Sunday, 19 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน 7.4 พันล้าน!! “มาสด้า” ปักธง MHEV ที่ไทย Mazda MHEV Made in Thailand เตรียมบุกตลาดในประเทศ ส่งออกอาเซียน และส่งกลับญี่ปุ่น ยืนยันไทยยังเป็นฐานยานยนต์อนาคตของภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV

บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)

ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค

การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV บอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101 – 120 g/km) โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ Traction Motor หรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่ปี 2571 และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ

“การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

‘ทรัมป์’ เบรกศึกรอบสองอิหร่าน!! จากขู่ล้างอิหร่านสู่การเจรจา วอลล์สตรีทเจอร์นัลเผยแผนสงครามถูกล้ม ‘ทรัมป์’ กังวลทำลายการทูตในวิกฤตนิวเคลียร์ พร้อมยืดเส้นตายเจรจาต่อไปถึงส.ค.

ทรัมป์ "ใจฝ่อ!?!" ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน

หลังจากขู่มาตลอดหลายสัปดาห์ว่า “อิหร่านจะไม่มีวันดำรงอยู่อีกต่อไป” ล่าสุด The Wall Street Journal รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับทางเลือกในการเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่าน โดยมีการหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) และ พล.อ. แดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะยุติการเจรจาและกลับไปใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แต่สุดท้าย แผนการเปิดสงครามรอบสองกลับถูกทรัมป์โยนเข้าลิ้นชัก และเลือกเดินหน้าการเจรจาต่อ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์กังวลว่าการโจมตีรอบใหม่จะทำลายความพยายามทางการทูต และทำให้เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการบีบให้อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์พังลงไปพร้อมกัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์พร้อมปล่อยให้การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ยืดออกไปเกินเส้นตายครบ 60 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 18 สิงหาคม เดิมทีทรัมป์เคยประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก
แม้ทรัมป์จะถูกวิจารณ์ว่า “ใจไม่ถึง” ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน แต่สำหรับคนอย่างทรัมป์ เสียงวิจารณ์เหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่น่าจะมีน้ำหนักมากพอให้เขาต้องเสียเวลาใส่ใจ หลังจากต้องอยู่กับเสียงโจมตีมาค่อนชีวิต เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่าลมปากทางการเมือง คือผลประโยชน์ที่เกิดจากความผันผวนของราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน และตลาดหุ้นต่างหาก เรื่องพวกนี้ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันแปรเป็นตัวเลข เป็นส่วนต่างราคา และเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336106785344345/?rdid=VC7SyTewKlcUctYa#

“มาห์เล” จับมือ “โรเด้อร์”!! ลุยพัฒนาแอปทดสอบเซนเซอร์ เพิ่มความแม่นยำสูงสำหรับ ADAS รองรับอู่ซ่อม สายผลิตรถยนต์ ใช้วัดค่าหลังซ่อมได้ทันที

มาห์เล จับมือ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส พัฒนาแอปพลิเคชันทดสอบเซนเซอร์สำหรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะในรถยนต์ยุคใหม่

แพลตฟอร์มใหม่ประกอบด้วยอุปกรณ์วิเคราะห์จากมาห์เล และอุปกรณ์ทดสอบเรดาร์ขนาดกะทัดรัดจากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส

-รองรับการทดสอบเซนเซอร์เรดาร์และกล้อง รวมถึงการวัดการจัดตำแหน่งชิ้นส่วนแบบอัตโนมัติ
-มุ่งตอบโจทย์การใช้งานของอู่ซ่อมรถ ผู้ผลิตรถยนต์ และองค์กรตรวจสภาพรถ
-ทั้งยังเหมาะสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS ในขณะรถจอดนิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพรถตามระยะ

เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน TÜV MobiCon ในกรุงเบอร์ลิน เดือนมิถุนายน 2569
สองกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง มาห์เล (MAHLE) และ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ได้ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันทางเทคนิคสำหรับทดสอบเซนเซอร์ของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หลังการซ่อมแซม พร้อมให้ผลการทดสอบที่แม่นยำและเชื่อถือได้ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มใหม่นี้คือ ระบบวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra จากมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) ซึ่งได้รับการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการผสานเครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวัดและการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังขาดกระบวนการวัดที่เป็นมาตรฐานสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS หลังเกิดอุบัติเหตุหรือหลังการซ่อมแซม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ่อมแซมชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรมใหม่จากมาห์เล และโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จึงเข้ามาช่วยอุดช่องว่างดังกล่าว โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ ศูนย์บริการ ผู้ผลิตรถยนต์ ตลอดจนบริษัทประกันภัย หน่วยงานราชการ และองค์กรตรวจสภาพรถยนต์ นอกจากนี้ ในอนาคต แอปพลิเคชันนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบเซนเซอร์ ADAS ขณะรถจอดนิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมจากความร่วมมือดังกล่าวที่งาน TÜV MobiCon 2026 ณ กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา
.
เฟลิกซ์-แมทเทียส วอลเทอร์ (Felix-Matthias Walter) ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชันการบริการของมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ กล่าวว่า “นวัตกรรมนี้จะยกระดับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะไปอีกขั้น เพราะเป็นครั้งแรกที่เราสามารถตรวจวัด ติดตาม และกำหนดมาตรฐานการทำงานของระบบเหล่านี้ภายหลังการซ่อมแซมได้ นี่ไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้กับระบบนิเวศการเดินทางทั้งหมด”

แมทเทียส เบียร์ (Matthias Beer) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เซนเซอร์รับภาพ ของโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส อธิบายว่า “นี่คือหมุดหมายสำคัญสำหรับความปลอดภัยในยานยนต์ เทคโนโลยีการวัดเรดาร์ของเราถูกนำไปใช้งานในกระบวนการพัฒนาและผลิตรถยนต์ทั่วโลกแล้ว และในวันนี้ เรากำลังร่วมมือกับมาห์เลเพื่อนำเทคโนโลยีการวัดที่มีความแม่นยำสูงระดับนี้มาสู่อู่ซ่อมรถโดยตรง"

เครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra ของมาห์เล มาพร้อมเซนเซอร์อัลตราโซนิกในตัว เพื่อให้สามารถกะตำแหน่งการจัดวางชิ้นส่วนได้อย่างแม่นยำโดยตรงจากภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้การระบุหมายเลขตัวถังได้โดยอัตโนมัติ การวัดระยะทางด้วยเลเซอร์ และระบบปรับเป้าหมายด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์เครื่องมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยกรถยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ยังช่วยรับประกันความแม่นยำในการจัดวางตำแหน่ง แม้รถจะมีความสูงมากก็ตาม

ขณะที่เครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถที่เหนือกว่าอุปกรณ์วิเคราะห์ทั่วไป เช่น การตรวจจับความถี่และโพลาไรเซชัน การวัดกำลัง รวมถึงการจำลองเป้าหมายและมุมสำหรับเซนเซอร์เรดาร์ โดยฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยให้ช่างเทคนิคสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของการจัดวางตำแหน่ง รวมถึงการทำงานของเซนเซอร์เรดาร์ หลังการซ่อมแซมหรือเมื่อเกิดความเสียหาย โดยใช้งานร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® 2 ของมาห์เล

นวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกันนี้ครอบคลุมการใช้งานที่สำคัญหลายประการ สำหรับอู่ซ่อมรถยนต์ ระบบนี้จะช่วยออกเอกสารยืนยันตามมาตรฐานว่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่กลับมาทำงานได้ตามปกติและตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดหลังการซ่อมแซม อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการทดสอบคุณภาพและสมรรถนะ เนื่องจากสามารถจำลองสถานะการทำงานของระบบได้ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะที่เกิดข้อผิดพลาด ประการสุดท้าย ระบบนี้จะสร้างข้อมูลการวัดที่สามารถทำซ้ำได้และตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ข้อกำหนดทางกฎหมาย หรือการประเมินของบริษัทประกันภัยในอนาคต

ครม. เปิดทางปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue!! ไทยขยับบทบาทเวทีแรงงานระหว่างประเทศ ดันเทคโนโลยีดิจิทัลดูแลแรงงานข้ามชาติ ปักหมุดแรงงานไทยต่างแดนต้องปลอดภัย มีสิทธิ และได้งานที่เป็นธรรม เพิ่มโอกาสแรงงานไทยเข้าถึงงานคุณภาพในต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue ยกระดับคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน

ครม. (30 มิ.ย.69) เห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของตลาดแรงงานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ร่างปฏิญญาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติในทุกช่วงของการจ้างงาน ตลอดจนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการแรงงาน ลดต้นทุนการจัดหางาน และการส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม

การเข้าร่วมร่างปฏิญญาครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านแรงงานในระดับภูมิภาค พร้อมส่งเสริมให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะ และเข้าถึงการจ้างงานที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1460052146157512/?rdid=hr91dqg5lnjivaKp# 

‘อ.อุ๋ย’ เตือนสังคมไทย!! คดีแอร์สาวไทยถูกจับที่เมลเบิร์น ชี้ข้อต่อสู้ “เพื่อนฝากมา” พิสูจน์ยากในคดียาเสพติดข้ามชาติ คดีนี้ตัดสินด้วยหลักฐาน ไม่ใช่กระแสสังคม

อาจารย์อุ๋ย วิเคราะห์คดีแอร์สาวไทยในออสเตรเลีย: เมื่อคำว่า “ไม่รู้” ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงคำพูด !

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

คดีอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยที่ถูกจับกุม ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในซับในกระเป๋าถือจำนวน 12 ใบ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมไทยติดตามอย่างใกล้ชิด โดยผู้ต้องหาให้การว่า “ไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด เพราะเป็นของที่เพื่อนฝากมา”

คำถามที่หลายคนอยากรู้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เธอพูดความจริงหรือไม่” แต่คือ “กฎหมายออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีด้วยเหตุผลเช่นนี้หรือไม่”

คำตอบคือ มี แต่เป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่พิสูจน์ได้ยากที่สุดในคดียาเสพติดข้ามชาติ

ในวงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ มีคำเรียกผู้ที่อ้างว่าถูกใช้เป็นผู้ขนยาเสพติดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า Blind Mule หรือ “ผู้นำพาที่ถูกหลอก” คำนี้เป็นศัพท์ในทางอาชญาวิทยา มิใช่ฐานความผิดตามกฎหมายอาญา และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อ้างตนเป็น Blind Mule จะพ้นความผิดโดยอัตโนมัติ

ในระบบกฎหมายออสเตรเลียซึ่งอยู่ในตระกูล Common Law ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรง โดยหลักแล้วอัยการต้องพิสูจน์องค์ประกอบทางจิตใจ (Mens Rea) ของจำเลย มิใช่เพียงพิสูจน์ว่าพบยาเสพติดอยู่ในความครอบครองของบุคคลนั้น หลักการสำคัญดังกล่าวได้รับการรับรองโดยศาลสูงออสเตรเลียในคดี He Kaw Teh v. The Queen (1985)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพบของกลางเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคดี ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพิสูจน์ความผิด

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายออสเตรเลียจึงเปิดโอกาสให้จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่อง Honest and Reasonable Mistake of Fact หรือ “การเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงโดยสุจริตและมีเหตุผลอันสมควร” ซึ่งมีรากฐานจากคดี Proudman v. Dayman (1941) และได้รับการพัฒนาต่อมาในกฎหมายอาญาของออสเตรเลีย

หากจะใช้แนวทางนี้ จำเลยต้องแสดงให้ศาลเชื่อว่า ตนเชื่อโดยสุจริตว่าสิ่งของดังกล่าวไม่ใช่ยาเสพติด ความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันก็อาจเชื่อได้ และลักษณะการซุกซ่อนมีความแนบเนียนจนไม่อาจตรวจพบได้จากการตรวจสอบตามสมควร
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ คดีนี้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ

ประการแรก คือ ลักษณะและจำนวนของกลาง หากในชั้นพิจารณาคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุผิดสังเกตจนบุคคลทั่วไปควรตั้งข้อสงสัย แต่ผู้รับฝากกลับเลือกที่จะไม่ตรวจสอบ ศาลอาจพิจารณาหลัก Willful Blindness หรือ “การจงใจหลีกเลี่ยงการรับรู้ข้อเท็จจริง”

หลักการนี้ใช้กับกรณีที่บุคคลมีเหตุอันสมควรสงสัยอย่างมากว่าสิ่งของหรือพฤติการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่กลับเลือกที่จะไม่ค้นหาความจริงหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เพื่อให้สามารถกล่าวอ้างภายหลังได้ว่า “ไม่รู้”

