @bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

‘จุลพันธ์’ เผย ครม. ไฟเขียว!! กฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการ คนประจำเรือ–ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม เดินหน้าปิดช่องว่างคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม

‘จุลพันธ์’ เผย ครม. ไฟเขียวกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการ ‘คนประจำเรือ–ผู้รับงานไปทำที่บ้าน–ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม’

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ วิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย 2 ฉบับและหลักเกณฑ์ด้านแรงงานรวม 4 ฉบับตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและขยายสิทธิความคุ้มครองให้ครอบคลุมแรงงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มคนประจำเรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และกลุ่มลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม

การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการและมาตรฐานแรงงานให้ทันต่อสภาพสังคมและรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ โดยแบ่งสาระสำคัญออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ยกระดับระบบสวัสดิการ คนประจำเรือ ผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดให้นายจ้างต้องนำคนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคมและเงินทดแทนโดยตรง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณีตามระบบประกันสังคมและได้รับการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทนหากประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน

นอกจากนี้ ยังกำหนดชัดเจนว่าห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรืออายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานระหว่าง 22.00 – 06.00 น. เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน เว้นแต่เป็นการฝึกอบรมหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

2. ขยายความคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ให้ครอบคลุมรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล เช่น การรับงานผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งขยายประเภทที่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ

นอกจากกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการทำงานที่ 15 ปีและห้ามผู้ว่าจ้างใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปีหรือหญิงมีครรภ์ในงานเสี่ยงอันตราย ในกรณีจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท นอกจากนี้ ยังวางเกณฑ์อัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมทั้งเพิ่มโทษหากนายจ้างเบี้ยวเงินหรือคืนหลักประกันล่าช้าต้องจ่ายดอกเบี้ยปรับร้อยละ 15 ต่อปี

3. รับรองสิทธิคู่สมรสลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามหลักสมรสเท่าเทียม ผ่านร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อปรับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้คู่สมรสตามกฎหมายทุกเพศได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทน และค่าทำศพอย่างเท่าเทียม โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากสิทธิค่ารักษาพยาบาลกว่า 12,000 คน

“เป้าหมายของเราคือการปิดทุกช่องว่างทางกฎหมายและยกระดับสวัสดิการของแรงงานทุกกลุ่ม ทั้งการรับรองสิทธิที่เท่าเทียมและการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ทั้งเยาวชน ผู้รับงานอิสระ และคู่สมรสทุกเพศ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” นายจุลพันธ์กล่าว

นายกฯ นำทีมลุยออสเตรเลีย!! ยกระดับหุ้นส่วนเทคโนโลยีออสเตรเลีย ชักชวน 'Canva' ตั้งศูนย์ AI-Design ไทย หนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์-ขยายตลาดโลก เก็งโอกาสลงทุนใหม่เพิ่มมูลค่าสูง

นายกฯ นำทีมไทยแลนด์บุกออสเตรเลีย ดึง Canva ปักฐานไทย ชูศูนย์ AI-Design ภูมิภาค

นายกฯ นำทีมไทยแลนด์ พบ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากออสเตรเลียที่มีผู้ใช้งานกว่า 265 ล้านคนทั่วโลก ชวนใช้ไทยเป็นฐาน Designer ระดับโลก พร้อมเชิญชวนตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย AI-Design ต่อยอดศักยภาพนักออกแบบและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย พร้อมนำนักธุรกิจไทยเปิดเวที “Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception” รุกตลาดออสเตรเลีย เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะภาครัฐและเอกชนไทย ได้เดินทางเยือนนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Canva บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของออสเตรเลีย เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือและโอกาสการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

