Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

17 พฤษภาคม 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิด “เขื่อนภูมิพล” อย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นพลังงานน้ำไทย หมุดหมายสำคัญของการพัฒนาพลังงานและแหล่งน้ำไทย

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก อย่างเป็นทางการ พร้อมทรงกดปุ่มขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 1 เข้าระบบ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งการผลิตไฟฟ้า การจัดการน้ำ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยในยุคสมัยใหม่

เขื่อนภูมิพลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยระบุว่าเป็น เขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย และเดิมมีชื่อว่า “เขื่อนยันฮี” ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระปรมาภิไธยให้ใช้ชื่อว่า “เขื่อนภูมิพล” ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักมาจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของการเสด็จฯ เปิดเขื่อนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 จึงไม่ได้อยู่แค่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการเปิดใช้งานโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่มีผลต่อชีวิตผู้คนอย่างกว้างขวาง เขื่อนภูมิพลถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับทั้ง การผลิตกระแสไฟฟ้า, การชลประทาน, การบรรเทาอุทกภัย, การผลักดันน้ำเค็ม, การประมง, และ การคมนาคมทางน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งหมายความว่าเขื่อนแห่งนี้มีบทบาททั้งทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายจังหวัด

ในเชิงประวัติศาสตร์พลังงาน เขื่อนภูมิพลถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ของไทย ข้อมูลของ กฟผ. ระบุว่า หลังพิธีเปิดและการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 1 เขื่อนภูมิพลก็เริ่มทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อจ่ายพลังงานให้ภาคเหนือและภาคกลาง และกลายเป็นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าประเทศในช่วงที่ไทยกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

หากมองในภาพใหญ่ เขื่อนภูมิพลสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐไทยในยุคนั้นที่มอง “น้ำ” เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นฐานของการเกษตร พลังงาน และความมั่นคงของบ้านเมือง เขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่บนลำน้ำปิง ซึ่งเป็นสาขาหลักสายหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมีผลโดยตรงต่อการบริหารน้ำของพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางในระยะยาว

ในด้านการเกษตร เขื่อนภูมิพลช่วยเก็บกักน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของประเทศ บทบาทนี้ทำให้เขื่อนไม่ได้เป็นเพียงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านอาหารและรายได้ของเกษตรกรไทยในระยะยาวด้วย

ในด้านการป้องกันภัยพิบัติ เขื่อนภูมิพลยังมีหน้าที่สำคัญในการชะลอและควบคุมปริมาณน้ำหลากในฤดูฝน ลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะเดียวกันในฤดูแล้ง เขื่อนก็ช่วยระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม และสนับสนุนการอุปโภคบริโภคของประชาชน จึงอาจกล่าวได้ว่าเขื่อนแห่งนี้เป็นทั้ง “แหล่งพลังงาน” และ “กลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ” ในเวลาเดียวกัน

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ เขื่อนภูมิพลกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาแบบสมัยใหม่ของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รวมทั้งวิศวกรรม การบริหารจัดการน้ำ และการผลิตไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกัน การเปิดเขื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในปี 2507 จึงเป็นภาพแทนของยุคที่ไทยกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศอย่างจริงจัง

เมื่อมองย้อนกลับจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 จึงไม่ใช่เพียงวันเปิดเขื่อนแห่งหนึ่ง แต่เป็นวันประวัติศาสตร์ของการพัฒนาทรัพยากรน้ำและพลังงานไทย วันที่เขื่อนภูมิพลเริ่มทำหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในฐานะเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศ และกลายเป็นมรดกสำคัญของการพัฒนาไทยที่ยังคงส่งผลต่อชีวิตผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : https://www.egat.co.th/home/en/bhumibol-dm/?

นักวิชาการชี้รับมือพายุ!! แนะรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินช่วยปรับบ้าน ตรวจโครงสร้างหลังคาและรางน้ำ พร้อมย้ำจุดเด่นประสานผู้เชี่ยวชาญ จ่ายเยียวยาภัยพิบัติสูงสุด 88,600 บาท

นักวิชาการแนะวิธีเช็กบ้าน รับมือพายุระลอกใหม่

ชงรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินปรับปรุงที่อยู่อาศัย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลใช้ “วิศวกรรมป้องกัน” รับมือพายุฤดูร้อน แนะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหนุนประชาชนปรับปรุงอาคาร-บ้านเรือน พร้อมแนะวิธีตรวจสอบจุดเสี่ยง “หลังคา-รางน้ำ-โครงสร้างที่เกาะตัวอาคาร” ระบุ หากประสบภัยขอเงินเยียวยาความเสียหายจาก ปภ. ได้

รศ. ดร.สายันต์ ศิริมนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์พายุฤดูร้อนได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างอาคารและบ้านเรือนของประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้ จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ ส่วนตัวมองว่า นอกจากกลไกการจ่ายเงินเยียวยาแล้ว อีกหัวใจสำคัญคือการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ดังนั้นรัฐบาลควรจะมีมาตรการหรือแนวทางในเชิงวิศวกรรมป้องกัน เช่น อาจมีกลไกเงินกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถปรับปรุงความแข็งแรงของตัวบ้านและอาคาร เพื่อรับมือกับภัยพิบัติหรือพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

