Sunday, 19 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘ดร.ปุณกฤษ’ เขียน “วิบัติโลก”!! โดย คอลัมนิสต์ THE STATES TIMES เจาะลึกสงครามข้อมูล “วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์” ถอดรหัสโลกบนขอบเหว สงคราม นิวเคลียร์ และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ชี้ผลสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์

“วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์ จากปฐมบท อิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล สงครามทำลายล้างตะวันออกกลาง” เขียนโดย “ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล”

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เกาะติดเจาะลึกอย่างไม่กระพริบตา ในฐานะบรรณาธิการข่าวต่างประเทศของสำนักข่าว  THE STATES TIMES เนื้อหาสาระในเล่มปรกอบด้วย

- โลกบนขอบเหวแห่งหายนะ 

- รากฐานของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

- “นิวเคลียร์” พลังแห่งความกลัว

- ไฟสงครามแห่งภูมิภาคตะวันออกกลาง

- พลวัตทางการทหารของสงครามสมัยใหม่ในตะวันออกกลาง

- ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

- วิกฤตเศรษฐกิจโลก

- ความเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจและพันธมิตร

- สงครามข้อมูลข่าวสาร

- ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในอนาคต

“เวียดนาม” บังคับใช้กฎหมาย!! เริ่มปรับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมสูงสุด 50 ล้านดอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. ครอบคลุมข่าวเท็จ ความรุนแรง และข้อมูลลับของรัฐอย่างเข้มงวด

เวียดนามเอาจริง! เริ่มปรับผู้เผยแพร่หรือแชร์ "เฟกนิวส์" สูงสุด 50 ล้านดอง มีผล 1 กรกฎาคมนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้ กฤษฎีกาฉบับที่ 174/2026/ND-CP ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผู้ที่ เผยแพร่หรือแชร์ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลที่ทำลายชื่อเสียงของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล จะถูกปรับ 20–30 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 25,000–37,000 บาท) นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพอุบัติเหตุที่สะเทือนขวัญ การนำผลงานข่าวหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาสินค้าต้องห้าม รวมถึงการแชร์ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่กฎหมายเวียดนามห้ามเผยแพร่

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธผลงานของการปฏิวัติ บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ ดูหมิ่นศาสนา หรือยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ จะถูกปรับ 30–50 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 37,000–63,000 บาท)

นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังใช้กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับของรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336404261981264/?rdid=vs47p88leLS46gDF#

แลนด์บริดจ์ยังไม่ถูกยกเลิก!! รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์–SEC ชะลอโครงการหลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน เปิดทางภาคประชาชนร่วมทบทวน พร้อมชะลอโครงการชุมพร–ระนอง

รัฐบาลถอย “แลนด์บริดจ์-SEC หลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน

กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กฎหมาย SEC และค้านการขยาย EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังประสบชัยชนะเหนือรัฐบาล จากการประชุมร่วมกันระหว่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับประสิทธื์ชัย หนูนวล แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้ข้อสรุปที่ออกมาเป็นบันทึกข้อตกลง
ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC )

1. กระทรวงคมนาคมจะไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อคณะรัฐมนตรี

2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน มีหน่วยงานภาครัฐ สนข. และผู้แทน SEC Watch ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาภาคใต้

3. ชะลอการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เพื่อทบทวนผลการศึกษาและแนวทางการพัฒนา โดยมีคณะกรรมการร่วมและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม

4. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ยุติการชุมนุมและการเคลื่อนไหว

จากบันทึกข้อตกลง แปลว่า “รัฐบาลแพ้” ได้หรือไม่ ถ้ามองในเชิงการเมือง สามารถกล่าวได้ว่า รัฐบาล “ถอย” จากจุดยืนเดิม

จึงถือว่าฝ่ายคัดค้านสามารถทำให้รัฐบาลหยุดกระบวนการที่กำลังเดินหน้าอยู่ได้ในทางการเมือง นี่ถือเป็น ชัยชนะระยะสั้นของภาคประชาชน แต่ภาษาพาดหัวข่าวอาจจะใช้คำว่า “ถอย” “ถอยกรูด-จะแรงขึ้นมานิด ถ้าใช้คำว่า ”แพ้“จะแรงมาก รัฐบาลก็จะเสียหน้า