Canva เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสัญชาติออสเตรเลีย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออกแบบดิจิทัล และ Visual Communication ที่นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 265 ล้านคนต่อเดือนในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ให้บริการแก่บริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Fortune 500 มากถึง 475 บริษัท
ทั่วโลก โดยประเทศไทยมีผู้ใช้งานประมาณ 7 ล้านคนต่อเดือน และมีบัญชีผู้ใช้งานสะสมกว่า 30 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นถึงฐานผู้ใช้งานที่แข็งแกร่งและศักยภาพในการขยายธุรกิจของ Canva ในประเทศไทย ทั้งในฐานะตลาดที่สำคัญ และศูนย์กลางบุคคลากรด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์

ในการหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวน Canva พิจารณาจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย และจัดตั้ง AI-Design Research Center เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ และขยายโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก

นายกรัฐมนตรีและ Canva ยังได้หารือถึงการขยายความร่วมมือด้านการศึกษา พัฒนานักออกแบบไทย รวมถึงการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้แก่ SMEs ไทย โดยที่ผ่านมา Canva ได้มีบทบาทในการยกระดับการศึกษาผ่านการลงนาม MOU กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนจากโรงเรียนรัฐและเอกชนกว่า 3.3 ล้านคน สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม Canva Education โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และตั้งเป้าขยายให้ถึง 6.6 ล้านคนภายในปี 2571

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการออกแบบ Canva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักออกแบบไทย (Canva Creators) ที่สร้างผลงานผ่านแพลตฟอร์มของ Canva จาก 190 คน เป็น 1,000 คน ภายในปี 2571 รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อเสริมศักยภาพนักออกแบบไทยยุคใหม่ให้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง และสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลงานบนแพลตฟอร์มในตลาดโลก นอกจากนี้ Canva ยังได้ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เพื่อเพิ่มทักษะในการพัฒนาภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ โดยตั้งเป้าช่วยเหลือ SMEs ไทยให้ถึง 40,000 ราย นอกจากนี้ Canva ยังได้ต่อยอดความร่วมมือผ่านงาน Bangkok Design Week ด้วยโครงการ Canva Design Rescue ฟื้นฟูร้านค้าเก่ากว่า 10 แห่งในย่านหัวลำโพงให้ทันสมัยโดยคงอัตลักษณ์ดั้งเดิม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีการออกแบบเข้ากับภาคการศึกษา ผู้ประกอบการ และนักออกแบบไทยในทุกระดับ

ไทย–ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนสู่เทคโนโลยี–นวัตกรรม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในงาน “Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception” ณ Crown Towers Sydney ซึ่งจัดโดยบีโอไอเพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลีย โดยมีผู้บริหารจากบริษัทออสเตรเลียกว่า 70 รายเข้าร่วมจากหลากหลายอุตสาหกรรม
ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ดิจิทัล การศึกษา สุขภาพและการแพทย์ เหมืองแร่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจบริการ

ภายในงานนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียพบปะและหารือโดยตรง เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยคณะภาคเอกชนไทยที่ร่วมเดินทางกับนายกรัฐมนตรีประกอบด้วยผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทย อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ไทยเบฟเวอเรจ
กลุ่มเซ็นทรัล ปตท. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บี.กริม เพาเวอร์ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ศุภาลัย เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล มิตรผล และบ้านปู ครอบคลุมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน เคมีภัณฑ์ การพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ Wellness และ Hospitality เพื่อแสวงหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทออสเตรเลียที่เข้าร่วมงาน
.
นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ปี 2569 ถือเป็นวาระสำคัญที่ไทยและออสเตรเลียเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ผ่านการเสริมสร้างระบบนิเวศธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนร่วมกัน ทั้งนี้ ไทยและออสเตรเลียมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ในหลายสาขา โดยไทยมีความแข็งแกร่งด้านการแปรรูปอาหาร ขณะที่ออสเตรเลียมีจุดเด่นด้านสินค้าเกษตรคุณภาพสูงและเทคโนโลยี AgriTech รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน ดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนการผลิตขั้นสูง เช่น Precision Machining เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน

บีโอไอรุกขยายการลงทุนออสเตรเลียในไทย

นายนฤตม์กล่าวว่า บีโอไอมองว่าการลงทุนจากออสเตรเลียในประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ และสามารถนำมาเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงปี 2564 – มิถุนายน 2569 มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากออสเตรเลียยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 33,425 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุด 13,833 ล้านบาท รองลงมาคืออุตสาหกรรมเคมี 6,936 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 3,810 ล้านบาท

การลงทุนจากออสเตรเลียในไทยครอบคลุมกิจการที่ใช้เทคโนโลยีในหลายสาขา เช่น เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การวิจัยและพัฒนา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยมีบริษัทออสเตรเลียชั้นนำที่เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว เช่น ANCA ในกลุ่มเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ARB ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ Ridley Corporation ในกิจการวิจัยพัฒนา และผลิตสารเสริมอาหารสัตว์ และ Ansell ผู้ผลิตถุงมือทางการแพทย์

“ออสเตรเลียมีศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะที่ไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และเป็นจุดเชื่อมโยงสู่ตลาดอาเซียน การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% !! สะท้อนเศรษฐกิจไทยเจอ 3 คลื่นกดดัน แต่ยังมีแรงส่งจากลงทุน–ส่งออก–AI เศรษฐกิจไทยชะลอแต่ไม่ไร้โอกาส จับตาพลังงาน ต้นทุน และกำลังซื้อ

สันติธาร เสถียรไทย กล่าวบนเฟสบุ๊ค ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังการเงินธนาคาร

เมื่อวานสภาพัฒน์ประกาศ GDP ไตรมาส 2 ออกมาแล้ว หลายท่านคงได้เห็นทั้งตัวเลขและบทวิเคราะห์กันไปพอสมควร

ผมจึงอยากชวนดูและชวนคิดต่อว่า ข้างในตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้ (ยาวหน่อยนะครับ)

เริ่มจากตัวเลขก่อน: GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน
ที่สำคัญคือ ข้างในตัวเลขมีทั้ง แรงกดดันที่ชัดขึ้น และ โอกาสบางอย่างที่น่าสนใจ
ด้านแรงกดดัน ผมมองว่าสะท้อน “คลื่นสามระลอก” ที่เราเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ค่อนข้างชัด
คลื่นแรกคือพลังงาน

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะค่าครองชีพ แต่ยังกดดันดุลต่างประเทศของไทยด้วย ในไตรมาสนี้การนำเข้าเร่งขึ้นมาก ขณะที่ดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่ค่อย ๆ ส่งต่อไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอื่น ๆ
คลื่นที่สองคือต้นทุนที่สูงขึ้นทั่วระบบ

เงินเฟ้อผู้บริโภคจาก -0.5% ในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น +2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นถึง 8.3%
ตัวเลขนี้น่าห่วงเป็นพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะหลายธุรกิจคงส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปให้ลูกค้าได้ยาก ในวันที่กำลังซื้อเองก็เริ่มอ่อนลง
คลื่นที่สามคือกำลังซื้อ

การบริโภคภาคเอกชนชะลอจาก 3.3% เหลือ 1.9%
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลงมาอยู่ที่ 50.3 ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ยังหดตัว 7.8%
ภาพรวมจึงค่อนข้างชัดว่า คนไทยกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน

และกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ SME
SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองด้านราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้นพร้อมกัน ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่อง สภาพคล่อง
ธุรกิจที่พื้นฐานยังดีอาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน
นี่คือด้านที่เป็นความท้าทายของ GDP ไตรมาสนี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นยังจำเป็น ทั้งการดูแลค่าครองชีพ และการทำให้สินเชื่อ การค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้เข้าถึง SME ที่ยังมีศักยภาพจริง ๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากเป็นพิเศษ
การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์โตถึง 16.6% มีทั้งคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม
ส่วนการส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และแผงวงจรเป็นแรงสำคัญ

ตรงนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเจอแรงกดดัน แต่ไทยยังได้อานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ การย้าย supply chain และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อยู่ไม่น้อย
ซึ่งสอดคล้องกับหลายรายงานจากต่างประเทศที่พูดถึงศักยภาพของไทยในด้านนี้ เช่น รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Development Report 2026) ที่พบว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI สูงที่สุดในปี 2025 สะท้อนว่าเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีฐานการผลิตอยู่ในห่วงโซ่นี้แล้ว
.
เพราะฉะนั้น สำหรับผม ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 เห็นประเด็นท้าทายชัดเจน แต่ก็ไม่ได้มีแต่ข่าวร้ายหมด
มันกำลังบอกเราว่า ช่วงข้างหน้าต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน คือ รับแรงกระแทกที่กำลังมา และเร่งใช้โอกาสที่กำลังเปิด
.
ตรงนี้ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่ต้องเดินต่ออย่างจริงจัง

หนึ่ง ประคองวันนี้
ต้องมีมาตราการช่วยพยุงคนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากคลื่นกระแทกสามระลอก เพื่อไม่ให้ความเสียหายระยะสั้นกลายเป็นแผลเป็นระยะยาว ทั้งการปิดกิจการ การลดการจ้างงาน หรือการสูญเสียกำลังซื้อที่ฟื้นกลับมายาก
และต้องทำในบริบทที่ประเทศไทยมีคนทำงานนอกระบบในสัดส่วนสูงทำให้การช่วยเหลือแบบแม่นยำ เฉพาะเจาะจงทำได้ยาก

สำหรับ SME เรื่องสำคัญมากคือ การเข้าถึงสินเชื่อและสภาพคล่อง
เราไม่ควรปล่อยให้ธุรกิจที่ยังมีตลาดและมีศักยภาพต้องล้มลงเพราะขาดเงินหมุนในช่วงที่โดนคลื่นหลายลูกพร้อมกัน เครื่องมือสินเชื่อ การค้ำประกัน และมาตรการช่วยปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องเข้าให้ถึงธุรกิจที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ

สอง เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสนี้ รวมถึงความขัดแย้งในโลกที่ยังไม่จบ ตอกย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งลดความเปราะบางด้านพลังงาน
ที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานโลกขึ้น เรามักเน้นการประคองราคา พอราคากลับลง เรื่องก็เงียบไป แล้วอีกไม่กี่ปีก็กลับมาเจอปัญหาเดิม รอบนี้เราเห็นแล้วว่าความผันผวนด้านพลังงานคงไม่หายไปไหนง่ายๆ จึงควรใช้วิกฤตเป็นแรงเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจริง โดยยึด 3 หลัก
1) เร่งทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดไปพร้อมกันเพื่อ Jump start การเปลี่ยนผ่าน
2) ลดภาระต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและธุรกิจอย่างยั่งยืน
3) สนับสนุนให้ผู้เล่นไทยเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรม Green Transition มากขึ้น ตั้งแต่ผู้ติดตั้ง ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ ไปจนถึงธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

สาม ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
แรงส่งจากการลงทุนรอบนี้เป็นโอกาสที่ผมอยากเห็นเราต่อยอดให้ได้มากที่สุด
ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วมากขึ้น ไทยมีโอกาสวางตัวเองเป็น “Trusted Connector” คือ ฐานที่นักลงทุนจากหลายประเทศมั่นใจว่าสามารถเข้ามาผลิต ลงทุน และเชื่อมต่อกับภูมิภาคได้ เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีกับหลากหลายประเทศในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งได้
แต่การลงทุนที่เราอยากได้ ต้องมีคุณภาพมากกว่าการดูแค่ยอดอนุมัติ
อย่างแรก ต้องลงเงินจริง จากคำขอ BOI ไปสู่เม็ดเงินจริง โรงงาน เครื่องจักร การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ซึ่งเราเริ่มได้เห็นผลตรงนี้จากตัวเลขการลงทุนจริงที่สูงขึ้นกว่าที่คาดใน 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่สอง ต้องช่วยให้ อุตสาหกรรมเดิมที่เป็นจุดแข็งของไทยสามารถอัปเกรดและปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับมาตรฐาน การลดคาร์บอน หรือการต่อยอดไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น ยกระดับอาหารสู่อุตสาหกรรมสุขภาพและ Longevity
อย่างที่สาม สำหรับ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องต่อยอดจากฐานที่มีพอมีผู้เล่นระดับโลกอยู่แล้ว พยายามเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทย” และ “โอกาสของผู้ประกอบการไทย” ให้มากที่สุด ผ่านการพัฒนาทักษะ การทำ R&D การสร้าง local supply chain และการเชื่อม SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่