รศ. ดร.สายันต์ กล่าวว่า ความเสี่ยงจากพายุฤดูร้อนคือการมีลมกระโชกแรงจนหลังคาบ้านหรือชิ้นส่วนอาคารพังถล่มและหลุดลอยปลิวออกไป ฉะนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรทำการตรวจสอบโครงสร้างอาคารหรือบ้านเบื้องต้นด้วยสายตาก่อน หากมีจุดที่น่ากังวลก็สามารถติดต่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ อาทิ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดคลินิกช่างให้เข้าไปขอคำปรึกษาได้ หรืออาจส่งข้อความหรือรูปมาทางเพจเฟซบุ๊ก Civil Engineering, Thamasat University ให้ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ช่วยประเมินเบื้องต้นได้ว่าจุดใดจำเป็นต้องเสริมกำลังหรือไม่

สำหรับข้อแนะนำในการตรวจสอบด้วยสายตา ประกอบด้วย

1. โครงสร้างหลังคา กันสาด โครงสร้างต่อเติม ไม่ว่าหลังคาจะเป็นแผ่นเมทัลชีทหรือกระเบื้อง สิ่งสำคัญคือดูว่ายึดติดกับตัวบ้านหรืออาคารดีอยู่ไหม อย่างตัวยึดหรือรอยต่อที่เป็นเหล็ก หากเกิดสนิมต้องรีบเปลี่ยน หรือหากรู้สึกว่ายึดไม่เพียงพอให้ยึดเพิ่ม หรือจุดต่อเติมที่ดูไม่มั่นคง โครงสร้างเรียวบาง ควรให้ช่างเข้ามาเสริมกำลัง โดยอาจมีการนำชิ้นส่วนเข้ามาเสริมเพิ่มแล้วเชื่อมติดกัน ซึ่งจะช่วยป้องกันลมพายุได้ในระดับหนึ่ง

2. ต้นไม้ ป้ายโฆษณา โครงสร้างที่เกาะอยู่กับตัวอาคาร ให้สำรวจดูว่ามีสิ่งใดที่มีโอกาสหักแล้วจะมาทับกันสาดหรือชายคาบ้าน โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มักทำด้วยเหล็กฉากทาสี แล้วยึดด้วยนอตหรือใช้การเชื่อมกับตัวอาคาร ก็ควรมีการขึ้นไปตรวจสอบรอยเชื่อมต่างๆ หากมีสีลอกเสื่อมสภาพและเป็นสนิม ควรให้ช่างมาเชื่อมเพิ่มแล้วทาสีทับ

3. รางระบายน้ำต่างๆ ที่ควรตรวจสอบว่าดูว่ายังสามารถระบายน้ำได้อยู่หรือไม่ มีเศษสกปรกหรือใบไม้เข้าไปอุดตันหรือไม่ ถ้ามีก็ควรกำจัดให้เรียบร้อย เพราะหากรางระบายน้ำอุดตันจะทำให้มีปริมาณน้ำค้างสะสม เมื่อรางแบกรับน้ำมากเกินไปก็อาจเกิดการร่วงหลุดลงมาสร้างความเสียหายได้

4. อาคารสูง สิ่งที่ควรตรวจสอบคือกระจกบานขนาดใหญ่ ดูตามรอยต่อว่ายังมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของโครงสร้างอาคาร แม้จะไม่ค่อยเป็นที่น่ากังวลจากพายุ แต่หากเจ้าของอาคารกังวลก็สามารถให้วิศวกรเข้าไปตรวจสอบอาคาร เพื่อเช็กโครงสร้างของอาคารทั้งหลังได้ โดยเฉพาะอาคารที่ถูกสร้างก่อนมีกฎหมายใหม่เข้ามาความคุม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนบ้านเรือนหรืออาคารที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติหรือพายุ สามารถที่จะติดต่อขอเงินเยียวยาจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ผ่านสายด่วน 1784 โดยสิ่งสำคัญคือจะต้องทำการถ่ายรูปความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อประกอบเป็นหลักฐานในการขอรับเงินเยียวยา ซึ่งภาครัฐจะพิจารณาจ่ายให้ตามความเสียหายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 88,600 บาท

นอกจากนี้ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล ส่วนใหญ่มักจะมีงบฉุกเฉินที่ให้ความช่วยเหลือได้ ตัวอย่างเช่น หากถูกพายุพัดจนหลังคาเกิดความเสียหาย ประชาชนในท้องถิ่นก็สามารถขอเบิกเงินไปซ่อมแซมหลังคา เพื่อให้สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้

กตป. เผยผล กสทช. ปี 68 แถลงผลติดตามงาน กสทช. ปี 2568 ประเมิน 6 มิติสอดคล้องมาตรฐานสากล ชี้ช่องว่างกฎหมายบริการ OTT ดิจิทัล เสนอนโยบายปรับปรุงรองรับโลกใหม่

คณะ กตป. แถลงผลการดำเนินงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ กตป. ร่วมกับบริษัท อินไซท์ คอนซัลติ้ง รีเสิร์ช จำกัด จัดงานแถลงผลและเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. รวมถึงนโยบายสำคัญ ประจำปี 2568 โดยใช้กรอบประเมิน 6 มิติที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน OECD, ERGA และ ITU เพื่อสะท้อนศักยภาพการกำกับดูแลทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการ และผลลัพธ์ของการกำกับดูแล