ถ้าจะใช้คำว่า “รัฐบาลแพ้” คำนี้ต้องระมัดระวัง
เพราะรัฐบาลไม่ได้ลงนามว่า
-ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์
-ยกเลิก SEC ตลอดไป
-จะไม่ทำโครงการนี้อีก

รัฐบาลเพียงใช้คำว่า
-“ไม่เสนอ”
-“ชะลอ”
-“ทบทวน”
ซึ่งยังเปิดช่องให้กลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต แต่ในทางการเมือง โครงการ หรือแผนงานที่ถอย หรือตั้งกรรมการศึกษา ไม่ค่อยมีนำกลับมาทำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา หรือต่อลมหายใจให้รัฐบาล รัฐบาลยอมถอยในเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่า

รัฐบาลเลือกถอย เพื่อลดแรงกดดันจากการชุมนุม
ลดความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ ซื้อเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ลดความเสี่ยงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยังไม่มั่นคง และมีปัญหามากมายประเดประดังเข้ามาต่อเนื่อง

จากบันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเลือก “ถอยหนึ่งก้าว” มากกว่าจะ “แพ้ทั้งกระดาน” โดยยอมระงับการเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม ขณะที่อนาคตของโครงการยังไม่สิ้นสุด เพราะถ้อยคำในข้อตกลงใช้เพียงคำว่า “ไม่เสนอ” และ “ชะลอ” มิใช่ “ยกเลิก” ทำให้รัฐบาลหรือรัฐบาลชุดต่อไปยังสามารถรื้อฟื้นโครงการได้ หากผ่านการศึกษาทบทวนและได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการในอนาคต แต่อาจกล่าวได้ว่า “ถอยเอาเชิง” แต่รัฐบาลนี้จะกล้านำกลับมาปัดฝุ่นทำหรือเปล่า

2 กรกฎาคม 2531 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในหลวง ร.9 กษัตริย์นักพัฒนาแห่งแผ่นดินไทย เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด จารึกพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทย

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อมีการประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น

คำว่า “รัชมังคลาภิเษก” มีความหมายถึงพระราชพิธีอันเป็นมงคลยิ่งแห่งราชสมบัติ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานอย่างเป็นประวัติการณ์ พระราชพิธีครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษแห่งรัชสมัย พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อทอดพระเนตรปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในปี พ.ศ. 2531 จึงมิใช่เพียงพระราชพิธีเฉลิมฉลองระยะเวลาการครองราชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระแห่งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ ไปทรงรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่จริง พระองค์ทรงมองเห็นว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการเข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของราษฎร จึงเกิดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเหมารวม

หนึ่งในหัวใจสำคัญแห่งพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 คือการพัฒนาน้ำ เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงของชุมชน โครงการฝนหลวง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และระบบชลประทานขนาดเล็กจำนวนมาก ล้วนสะท้อนพระราชปณิธานที่ทรงต้องการให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

นอกจากด้านการเกษตรและทรัพยากรน้ำแล้ว พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาคน เพราะทรงเห็นว่าความรู้เป็นรากฐานของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมอาชีพ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ล้วนเป็นตัวอย่างของพระราชกรณียกิจที่มุ่งให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ ทดลอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บรรยากาศของวาระดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยได้ร่วมกันระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินมาอย่างยาวนาน

พระราชพิธีนี้ยังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น ก่อนที่ต่อมาพระองค์จะทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี นับเป็นรัชสมัยที่ยาวนานและเปี่ยมด้วยพระราชกรณียกิจอันลึกซึ้งต่อประชาชน

ความสำคัญของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงอยู่ที่การย้ำให้เห็นถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และในขณะเดียวกันก็สะท้อนพระราชจริยวัตรของกษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงลงพื้นที่ ทรงรับฟังปัญหา และทรงค้นหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับคนไทยจำนวนมาก ภาพจำของในหลวง ร.9 มิได้อยู่เพียงในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ หากอยู่ในภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปตามป่าเขา ทุ่งนา ชายแดน และหมู่บ้านห่างไกล พร้อมแผนที่ กล้องถ่ายภาพ ดินสอ และสมุดบันทึก เพื่อทรงศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วาระเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ณ ขณะนั้น และเป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยอย่างงดงาม
พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงมิได้เป็นเพียงพิธีแห่งราชสำนัก แต่เป็นวาระแห่งความทรงจำของชาติ เป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อความผาสุกของแผ่นดินไทย

