Sunday, 18 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

พิณนารา ลุยตลาดสกินแคร์!! ยอดขายเซรั่มทะลุ 10 ล้านขวด ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทปี 69 ชูพรีเซ็นเตอร์ 'ไบรท์' เสริมแกร่งแบรนด์ ขยายตลาดโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศ

“พิณนารา” ฉลองความสำเร็จยอดขาย 10 ล้านขวด คว้า “ไบรท์ พิชญทัฬห์” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรก กางโรดแมป ปี’69 บุกโมเดิร์นเทรดทั่วไทยและตลาดโลก ดันยอดขายทะลุ 500 ล้านบาท ในปี 71

แบรนด์ “พิณนารา” (Pinnara) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และบำรุงผิวพรรณจากสารสกัดธรรมชาติของไทย ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในตลาดสกินแคร์ด้วยยอดขายสะสมของ “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” ทะยานทะลุ 10,000,000 ขวด พร้อมเดินหน้าขยายอาณาจักรความงามทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พิสูจน์จุดเด่นวัตถุดิบท้องถิ่นไทยอย่างมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิคที่ผสมผสานนวัตกรรมบำรุงผิวได้อย่างลงตัว เป็นไอเทมสุดฮิตครองใจผู้บริโภคในระดับสากล

นายปณต โชควัฒนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารา ทรี จำกัด เปิดเผยว่า“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของตนเอง ที่เล็งเห็นความนิยมของน้ำมันมะพร้าวไทยในกลุ่มชาวจีน แต่พบข้อจำกัดเรื่องกลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เหนียวเหนอะหนะ จึงได้คิดค้นเซรั่มมะพร้าวสูตรพิเศษที่ซึมไว กลิ่นหอมละมุน บำรุงได้ตั้งแต่ผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม จนปัจจุบันสามารถส่งออกไปยังกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยได้รับการจดแจ้ง FDA จากหลายประเทศชั้นนำ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น"

“บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการชู “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” เป็นสินค้าเรือธง ด้วยการใช้อัตลักษณ์ความเป็นไทยผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ที่เลือกสรรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค ผสมผสานกับวิตามินซี และวิตามินอีเข้มข้น ช่วยตอบโจทย์การบำรุงผิว และเส้นผมอย่างอ่อนโยน ซึ่งนอกเหนือจากเซรั่มมะพร้าวแล้ว แบรนด์ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอีกมายมาย เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค แชมพู และครีมนวดผมมะพร้าวผสมอาร์แกนออยล์ รวมถึงครีมหมักผมมะพร้ามผสมเคราติน เป็นต้น”

“จากผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัท นารา ทรี จำกัด และบริษัทในเครือ สร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งด้วยรายได้รวมเกือบ 200 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลัก 70% มาจากเซรั่มมะพร้าวพิณนารา และอีก 30% มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตสู่ 300 ล้านบาท พร้อมวางโรดแมปเชิงรุกในการผลักดันยอดขายให้แตะ 500 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยเตรียมทุ่มงบลงทุนระลอกใหญ่กว่า 100 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิต และการลงทุนเครื่องจักร ให้รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2569 นี้”

เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ นายปณต ได้เผยถึง 5 กลยุทธ์หลักในการสเกลอัปธุรกิจ เพื่อขยายฐานลูกค้า Gen Z พร้อมบุกตลาดนักท่องเที่ยว ว่า “เริ่มต้นจากกลยุทธ์ที่ 1 Product Core & Identity ที่มุ่งเน้นความเป็นไทยในทุกมิติ ผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ต่อด้วยกลยุทธ์ที่ 2 Audience Expansion ซึ่งเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายเดิม จากวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป ให้ครอบคลุมกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20 ปี ขึ้นไป ผ่านการสื่อสารที่ทันสมัยมากขึ้น และมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ Deep Moisture super Serum และ Intensive Whitening Super Cream ในรูปแบบสกินแคร์ซองที่เข้าถึงง่ายราคาสบายกระเป๋า สำหรับ กลยุทธ์ที่ 3 Cross-Border & Localized KOLs มุ่งเน้น Influencer Marketing โดยทุ่มงบรีวิวและเอนเกจเมนต์ผ่าน Local Influencer ในไทยจาก 200 คนในปีที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 500 คน ในปี 2569 ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม TikTok Facebook Instagram และ Lemon8 ขณะที่ต่างประเทศเน้นการใช้ Local KOLs ของแต่ละประเทศเพื่อการสื่อสารที่ตรงจุด เช่น การเจาะตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์ม Xiaohongshu และ Douyin รวมถึงการกระจายรีวิวผ่าน Local KOLs ในหลากหลายประเทศ รวมกว่า 1,000 คน เพื่อผลักดันให้แบรนด์พิณนารา กลายเป็น “Must-Have Item” หรือของฝากยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องซื้อกลับบ้าน”