กตป. 5 ด้าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. จากการรวบรวมข้อมูลการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
.
ผลการประเมินภาพรวมปี 2568 พบว่า กสทช. สามารถกำกับดูแลกิจการภายใต้กรอบกฎหมายเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุญาต การจัดสรรคลื่น การกำกับการแข่งขันหลังการควบรวมธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมการเข้าถึงสื่อของคนพิการผ่าน AD, CC และ SL รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการ USO อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่บริการดิจิทัล แพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และ OTT ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จึงควรกำหนดทิศทางนโยบายให้ชัดเจน ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และกำหนดขอบเขตการกำกับดูแลบริการใหม่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบสื่อสารไทยมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นธรรม และรองรับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พลตำรวจตรี เอกธนัช  ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน และกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการกระจายเสียง พบผลการประเมินว่า กสทช. มีการดำเนินงานตามภารกิจที่มีกฎหมายรองรับได้เป็นไปอย่างดี เช่น การประมูลคลื่น FM ระดับท้องถิ่น การจัดทำแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค การพัฒนาระบบ e-BCS ให้การยื่นผังรายการเป็นดิจิทัล การลดระยะเวลาการจัดการเรื่องร้องเรียน และการกำกับโฆษณาเกินจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการกำกับดูแลวิทยุออนไลน์และบริการรูปแบบใหม่ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างสายงาน การผลักดันวิทยุดิจิทัล DAB+ มาตรการสนับสนุน และความเข้าใจจากผู้ประกอบกิจการ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรายย่อยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมทางเทคโนโลยี
ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรทัศน์ พบผลการประเมินว่า กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลโทรทัศน์แบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี ทั้งด้านใบอนุญาต การติดตาม

ผังรายการ การจัดการเรื่องร้องเรียน การกำกับมาตรฐานเนื้อหา และการส่งเสริมบริการ AD, CC, SL สำหรับคนพิการ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปสู่การรับชมหลายช่องทาง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพเนื้อหา เช่น ข่าวเชิงดราม่า โฆษณาเกินจริง และรายการรีรันจำนวนมาก ประเด็นท้าทายในระยะต่อไปคือ การอุดช่องว่างกฎหมายต่อ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำหนด Roadmap หลังปี 2567 และการพัฒนาเครื่องมือ Real-time Monitoring/AI รวมถึงยกระดับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ไทยให้แข่งขันได้ พร้อมผลักดัน EWS ให้ใช้งานจริง เพื่อคงบทบาทโทรทัศน์ในฐานะสื่อสาธารณะทั้งภาวะปกติและฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรคมนาคม ผลการประเมินพบว่า กสทช. มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงโครงสร้างและเครื่องมือกำกับดูแล โดยเฉพาะระบบ e-FA และ e-Licensing ที่ลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงการพัฒนา CBS, EWS และ Mobile ID เพื่อยกระดับความปลอดภัยของธุรกรรมดิจิทัลและบริการสื่อสารสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 สะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารคลื่นความถี่ เลขหมายโทรคมนาคม และการเตรียมพร้อมสู่ 5.5G/6G อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งปรับกฎหมายให้ทันต่อบริการ OTT และบริการข้ามพรมแดน พัฒนาระบบเฝ้าระวังการใช้คลื่นแบบ Real time และคุ้มครองผู้บริโภคจากค่าบริการ คุณภาพบริการ การหักเงินโดยไม่ตั้งใจ และภัยหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมการแข่งขันรายใหม่ เช่น MVNO/Wholesale

พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น CBS, EWS, Mobile ID การจัดการ SIM Box และการป้องกันการใช้ซิมในทางมิชอบ รวมถึงส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อตามแนวทาง MIDL โดยผลการดำเนินงานเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะการลดระยะเวลาจัดการเรื่องร้องเรียน และการเพิ่มเครื่องมือคุ้มครองผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ ช่องว่างการกำกับดูแล OTT ผลกระทบหลังการควบรวม ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ ความชัดเจนของแพ็กเกจ ภัยไซเบอร์ และการรับรู้ช่องทางร้องเรียนไม่ทั่วถึง ระยะต่อไปจึงควรยกระดับสู่การกำกับเชิงรุก ผ่าน Real-time Monitoring Dashboard การใช้ AI ป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปิดช่องว่างกฎหมาย และมาตรการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้บริการจริง

นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการวางหลักการและพัฒนาเครื่องมือคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น CBS, EWS, Digital ID และมาตรการลดค่าบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการส่งเสริมบริการ AD, CC และ SL เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของคนพิการ และการพัฒนา MIDL เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายเรื่องช่องว่างการกำกับดูแล OTT ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และคุณภาพบริการสำหรับคนพิการที่ต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริงโดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลบางประเภท เช่น Face Scan หรือบริการผ่านเสียง ที่อาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของคนพิการบางกลุ่ม จึงควรออกแบบมาตรการร่วมกันและมีหลายช่องทาง ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และระบบเฉพาะทาง เพื่อให้สิทธิของประชาชนเกิดผลจริงในทางปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและบริการใหม่

“แสนสิริ” รุกหนัก!! ยืนหนึ่งตลาดบ้านลักซ์ชัวรีกว่า 20 ปี เปิดตัวเศรษฐสิริใหม่ 2 โครงการ เน้นล็อกต้นทุนก่อนราคาวัสดุพุ่ง ดันโอกาสกู้เต็ม 100% สนับสนุนตลาดบ้านหรู

แสนสิริ ชู ‘เศรษฐสิริ’ ยืนหนึ่งเจ้าตลาดกว่า 20 ปี

เปิดตัวโครงการแรกปี 69 “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ”

โอกาสทอง "ล็อกต้นทุนเดิม พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย"

แสนสิริ โชว์ความสำเร็จ กว่า 2 ทศวรรษ ‘เศรษฐสิริ’ กับบทพิสูจน์นิยามแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตอกย้ำความสำเร็จด้วยมูลค่าโครงการสะสมกว่า 98,000 ล้านบาท