ยุค ‘ทรัมป์’ ไม่มีมิตรภาพฟรี!! สื่อเผยทรัมป์หลุดปากแซะอินเดียไม่ควักเงิน ส่วนยูเครนถูกตีตราเจรจาไม่เป็น เซเลนสกีถูกตราหน้า "นักเจรจาสุดห่วย" ทรัมป์มองมิตรภาพโลกผ่านใบเสร็จรับเงิน

สื่อเผยทรัมป์หลุดคำพูดแฉยับอินเดียชอบของฟรี ส่วนเซเลนสกีคือนักเจรจาสุดห่วย

กลายเป็นหนังสือร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมิถุนายนทันทีเมื่อสองผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ The New York Times ปล่อยหนังสือ "Regime Change" แฉเบื้องลึกห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในช่วงสิบวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ #ทรัมป์ ซึ่งเนื้อหาข้างในทำเอาทั้งนิวเดลีและเคียฟถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันสะท้อนว่าในสายตาของประธานาธิบดีนักธุรกิจคนนี้ "มิตรภาพสากล" ไม่มีอยู่จริง มีแต่ "ใบเสร็จรับเงิน" เท่านั้น

1. โมดีและอินเดีย: พันธมิตรร่วมสาบาน ที่ "ไม่เคยจ่ายเงิน"
เรื่องราวสุดแสบสันเกิดขึ้นเมื่อรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) พยายามเสนอไอเดียแก้ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเสนอให้ #อินเดีย เป็นผู้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปตรึงแนวรบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กองกำลังนาโตไปกระตุ้นอารมณ์ของวลาดิเมียร์ ปูติน

แต่แวนซ์พูดไม่ทันขาดคำ ทรัมป์ก็เบรกหัวทิ่มพร้อมเสียงหัวเราะด้วยประโยคคลาสสิกว่า:
"คนอินเดียไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก... พวกเขาไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับเรื่องประเภทนี้แน่นอน"
แถมยังตบท้ายด้วยการนินทาแบบเจ็บลึกว่า "นายกฯ #โมดี น่ะชอบผมมากนะ และเขาก็อยากมาเยือนด้วย... แต่ก็นั่นแหละ คนอินเดียไม่เคยยอมควักเงินซื้ออะไรเลย"

คำพูดนี้ทำเอาภาพลักษณ์ "ผู้นำกลุ่มประเทศก้าวหน้า" ของอินเดียพังทลาย เพราะในโมเดลธุรกิจของทรัมป์ พันธมิตรมีแค่สองประเภทคือ "พวกที่ยอมจ่ายเงิน" กับ "พวกที่ชอบนั่งรถฟรี (Free Rider)" ซึ่งอินเดียถูกจัดอยู่ในหมวดหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ปากบอกเป็นเพื่อนรักอินโด-แปซิฟิก แต่พอตรวจบัญชีกลับพบว่าชอบต่อราคาอาวุธ แถมยังแอบไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียแบบเงียบ ๆ

2. เซเลนสกี: นักเจรจาสุดห่วยในสายตานักค้าที่ดิน
ไม่เพียงแค่อินเดียที่โดนด้อยค่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ #เซเลนสกี ของ #ยูเครน ก็โดนทรัมป์ตราหน้ากลางที่ประชุมว่าเป็น "Bad Negotiator" (นักเจรจาที่แย่มาก) ยิ่งไปกว่านั้น สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลัง ยังสำทับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในวงปิด โดยเปรียบเซเลนสกีว่าเป็นเหมือน "มิสเตอร์บีนเวอร์ชันเมายา (Mr. Bean on Adderall)"