“ปัจจุบันรายได้หลักมาจากตลาดในประเทศ 58% ตามด้วยรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวขาเข้า 22% และการส่งออก 20% บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ 4 Omnichannel & Inbound Tourism ด้วยการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรด และบิวตี้สโตร์ชั้นนำของไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันมีวางจำหน่ายที่ บิ๊กซี โลตัส กูรเม่ต์ มาร์เก็ต ท็อปส์ วัตสัน คิงพาวเวอร์ Eveandboy Boots ซีเจ มอร์ รวมถึง Pinnara Store ที่เตรียมขยายเพิ่มเป็น 30 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2569 นี้ ขณะเดียวกัน ยังขยายการจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ผ่านช่องทางอย่าง บิ๊กซีฮ่องกง และวัตสันไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ ในส่วนกลยุทธ์ที่ 5 ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญในปี 2569 Mass Awareness x Brand Trust โดยบริษัทฯ ทุ่มงบการตลาดรวมกว่า 50 ล้านบาทปูพรมสื่อโฆษณา เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่าง

ยิ่งใหญ่จัดเต็มกับสื่อ Out of Home ในการติดตั้งป้ายบิลบอร์ด และหน้าจอ LED โฆษณาตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเมือง พร้อมทั้งสื่อโฆษณาเคลื่อนที่บนรถประจำทาง เพื่อสร้างการรับรู้และความจดจำแบรนด์ในวงกว้างสู่ผู้บริโภคระดับแมสอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญยังได้สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนแรกของแบรนด์ “ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” ผู้ประกาศข่าวสาวมากฝีมือจากรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ที่มาพร้อมแคมเปญ “ใช้ทุกวัน ไบรท์ทุกวัน” ซึ่งแบรนด์มั่นใจว่าภาพลักษณ์ที่มีความน่าเชื่อถือ รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ดูสดใส และเป็นธรรมชาติของพรีเซ็นเตอร์จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในแบรนด์ ตอกย้ำความเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์คุณภาพสูงที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และช่วยขับเคลื่อนแบรนด์พิณนาราให้ก้าวสู่การเป็นสกินแคร์สัญชาติไทยที่ครองใจผู้บริโภคทั้งในประเทศ และระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”

“บริษัทฯ มั่นใจว่าจากกลยุทธ์ดังกล่าว จะสร้างการเติบโต และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสมัยใหม่ทั้งชาย-หญิง รวมทั้งจะช่วยสานต่อความสำเร็จในการทำตลาดของบริษัท นารา ทรี และบริษัท ในเครือ พร้อมผลักดันยอดขายโดยรวมให้เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายปณต กล่าวทิ้งท้าย

‘รัดเกล้า’ ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม”?! แนะเปลี่ยน Work Hard เป็น Work Smart ขาดระบบบัญชาการจัดการวิกฤต จี้ตั้งระบบบัญชาการน้ำท่วม ใช้มืออาชีพช่วยประชาชน เตือนน้ำลด หนี้อาจท่วมประชาชน

“รัดเกล้า” ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม?” แนะเปลี่ยน “Work Hard” เป็น “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤตน้ำท่วม เลิกสวมบทอาสาแจกถุงยังชีพ เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” หวั่นประชาชนเครียดสะสม