รุกหนักปี 69 เตรียมเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,500 ล้านบาท ประเดิมเปิดตัว ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ 

ชี้ช่องคนซื้อบ้าน "ล็อกต้นทุนเดิม ก่อนราคาใหม่พุ่ง" พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย

จากซ้าย: แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ พิธีกรชื่อดังและลูกบ้านเศรษฐสิริ ร่วมด้วย ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

แสนสิริ ตอกย้ำเบอร์หนึ่งอสังหาฯ ไทย และผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี โชว์ความแข็งแกร่งแบรนด์ ‘เศรษฐสิริ’ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี กับพอร์ตโฟลิโอสะสมกว่า 45 โครงการ มูลค่ารวม 98,000 ล้านบาท ล่าสุดผนึกกำลัง ‘มิตซุย ฟุโดซัง’ ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ เปิดตัว “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูดีไซน์ Berlin พร้อมวิวทะเลสาบใจกลางโครงการ ในราคาที่ดีที่สุด เริ่มต้นเพียง 16.99 ล้านบาท

หากจะกล่าวถึงแบรนด์บ้านเดี่ยวที่ยืนหยัดคู่กับความสำเร็จของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ชื่อของ ‘เศรษฐสิริ’ ย่อมถูกยกให้เป็น Industry Benchmark หรือบรรทัดฐานของตลาดบ้านระดับลักซ์ชัวรี ด้วยการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้ซื้อที่ลึกซึ้ง ทำให้แบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ ‘บ้าน’ แต่คือ ‘Portrait of Success’ หรือภาพสะท้อนความสำเร็จในทุกจังหวะชีวิต

ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐสิริครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนานว่าเกิดจากความประณีตและการปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกลุ่ม Young Successor อาทิ Content Creator, เจ้าของแบรนด์คนรุ่นใหม่, เจ้าของธุรกิจออนไลน์ หรือแพทย์รุ่นใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการบ้านที่สะท้อนตัวตนและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา (Value Appreciation)

“เศรษฐสิริไม่ได้ขายแค่พื้นที่ แต่เราส่งมอบความมั่นใจผ่าน 5 แกนหลัก ทั้งงานดีไซน์ที่ประณีต, ทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทุกความสะดวก, ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24, บริการหลังการขายอันดับ 1 จากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ และสังคมคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน” ภัคพริ้ง กล่าว

สำหรับการรุกตลาดในปี 2569 แสนสิริ วางแผนเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท ประเดิมด้วยโปรเจกต์ไฮไลต์ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรีภายใต้ความร่วมมือกับ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท บนทำเลตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สไตล์ Berlin ที่เน้นความเรียบหรู ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครั้งแรกในย่านรามอินทรา โดยไฮไลต์สำคัญคือบ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลวิวทะเลสาบหน้าเลค (Lakefront) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้

นอกจากคุณภาพและความสวยงามของโครงการแล้ว ยังเป็นเรื่อง ‘โอกาสทางการเงิน’ ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ โดยมองว่าปัจจุบันคือจังหวะที่ดีที่สุด ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนทั้งมาตรการ LTV ที่ช่วยให้กู้ได้เต็ม 100% และอัตราดอกเบี้ยบ้านในไทยที่ถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

“การตัดสินใจในตอนนี้ คือการบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะนอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังเป็นการ ‘ล็อกต้นทุนบ้านในราคาเดิม’ ก่อนที่จะมีการปรับราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงขึ้นอีก 5-10% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาบ้านในอนาคตพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทางด้านมุมมองจากนักวิเคราะห์ สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุณแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าตลาดบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร อาจจะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับปัจจัยลบหลายอย่าง แต่กลุ่มของบ้านจัดสรรในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มของบ้านจัดสรรที่มีกำลังซื้อหรือได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยบ้านในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาทต่อยูนิต อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มหลักของบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป เพราะมีสัดส่วนที่มากกกว่า 70% ของบ้านในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุไม่มากนัก หรือประมาณ 30 – 35 ปี ซึ่งมีรายได้สูง ประสบความสำเร็จจากการทำงานหรือธุรกิจ รวมไปถึงกลุ่มที่ขยายครอบครัว นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มตลาดบ้านจัดสรรที่มีการแข่งขันสูงพอสมควร เนื่องจากการสำรวจตลาดจะเห็นได้ชัดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้มีจำนวนที่ลดลงในอัตราที่ต่ำกว่าบ้านจัดสรรที่มีราคาต่ำกว่า ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามเข้ามาแย่งกำลังซื้อในกลุ่มนี้ ในด้านทำเลที่ตอนนี้มีความน่าสนใจ นอกจากจะเป็นย่านชานเมืองทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว ทำเลทางทิศเหนือของกรุงเทพมหานครอย่างย่านจตุโชติก็น่าสนใจ เพราะมีทางด่วน ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกที่ทำให้การเข้าถึงกรุงเทพมหานครชั้นในทำได้ไม่ยากนัก ไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรวมไปถึงศูนย์การค้า โรงพยาบาล และโรงเรียนานาชาติ ในทำเลและพื้นที่โดยรอบที่เป็นเหมือน 1 ในปัจจัยสำคัญของโครงการที่อยู่อาศัยราคาแพงไปแล้ว นอกจากนี้ การออกแบบและจัดวางผังการใช้ประโยชน์รวมไปถึงในด้านต่างๆ ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย โดยมองว่าบ้านในระดับราคานี้ต้องตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยรวมไปถึงการลงทุนในระยะยาว”

สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมธนารักษ์ที่พบว่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 8-12% ขณะที่ข้อมูลจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่าราคาบ้านเดี่ยวกลุ่มรีเซล (Resale) ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึงปีละ 7-9% ตอกย้ำว่าแบรนด์เศรษฐสิริคือ ‘A True Legacy of Wealth’ หรือ ‘มรดกแห่งความมั่งคั่ง’ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งความสำเร็จที่ ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ บ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลหน้าเลค ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้ เริ่ม 16.99 - 30 ล้านบาท* ลงทะเบียนเลือกแปลงสวยก่อนใคร ได้ที่ https://siri.ly/Y3rame4

16 พฤษภาคม 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย แต่ศรัทธาของผู้คนยังไม่เลือนหาย

16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย

วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความอาลัยของคนไทย เมื่อ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หรือที่ประชาชนรู้จักกันทั่วประเทศในนาม “หลวงพ่อคูณ” ละสังขารอย่างสงบที่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เวลา 11.45 น. สิริอายุ 92 ปี การจากไปของท่านไม่เพียงเป็นข่าวใหญ่ของวงการพระพุทธศาสนา แต่ยังสะเทือนใจประชาชนทั่วประเทศ เพราะหลวงพ่อคูณคือพระเถระผู้เป็นที่รักและศรัทธาของผู้คนมาหลายทศวรรษอย่างแท้จริง

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 การละสังขารของหลวงพ่อคูณครบรอบ 11 ปี และชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะพระเกจิผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคอีสาน ผู้ได้รับสมญาจากสื่อและประชาชนว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” คำเรียกนี้สะท้อนศรัทธาอันมหาศาลที่ผู้คนมีต่อท่าน โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครราชสีมาและลูกศิษย์จากทั่วประเทศที่ผูกพันกับชื่อของวัดบ้านไร่และหลวงพ่อคูณมาอย่างยาวนาน

หลวงพ่อคูณเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2466 ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวชาวไร่ชาวนา และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2487 ได้รับฉายาว่า “ปริสุทฺโธ” ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นพระผู้มีชื่อเสียงอย่างสูงจากทั้งการปฏิบัติธรรม วิชาคาถาอาคม และการเป็นพระนักพัฒนาที่ลงมือช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณแตกต่างจากพระเกจิทั่วไป คือท่านไม่ได้เป็นเพียงพระที่ผู้คนเคารพบูชาทางจิตใจ แต่ยังเป็นพระผู้มีบทบาทเด่นในด้าน สาธารณประโยชน์ อย่างกว้างขวาง หลวงพ่อคูณมีชื่อเสียงในการบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล อาคารเรียน อาคารแพทย์ กุฏิ ศาลา และสาธารณูปโภคจำนวนมากทั่วประเทศ จนหลายคนจดจำท่านในฐานะพระที่ “ให้” อย่างไม่เลือกยากดีมีจน.
ชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณยังขยายกว้างจากคำสอนที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเข้าถึงคนธรรมดาได้ง่าย ท่านกลายเป็นพระที่ไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในหมู่ชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังได้รับความเคารพจากคนทุกชนชั้น ทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง ศิลปิน นักกีฬา และประชาชนทั่วไป ทำให้วัดบ้านไร่กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาใหญ่ของประเทศในยุคหนึ่งอย่างแท้จริง

เมื่อท่านละสังขารในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 บรรยากาศทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและทั่วประเทศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สื่อไทยรายงานตรงกันว่ามีประชาชนจำนวนมากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและหลั่งไปร่วมแสดงความอาลัย เพราะการจากไปของหลวงพ่อคูณถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของพระเถระผู้ยิ่งใหญ่รูปหนึ่ง ที่ยืนอยู่กลางความศรัทธาของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การละสังขารของหลวงพ่อคูณมีความหมายมาก คือท่านไม่เพียงเป็นพระผู้มีชื่อเสียง แต่เป็น “สัญลักษณ์” ของความหวังและแรงใจของผู้คนจำนวนมหาศาล ในสายตาของศิษยานุศิษย์ หลวงพ่อคูณคือพระที่เข้าถึงง่าย เมตตา พูดตรง ทำจริง และใช้ชื่อเสียงที่มีเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกที่แม้หลังท่านละสังขาร ชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงด้วยความอาลัยและศรัทธาอย่างสม่ำเสมอ

ในทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย หลวงพ่อคูณจึงเป็นมากกว่าพระเกจิผู้โด่งดัง แต่เป็นพระเถระที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ท่านเป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักเมตตา และพระผู้มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างสูง ชีวิตของท่านแสดงให้เห็นว่า ศรัทธาของประชาชนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาสาธารณะได้จริง

ดังนั้น วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 จึงไม่ใช่เพียงวันละสังขารของพระรูปหนึ่ง แต่เป็นวันแห่งการปิดฉากตำนานของ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” พระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ แม้ร่างกายของท่านจะล่วงลับไป แต่คุณูปการ คำสอน และความทรงจำที่ผู้คนมีต่อท่านยังคงอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย

ที่มา : https://www.bangkokpost.com/thailand/general/563319/luang-phor-khoon-dies-at-92?

“อมตะ วีเอ็น” ลุยลงทุน!! รายได้ Q1/69 อยู่ที่ 688 ล้าน ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตแกร่ง ขยาย "อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ" รองรับ FDI ตั้งเป้า Carbon Neutral ปี 2583

“อมตะ วีเอ็น” เปิดงบ Q1/69 รายได้รวม 688 ลบ.