เหตุผลที่ทีมงานของทรัมป์เอือมระอาเซเลนสกี เกิดจากการที่ยูเครนพยายามแบมือขอเงินและอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในมิติการเจรจาขอบเขตดินแดนหรือการเข้าเป้าหมายนาโต กลับไม่มีความยืดหยุ่นและไม่ยอมปล่อยดีล (Deal) ใด ๆ ออกมา ในสายตาของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างทรัมป์ การเจรจาที่ไม่รู้จักการ "หมุนไพ่" หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทน คือการทำธุรกิจที่ล้มเหลวสิ้นดี
เมื่อหน้ากาก "คุณธรรมโลกเสรี" ถูกฉีกกระชาก

สิ่งที่น่าสนใจจากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใช่ความหยาบคายของทรัมป์ แต่เป็น "การเปลื้องผ้า" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา:
-คำว่า "#ค่านิยมร่วมกัน" (Shared Values): พลิกออกมาดูหลังบ้านก็คือ "#ร่วมกันหารค่าใช้จ่าย" (Shared Bills) วันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือประเทศไหน ๆ ต่างต้องตื่นจากฝันหวานและกลับมาคำนวณตัวเลขใหม่ว่าการเป็นเพื่อนกับวอชิงตันมีราคาที่ต้องจ่ายเท่าไหร่

-สัจธรรมของประเทศขนาดเล็ก: ฉากทัศน์ของยูเครนคืออุทาหรณ์ชั้นดีว่า "การขายความน่าสงสาร" เพื่อแลกความช่วยเหลือทางการทหารมันมี "ช่วงเวลาหมดอายุ" เมื่อใดที่ผู้ควบคุมโรงละครในวอชิงตันเปลี่ยนคน บัญชีหนี้สินทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปเรียกเก็บที่เจ้าตัวทันที

สุดท้ายนี้ ทั้งพันธมิตรประเภท "ชอบนั่งฟรี" และแขกรับเชิญประเภท "นักเจรจาสุดบูด" ต่างก็ติดกับดักเดียวกัน นั่นคือการลืมตื่นมาส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า "บนโต๊ะเจรจาของมหาอำนาจ... ตนเองมีไพ่ในมือที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้จริง ๆ กี่ใบกันแน่?"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1029934099544129&id=100075826461941&rdid=mTbMLQOydp6No8My#

“ไทยออยล์” เดินหน้าสร้างคุณค่ายั่งยืน!! คว้า 4 รางวัล Alpha Southeast Asia ตอกย้ำองค์กรโปร่งใส บริหารแกร่ง นักลงทุนเชื่อมั่น พิสูจน์คุณภาพรายงานปีที่ 6 เสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

ไทยออยล์คว้า 4 รางวัลระดับสากลจากนิตยสาร Alpha Southeast Asia
ตอกย้ำความเป็นเลิศในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี และคุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 4 รางวัล จากงาน Alpha Southeast Asia's 16th Annual Institutional Investor Poll 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ ได้แก่

1.รางวัลการจัดการด้านนักลงทุนสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม (Most Organized Investor Relations) เป็นปีที่ 5
2.รางวัลผู้บริหารระดับสูงที่สนับสนุนงานนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Senior Management Investor Relations Support)
3.รางวัลนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่มีความสม่ำเสมอ (Most Consistent Dividend Policy) เป็นปีที่ 6
4.รางวัลรายงานประจำปียอดเยี่ยมของประเทศไทย (Best Annual Report in Thailand)
รางวัลดังกล่าวจัดโดยนิตยสาร Alpha Southeast Asia ซึ่งเป็นสื่อด้านการเงินและการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนสถาบันและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนทั่วภูมิภาค เพื่อยกย่ององค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ ความสัมพันธ์กับนักลงทุน และการกำกับดูแลกิจการ

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยออยล์ในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการบริหารจัดการทางการเงิน การสื่อสารกับนักลงทุน และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับบรรณาธิการ

ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

SME D Bank ติดปีกชุมชน!! ยกระดับผ้าลายโบราณ เสริมทักษะเพิ่มรายได้สูงวัย จับตลาดยุคใหม่พร้อมรักษ์โลก ขยายโมเดลสู่ชุมชนทั่วประเทศ

