Sunday, 18 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

รัสเซียเดินหน้าโจมตีเส้นเลือดโลจิสติกส์ยูเครน!! กองทัพรัสเซียยิงเป้าหลัก ศูนย์สื่อสารและเรือขนส่ง โจมตีโอเดสซาและเคียฟ กระทบโครงข่ายสำคัญยูเครน

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่ใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันอาทิตย์

“กองทัพสหพันธรัฐรัสเซียยังคงดำเนินการโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนกองทัพยูเครน” กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์

ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่ง ซึ่งกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เพื่อส่งให้กองทัพยูเครนไปยังท่าเรือโอเดสซา ถูกโจมตีขณะกำลังแล่นอยู่ในทะเล

กระทรวงฯ ยังระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัท Novaya Pochta ในเมืองโอเดสซา ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่เก็บสินค้าทางทหาร ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

ในกรุงเคียฟ กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Kyivstar ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งกองทัพยูเครนใช้งานอยู่

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลของ Omega Telecom ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในกรุงเคียฟ ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ที่มา : Sputnik

ผ้าไหมไทยมุมใหม่ ‘ไมก้า–Chayanna’!! ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ Chayanna ตีความมูเตลูผ่านแฟชั่นร่วมสมัย เปิดตัวที่มหกรรมผ้าไหมขอนแก่น เชื่อมวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่

“ไมก้า” ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ แบรนด์ “Chayanna” พัฒนา “มูเตลู” ตีความความเชื่อไทยผ่านแฟชั่นผ้าไหมร่วมสมัย เปิดตัวครั้งแรกบนเวที มหกรรมผ้าไหมไทยที่ขอนแก่น

ขอนแก่น – “ไมก้า–ศศิมนัส บุนนาค” ดีไซเนอร์วัย 17 ปี นักเรียน Year 13 จาก Shrewsbury International School Bangkok ร่วมกับแบรนด์ผ้าไหม Chayanna เปิดตัวคอลเลกชัน “Mutelu” ในงาน SIAM INTERNATIONAL FASHION WEEK Visit KHON KAEN มหกรรมผ้าไหมไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น เมืองแห่งไหมมัดหมี่โลก นำความเชื่อและสัญลักษณ์ในสังคมไทยมาตีความผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่ สู่เสื้อผ้าผ้าไหมสไตล์ Modern Luxury ที่สวมใส่ได้จริง พร้อมขยายฐานผู้สวมใส่ผ้าไทย โดยคงคุณค่างานหัตถศิลป์

ไมก้า กล่าวว่า ความสนใจด้านแฟชั่น ผ้าไทย มูเตลู และสัญลักษณ์ศาสตร์ เป็นแรงบันดาลใจของคอลเลกชัน เธอศึกษาความหมายและเรื่องราวเบื้องหลังความเชื่อ ก่อนถ่ายทอดผ่านเส้นสาย โครงสร้าง และรายละเอียดของเสื้อผ้า แทนการใช้รูปเคารพหรือสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรง

“สำหรับหนู มูเตลูไม่ใช่แค่เรื่องโชคลาง แต่มีอารมณ์ ความหมาย และเรื่องราวที่ผู้คนผูกพันไว้กับความเชื่อ หนูจึงอยากนำมาถ่ายทอดผ่านแฟชั่น พร้อมสำรวจผ้าไทยจากมุมมองของคนรุ่นเรา” ไมก้า กล่าว

ไมก้า กล่าวอีกว่า คอลเลกชันนี้เน้นความเรียบหรู คล่องตัว และผสานแนวคิด Power Dressing เพื่อสะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ โดยมุ่งให้ผ้าไทยเป็นทางเลือกสำหรับการแต่งกายในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดเฉพาะโอกาสพิเศษ ไมก้า มองว่าโจทย์สำคัญคือการทำให้คนรุ่นใหม่เลือกสวมใส่ผ้าไทยตามรสนิยมของตนเอง โดยไม่ลดทอนเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม

ด้านคุณชญณา ศิริภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวว่า ไมก้า เข้ามาฝึกงานกับแบรนด์เป็นเวลา 3 เดือน มีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ค้นคว้าข้อมูล วางแนวทางคอลเลกชัน ตลอดจนเรียนรู้กระบวนการผลิตและการตลาด ในบทบาทใกล้เคียง Junior Art Director ทำให้ได้สัมผัสทั้งงานออกแบบและการดำเนินธุรกิจแฟชั่น

คุณชญณา กล่าวด้วยว่า แม้ไมก้า จะเติบโตและศึกษาอยู่ในโรงเรียนนานาชาติ แต่กลับมีความสนใจในวัฒนธรรมและวิถีความเชื่อของคนไทย ในระหว่างค้นคว้า น้องจึงหยิบแนวคิด Mutelu ขึ้นมาเป็นหัวใจของคอลเลกชัน เพื่อสื่อสารว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่อหรือศรัทธาในสิ่งใด เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากมองเห็นคุณค่า ให้เกียรติ และไม่ตัดสินความแตกต่างของผู้อื่น

“ไมก้าสนใจภาพความเชื่อที่พบได้ในสังคมไทย ทั้งการถวายรูปปั้นม้าลาย การมองหาตัวเลขจากต้นไม้ และการผูกผ้าสามสี แทนที่จะนำภาพเหล่านั้นมาใช้ตกแต่งเสื้อผ้าโดยตรง น้องกลับตั้งคำถามถึงความหวัง ความผูกพัน และศรัทธาของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง จนนำไปสู่แนวคิดหลักของคอลเลกชันที่สื่อสารการเคารพความแตกต่างทางความเชื่อ” คุณชญณา กล่าว

สำหรับ แบรนด์ Chayanna จุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่ผ้าไหมจากอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีองค์ความรู้ด้านการมัดลาย ย้อมสีธรรมชาติ และการทอผ้าที่สืบทอดกันมา ซึ่งคุณชญณา ระบุว่า ผ้าทอแต่ละผืนมีน้ำหนัก เนื้อสัมผัส และโครงสร้างต่างกัน นักออกแบบจึงต้องเข้าใจวัสดุควบคู่กับการสร้างรูปทรง เพื่อให้เสื้อผ้าสวมใส่สบาย ใช้งานได้จริง และมีอายุการใช้งานยาวนาน