ในระบบกฎหมาย Common Law หลัก Willful Blindness ไม่ใช่เพียงเรื่องของความประมาทเลินเล่อธรรมดา หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอาจใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยมีองค์ประกอบทางจิตใจเพียงพอสำหรับความผิดบางฐานหรือไม่ ดังนั้น กฎหมายจึงไม่ได้ตั้งคำถามเฉพาะกับคนที่ “รู้แล้วทำ” แต่ยังตั้งคำถามกับคนที่ “มีเหตุให้สงสัยอย่างมาก แต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง” เพราะการหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เหตุให้พ้นจากความรับผิดเสมอไป

ประการที่สอง คือ สถานะของผู้ต้องหาในฐานะอดีตลูกเรือสายการบิน เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพลูกเรือเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและความมั่นคงการบินอย่างเข้มงวด และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการปฏิบัติงานที่ ห้ามนำสัมภาระ พัสดุ หรือสิ่งของของบุคคลอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินของตนเองขึ้นไปบนอากาศยาน เพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธ วัตถุอันตราย หรือสิ่งผิดกฎหมาย

ในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลอื่นเพื่อนำขึ้นเครื่องบินด้วย ศาลจึงอาจนำมาตรฐานวิชาชีพนี้มาประกอบการประเมินว่า บุคคลซึ่งผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางควรมีระดับความระมัดระวังและความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไปเพียงใด

หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย หลักกฎหมายก็สอดคล้องกันในสาระสำคัญ เพราะประมวลวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 กำหนดให้บุคคลต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำโดยเจตนา เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และหากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้จนปราศจากข้อสงสัย ศาลย่อมยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

ท้ายที่สุด คดีนี้จะไม่ได้ตัดสินกันที่คำว่า “เพื่อนฝากมา” หรือ “ไม่รู้” แต่จะตัดสินกันที่พยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลดิจิทัล การติดต่อสื่อสาร พฤติการณ์ก่อนและหลังการเดินทาง ตลอดจนข้อเท็จจริงแวดล้อมที่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า ผู้ต้องหาตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจริง หรือมีเหตุอันควรสงสัยแต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง

ศาลไม่ได้ตัดสินจากกระแสสังคม หากแต่ตัดสินจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และนั่นคือหลักนิติรัฐที่ทุกฝ่ายพึงเคารพ

ไม่ว่าผลคดีจะออกมาเช่นไร คดีนี้ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้แก่สังคมว่า การรับฝากสัมภาระหรือสิ่งของจากผู้อื่น แม้จะเป็นเพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ก็อาจกลายเป็นความไว้ใจเพียงครั้งเดียวที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพทั้งชีวิต

ด้วยความปราถนาดี

อ้างอิง:
-He Kaw Teh v. The Queen (1985), -Proudman v. Dayman (1941),
-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59
-ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

https://www.facebook.com/share/p/1Pr3SQDrL9/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1002581112756104&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=Io8i9GB1mwYX07yb#

จีนลุย AI ในการศึกษา!! แผน 5 ปีเร่งสอน AI ทั่วโรงเรียนทุกระดับขั้น ทักษะเทคโนโลยีเพิ่มพร้อมงาน บาลานซ์เศรษฐกิจและแรงงาน

คณะรัฐมนตรีจีน (State Council) แถลงการณ์ประกาศแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี เพื่อบังคับใช้การเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นทั่วประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับชาติที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

ข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ AI ในเด็กจีน
แผนยุทธศาสตร์ระบุให้หน่วยงานส่วนภูมิภาคดำเนินการบรรจุเทคโนโลยี AI ให้เป็นขีดความสามารถพื้นฐานหลักของนักเรียนทุกคน เพื่อยกระดับความรู้เท่าทันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังได้เร่งรัดให้สถาบันอุดมศึกษาจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมด้านปัญญาประดิษฐ์แก่นักศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงภายในประเทศ

แผน AI จีน ต้องแก้ปัญหาการศึกษา แต่ว่าไม่ตกงาน
สำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติในภาคการศึกษา โรงเรียนหลายแห่งในจีนได้เริ่มทดลองใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในระบบดิจิทัล เช่น โรงเรียนประถมศึกษาหมายเลข 9 ในเขตหุ่นหนาน เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ที่เริ่มให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้งานแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ของจีนในชื่อ "โต้วเปา" (Doubao) เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการศึกษาดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนกำหนดให้การนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานต้องรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพการจ้างงานของประชากร โดยหน่วยงานกำหนดนโยบายจัดทำมาตรการคุ้มครองแรงงานมนุษย์ควบคู่กัน

ในช่วงที่ผ่านมา ศาลประชาชนของจีนมีคำพิพากษาสั่งห้ามไม่ให้ภาคเอกชนเลิกจ้างพนักงานเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาทำงานทดแทน ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลปักกิ่งในการปกป้องตำแหน่งงานในประเทศ ในระหว่างกระบวนการแข่งขันทางเทคโนโลยีขั้นสูงกับนานาประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ที่มาข้อมูล : Xinhua, The Edge Singapore
ที่มารูปภาพ : China News Service/Reuters

ที่มา: https://www.tnnthailand.com/tech/239469/?fbclid=IwdGRzaASweAdjbGNrBLB4AGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjSp4YRtfOMDbH76-rd2APsJqoeMV1-CbLZ-uSXSCR3W31k4eBqdXX-M7xQO_aem_XdVbAPkEcGcqz7u7Dvcfcw

บางจากฯ เปิดประตูสู่ฮ่องกง!! ปิดดีลซื้อ Chevron Hong Kong จาก Chevron Hong Kong สู่ Bangchak Hong Kong ก้าวใหม่บางจากฯ บนเวทีพลังงานภูมิภาค เสริมแกร่งการค้า–เชื้อเพลิงเรือ

บางจากฯ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong
เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" เปิดประตูสู่การเติบโตในเอเชียเหนือ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ
Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) โดยการทำธุรกรรมตามสัญญาซื้อขายเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก และเสริมความแข็งแกร่งด้านการค้าและการพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียเหนือ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการเงิน การค้า การเดินเรือ และการบินที่สำคัญของเอเชีย ขณะที่ BHK มีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้า และธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากในตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพและพลังงานคาร์บอนต่ำ ตามความต้องการของตลาดและความเหมาะสมในเชิงพาณิชย์

"การเข้าซื้อ Bangchak Hong Kong ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตในระดับภูมิภาค และจะเสริมศักยภาพของกลุ่มบริษัทบางจากในฐานะผู้ค้าพลังงานที่มีเครือข่ายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น BHK จะเป็นฐานธุรกิจด้านการค้าและการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัทบางจากในภูมิภาคเอเชียเหนือ เชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้าและธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร เข้ากับเครือข่ายของกลุ่มบริษัทบางจาก พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในตลาดโลก"

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” วางรากฐานเยาวชนให้มีวินัย เสียสละ และรับใช้ชาติ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นขบวนการเยาวชนเพื่อชาติ

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการลูกเสือในประเทศไทย และทำให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถูกยึดถือเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” หรือ “วันลูกเสือไทย”

กิจการลูกเสือไทยถือกำเนิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และพร้อมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การพัฒนาประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ก่อนการสถาปนากิจการลูกเสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มกิจการ “เสือป่า” เพื่อฝึกอบรมประชาชนผู้ใหญ่ให้มีความรักชาติ มีวินัย และพร้อมป้องกันประเทศ ต่อมาพระองค์ทรงเห็นว่าเด็กชายและเยาวชนก็ควรได้รับการฝึกฝนในแนวทางเดียวกัน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทยขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

ลูกเสือไทยจึงมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมในโรงเรียน แต่เป็นระบบการฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งสร้างคุณลักษณะสำคัญของพลเมือง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หลักของลูกเสือเน้นให้เยาวชนรู้จักพึ่งตนเอง มีระเบียบ เคารพกฎกติกา กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน และทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคม

กิจกรรมลูกเสือยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการฝึกทักษะชีวิต การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการฝึกความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกเสือเป็นมากกว่าการแต่งเครื่องแบบ แต่เป็นกระบวนการสร้างคนให้มีความพร้อมทั้งด้านวินัยและจิตสาธารณะ