“เตือนแล้วไม่พอ ถ้าประชาชนยังออกจากพื้นที่ไม่ได้” “รัดเกล้า” สะท้อนเสียงพี่น้องเคหะร่มเกล้า หลังลงพื้นที่ช่วยเหลือต่อเนื่อง 4 วัน พบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนยังติดค้างในพื้นที่ ชี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนหรือไม่มีของ แต่ขาด “ระบบบัญชาการ” แนะรัฐใช้มืออาชีพตรงกับภารกิจ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด หวั่น “น้ำลด แต่หนี้ท่วม” และปัญหาความเครียดที่อาจนำไปสู่เหตุสลด

วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องอุทกภัย สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการสาธารณภัยของภาครัฐว่า “เกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศเรา”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการเป็นเสียงแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน โดยพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่รัฐต้องนำมาคิดในการวางระบบอพยพ ไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนภัย

นางรัดเกล้าระบุว่า ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นแล้ว โดยตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา รัฐควรย้อนกลับมาดูว่าระบบช่วยเหลือและอพยพมีช่องว่างตรงไหน

“เราต้องเลิกพูดว่า ‘เตือนแล้ว’ ‘สั่งแล้ว’ หรือ ‘ประชาชนไม่ยอมออกเอง’ เพราะถ้าเตือนแล้วประชาชนยังออกไม่ได้ คำถามของคนที่รับผิดชอบต้องเป็นว่า ทำไมเขายังออกไม่ได้ และรัฐต้องแก้ตรงไหนให้เขาออกได้”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ไม่ได้ขาดคน และไม่ได้ขาดทรัพยากร เพราะมีทั้งเรือ อาหาร ยา รวมถึงประชาชน อาสาสมัคร และมูลนิธิจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและประสานทรัพยากรทั้งหมดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เรือมี คนมี อาหารมี ยามี แต่สิ่งที่ไม่มีคือไม่มีใครรู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังไม่ได้รับ นี่คือสิ่งที่ระบบต้องตอบ”

เคหะร่มเกล้า สะท้อนปัญหา “มีคนช่วย แต่ระบบยังไม่ทำงาน”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำ แต่เป็นเรื่องชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟฟ้าดูด ส่งผลให้ประชาชนในแฟลตจำนวนมากต้องอยู่ในความมืด ขณะที่ยังมีความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค

พื้นที่แฟลตประมาณ 130 อาคารยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และมีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับประทานนมมาหลายวัน ขณะที่ประชาชนพยายามใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำท่วม แต่คือชีวิตจริงของคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในบ้านของเขา”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการลงพื้นที่ โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจไม่ควรจบเพียงการนำสิ่งของไปแจกจ่ายหรือทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครอีกหนึ่งกลุ่ม แต่ควรทำหน้าที่ วางระบบบัญชาการ ประสานงาน และจัดสรรทรัพยากร ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก “Work Hard” สู่ “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤต

นางรัดเกล้าเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงานจากเพียง Work Hard เป็น Work Smart เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้คนให้ถูกกับงาน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยยกตัวอย่างการกู้ภัยถ้ำหลวง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้ามาร่วมภารกิจ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะมีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ และนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาใช้ให้ตรงกับภารกิจ

“ศูนย์บัญชาการจะไม่มีความหมาย หากผู้บัญชาการไม่มีความรู้และความชำนาญ วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นผู้มีอำนาจลงพื้นที่ แต่ต้องการเห็นว่าทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง”

นางรัดเกล้าย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ต้อง ทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการระดมบุคลากรจำนวนมากลงพื้นที่โดยไม่มีผู้บัญชาการภารกิจที่เห็นภาพรวม

เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” เร่งเยียวยาเศรษฐกิจ–จิตใจ ก่อนเกิดเหตุสลด

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวถึงผลกระทบหลังน้ำลดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับบ้านเรือน รถยนต์ และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่รายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น

“น้ำลด แต่หนี้อาจท่วม” จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ ทั้งมาตรการฟื้นฟูบ้านเรือน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ การดูแลรายได้ของประชาชน ตลอดจนการเยียวยาด้านจิตใจ