คุณชญณา กล่าวเพิ่มเติมว่า งานแฟชั่นหนึ่งคอลเลกชันไม่ได้จบที่แบบเสื้อผ้า แต่เกี่ยวข้องกับการวางแผนผลิต การบริหารทีม การตลาด และการส่งมอบสินค้า การฝึกงานจึงเป็นโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสการทำงานจริงก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพ ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ได้เรียนรู้รสนิยมและวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อนำมาพัฒนางานผ้าไทยให้เข้าถึงผู้สวมใส่กลุ่มใหม่

“เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีทั้งรากที่แข็งแรง เข้าใจภูมิปัญญา วัสดุ และผู้คนเบื้องหลังผ้าไทย พร้อมมีปีกที่จะนำความรู้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่” นางชญณากล่าว โดยมองว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับมุมมองร่วมสมัย เพื่อให้ผ้าไทยเติบโตต่อไปในโลกแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน” เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวทิ้งท้าย

ลมกรดญี่ปุ่นยอมรับ ‘บิว ภูริพล’!! ทำให้เห็นช่องว่างระดับโลก หลังคว้าทอง 200 เมตร เอเชียนเกมส์ เผยบาดเจ็บส่งผลฟอร์มด้อยลง คู่แข่งญี่ปุ่นตั้งเป้าคืนฟอร์มชิงแชมป์โลก

โชชิ มิซึคุโบะ นักวิ่งทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งคว้าเหรียญทองแดง 200 เมตร ชาย เอเชียนเกมส์ “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ยอมรับว่า “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ทำให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับระดับโลกอย่างแท้จริง

หลังจาก ภูริพล บุญสอน สร้างชื่อกระหึ่มโลกกรีฑานำแบบม้วนเดียวจบ ทำสถิติ 19.88 วิ. คว้าเหรียญทอง เอเชียนเกมส์ 2026 โดยเป็นสถิติใหม่ เอเชียนเกมส์ และ ทาบสถิติ เอเชีย ของ เซียะ เซิ่น เย่ ลมกรดจีน โดยเหรียญเงินเป็นของ โย เหวิ่น ฮวง จากจีน 20.45 วิ. ห่าง 0.57 วินาที เหรียญทองแดง โชชิ มิซึคุโบะ ลมกรดญี่ปุ่น 20.56 วิ.ห่างจาก ภูริพล 0.68 วินาที

ล่าสุด สโปโฮจิ สื่อญี่ปุ่น เผยบทสัมภาษณ์ของ มิซึคุโบะ ซึ่งมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดว่า “การที่ฝึกซ้อมได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย มันแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนในการแข่งครั้งนี้ เป็นการแข่งขันที่ทำให้ผมรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับระดับโลก”

มิซึคุโบะ ลมกรดวัย 27ปี คว้าแชมป์ 200 เมตร ชิงแชมป์ญี่ปุ่น โดยทำสถิติ 20.07 วินาที เป็นสถิติเร็วสุดตลอดกาลอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ตามหลัง ชินโกะ สึเอะซึงุ ที่เคยทำไว้ 20.04 วินาที แต่ในเอเชียนเกมส์ เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน

มิซุคุโบะกล่าวตั้งปณิธานไว้ว่า “ปีหน้ายังมีการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกที่ปักกิ่ง ผมจะพยายามอย่างเต็มที่โดยมีเป้าหมายคือการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศให้ได้”

ที่มา :https://www.khaosod.co.th/sports/news_10416039

Golden Moment แห่งชีวิต การได้รับการยอมรับจากตำนานที่สร้างแรงส่งได้เหนือกว่ารางวัลใดๆ

บางครั้ง ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของศิลปินสักคนหนึ่ง อาจไม่ใช่วันที่ได้รับรางวัล ไม่ใช่วันที่เริ่มเห็นเงินทองและความสำเร็จ หรือไม่ใช่วันได้รับยอดวิวหลักล้านในชั่วข้ามคืน

แต่มันอาจเป็นชั่วขณะหนึ่งที่ศิลปินที่เราชื่นชม เคยแหงนหน้ามองในวันที่เราเพิ่งเริ่มต้น ในวันที่ความฝันกับความเป็นจริงอยู่ห่างกันแสนไกล เคยมีโปสเตอร์ติดอยู่ข้างผนัง เคยแกะเพลงของเขาเล่นมาเป็นร้อยๆพันๆรอบ แต่แล้วเรากลับพบตัวเองได้ขึ้นเวทีเล่นร่วมกันกับเขาในเพลงที่เราซ้อมมาจนจำขึ้นใจ ต่อหน้าคนดูทั้งโลก เสียงร้องและเสียงกีตาร์ของเราสอดประสานกับเขาได้อย่างลงตัวทำให้เกิดโชว์ที่สัมผัสหัวใจของคนดูโดยที่ ศิลปินนั้นให้การยอมรับในฝีมือและตัวตนของเรา และหันมามองเราในฐานะ “เพื่อนร่วมอาชีพ”เป็นครั้งแรก

สำหรับ Nene Royal หรือน้องแพรว เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต ผู้คว้าแชมป์ America’s Got Talent Season 21 ช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นบนเวทีรอบไฟนอล เมื่อเธอได้ยืนอยู่ท่ามกลางสมาชิกของ Linkin Park และร่วมเล่นกีตาร์และร้องเพลง The Emptiness Machine กับ Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิก line-up ล่าสุดของวง

โชว์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนช่วงประกาศผลครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุด Neneได้รับการประกาศให้เป็น แชมป์ America’s Got Talent Season 21 กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าชัยจากรายการดังระดับโลกนี้

และสิ่งที่น่าภูมิใจกว่าการได้ขึ้นเวทีเดียวกับ Linkin Park คือ วิธีที่ Nene อยู่บนเวทีนั้น