ชี้ศักยภาพเศรษฐกิจเวียดนามแกร่งดันโปรเจกต์ "อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ" ดึงเม็ดเงิน FDI

อมตะ วีเอ็น เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569  รายได้รวม 688 ล้านบาท  ชี้เหตุจากปัจจัยรอรอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมฯลองถั่น   ขณะที่การลงทุน FDI ชะลอตัวระยะสั้น  จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน    ต้นทุนพลังงานสูง   มั่นใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจเวียดนามแกร่ง GDP โต 7.83% สูงสุดในอาเซียน  พร้อมขยายพื้นที่ลงทุนแห่งใหม่  “อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ” (Amata City Phu Tho) กว่า 2,970 ไร่ รองรับเทรนด์อุตสาหกรรมไฮเทคและ ESG 

นายโอซามู ซูโด รองประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ AMATAV เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/ 2569  บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 688 ล้านบาท ลดลง  19%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนส่งผลให้กำไรขาดทุนสุทธิราว 2 ล้านบาท  สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการโอนที่ดินลดลงเป็นไปตามรอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน  ซึ่งเป็นภาวะปกติที่จะมียอดการโอนที่ดินต่ำ  อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในภาพรวมยังมีรายได้ประจำจากการให้บริการด้านสาธารณูปโภค (Recuring Income) ที่ทำให้เกิดกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนธุรกิจ ที่ยังต้องเผชิญกับความท้าท้ายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีผลต่อการขยายการลงทุนใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าในการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีรายได้ทางการเงินเพิ่มขึ้น 30% เป็น 16 ล้านบาท  ส่วนฐานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ทางบริษัทมีสินทรัพย์รวม 13,887 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.98%) ส่วนของผู้ถือหุ้น  6,511  ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.66%) อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio): 1.1 เท่า (อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี) ทั้งนี้ อมตะ วีเอ็น จึงพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ“Amata City Phu Tho” หรือ Doan Hung Industrial Park บนพื้นที่ 475.67 เฮกตาร์ (ประมาณ 2,970 ไร่) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว 

สำหรับแผนการพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1   (ปี 2568–2572) พื้นที่ 239.43 เฮกตาร์ เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และระยะที่ 2 (ปี 2572 เป็นต้นไป) พื้นที่ 236.24 เฮกตาร์ หรือ 1,476.5 ไร่ ขยายการรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง โครงการดังกล่าวมีอายุสัมปทานการดำเนินงานยาวนานถึง 50 ปี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 

"จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่สร้างแรงกดดันทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอตัวในระยะสั้น   ดังนั้น ในระยะยาวได้ประเมินว่า ยังมีปัจจัยบวกที่จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากจีน    ซึ่งมีความต้องการที่ดินนิคมฯ เพื่อพัฒนาเป็นสถานประกอบการ  และยังมีรายได้ประจำ (จากการให้บริการธุรกิจสาธารณูปโภค ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง " นายโอซามู  กล่าวเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามในไตรมาสแรกยังเติบโต โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัว 7.83% สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทั้งนี้ ยังพบว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรง FDI  ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อการลงทุนในเวียดนามที่จะเป็นฮับการผลิตแห่งใหม่ของเอเชีย  โดยข้อมูลจากหน่วยงานสถิติภายใต้กระทรวงการคลังเวียดนาม ได้มีการระบุว่า มูลค่าการลงทุน  FDI ที่เบิกจ่ายจริงในไตรมาส1/69 อยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น9.8% และมูลค่า FDI ใหม่ รวมถึงการเพิ่มทุนและเข้าซื้อหุ้น อยู่ที่ 18.24 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในพื้นที่ลงทุน ในเมืองต่างๆของเวียดนาม  อมตะ วีเอ็น ยังคงยึดมั่น ในแนวทางการพัฒนาธุรกิจแบบ  “ALL WIN”   โดยตั้งเป้าพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสู่การเป็น Carbon Neutral

City ภายในปี 2583 ซึ่งจากปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยคาร์บอนลง 9.58% และลดการใช้น้ำได้ถึง 35% ตอกย้ำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ยั่งยืน

‘สีจิ้นผิง–ทรัมป์’ ประชุมวงในปักกิ่ง ย้ำสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ ทรัมป์เปรยรอต้อนรับที่วอชิงตัน วางรากฐานสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สีจิ้นผิง-ทรัมป์ ประชุมแบบจำกัดวงในปักกิ่ง ทรัมป์เปรยรอต้อนรับอย่างอบอุ่นที่วอชิงตัน

วันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จัดการประชุมแบบจำกัดวงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ เรือนรับรองจงหนานไห่ กรุงปักกิ่งของจีน โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสีจิ้นผิงจัดการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นการเยือนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ อีกทั้งบรรลุความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีเสถียรภาพ การขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการข้อกังวลของอีกฝ่ายอย่างเหมาะสม

สีจิ้นผิงเสริมว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานในประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยการเยือนครั้งนี้ของทรัมป์เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนความไว้วางใจ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าการที่จีนและสหรัฐฯ ค้นหาแนวทางที่ถูกต้องในการก้าวไปด้วยกัน รวมถึงบรรลุการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นทั้งความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ และความคาดหวังของผู้คนทั่วโลก