นางรัดเกล้าแสดงความกังวลว่า ความเครียดจากความสูญเสีย หนี้สิน และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต อาจสะสมจนเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

“ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ การบริหารจัดการของรัฐต้องควบคุมให้ได้ ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ยืนรอดูน้ำลดลงตามธรรมชาติด้วยตัวเอง”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศว่า “เอาอยู่” หรือภาพการลงพื้นที่ แต่คือการเห็นรัฐสามารถจัดระบบการทำงานให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้จริงในเวลาที่เกิดภัย

“ประชาชนไม่ได้ต้องการให้รัฐมาสัญญาว่า ‘เอาอยู่’ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเกิดภัย รัฐอยู่กับเขา และช่วยเขาออกจากภัยได้จริง”

3 ตุลาคม 2436 ฝรั่งเศสบังคับสยาม ลงนามยกดินแดน ต้องเสียพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง นวิกฤตการณ์ ร.ศ.112

เป็นอีกหนึ่งวันที่ลูกหลานไทยต้องจดจำ เมื่อสยามต้องกลืนเลือดทำสนธิสัญญา กับฝรั่งเศส ที่เรียกว่า “สนธิสัญญาสันติภาพ” ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ที่ทำให้ไทยเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ในครั้งนั้น ฝรั่งเศส ได้บังคับสยามลงนามยอมรับว่าดินแดนบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นของฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองจันทรบุรีที่ฝรั่งเศสยึดไว้เป็นหลักประกัน

โดยหลังจากการลงนามนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ทรงพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ทั้งโดยวิธีทางการทูต การทหาร และการแสวงหาความช่วยเหลือจากมหาอำนาจอื่น จนทรงพระประชวรและทรงคิดว่าอาจสวรรคต ยิ่งไปกว่านั้นการเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ส่งผลทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้ง จนถึงกับน้ำพระเนตรไหล
แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงหักพระทัยได้ ทรงรับสั่งเป็นเชิงปรารภว่า "การเสียเขตแดนแต่เพียงเล็กน้อยตามชายพระราชอาณาจักรซึ่งเราเองก็ทำนุบำรุงรักษาให้เจริญเต็มที่ไม่ได้นั้น ก็เปรียบเหมือนกับเสียปลายนิ้วของเราไป ยังไกลอยู่ รักษาหัวใจกับตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

รถไฟจีนทุบสถิติ!! 25.2 ล้านคนใช้รถไฟวันแรก เพิ่มเที่ยวอีก 1,462 เที่ยวรับมือ เมืองปักกิ่งกว่างโจวฮอตสุด คาดช่วงหยุดยาวทะลุ 284 ล้านคน

ยอดโดยสารรถไฟหยุดยาว 'วันชาติจีน' วันแรก ทุบสถิติทะลุ 25 ล้านครั้ง

ปักกิ่ง, 2 ต.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (2 ต.ค.) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด รายงานปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) อยู่ที่ 25.2 ล้านครั้ง ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงเวลาหนึ่งวัน พร้อมคาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 2 ต.ค. จะอยู่ที่ 20.39 ล้านครั้ง และมีการเดินรถเพิ่มเติม 1,462 เที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่พุ่งสูง

ข้อมูลการจำหน่ายบัตรโดยสารล่วงหน้าระบุว่าเมืองต้นทางยอดนิยมในวันศุกร์ (2 ต.ค.) ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู เซินเจิ้น หางโจว อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว และหนานจิง ขณะเมืองปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เฉิงตู หางโจว เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว หนานจิง และฉางซา ส่วนเส้นทางเดินรถอย่างเส้นทางไปกลับซีอัน-เฉิงตู และเส้นทางปักกิ่งไปเสิ่นหยาง เจิ้งโจว และชิงเต่า เป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุด

ทั้งนี้ หน่วยงานการรถไฟทั่วจีนได้ยกระดับการจัดการระบบขนส่งและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟ ช่วงหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ก.ย.-8 ต.ค. จะอยู่ที่ราว 284 ล้านครั้ง