เธอไม่ได้พยายามร้องและแผดเสียงแบบ Emily Armstrong ไม่ได้พยายามเลียนแบบวิธีการสับ Rythm แบบ Mike Shinodaและไม่ได้ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นกับโอกาสครั้งใหญ่จนสูญเสียตัวตน

เธอขึ้นเวทีในฐานะ Nene Royal — นักร้องและมือกีตาร์ร็อกคนหนึ่งที่มี style เป็นของตัวเองด้วยความมั่นใจที่จะแสดง “ร่วม” กับ Linkin Park ในแบบของตัวเอง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำพูดจาก Emily Armstrong หลังจบการแสดงมีความหมายมากกว่าคำชมธรรมดา
.
มันเกิดขึ้นแบบกะทันหันมาก

เบื้องหลังการแสดงครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

Nene เล่าในการให้สัมภาษณ์หลังจบรายการว่า เดิมทีเธอเข้าใจว่าเธอกำลังซ้อมเพลง Linkin Park เพื่อขึ้นแสดงเพียงคนเดียว และไม่รู้มาก่อนว่า Linkin Park จะมาร่วมเวทีด้วย

ระหว่างที่กำลังซ้อมอยู่ สมาชิกของ Linkin Park ก็เดินเข้ามา
เธอคิดในตอนแรกว่าอาจเป็นเพียงการถ่ายคลิปสั้นๆ

แต่เมื่อได้รับการบอกว่า จะขึ้นเวทีด้วยกันจริงๆ เธอถึงกับช็อก เพราะมันเป็นเหมือนความฝันที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน

และในอีกด้านหนึ่ง Emily Armstrong ก็พูดถึงความกะทันหันของการร่วมงานครั้งนี้เช่นกัน จากการให้สัมภาษณ์ในอีก 1 วันถัดมาในงานเปิดตัวสารคดีเรื่องใหม่ของวง "UNSHATTER" ที่บอกเล่าการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของ Linkin Park หลังการจากไปของ Chester Bennington นักร้องนำคนเดิม ในงานนี้พิธีกรได้ถามถึงความรู้สึกที่ได้ขึ้นโชว์กับ Nene ซึ่ง Emily Armstrong นักร้องนำหญิงคนปัจจุบันของวงเล่าว่าทางวงเพิ่งรู้ข่าวนี้ในนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นแสดงจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว แต่พอได้ยินก็ตอบตกลงทันทีเพราะเห็นว่าน่าสนใจ

Emily ยังพูดถึงความประทับใจในฝีมือของ Nene อีกว่าเธอมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แม่นยำ เป๊ะทุกอย่างจนทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ทั้งที่ทางวงเองก็ไม่ได้เล่นเพลงนี้มาสักพักแล้ว การได้ซ้อมร่วมกับ Neneแม้เพียงสั้น ๆ ก็ช่วยให้ทุกอย่างลงตัว แถมยังพูดถึงความพิเศษที่ได้มีนักร้องหญิงสองคนอยู่บนเวทีเดียวกันด้วย ย้ำชัดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางวงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง

ประโยคสั้นๆที่ว่า “Nene was super professional.” นี้มีความหมายมากเหลือเกินครับ

เพราะคำว่า professional จากนักร้องปัจจุบันของวงระดับ Icon ของวงการ ที่ถูกคัดเลือกมารับไม้ต่อจากตำนานสุดยอดฝีมือที่เป็นที่รักที่สุดคนหนึ่งอย่าง Chester Bennington ที่มีให้กับเด็กสาวอายุ 16 จากประเทศไทยที่ยืนแสดงอยู่บนเวทีเดียวกับเธอ ไม่ได้หมายถึงแค่ร้องเพลงหรือเล่นกีต้าร์ได้ แต่มันสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีแรงกดดันสูงมาก คำว่ามืออาชีพ ไม่ใช่เพราะไม่ตื่นเต้น แต่เพราะควบคุมตัวเองได้เมื่ออยู่ท่ามกลางความตื่นเต้น

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นั้นอีกครั้งนะครับ

เด็กอายุ 16 ปี

เพิ่งผ่านการแข่งขันที่มีผู้ชมทั่วโลก

กำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีไฟนอล

และจู่ๆ ไอดอลคนที่เคยดูผ่านหน้าจอมาทั้งชีวิตอย่าง Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิกทุกคนของ Linkin Park ก็เดินเข้ามาในห้องซ้อม

แล้วบอกว่า

เราจะเล่นเพลงนี้ด้วยกันบนเวทีในอีกแค่ไม่กี่นาทีข้างหน้า

สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้สมาธิแตกได้ง่ายมาก หรือบางคนอาจตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ Nene สามารถเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของเพลง The Emptiness Machine ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เธอรับหน้าที่ร้องเปิดเพลงแทน Mike Shinoda ก่อนที่ Emily จะเข้ามารับช่วงต่อ และทั้งคู่ยังมีช่วงที่ร้องประสานกัน ในขณะที่ Nene ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะมือกีตาร์ที่สับคอร์ดประสานสาดพลังไปกับภาค rythm ของทั้งเพลงด้วย

นี่คือสิ่งที่นักดนตรีเรียกว่า “listening”

ไม่ใช่เพียงการเล่นให้ดี

แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรนำ เมื่อไหร่ควรถอย รู้จังหวะระเบิดพลังของตัวเองและรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดพื้นที่ให้คนอื่น

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Emily มองว่า Nene เป็น “professional”

Neneไม่ได้พยายามแย่งซีน Emily แต่ก็ไม่ได้หายไปจากเพลง และในจังหวะที่ไม่ได้ร้อง เสียงกีต้าร์ของเธอก็ทำหน้าที่สนับสนุนตัวเพลงได้อย่างกลมกลืน

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการแสดงครั้งนี้

Nene ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง Emily Armstrong และ Mike Shinoda

ตำแหน่งนั้นอาจเป็นพื้นที่ที่น่ากดดันที่สุดสำหรับนักดนตรีวัย 16 ปี

แต่เธอไม่ได้พยายามเอาชนะ Emily

ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้ลดตัวเองลงจนกลายเป็นเพียง “เด็กที่ได้รับเชิญขึ้นมาแจม”