นี่คือทิศทางใหม่ของภารกิจ BOI ที่กำลังขยับจากการมองว่า ประเทศไทยดึงเงินลงทุนเข้ามาได้เท่าไร ไปสู่การถามว่า เงินลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน
ทั้งในแง่การยกระดับอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่ การสร้างความสามารถใหม่ของคนไทย และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปกับอุตสาหกรรมใหม่
ความท้าทายจริง ๆ คือการรักษาจุดสมดุลและเดินให้ถูกจังหวะระหว่างการ "ทำในสิ่งที่โลกใหม่กำลังต้องการ” กับ “ทำในสิ่งเราเก่งอยู่เดิม”

ถ้าเราเอียงไปทางดึงดูดแต่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ถามให้มากพอว่า คนไทย ผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมจะได้ประโยชน์อย่างไร อีกสองสามปีข้างหน้าเราอาจดูเหมือน “ทันโลก” มากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศอาจไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นตามไปด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเราปฏิเสธกระแสโลก ยึดอยู่กับอุตสาหกรรมและกิจกรรมที่เราเก่งในวันนี้ โดยไม่ยอมปรับตัวหรือสร้างความสามารถใหม่ อีกไม่นานเราอาจพบว่าหลายประเทศรอบตัวเดินแซงไปแล้ว และต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านถึงโตเร็วกว่าเรา

เพราะฉะนั้น โจทย์ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ของเดิม” กับ “ของใหม่”
แต่คือการทำให้ อุตสาหกรรมเดิมอัปเกรดได้ อุตสาหกรรมใหม่สร้างความสามารถใหม่ให้คนไทย และการลงทุนใหม่กระจายโอกาสไปถึงผู้ประกอบการไทยให้มากที่สุด
จึงมีทั้ง ช่วยคนและ SME ที่กำลังโดนคลื่นให้เดินต่อได้ และ ช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพให้ขึ้นไปอยู่บนคลื่นลูกใหม่

ประคองวันนี้
เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
สามเรื่องนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน
หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1599676392171381&id=100063871053873&post_id=100063871053873_1599676392171381&rdid=jlbiGbebtzEjeXDP#

BCPG ร่วมแสดงความยินดี MEA นำร่องระบบแบตเตอรี่เคลื่อนที่ หนุนจ่ายไฟชั่วคราวเพิ่มเสถียรภาพ ผนึกเทคโนโลยี BESS เสริมความยืดหยุ่น สะท้อนศักยภาพในด้านพลังงาน

BCPG ร่วมแสดงความยินดี MEA เปิดตัวโครงการนำร่อง Battery on Truck
นวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานแบบเคลื่อนที่ได้

นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มอบดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีแก่ นายรณชัย เรืองยุทธ รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ในโอกาสเปิดตัวโครงการนำร่อง Battery on Truck ณ ห้องออดิทอเรียม สำนักงานใหญ่การไฟฟ้านครหลวง

โครงการดังกล่าวเป็นการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) มาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ MEA อาทิ การจ่ายไฟฟ้าชั่วคราวระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้า การสนับสนุนการจัดงานที่ต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำหน้าที่เป็นระบบสำรองไฟฟ้าในกรณีเกิดเหตุขัดข้องหรือฉุกเฉิน

BCPG มีบทบาทในฐานะผู้นำเข้าเทคโนโลยีและผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ Battery on Truck ซึ่งเป็นการต่อยอดเทคโนโลยี BESS สู่รูปแบบที่สามารถเคลื่อนที่และนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน และสะท้อนศักยภาพของ BCPG ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top