ที่มา : Xinhua

วอลเลย์บอลชายไทยเดินหน้าต่อ!! ชนะกาตาร์ 3-1 25-20, 25-19, 21-25, 25-21 ทะลุรอบชิงอันดับ 5 เอเชียนเกมส์ เอเชียนเกมส์ 2026 ญี่ปุ่น แสดงพลังแก้ตัวสำเร็จ

ตบหนุ่มไทย แก้ตัวสำเร็จ หลังเดินหน้าตบเอาชนะ กาตาร์ ในรอบจัดอันดับ 5-8 ตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่น

วอลเลย์บอลชาย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันในรอบจัดอันดับ 5-8 ทีมวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย อันดับ 52 ของโลก ลงสนามพบ กาตาร์ อันดับ 43 ของโลก

แมตช์นี้ ปาร์ค กีวอน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ส่งผู้เล่น 6 คนแรกประกอบด้วย บุญญฤทธิ์ วงศ์ธร กัปตันทีม, ธูปดิษฐ์ พระพุทธ, นภาเดช พินิจดี, อนุชิต ภักดีแก้ว, ธนัสถ์ บำรุงภักดี, ชัยวัฒน์ ถุงคำ และตัวรับอิสระ นครินทร์ อินธนู

ผลปรากฎว่า แมตช์นี้เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่ ตบหนุ่มไทย จะเป็นฝ่ายเอาชนะไป 3-1 เซ็ต 25-20, 25-19, 21-25 และ 25-21 คว้าชัยชนะ แก้ตัวผ่านเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ได้สำเร็จ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10422576

‘ปูติน’ ย้ำบทเรียนสงครามเย็น!! เตือนโลกไม่ควรเดินซ้ำเส้นทางแบ่งขั้วด้วยม่านเหล็กใหม่ มาตรการคว่ำบาตรหลายพันฉบับ ปูตินเตือนนโยบายนี้จะล้มเหลว ย้ำหลักความมั่นคงแบ่งแยกไม่ได้

มอสโก, 2 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมเต็มคณะของการประชุมประจำปีครั้งที่ 23 ของคลังสมองวัลได กล่าวว่ากลุ่มชาติตะวันตกกำลังสร้าง "ม่านเหล็ก" อันใหม่ในประชาคมระหว่างประเทศโดยใช้มาตรการจำกัดและโดดเดี่ยวแบบกินวงกว้าง ซึ่งจะเป็นนโยบายที่ล้มเหลวและสวนทางกับเจตจำนงของรัสเซีย

ปูตินชี้ว่ากลุ่มประเทศตะวันตกได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียหลายพันรายการ ขัดขวางการติดต่อทางการทูตกับผู้แทนรัสเซีย และพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียออกจากกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งที่บทเรียนจากยุคสงครามเย็นช่วยให้เห็นแล้วว่าความพยายามของสหภาพโซเวียตในการสร้างม่านเหล็กจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และความพยายามในยุคปัจจุบันที่จะสร้างกำแพงทางอุดมการณ์และภูมิรัฐศาสตร์นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงและจะพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ท่ามกลางพลวัตโลกปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปูตินเน้นย้ำหลักการพื้นฐานที่มีมานานของรัสเซีย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของระเบียบโลกที่มีเสถียรภาพในอนาคต นั่นคือความมั่นคงของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือกลุ่มประเทศใดกลุ่มหนึ่งไม่ควรแลกมาด้วยความมั่นคงของฝ่ายอื่นๆ โดยแนวคิดความมั่นคงที่แบ่งแยกไม่ได้เป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบธรรมาภิบาลโลกรูปแบบใหม่ที่ชอบธรรม ซึ่งทุกประเทศควรยึดมั่นกฎเกณฑ์นี้เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์

ที่มา : Xinhua

BKKCAW 2026 เปิดฉาก!! งานสัปดาห์ภูมิอากาศเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เชิญสื่อและนักเล่าเรื่องร่วมกิจกรรม เน้นพลังลงมือทำร่วมกันสู้วิกฤติคลายร้อน ผสานชุมชน ภาคธุรกิจ สร้างอนาคตยั่งยืน

BKKCAW 2026 เริ่มแล้วเสาร์นี้ มาร่วมติดตาม “Story Hub” เพื่อไม่พลาดไฮไลต์กิจกรรมสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์