เธอยืนอยู่ตรงนั้นทำหน้าที่ของตัวเอง

ร้องในแบบของตัวเอง

เล่นกีตาร์ในแบบของตัวเอง

และปล่อยให้เสียงของ Emily เป็นเสียงของ Emily เสียงของ Mike เป็นของ Mike และเสียงจากสมาชิกทุกคนของวงได้เปล่งออกมาในจังหวะที่ถูกต้องของตัวเองเพื่อทำให้เพลงและโชว์ออกมาสมบูรณ์

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การเลียนแบบศิลปินที่เราชื่นชอบ กับ การเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ข้างศิลปินที่เราชื่นชอบ

อย่างแรกทำให้เราดูเหมือนเขา

แต่อย่างหลังทำให้เขามองเห็นว่า เราเป็นใคร

และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเพลงจบ ยิ่งตอกย้ำความหมาย

หลังการแสดง Mike Shinoda กล่าวถึง Nene ต่อหน้าคนดูทั้งโลกว่า

“Incredible, incredible, unbelievable, right?”
พร้อมทั้งปรบมือให้เธอ ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่บอกว่าเขา ปลื้มใจ, ภูมิใจ และให้การยอมรับเด็กไทย อายุ 16 คนนี้เพียงใด

ส่วน Emily Armstrong บอกกับเธอว่า

“Good luck, we’re all rooting for you for sure.”

ถ้ามองเพียงผิวเผิน มันอาจเป็นคำพูดสั้นๆ หลังจบการแสดง

แต่ถ้ามองในฐานะนักดนตรี มันมีน้ำหนักมากกว่านั้น

เพราะนี่ไม่ใช่คำพูดจากกรรมการที่กำลังให้คะแนน

ไม่ใช่คำพูดจากพิธีกร

และไม่ใช่คำชมจากแฟนเพลง

แต่มาจาก คนที่เพิ่งยืนเล่นเพลงเดียวกับเธอ

Emily ไม่ได้เพียงบอกว่า Nene ร้องดี

แต่เรียกเธอว่า “super professional”

Mike ไม่ได้เพียงบอกว่าเธอเล่นกีตาร์เก่ง

แต่พูดว่า “incredible”

และทั้งสองคนยังแสดงออกถึงการสนับสนุนเธออย่างชัดเจน

นั่นคือการส่งไม้ต่อทางดนตรีในรูปแบบหนึ่ง จากรุ่นสู่รุ่น จากศิลปินคนหนึ่งที่เดินนำหน้ามาก่อนสู่ศิลปินอีกคนหนึ่งที่กำลังจะก้าวตามมาบนเส้นทางเดียวกัน

จากเด็กภูเก็ต สู่การยืนอยู่ข้าง Linkin Park บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่งของโลก

เรื่องราวของ Nene ยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น

เธอเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเคยเล่นดนตรีตามตลาดในภูเก็ต ก่อนที่เสียงร้องและกีตาร์ของเธอจะพาเธอเดินทางมาถึงเวที America’s Got Talent

ตลอดการแข่งขัน Nene ไม่ได้เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยเลยครับ

เธอเลือกเพลงร็อกที่เป็นรากเหง้าทางดนตรีของเธอ ซึ่งทุกเพลงมีความท้าทายและเดิมพันที่สูงลิบ

Zombies - The Cranberries
เลือกเพลงฮิตติดหู เพื่อเปิดตัวให้คนหันมาฟังเธอ แต่re-arranged ใหม่เติมความดุดัน ความเดือดและโชว์ทั้งเสียงร้องและการเล่นกีต้าร์ในเป็นแนวทางของตัวเอง

Hysteria - Muse
เพื่อโชว์ทักษะกีต้าร์อันจัดจ้าน ให้คนเห็นว่านอกจากจะร้องเพลงได้ดีแล้ว ฝีมือกีต้าร์ของเธอก็คือของจริง ตอกย้ำภาพความเป็น “นักดนตรีร็อค” ที่มีสกิลรอบด้าน

Black Hole Sun - Sound Garden
แสดงความสามารถในการเรียบเรียงเพลงที่มีความเฉพาะตัวสูง ให้ออกมาโดดเด่นทั้งการร้องและกีต้าร์ในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่ทิ้งอัตลักษ์เดิมของเพลง ซึ่ง Nene ทำได้ดีจนภรรยาของ Chris Cornel นักร้องของ Sound Gardenผู้ล่วงลับและคนแต่งเพลงนี้ ออกมาบอกว่าหากสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้และได้ดูโชว์ของ Nene ที่เล่นเพลงที่สามีเธอรักมากๆเพลงนี้ เขาจะต้องภูมิใจในตัว Nene อย่างมากแน่นอน

และ Seven Nation Army - The White Stripes
เพลงมหาชนที่คนอเมริกันรู้จักเป็นอย่างดีด้วยท่อน riffs ที่ติดหูเป็นที่จดจำ และ Nene ก็จับมาสังเคราะห์ใหม่ให้เดือดขึ้นอีกหลายเท่า โชว์ทั้งการร้อง, การเล่นกีตาร์ และการคุมเวทีส่งพลังให้กับคนดูได้อยู่หมัด

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมจดจำเธอไม่ใช่เพียงแค่เพลงที่เลือก แต่คือการที่เธอ เปลี่ยนเพลงเหล่านั้นให้กลายเป็นเพลงของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเธอมาถึงเพลงของ Linkin Park สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า

“Nene สามารถร้องเหมือน Emily Armstrong ได้หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามว่า

“Nene สามารถอยู่ในเพลงของ Linkin Park โดยยังเป็น Nene Royal ได้หรือไม่?”