ในสมัยเริ่มต้น กิจการลูกเสือไทยได้รับการวางรากฐานให้สอดคล้องกับแนวคิดลูกเสือสากล แต่ก็ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย โดยเน้นความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม ลูกเสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย และมีบทบาทในการปลูกฝังอุดมการณ์พลเมืองให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่าศตวรรษ กิจการลูกเสือไทยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชนจำนวนมากได้ผ่านการฝึกลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีวินัย รู้จักหน้าที่ และพร้อมช่วยเหลือสังคม

ความสำคัญของลูกเสือยังคงปรากฏในโลกปัจจุบัน แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่คุณค่าพื้นฐานของลูกเสือ เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือผู้อื่น ยังเป็นคุณสมบัติจำเป็นของเยาวชนในทุกยุคสมัย ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าใด การปลูกฝังหลักคิดเรื่องการพึ่งตนเองและการรับผิดชอบต่อสังคมก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการเริ่มต้นกิจการลูกเสือไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนให้เห็นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดี เพราะอนาคตของชาติไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคุณธรรม วินัย ความเสียสละ และจิตใจที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนากิจการลูกเสือไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีระเบียบวินัย และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

กิจการลูกเสือไทยจึงเป็นมรดกทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนที่ทรงคุณค่า สืบทอดจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงย้ำเตือนว่า การสร้างชาติที่มั่นคงต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีวินัย มีน้ำใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

“การบินไทย” เจอวิกฤติความเชื่อมั่น!! จากคดีรายบุคคลสู่ภาพลักษณ์ประเทศ ประธานบอร์ดการบินไทยสั่งสอบด่วน ปมลูกเรือถูกจับที่เมลเบิร์น กระทบภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติ

วิกฤติความเชื่อมั่นสายการบินแห่งชาติอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกทางการออสเตรเลียควบคุมตัวในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้ส่งผลเสียแค่ในระดับองค์กร แต่กำลังลุกลามกระทบถึงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียควบคุมตัวลูกเรือบนเที่ยวบินขาเข้า ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร และลูกเรือรายดังกล่าวถูกหลอกให้ถือสิ่งของผิดกฎหมายหรือไม่ โดยปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายลวรณ ระบุว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารเร่งทบทวนกฎระเบียบการปฏิบัติงานของลูกเรือทั้งหมด แม้ว่าในปัจจุบันการบินไทยจะมีกฎที่ห้ามพนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดอยู่แล้วก็ตาม

การทบทวนครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การประเมินว่า มาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังคงมีความเหมาะสมและรัดกุมเพียงพอหรือไม่ โดยฝ่ายบริหารต้องเข้าไปขันน็อตเพิ่มความเข้มข้น และปรับปรุงระเบียบให้ทันสมัยเพื่ออุดช่องโหว่ความหละหลวมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ประธานบอร์ดการบินไทย ยังประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงว่า เหตุการณ์อื้อฉาวครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือคนอื่นๆ ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียในอนาคต แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้โดยสารชาวไทยทั่วไปที่ต้องการเดินทางเข้าออสเตรเลียอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ทั้งต่อภาพลักษณ์ของการบินไทยและชื่อเสียงของประเทศ

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240866?anf=

ชลบุรีดันท่องเที่ยวสุขภาพ!! เร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับเทรนด์ Wellness Tourism โลกสู่โอกาสเศรษฐกิจใหม่ ยอดใช้จ่ายท่องเที่ยวพุ่ง 6% ปี 69 ธุรกิจโรงแรมปรับตัวสู่ Wellness Hospitality มาตรฐานใหม่

ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกจุดหมายปลายทางเพียงเพื่อพักผ่อน ไปสู่การมองหาประสบการณ์ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เติมเต็มจิตใจ และยกระดับคุณภาพชีวิต “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในกิจกรรม “KTC x Pride Run to Yacht” ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Wellness Tourism ต่อพฤติกรรมการเดินทาง การใช้จ่าย และศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำลังพัฒนาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความหลากหลายเข้าด้วยกัน 

ชลบุรีเดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย ชัยจินดารัตน์ อุปนายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี และนายกสมาคมการท่องเที่ยวและบริการศรีราชา เกาะสีชัง กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 5% จากปี 2568 ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท พร้อมยกระดับพื้นที่สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ โดยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัวและมีกำลังใช้จ่ายสูง แม้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ชลบุรีและพัทยายังคงมีสัญญาณเชิงบวก โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พื้นที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกือบ 90%

“ชลบุรีกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ไปสู่เมืองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพ ความยั่งยืน อาหาร ไลฟ์สไตล์ และความหลากหลายทางสังคมเข้าด้วยกัน”

ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Tourism for All เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม พร้อมพัฒนาแคมเปญเชิงประสบการณ์ อาทิ “Eat the East” และ “60+ Stay Free” รวมถึงส่งเสริมพัทยา ศรีราชา และบางแสน ให้เป็นจุดหมายสำหรับการจัดงานแต่งงานและกิจกรรมของกลุ่ม LGBTQ+ จากทั่วโลก

จากเมืองพักผ่อนสู่ Wellness Destination

นายชัยรัตน์ รัตโนภาส นายกสมาคมสปาแอนด์เวลเนสภาคตะวันออก กล่าวว่า แม้ชลบุรียังไม่ได้รับการจดจำในฐานะ Wellness Destination อย่างเด่นชัดเท่ากับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือสมุย แต่จังหวัดมีองค์ประกอบด้าน Wellness Tourism อยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมมาราธอน ไตรกีฬา กิจกรรมทางทะเล และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจแตกต่างกัน เพียงแต่ยังขาดการเชื่อมโยงและสื่อสารภายใต้ภาพเดียวกัน ชลบุรียังมีศักยภาพต่อยอดได้อีกมาก จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล และธุรกิจบริการ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ชัดเจนและแตกต่างมากขึ้น

“Wellness ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสปาหรือการดูแลสุขภาพ แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิต การพักผ่อน การออกกำลังกาย คุณภาพการนอน สุขภาพจิต และกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับผู้คน ด้วยความพร้อมของชลบุรี จังหวัดจึงมีโอกาสพัฒนาจาก Leisure Tourism ไปสู่ Leisure Wellness และต่อยอดสู่ตลาดเฉพาะ เช่น Sleep Tourism ผ่านโรงแรมและบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนระหว่างการเดินทาง”

เมื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่าย

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดท่องเที่ยวพบว่า หากไม่นับกรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรีมียอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งครอบครัว ผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง และผู้ที่สนใจกิจกรรมด้านสุขภาพ

ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซียังชี้ว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในหมวดสำคัญของผู้บริโภค โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มียอดใช้จ่ายเติบโตอยู่ที่ 6% ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวในหมวดโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวเติบโต 3%

นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรมที่มีจุดเด่นด้าน Wellness ในราคาจับต้องได้เติบโตประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อการพักผ่อน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้จังหวัดชลบุรีต่อยอดความพร้อมด้านโรงแรม กิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และบริการสุขภาพ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิง Wellness ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

Wellness Hospitality มาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงแรม

นางสาวศศิมา พานิชวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมอาร์เบอร์ โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ พัทยา กล่าวว่า แนวคิด Wellness Hospitality กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยความต้องการของผู้เข้าพักไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูแลร่างกาย แต่ขยายไปถึงการพักผ่อนทางใจ การสร้างสมดุลในชีวิต และการได้ใช้เวลาร่วมกับผู้คนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน

อุตสาหกรรมโรงแรมจึงกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้เข้าพักได้ลึกขึ้น ภายใต้แนวคิดExperience-Driven Hospitality โรงแรมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่พัก แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนากิจกรรมและบริการใหม่ ๆ ทั้งด้านสุขภาพ กีฬา ไลฟ์สไตล์ และการสร้างคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

ในมิติของการท่องเที่ยวที่เคารพความหลากหลาย นางสาวศศิมา กล่าวว่า การเป็น LGBTQ+ Friendly Destination ไม่ได้หมายถึงการจัดกิจกรรมเฉพาะในช่วง Pride Month แต่คือการสร้างวัฒนธรรมการบริการที่เปิดกว้าง เคารพความแตกต่าง และทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่

“สำหรับธุรกิจบริการ ความเข้าใจและการยอมรับความหลากหลายไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ที่ดี และเป็นจุดเริ่มต้นของความประทับใจในระยะยาว”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top