ขอเชิญชวนสื่อมวลชน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และนักเล่าเรื่อง ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของพลังแห่งการลงมือทำร่วมกัน แนวทางแก้ปัญหาที่นำโดยชุมชน และบทบาทผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

กรุงเทพฯ 1 ตุลาคม 2569 – งาน Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) จะเปิดฉากขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ โดยเชิญชวนสื่อมวลชนและเหล่านักเล่าเรื่องลงทะเบียนเข้าร่วม BKKCAW “Story Hub” เพื่อค้นหาและนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นว่าพลังของการลงมือทำร่วมกัน สามารถช่วยสร้างอนาคตที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร

เมื่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้นทั่วเอเชีย ตั้งแต่การละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยอย่างรุนแรงในเนปาล ไปจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุดในกรุงเทพฯ BKKCAW 2026 ภายใต้แนวคิด “เมืองนี้เราลิขิต เศรษฐกิจแห่งความหวัง” หรือ “Rao Likit: Economy We Shape, Climate We Share” เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมารวมพลัง ร่วมรับมือ และร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคมนี้ BKKCAW 2026 จะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากทุกภาคส่วนได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านกิจกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปิน ผู้กำกับภาพยนตร์ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปที่ขับเคลื่อนงานด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับชุมชนและภาคประชาสังคม ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการรับมือและสร้างผลกระทบต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ไฮไลต์ของปีนี้ ได้แก่ เทศกาลภาพยนตร์ Changing Climate, Changing Lives (CCCL) Film Festival ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม เวลา 13:00-17:00 น. ณ noble PLAY ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้คนและชุมชน, เวิร์กช็อป “How to Land a Job in Climate: A Career Transition Workshop” ที่ในวันที่ 8ตุลาคม เวลา 18:30-21:00 น. ณ Slowcombo ที่ชวนสำรวจเส้นทางสู่อาชีพด้านสภาพภูมิอากาศ และเวทีเสวนา ‘Our Economy, Our Choice’ วันที่ 6 ตุลาคม เวลา 16:30-20:00น. ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี ซึ่งจะชวนผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทางเลือกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นตลอดสัปดาห์ สื่อมวลชน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และนักเล่าเรื่องที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมและติดตามกิจกรรมภายในสวนลุมพินี ตลอดช่วงการจัดงานได้
“BKKCAW Story Hub” จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนและนักเล่าเรื่อง โดยนำเสนอ
-ข้อมูลอัปเดตรายวันเกี่ยวกับกิจกรรมและความเคลื่อนไหวตลอดช่วง Bangkok Climate Action Week
-ภาพถ่ายและวิดีโอจากช่างภาพของงานและผู้เข้าร่วมกิจกรรม
-โอกาสในการเชื่อมต่อกับแหล่งข่าวโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ
-เรื่องราวและประเด็นน่าสนใจที่ได้รับการคัดสรรตลอดทั้งสัปดาห์ พร้อมข้อมูลเชิงลึกเพื่อการต่อยอดประเด็นข่าว

นอกเหนือจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ยังมีเรื่องราวของผู้คนที่กำลังลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ และพัฒนาทางออกให้กับชุมชนของตนเอง BKKCAW Story Hub จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถค้นหา เข้าถึง และนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้สู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วม BKKCAW Story Hub เพื่อเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์เนื้อหา กำหนดการและกิจกรรมทั้งหมด สามารถดูรายละเอียดได้ที่กำหนดการกิจกรรมเวทีหลัก และกำหนดการกิจกรรมตลอดทั้งสัปดาห์ของงาน Bangkok Climate Action Week

‘โซเฟีย มอนโกเมอรี่’ ผงาดคว้าทองเรือใบ ILCA6 หญิง!! สร้างผลงานสุดยอด พาไทยซิวทองที่ 13 เอเชียนเกมส์ 2026 ที่นาโกย่า จบแต้มเสียรวม 26 คะแนน แซงคู่แข่งจากสิงคโปร์และอินเดีย

โซเฟีย มอนโกเมอรี่ แล่นใบสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน คว้าทองที่ 13 ในประเภท Dinghy หญิง (คลาส ILCA6) ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20