คำตอบที่เราเห็นบนเวทีคือ ได้

รางวัลคือหลักฐานว่าเธอชนะ

แต่การยอมรับคือหลักฐานว่าเธอมีอนาคตที่สว่างไสวรออยู่

Nene Royal กลายเป็นแชมป์ America’s Got Talent Season 21 และเป็นศิลปินจากประเทศไทยคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้

นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

แต่สำหรับเส้นทางอีกยาวไกลของศิลปินวัย 16 ปี มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

นั่นคือ การได้รับการยอมรับจาก “ตัวจริง” ที่ยืนอยู่ในวงการเดียวกันและประสบความสำเร็จในระดับโลกมาก่อนหน้าเธอนับสิบๆปี

เงินรางวัลบอกว่า

“เธอชนะการแข่งขัน”

ถ้วยรางวัลบอกว่า

“เธอสร้างประวัติศาสตร์”

แต่คำว่า

“Nene was super professional.”

จาก Emily Armstrong บอกบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

มันบอกว่า

“เราเห็นว่าเธอทำงานกับเราได้, เธอมีความสามารถมากพอที่จะมายืนอยู่บนเวทีเดียวกับเรา“

และเมื่อศิลปินรุ่นใหม่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ มันอาจกลายเป็นแรงส่งที่ไม่มีเวทีประกวดไหนสามารถมอบให้ได้ทั้งหมด

เพราะต่อจากนี้ Nene ไม่ได้ต้องพิสูจน์เพียงว่าเธอสามารถชนะ America’s Got Talent

เธอมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในโลกที่ใหญ่กว่านั้น

โลกของดนตรีที่แท้จริง ในอุตสาหกรรม Showbiz ระดับโลก

โลกที่ไม่มีกรรมการ 4 คน

ไม่มี Golden Buzzer

ไม่มีคะแนนโหวตและไม่มีถ้วยรางวัลมีเพียงเพลง เวที ผู้ชม แฟนเพลง และนักดนตรีคนอื่นๆ ที่กำลังยืนอยู่ข้างกันและในคืนหนึ่งบนเวที America’s Got Talent

เด็กสาวจากภูเก็ตได้พิสูจน์ไปแล้วว่า
เมื่อเธอยืนอยู่ข้าง Linkin Park เธอไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังพยายามเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขา

ในทางกลับกัน

เธอดูเหมือนคนที่กำลังเริ่มสร้าง โลกดนตรีของตัวเองและบางที นั่นอาจเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดของค่ำคืนนั้นเพราะแชมป์รายการอาจเกิดขึ้นเพียงคืนเดียว

แต่คำว่า “super professional” จาก Emily Armstrong และการได้รับการยอมรับจาก Linkin Parkทั้งวง

จะติดตัว Nene ไปอีกนานแสนนาน

แกร็บ ยกระดับสนามบิน!! ขยายจุดรับผู้โดยสาร 12 เลน เปิดฟีเจอร์ PIN จับคิวเร็วขึ้น เพิ่มบริการ Airport Pickup รอบรับไฮซีซัน ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 67.7 ล้านคน

แกร็บ ยกเครื่องจุดให้บริการผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ
ขยายพื้นที่ 12 เลน - ผุด 2 ฟีเจอร์ใหม่ เตรียมรับไฮซีซัน

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับบริการเรียกรถที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งยอดใช้บริการเรียกรถในสนามบินจะเติบโตขึ้นราว 35-40%[1] เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ลุยปรับพื้นที่ ขยายจุดรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 12 เลน พร้อมเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ ระบบ “PIN” ที่ช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับรถที่พร้อมให้บริการ และ “Airport Pickup” บริการจองรถรับที่สนามบินล่วงหน้าที่มีระบบติดตามสถานะเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สะดวก รวดเร็ว และราบรื่นยิ่งขึ้น

นางสาวอริสา หล่อทองไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้าง GDP ให้กับประเทศ โดยสนามบินถือเป็นด่านหน้าที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกๆ วัน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานไทย (หรือ AOT) คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมากถึง 67.7 ล้านคน[2] ทำให้การเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะพื้นที่สนามบินกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ”

“เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว แกร็บในฐานะแพลตฟอร์มผู้ให้บริการเรียกรถอย่างเป็นทางการของ AOT จึงได้ขยายพื้นที่จุดรับผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (บริเวณชั้น 1 ประตู 4) เพิ่มขึ้นเป็น 12 เลน พร้อมพัฒนาฟีเจอร์ใหม่อย่างระบบ ‘PIN’ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ให้รวดเร็วและสะดวกสบายกว่าเดิม โดยหลังจากที่ได้ทดลองเปิดให้บริการเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า ช่วยให้ผู้โดยสารลดเวลาในการรอรถได้ถึง 40%[3] ทั้งยังได้รับคะแนนความพึงพอใจระดับ 5 ดาวจากผู้ใช้บริการมากถึง 98%[4]”

ระบบ PIN จัดคิว จับคู่รถ ไม่ต้องรอนาน
-แกร็บพัฒนาระบบ “PIN” ขึ้นมาเพื่อช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับที่พร้อมให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและความแออัดในบริเวณจุดรับ
-ใช้งานง่ายในไม่กี่ขั้นตอน เพียงเลือกจุดรับ “Grab Pick-up Point” เมื่อเรียกรถที่สนามบิน หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว ระบบจะยังไม่ระบุรถ หรือคนขับทันที แต่จะแจ้งรหัส PIN 4 หลัก และระบุจุดที่ผู้โดยสารต้องรอขึ้นรถ เมื่อถึงจุดดังกล่าว สามารถแจ้งรหัส PIN ให้กับคนขับที่จอดรออยู่ (มาก่อนได้ไปก่อน) เพื่อยืนยันการเดินทางก่อนขึ้นรถได้ทันที
-สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการให้บริการจากทีมเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่การให้คำแนะนำในการจอง การจัดคิว และการอำนวยความสะดวกในการขึ้นรถ
-สามารถเรียกรถผ่านระบบ PIN ได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง A, B, C และ D

Airport Pickup จองรถรอรับล่วงหน้า การันตีเวลา หมดกังวลหากไฟลต์ดีเลย์
-แกร็บเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Airport Pickup สำหรับนักท่องเที่ยว หรือผู้ใช้บริการที่ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงไตรมาสสุดท้าย หลังเปิดให้บริการแล้วใน 3 สนามบิน คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และเชียงราย โดยผู้ใช้บริการสามารถจองรถล่วงหน้า โดยระบุหมายเลขเที่ยวบินที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ และเลือกเวลาที่ต้องการให้คนขับมารับได้ (ตามเวลาที่ระบบแนะนำ หรือกำหนดเวลาเอง) เพื่อตอบโจทย์เรื่องการวางแผนเดินทางหลังลงเครื่อง