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่ทรัมป์หวังที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ตนมุ่งมั่นนำพาประชาชนจีนไปสู่การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน ซึ่งจีนและสหรัฐฯ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาและการฟื้นฟูของตนเองได้ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญที่ได้บรรลุไว้อย่างจริงจัง รักษาแนวโน้มเชิงบวกที่ได้มาอย่างยากลำบาก ยึดมั่นในทิศทางที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อเกิดการรบกวน และร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้พัฒนาอย่างมั่นคง

ด้านทรัมป์ระบุว่าตัวเขาพร้อมเดินหน้ารักษาการสื่อสารอย่างจริงใจและลึกซึ้งกับสีจิ้นผิง และรอคอยที่จะได้ต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ โดยเขายังแสดงความขอบคุณสีจิ้นผิงเป็นอย่างมากที่เชิญเยือนจงหนานไห่ พร้อมระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและน่าประทับใจยากจะลืมเลือน

ที่มา : Xinhua

“ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “มายาคติ”? เปิดหลักฐานพระยาทรงสุรเดช ชวนทบทวนประวัติศาสตร์ 2475 เมื่อราษฎรยังไม่เข้าใจการปกครอง แต่คณะราษฎรเลือกเดินหน้า

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ราษฎรสยามมีความพร้อมแล้วหรือไม่?

ตามที่ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน ในWebsite The 101 ว่าความไม่พร้อมของประชาชน เป็นมายาคติ ว่า

""มายาคติ “ชิงสุกก่อนห่าม”

คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” กลายเป็นคำที่ถูกผูกติดกับการปฏิวัติ 2475 เพื่อให้ภาพว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยที่ประชาชนยังไม่พร้อมเพราะขาดการศึกษา และเกิดขึ้นทั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเตรียมที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว"

ในประเด็นนี้ พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎร ได้เคยบันทึกเอาไว้ใน บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 เอาไว้ว่า

"...ที่กล่าวกันว่า การปฏิวัติครั้งนี้ย่อมจะต้องราบรื่นอยู่เอง เพราะราษฎรมีความต้องการอยู่พร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน แม้ทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๔๘๒) ราษฎรก็ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องระเบียบการปกครองเอง ทั้งที่โฆษณาและมีคนไปชี้แจงให้ฟังเสมอ ๆ อย่าว่าแต่ราษฎรชาวนาเลย แม้พวกข้าราชการเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจวิธีปกครอง

เพราะฉะนั้น จึงเกือบกล่าวได้ว่า เมื่อก่อนปฏิวัติ คนไทยเรารู้จักการปกครองวิธีเดียวเท่านั้น ยกเว้นส่วนน้อยเหลือเกิน สำหรับราษฎร เมื่อหนักหนาเข้า ก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่าแย่แล้วเจ้าพระคุณ ส่วนข้าราชการไม่มีความรู้สึกอะไร นอกจากว่าถูกแต่งตั้งให้มาเป็นนายของราษฎรแล้ว และคอยหาโอกาสฝากเนื้อฝากตัวเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะได้กรุณาเขาให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนงานของชาติรอไว้ก่อนได้ ผลเสียแห่งงานของชาติดูไม่ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ส่วนพวกที่เกลียดเจ้าก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่พวกนี้ก็ดีใจเมื่อทราบว่ามีการปฏิวัติ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนทำให้การปฏิวัติสำเร็จง่ายขึ้นเลย

ความไม่เข้าใจและความไม่เอาใจใส่ของราษฎรเราเห็นได้ถนัดเมื่อวันประกาศรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันต์ฯ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องต้อนราษฎรให้เข้าไปฟังในพระที่นั่งกันเสียแทบแย่ และก็ได้จำนวนราษฎรสักหยิบมือเดียวไปยืนฟังโดยไม่รู้เรื่องอะไร หากจะมีละครให้ดู และมีเจ๊กก๋วยเตี๋ยวด้วยแล้ว คนจะไปมากกว่านั้นมาก ในปีต้น ๆ ที่มีราษฎรไปงานรัฐธรรมนูญกันมาก นั่นไม่หมายความว่าเพราะเข้าใจและเลื่อมใสการเปลี่ยนแปลง ต้องการเที่ยวสนุกเท่านั้น ไม่ต้องการรู้อะไรมากไปกว่ามีการมหรสพอะไรที่ไหนวันใดเท่านั้น

เป็นอันว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะนายทหารบกผู้เป็นหัวหน้าตกลงใจเด็ดขาดให้ลงมือทำ เพราะฉะนั้น เหตุผลผู้เป็นหัวหน้าจึงน่าจะต้องถือเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นโดยแท้"

คำถามทิ้งท้ายก็คือ ระหว่างคำพูดของพระยาทรงฯ หลวงประดิษฐฯ หลวงพิบูลฯ หรือ ประจักษ์ ฯลฯ ข้อกล่าวอ้างของใครมีความหนักแน่นกว่ากัน และการทำความเข้าใจประเด็น 2475 นั้น ลำพังการใช้หลักฐานด้านเดียว หรือหลักฐานที่สอดคล้องกับข้อเสนอของตนเองนั้นเพียงพอแล้วหรือ และควรที่จะวิพากษ์หลักฐาน ข้อกล่าวอ้างทั้งจากหลักฐานของพระยาทรงฯ  ปรีดี หรือประจักษ์อย่างไร จึงจะถือได้ว่าเป็นการวิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ 2475?