เรือใบ ในมหกรรมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันรอบสุดท้าย โซเฟีย มอนโกเมอรี่ นักกีฬาเรือใบลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ลงแข่งขัน ในประเภท Dinghy หญิง (คลาส ILCA6)

สำหรับก่อนหน้านี้ โซเฟีย ทำผลงานในรอบควอลิฟายทั้ง 9 เรซ ได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 จากการมีแต้มเสียน้อยที่สุด 21 คะแนน โดยตัดรอบที่แต้มเสียมากที่สุด

ส่วนผลการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศปรากฎว่า โซเฟีย มอนโกเมอรี่ นักกีฬาเรือใบลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ต้องลงแข่ง 2 ทำแต้มเสียรวม 5 คะแนน จบการแข่งขัน มีแต้มเสียรวมทั้งหมด 26 คะแนน น้อยที่สุดเป็นอันดับ 1 คว้าเหรียญทองไปครองส่วนเหรียญเงินเป็นของนักกีฬาสิงคโปร์ และเหรียญทองแดงเป็นของนักกีฬาอินเดีย

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10422441

รัสเซียอ้าง NATO มีฐานรอบคาลินินกราดหลายสิบแห่ง!! รัสเซียจะใช้ขีดความสามารถเฉพาะตอบโต้ นาโตรุกคืบที่คาลินินกราด กำลังพลนานาชาติ 2,000 นาย อาวุธแม่นยำสูงทดสอบสมรบเต็มรูปแบบ

อเล็กซานเดอร์ สเตปานอฟ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันกฎหมายและความมั่นคงแห่งชาติ RANEPA กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik ขณะให้ความเห็นต่อคำกล่าวของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการโจมตีจากนาโตว่า ขณะนี้มีการวางกำลังโครงสร้างพื้นฐานทางทหารเชิงรุกโดยรอบภูมิภาคคาลินินกราด

สเตปานอฟระบุว่า
“ขณะนี้มีกลุ่มกำลังร่วมนานาชาติ 4 กลุ่ม รวมกำลังพลประมาณ 2,000 นาย ประจำการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ภูมิภาคนี้ รวมถึงรัฐบอลติก กำลังถูกติดตั้งอาวุธโจมตีแม่นยำสูงอย่างรวดเร็ว”

เขากล่าวต่อว่า มีการซ้อมรบร่วมหลายชาติที่มุ่งจำลองการปิดล้อมทะเลบอลติก ขณะเดียวกัน โครงการแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ หรือ Nuclear Sharing อาจขยายไปยังประเทศใหม่ ๆ รวมถึงฟินแลนด์และรัฐบอลติก ซึ่งตามมุมมองของสเตปานอฟ อาจนำไปสู่การทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นพื้นที่ติดตั้งศักยภาพนิวเคลียร์ และสร้างวงล้อมของประเทศต่าง ๆ รอบภูมิภาคคาลินินกราด
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในเวที Valdai ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า หากเกิดการโจมตีคาลินินกราด รัสเซียจำเป็นต้องใช้ข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันของตน เนื่องจากรัสเซียมีขีดความสามารถด้านอาวุธทำลายล้างที่มีลักษณะเฉพาะ

สเตปานอฟกล่าวว่า
“สหพันธรัฐรัสเซียมีขีดความสามารถในการทำให้ภัยคุกคามส่วนใหญ่เป็นกลางได้ด้วยวิธีการตามแบบ”
ตามความเห็นของสเตปานอฟ รอบภูมิภาคคาลินินกราดมีสิ่งอำนวยความสะดวกของนาโตอยู่หลายสิบแห่ง ซึ่งอาจถูกทำลายได้ด้วยการโจมตีผสมผสานโดยใช้อาวุธแม่นยำสูงที่ไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า

“ในแง่นี้ เราอาจพูดได้ถึงการทดสอบเชิงรบของระบบ Oreshnik ในรูปแบบสมบูรณ์ ซึ่งติดตั้งหัวรบพิเศษ พิสัยของมันอยู่ที่ 4,500 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ยุโรปทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top