-จุดเด่นของฟีเจอร์ Airport Pickup คือความสามารถในการติดตามสถานะเที่ยวบินได้แบบเรียลไทม์และปรับเวลานัดรับให้สอดคล้องกับเวลาเที่ยวบินจริงหากเกิดความล่าช้า พร้อมการันตีการรับตรงเวลา โดยคนขับจะรอที่จุดขึ้นรถได้นานสูงสุด 15 นาที และผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการจองได้ล่วงหน้า 1 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดหมาย

-ผู้ใช้บริการ Airport Pickup สามารถขึ้นรถได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง E โดยรองรับบริการเรียกรถ 3 ประเภท ได้แก่ GrabCar, JustGrab และ GrabTaxi

27 กันยายน 2448 บทความเปลี่ยนโลก กำเนิดสมการก้องโลก ‘E=mc2’ เป็นครั้งแรก จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ ต้นทางทฤษฎีสัมพัทธภาพ

27 กันยายน ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ‘Does the Inertia of a Body Depend Upon Its Energy Content ?’ (จริงหรือไม่ที่ความเฉื่อยขึ้นอยู่กับพลังงานภายในของวัตถุ) เป็นครั้งแรก ซึ่งได้นำเสนอสมการก้องโลก E=mc2 สมการนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน อธิบายได้ว่า เมื่อให้พลังงานกับมวลเพื่อให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น มวลนั้นก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย จากทฤษฎีนี้ทำให้นำสู่ผลที่ว่าไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง หลักการนี้จึงเป็นหลักการเบื้องต้นของ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (theory of relativity)

แม้ว่าไอน์สไตน์จะใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ในการสร้างผลงานปฏิวัติโลกด้วยผลงานเด่น ๆ 3 ผลงานในปีนี้ คือ ‘ปรากฏการณ์โฟโตอิเลกตริก’ (Photoelectric Effect) / ‘การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน’ (Brownian Motion) และ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ’ (special relativity) แต่โลกต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษเพื่อทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าในผลงานเหล่านี้

ต่อมาได้มีการประกาศให้ปี 2448 เป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์และในปี 2548 วงการวิทยาศาสตร์โลกได้ประกาศให้เป็น ‘ปีฟิสิกส์โลก’ (World Year of Physics 2005) และมีการจัดงานฉลองครบรอบ 1 ศตวรรษปีมหัศจรรย์ไอน์สไตน์

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่!! บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำพัฒนาคอนโดฯครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่ บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026
ตอกย้ำผู้นำพัฒนาอสังหาฯครบวงจร ออกแบบ-เข้าใจ Customer Insight อย่างแท้จริง

ออริจิ้น คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติ จากเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำตลาดคอนโดฯ ที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก้าวข้ามการสร้างที่อยู่อาศัย สู่การสร้างสรรค์คุณค่าและประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับในทุกมิติ ตอกย้ำแนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และความเข้าใจใน Customer Insight เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ภายใต้แนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

"รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานออริจิ้นทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ไม่ได้จบเพียงการสร้าง ‘ที่อยู่อาศัย’ แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้คนในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับ 3 รางวัลสำคัญที่ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย รางวัล People’s Choice Awards สะท้อนถึงการตอบรับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์และโครงการของออริจิ้น รางวัล Best Lifestyle Developer สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพ และ รางวัล Best Luxury Mixed Use Development มอบให้แก่โครงการ “ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์” (Origin Thonglor World) ตอกย้ำศักยภาพในการสร้าง “พื้นที่แห่งการใช้ชีวิต” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ทุกมิติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

โดย โครงการ ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ (Origin Thonglor World) แฟลกชิป Mixed-Use ระดับลักชัวรี มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เมกะโปรเจกต์ของกลุ่มออริจิ้น ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงใจกลางทองหล่อ ซอย 10 บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ เชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญทั้งอโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “BEYOND YOUR LIVING” ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use ผสานพื้นที่ Residential และ Commercial ไว้ในแห่งเดียว

มีพื้นที่ Residential Zone จำนวน 795 ยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด “Tailor Your Dream” แบ่งออกเป็น 3 Collections ได้แก่ Origin Courtyard, Origin Prestige และ Origin Glass House พร้อมยกระดับการอยู่อาศัยด้วยบริการรูปแบบ Branded Residence และ Hotel Serviced Residence รวมทั้ง Lifestyle Ecosystem Complete รวบรวมองค์ประกอบการใช้ชีวิตไว้อย่างครบครัน ทั้ง Executive Office รองรับธุรกิจยุคใหม่, Lifestyle Retail ร้านอาหารระดับ Fine Dining, Healthcare Center Mediplex ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามครบวงจร เติมเต็มด้วย Thonglor Central Park พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและชีวิตเมืองอย่างยั่งยืน

การได้รับรางวัลจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการตัดสินที่เป็นอิสระและโปร่งใสโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการคุณภาพที่ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น Lifestyle Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบเพื่อคนเมืองยุคใหม่ต่อไป

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จุดกลับรถถนนเชียงรากเพิ่มแสงสว่าง เยาวชนร่วมมือเติมเต็มความปลอดภัย งานร่วมภาคส่วนช่วยลดอุบัติเหตุ

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ‘ถนนเชียงราก’