SME D Bank ติดปีกชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต่อยอดผ้าลายโบราณด้วยดีไซน์ ช่วยขยายตลาด เพิ่มรายได้ผู้สูงอายุ สร้างสังคมเท่าเทียม เติบโตยั่งยืน

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน จัดโครงการยกระดับเพิ่มศักยภาพให้แก่กลุ่มชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ดึงภูมิปัญญาผ้าลายโบราณสมัยอยุธยา ต่อยอดด้วยดีไซน์สมัยใหม่ ยกระดับเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด สนับสนุนเกิดการสร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เกิดเป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน นำหลัก ESG ( Environmental Social และ Governance) ขับเคลื่อนการทำงานในทุกมิติขององค์กร โดยให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่มอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเท่าเทียม เป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน คือ การยกระดับ “ชุมชน” ซึ่งถือเป็นฐานรากของสังคม และเศรษฐกิจไทย ด้วยการเติมเต็มในสิ่งที่ชุมชนต้องการ เพื่อจะพัฒนาสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง ส่งต่อประโยชน์สู่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืนต่อไป

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากนโยบายดังกล่าว ธนาคารจัดโครงการ “SME D Partner by CSR” ลงพื้นที่เข้าไปส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ตัวอย่างหนึ่ง คือ การยกระดับ “วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก)” ตั้งอยู่ วัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต.บ้านใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความโดดเด่นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มี "ผ้าลายอย่าง" (จุฬาพัสตร์) ซึ่งเป็นผ้าโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา ถูกค้นพบในตู้พระธรรม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มมีการนำลายผ้าดังกล่าว มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น กระเป๋า และผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกกลุ่มทั้งหมด คือ แม่บ้านสตรีสูงวัย ทำให้ขาดความรู้ในการบริหารจัดการต้นทุนการเงิน รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย อีกทั้ง สินค้ายังไม่มีความหลากหลายมากนัก รวมถึง ช่องทางตลาดค่อนข้างจำกัด มีวางจำหน่ายแค่ ณ สถานที่ตั้งของกลุ่ม ภายในวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) เท่านั้น ดังนั้น SME D Bank ช่วยเสริมศักยภาพ ด้วยการพาวิทยากรของธนาคารที่มีความชำนาญด้านการเงิน และวิทยากรจากหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น แนะนำบริหารการเงิน จัดทำบัญชี อีกทั้ง เชิญ นายธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าธนาคาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตกระเป๋าดีไซน์โดดเด่นจากวัสดุธรรมชาติ มาเป็นวิทยากร ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมและรักษ์โลก ช่วยให้สินค้ามีความหลากหลายทั้งดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย สามารถเพิ่มมูลค่าจากหลักสิบเป็นหลักพัน ช่วยตอบความต้องการผู้บริโภคปัจจุบัน และเทรนด์ธุรกิจสีเขียวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ธนาคารช่วยสนับสนุนด้านการตลาด เช่น จัดทีมทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ เปิดโอกาสให้สินค้ามาขายในงาน SME D Market ที่ธนาคารจัดขึ้น อีกทั้ง นำลวดลายผ้าโบราณมาตัดเย็บเป็นชุดและเครื่องประดับสำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำธนาคาร จัดซื้อสินค้าชุมชนมอบเป็นสินค้าที่ระลึกแก่หน่วยงานพันธมิตรในเทศกาลสำคัญ เป็นต้น อีกทั้ง ชักชวนเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิต และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีสูงอายุ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดเป็นชุมชนแห่งความสุข เท่าเทียม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป โดยธนาคารจะนำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปสู่การสนับสนุนชุมชนอื่นๆ ต่อไป

GGC ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน!! ยกระดับ B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยาน ขยายผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง รองรับเทรนด์โลก ร่วมมือภาครัฐ-เอกชน สร้างระบบนิเวศ SAF ตั้งเป้าลดคาร์บอน มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593

GGC ยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผลักดัน B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

พร้อมขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (HVP)

กรุงเทพฯ – บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เดินหน้ายกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการต่อยอดน้ำมันไบโอดีเซล (B100)  สู่การพัฒนา เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ควบคู่กับการเร่งขยาย พอร์ตผลิต ภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานรวมถึงความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำของตลาดโลก

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกฎระเบียบด้าน สิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น GGC มุ่งยกระดับธุรกิจ ด้วยการสร้าง สมดุลระหว่างการเติบโตและความยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ (Strengthen Core Business) การขยายการเติบโต สู่ผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (Growth Expansion through Bio-based and High Value Products) และการบูรณาการความยั่งยืน เข้ากับการ ดำเนินธุรกิจในทุกมิติ (Integrating Sustainability into Business) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

หนึ่งในทิศทางสำคัญของ GGC คือการต่อยอดศักยภาพ ของน้ำมันไบโอดีเซล (B100) สู่การพัฒนาเชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมาย  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การดำเนินการดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี นโยบาย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนา ระบบนิเวศ ของอุตสาหกรรม SAF ให้สามารถเติบโต ได้อย่างยั่งยืน บริษัทฯ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันการพัฒนา นวัตกรรม และกลไกด้านนโยบาย ที่เอื้อต่อการใช้ เชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน ตลอดจนสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่เชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับ ความต้องการ ของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพด้านวัตถุดิบชีวภาพ โดยเฉพาะ “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งสามารถต่อยอด สู่การผลิต SAF เพื่อรองรับการใช้ของสายการบินในภูมิภาค ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบิน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับ ทรัพยากร ชีวภาพของประเทศในระยะยาว”

"สำหรับ GGC การพัฒนา B100 สู่ SAF ไม่ใช่เพียงการต่อ ยอดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สู่พลังงานสะอาดที่มีมูลค่า เพิ่มสูง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล" ดร.กฤษฎา กล่าว

ขณะเดียวกันบริษัทฯ เดินหน้า ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products หรือ HVP) จากฐานธุรกิจเดิม ได้แก่ ไบโอดีเซล แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ อุตสาหกรรม แห่งอนาคต ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งาน ในอุตสาหกรรม (Industrial Application) อาทิ น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Bio-lubricant) และตัวทำละลายชีวภาพ (Bio-solvent) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนของโลก

จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว GGC เชื่อว่าจะส่งผลให้ เกิดการดำเนินงานของบริษัทฯ บรรลุเป้าหมายด้านการเงิน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emission) ในปี 2573 และมุ่งสู่การ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 สะท้อน ความมุ่งมั่น ในการสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแล สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรองรับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง GGC ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันของประเทศ ผ่านแนวคิด “สูตร 4-20-25” ที่มุ่งเพิ่ม ผลผลิตปาล์มเป็น 4 ตันต่อไร่ ยกระดับอัตรา การสกัด น้ำมันเป็น 20% เพื่อเป้าหมายลดต้นทุนไบโอดีเซลสู่ระดับ 25 บาทต่อลิตร  โดย GGC จะร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาวิจัย และกลุ่มเกษตรกร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับขีด ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ของประเทศ อย่างยั่งยืน

"การต่อยอด B100 สู่ SAF และการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง เป็นอีกก้าวสำคัญ ของประเทศไทย ในการสร้างคุณค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสิ่งที่ไม่ใช่เส้นทางเดิมๆ เพื่อก้าวข้ามการทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นจริง พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของ GGC ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน และสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว" ดร.กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย

คำร้อง ‘ศรีสุวรรณ’ สะดุด!! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมกล่าวหาพีระพันธุ์ใช้อำนาจมิชอบแต่งตั้งคณะทำงาน ศาลไม่รับคำร้อง ม.213 ปมพีระพันธุ์ ชี้ผู้ร้องยังไม่แสดงความเดือดร้อนเสียหายชัดเจน

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดี มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ เรื่องพิจารณาที่ ต. 48/2569 กรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ผู้ถูกร้อง) ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เป็นคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำที่ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่งผลให้ผู้ร้องซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับบุคคลดังกล่าวต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของผู้ถูกร้องละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 53

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2563 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1241019