อ้างอิง

1. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

2. พระยาทรงสุรเดช. บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475/บทที่ 2, จาก Website Wikisource

EV จีนบุกตลาดอังกฤษแรง!! นักวิชาการชี้แบตเตอรี่คือจุดแข็ง ดัน BYD–Jaecoo ขึ้นผู้ท้าชิงหลัก จีนไม่ใช่แค่รถราคาถูก แต่ส่งออกทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

นักวิชาการเผย EV ผลิตในจีน บุกตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น แบตเตอรี่คือจุดแข็ง

ลอนดอน, 15 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) เดวิด เบลีย์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีนกำลังปรากฏให้เห็นในตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์จีนขยับสถานะจากผู้เล่นชายขอบสู่ผู้ท้าชิงหลักอย่างชัดเจน

เบลีย์ให้สัมภาษณ์ความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ายานยนต์ของสหราชอาณาจักร (SMMT) เผยแพร่ข้อมูลสถิติว่ายานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนครองส่วนแบ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของปี 2026

สมาคมฯ ระบุว่าแบรนด์จีนอย่างบีวายดี (BYD) และเจคู (Jaecoo) มียอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรในช่วง 4 เดือนแรก จำนวน 30,480 คัน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

หากนับรวมแบรนด์ที่มีบริษัทจีนเป็นเจ้าของ เช่น วอลโว่ (Volvo) โพลสตาร์ (Polestar) และโลตัส (Lotus) ยอดจำหน่ายโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,222 คัน หรือร้อยละ 22.7 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

เบลีย์กล่าวว่าผู้ผลิตจากจีนได้รับประโยชน์จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ที่เชื่อถือได้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่

นอกจากนั้นปัจจุบันผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนไม่เพียงแข่งขันด้านราคาที่จับต้องได้ แต่ยังแข่งขันด้านระยะทางการขับขี่ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบยานพาหนะอีกด้วย

เบลีย์มองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกรถยนต์เท่านั้นอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

ทั้งนี้ เบลีย์ชี้ว่าบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรและจีนยังมีโอกาสร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตอยู่มาก โดยฝั่งจีนสามารถมองหาโอกาสประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรตามเป้าหมายขยายฐานการผลิตในต่างประเทศและการเป็นที่รู้จักในตลาดท้องถิ่นต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เบลีย์เสริมว่าการที่แบรนด์จีนจะเข้ามาตั้งฐานประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ความร่วมมือลักษณะดังกล่าวอาจช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของสหราชอาณาจักร

น้ำจืดเกาะล้านยังวิกฤต!! แก้น้ำจืดเกาะล้านเลือกทางไหนดีท่อใต้ทะเลพัทยา–เกาะล้าน หรือผลิตน้ำทะเล RO พึ่งตัวเองบนเกาะ ชั่งน้ำหนักแผน “ธนาธร” กับทีม “นายกเบียร์” แบบไหนเสี่ยงน้อยกว่า

แก้ปัญหาน้ำจีดบนเกาะล้าน เลือกแบบไหนดี?

ใครเคยไปเที่ยวเกาะล้านจะรู้ดีว่าน้ำที่นั่นแพงและบางทีก็ไม่พอใช้จริงๆ ปัญหานี้มีมานานแล้ว

ล่าสุดคุณธนาธรออกมาเสนอ "วางท่อน้ำใต้ทะเลเชื่อมพัทยา-เกาะล้าน" ฟังแล้วว้าวมากเลยนะ ใจฟูจริงๆ

แต่พอถามวิศวกรตัวจริงได้คำถามกลับมาสามข้อ

1. ฝั่งพัทยาน้ำยังไม่พอใช้เลย จะเอาน้ำจากไหนส่งมาเกาะ?

2. ถ้าท่อใต้ทะเลแตกขึ้นมาซ่อมทีเป็นเดือน ระหว่างนั้นชาวเกาะจะอยู่ยังไง?

3. งบก่อสร้างเท่าไหร่ แล้วกระทบธรรมชาติแค่ไหน?

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสักข้อเลย

ส่วน ทีมนายกเบียร์ แก้แบบนี้

1. ระยะเร่งด่วน ซื้อน้ำแบบขายส่ง (bulk sale) ให้ชาวเกาะได้น้ำในราคาไม่เกิน 170 บาท/ตัน จากเดิมที่จ่ายกันอยู่ที่ 200–400 บาท/ตัน พร้อมเพิ่มกำลังผลิตน้ำจาก 300 เป็น 1,000 ลูกบาศก์เมตรทันที

2. ระยะยาว ผลิตน้ำจากน้ำทะเล (RO) บนเกาะเองเลย ตอนนี้ดำเนินมาถึงขั้นคัดเลือกเอกชนแล้ว จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน รองรับได้ถึง 25 ปี

น้ำทะเลรอบเกาะมีไม่จำกัด ไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องลุ้นท่อใต้ทะเล

พอชั่งน้ำหนักดู

ของคุณธนาธร ฟังดูว้าว แต่ยังไม่ชัวร์ว่าทำได้จริง และมีความเสี่ยงสูงทั้งเรื่องน้ำต้นทุน งบประมาณ และการซ่อมบำรุง

ของนายกเบียร์ เน้นพึ่งตัวเอง ลดความเสี่ยง และกำลังเดินหน้าอยู่จริงๆ แล้ว

สุดท้ายคนบนเกาะเลือกเองได้เลยนะคะ แต่ส่วนตัวแอดขอเอาแบบที่ "มีน้ำใช้จริงทุกวัน ตลอดปี" ดีกว่าค่ะ

ที่มา : ความจริงชลบุรี-พัทยา 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122110100277133847&id=61584015434371&rdid=kxAn9lsrjZYQxB2c#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top