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ถนนเชียงราก” ในวันนี้ มีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึง “พลังของเยาวชน” ที่เมื่อประกอบรวมกับ “การเปิดรับและแรงสนับสนุน” ของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เพราะหากย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน สิ่งที่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ นึกขึ้นในความคิดเมื่อพูดถึงถนนดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน นั่นก็คือ “ความมืด ขาดไฟส่องสว่าง และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต” ซึ่งกลายเป็นนิยามที่ไม่มีในพจนานุกรม ที่ถูกบัญญัติขึ้นในความรู้สึกของผู้สัญจร จากการประสบพบเจอกับสภาพการณ์เหล่านั้น รวมถึงเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง และเป็นปัญหาที่เรื้อรังยาวนานมาหลายปี
“ในแต่ละปีจุดกลับรถตรงนี้มีการเกิดอุบัติเหตุหลายสิบครั้ง เพราะเป็นจุดที่มีการใช้งานเยอะจริงๆ เนื่องจากนักศึกษาของ มธ. เองก็มีทั้งที่อยู่ทางฝั่งเชียงราก และฝั่งตรงข้ามเชียงราก ไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้เส้นทางนั้น” ขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวจากประสบการณ์จริงที่พบเจอมาตลอดกว่า 3 ปี

แม้ที่ผ่านมา มธ. จะมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการแก้ไข แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความทับซ้อนด้านความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความสับสนว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ กระนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความพยายามจะสนับสนุนการแก้ไขไปพลางด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างชั่วคราวเอาไว้ ทว่า มักโดนลักลอบขโมยสายไฟ และจบลงที่บริเวณดังกล่าวกลับไปมืดอีกครั้ง

“สุดท้ายคือเหมือนกับต้องเริ่มกระบวนการประสานแจ้งปัญหา เพื่อให้ได้รับการแก้ไขใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขได้” ขวัญชนก กล่าว
นั่นทำให้ อมธ. ในฐานะกลไกตัวแทนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และไม่ต้องการแค่เพียงสะท้อนปัญหา แต่อยากเข้ามาลงมือทำผ่านการร่วมผลักดัน เพื่อเปลี่ยนนิยามของถนนเชียงราก ไปสู่ความปลอดภัยระยะยาวอย่างแท้จริง และได้ตั้งให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนต้นเดือน ส.ค. 2569

“อมธ. มีการพูดคุยกับทางทีมด้วยกันเอง ทีมผู้บริหาร และทีมเจ้าหน้าที่ มธ. ตั้งแต่แรกๆ ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนียภาพ และการเดินทางสัญจรทั้งในมหาวิทยาลัย และบริเวณโดยรอบให้เสร็จก่อนที่จะเปิดเทอมใหม่ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่จะมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ซึ่งหมายความว่าจะมีการสัญจรจำนวนมาก และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น” ขวัญชนก ให้เหตุผลถึงการขีดเส้นกรอบเวลาในการขับเคลื่อน

นับแต่นั้น อมธ. จึงมีการลงพื้นที่สำรวจปัญหา และพูดคุยหารือกับหลากหลายภาคส่วน เช่น เครือข่ายนักศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดทำข้อมูล และข้อเสนอสำหรับส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข และที่สำคัญคือการได้รับการสนับสนุนจากกองบริหารศูนย์รังสิต มธ. ในการหาแนวทางในการแก้ไขที่ยังไม่เคยดำเนินการที่จะนำไปสู่การผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ควบคู่ไปกับการพยายามใช้ทุกช่องทางในการแจ้งปัญหา และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรความพยายาม และความตั้งใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“เมื่อมีชื่อของ มธ. เป็นผู้ประสานยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้เรื่องต่างๆ ได้รับความสนใจ และไม่ถูกมองข้าม” ขวัญชนก กล่าว
กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 สิ่งเหล่านั้นนำพาให้ อมธ. มีโอกาสได้ยื่นหนังสือข้อมูลปัญหา และข้อเสนอให้กับทาง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในระหว่างที่มีการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยข้อเสนอไม่เพียงแต่เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างบริเวณจุดกลับรถ แต่ครอบคลุมปัญหาอื่นๆ ด้วยอย่างเป็นระบบ

ก่อนที่ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลท่าโขลง กระทรวงคมนาคม สส.ปทุมธานี ฯลฯ จะติดต่อกลับมา เพื่อขอความร่วมมือจาก อมธ. ในการเข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาไฟส่องสว่าง ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ด้วย อาทิ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝาท่อชำรุด ไฟส่องสว่างบนสะพานลอยที่ติดๆ ดับๆ เพื่อที่จะนำไปดำเนินการแก้ไขต่อไป

นี่ถือเป็นอีกภาพสะท้อนที่เน้นให้เห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่ได้นำไปสู่การทลายความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ และหันมาเปิดโต๊ะรับฟังและร่วมกันแก้ไขปัญหา ภายใต้การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการประสานงานอย่างสร้างสรรค์

จนที่สุดแล้ว ความพยายามของ อมธ. ก็ออกดอกผล และทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นนิยามใหม่ของถนนเชียงราก เพราะจากกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่นานหลังจากนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันจุดกลับรถใต้สะพานบริเวณถนนเชียงรากมีการนำไฟส่องสว่างมาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ติดตั้งไฟส่องสว่างสะพานลอยใหม่ ซ่อมแซมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และกรณีฝาท่อชำรุด

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีการให้ช่องทางติดต่อกับผู้ที่ดูแลเรื่องต่างๆ โดยตรง จึงทำให้ทุกวันนี้ถ้าบริเวณไหนมีระบบไฟส่องสว่างดับ หรือมีปัญหา ทาง อมธ. สามารถติดต่อแจ้งเรื่องไปได้ทันที ซึ่งหน่วยงานนั้นๆ ก็จะมีการส่งคนลงมาเร่งรัดจัดการปัญหาเหล่านั้นให้” ขวัญชนก กล่าว
ที่สำคัญ การขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนจากสภาพมืด และไม่มีไฟส่องสว่างในระดับพื้นที่ แต่ยังอาจส่งผลไปถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วย เพราะกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม คำนวณไว้ว่า ทุกการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง 3.55 ล้านบาท

อย่างรายงานอุบัติเหตุจราจร บนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2568 จัดทำโดยสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า บริเวณทางหลวงที่มีสภาพมืดไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างนั้น มีการเกิดอุบัติเหตุรวม 1,208 ครั้ง ในจำนวนนี้รุนแรงถึงแก่ชีวิต 165 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 276 คน บาดเจ็บสาหัส 181 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 966 คน ซึ่งคิดรวมแล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,288 ล้านบาท ฉะนั้น หากลดอุบัติเหตุทางถนนลงก็จะช่วยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้ได้จำนวนมาก