Fashion Diplomacy ไทยผงาดยุโรป!! ‘ปฐม อินทโรดม’ ย้ำชุดไทยไม่ใช่แค่ความงาม สมเด็จพระราชินี ในฉลองพระองค์ชุดไทย กลายเป็นภาพจำแห่ง Soft Power ไทยบนเวทียุโรป สะท้อนความสำเร็จการทูตผ่านแฟชั่นและมรดกวัฒนธรรม

หลายคนอาจมองว่าการเสด็จเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในปีนี้ เป็นเพียงภารกิจทางการทูตตามปกติ แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่านี่คือ Fashion Diplomacy ที่ใช้แฟชั่นและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตที่เหมาะเจาะและทรงพลังที่สุดในปีนี้

ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทย ท่ามกลางบรรยากาศของราชสำนักฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสง่างาม แต่เป็นการประกาศต่อสายตาชาวโลกว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า มีเอกลักษณ์ และสามารถยืนเคียงข้างวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรปได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

ผมเชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างละเอียดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดนิทรรศการ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ที่กรุงปารีส ซึ่งนำเสนอวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมโยงเรื่องราวของผ้าไหม งานปัก งานหัตถศิลป์ และอิทธิพลของแฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงาม

ภาพของผู้คนที่ต่อแถวเข้าชมนิทรรศการอย่างล้นหลาม กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า Soft Power ของไทยยังมีพลังอย่างยิ่ง ผู้เข้าชมจำนวนมากอาจไม่เคยรู้จักชุดไทยมาก่อน แต่กลับประทับใจกับความละเอียดอ่อนของงานฝีมือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องแต่งกายแต่ละชุด นี่คือหัวใจของ Soft Power เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้รักประเทศไทย แต่ผู้คนกลับอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง

ที่น่าสนใจคือ กระแสตอบรับจากสื่อต่างประเทศก็สะท้อนความสำเร็จครั้งนี้อย่างชัดเจน

- Vogue นิตยสารแฟชั่นระดับโลก ถึงกับนำเสนอเรื่องราวของชุดไทยและนิทรรศการในฐานะตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างราชสำนักไทยกับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยใช้แฟชั่นเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและการทูตได้อย่างแยบยล

- เว็บไซต์ติดตามราชวงศ์ยุโรปอย่าง New My Royals ให้ความสำคัญกับฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเป็นพิเศษ โดยจัดอยู่ในหมวด Royal Fashion และชื่นชมความสง่างามของชุดไทยที่สามารถยืนเคียงข้างราชสำนักยุโรปได้อย่างโดดเด่น

ส่วนสำนักข่าวภาพระดับโลกอย่าง Reuters และ Anadolu Agency แม้จะเน้นรายงานการเสด็จเยือนในมิติทางการเมืองและการทูต แต่ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทยกลับถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วโลก กลายเป็นภาพจำของการเยือนครั้งนี้โดยปริยาย

ในโลกยุคใหม่ อำนาจของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป แต่ยังวัดกันด้วยความสามารถในการทำให้คนทั้งโลกหลงใหลในวัฒนธรรมของตนเอง เกาหลีมี K-Pop ญี่ปุ่นมีอนิเมะ ฝรั่งเศสมีแฟชั่นชั้นสูง ส่วนประเทศไทยเองก็มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ใคร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังเล่าเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ดีพอ

และหากพูดถึงผู้ที่วางรากฐานของ Fashion Diplomacy ไทย คงไม่อาจละเลยพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำผ้าไหมไทยและชุดไทยออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อกว่าหกทศวรรษก่อน จนทำให้ผ้าไหมไทยกลายเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นสากล และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบจำนวนมาก

การเสด็จเยือนยุโรปในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมและส่งต่อเรื่องราวของประเทศไทยผ่านภาษาสากลที่เรียกว่า “แฟชั่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะบางครั้ง Soft Power ไม่ได้เกิดจากแคมเปญโฆษณาราคาแพง ไม่ได้เกิดจากการซื้อสื่อหรือการประชาสัมพันธ์อย่างเอิกเกริก แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกหยุดมองภาพหนึ่งภาพ แล้วพูดพร้อมกันว่า ชุดไทยช่างสวยเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27257669797192798/?rdid=zvSGqHLpXKoDVzyS#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top