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ให้ความรู้หรือบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคต แต่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม และโดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้สะท้อนปัญหา หรือความต้องการ และขับเคลื่อนร่วมกันกับมหาวิทยาลัย ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยได้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้การแก้ไขปัญหานำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

“ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายครั้งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีศักยภาพและความต้องการจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ แต่เมื่อแสดงความเห็น หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้ว มักจะถูกมองข้าม หรือรับฟังแค่ผ่านๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกเฉื่อยชา หรือกระทั่งไม่อยากเข้าไปส่วนร่วมในเรื่องใดๆ ก็ตาม แต่ในทางกลับกันถ้าเสียงเหล่านั้นถูกรับฟังและนำไปใช้จริงก็จะทำให้รู้สึกอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

เวียตเจ็ทไทย ทะยานสู่นิวไฮ!! รายได้ครึ่งแรกปี69 พุ่งแตะหมื่นล้าน ขยายเส้นทางบินใหม่ 36 เส้น แผนเพิ่มฝูงบินสู่ 39 ลำปีหน้า ยึดไทยสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาค

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ทะยานสู่นิวไฮ! ครึ่งแรกปี 69
เผยรายได้พุ่งแตะหมื่นล้านบาท ขยายเน็ตเวิร์คเพิ่ม 36 เส้นทาง
รุกสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการเติบโตครั้งใหญ่ เตรียมขยายฝูงบินสู่ 39 ลำ ปี 70

กรุงเทพฯ 17 กันยายน 2569 – สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่ก้าวข้ามจากช่วงก่อนโควิดในทุกมิติ โดยสร้างรายได้จากการขายแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน และรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) สูงถึง 85% พร้อมรุกเดินหน้าเต็มกำลังด้วยแผนขยายฝูงบินสู่ 39 ลำภายในปี 2570 และตั้งเป้า 50 ลำภายในปี 2571 ลุยเปิดเส้นทางบินใหม่หลายเส้นทางในไตรมาส 1/2570 เชื่อมไทยสู่ตลาดศักยภาพสูง อาทิ อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์วางรากฐานการดำเนินงานไว้อย่างแข็งแกร่ง และพร้อมเดินหน้าต่อยอดศักยภาพในระยะถัดไป ผ่านการขยายฝูงบิน เพิ่มความถี่ และเดินหน้าลงทุนทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการ มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้โดยสาร และรองรับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเรามุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งจากตลาดหลักในเอเชียแปซิฟิก ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงระดับโลก เพื่อเชื่อมประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น การเติบโตนับจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินหรือเส้นทางบินเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่ง มีโครงข่ายตลาดที่หลากหลาย และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคง”

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ดำเนินกลยุทธ์บริหารเส้นทางบินศักยภาพโดยมีแผนการบริหารจัดการฝูงบินอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการนำเครื่องบินรุ่น Boeing 737-8 เข้ามาประจำการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของการสร้างรากฐานการเติบโตในระยะต่อไป โดยปัจจุบันมีจำนวน 17 ลำ และวางเป้าหมายขยายฝูงบินเป็น 25 ลำภายในสิ้นปี 2569 นี้ (รวมเป็นฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ) ก่อนจะทยอยเพิ่มเป็น 39 ลำในปีหน้า และเพิ่มเป็น 50 ลำภายในปี 2571 รองรับการเพิ่มความถี่เที่ยวบินพร้อมเปิดเส้นทางบินใหม่ และต่อยอดสู่ตลาดศักยภาพใหม่อีกหลายเส้นทาง

นายวรเนติ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น สายการบินได้วางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างรัดกุม ส่งผลให้เรายังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถสร้างการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายและก้าวข้ามช่วงก่อนโควิด-19 ได้ในทุกมิติ โดยขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สอดคล้องกับการขยายปริมาณที่นั่งผู้โดยสารรองรับ 4 ล้านที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 130% พร้อมรักษาอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) ให้อยู่ในระดับสูงถึง 85% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 ด้านรายได้จากการขายทำสถิติเติบโตอย่างน่าประทับใจแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน สายการบินได้ขยายเครือข่ายเส้นทางบินทำสถิติใหม่สู่ 36 เส้นทาง เติบโต 25% จากปี 2568 ที่ให้บริการเที่ยวบินจำนวน 29 เส้นทาง โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการฟรีวีซ่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ควบคู่กับการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570 จะยิ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่นที่อุปสงค์การเดินทาง ทั้งใน-ระหว่างประเทศขยายตัวอย่างเต็มที่
.
ด้าน นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งเน้นการเชื่อมโยงตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นำร่องด้วยเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึง และเส้นทางบินตรงเชื่อมภูเก็ต-เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย และเจาะตลาดประเทศจีนโดยการเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อาทิฉงชิ่ง ชิงเต่า จางเจียเจี้ย และเส้นทางอื่น ๆ ทั้งรูปแบบเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการบินระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แบบ โดยตั้งเป้าหมายขยายฝูงบินรวมทั้งสิ้นจำนวน 39 ลำ ภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกราว 60% หรือมากกว่า 14 ล้านที่นั่งต่อปี”
.
นอกเหนือจากการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืน (ESG) ผ่านโครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องผ่านหลากกิจกรรม อาทิ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม Garbage Hunter แคมเปญ Fly Green – FlyCycle เปลี่ยนขวด PET เป็นตั๋วเครื่องบินโดยร่วมกับพันธมิตรธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนการจัดกิจกรรมสปอร์ตทัวริซึม ในแคมเปญ Fly Green Charity Run 2026
ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (จตุจักร) กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนการมีสุขภาพดีของคนไทยพร้อมส่งต่อพลังดี ๆ ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม
.
“ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกเที่ยวบิน และในโอกาสพิเศษนี้ เราตั้งใจยกความสุขทั้งหมดมาไว้ใจกลางเมืองผ่านแคมเปญ 10 Years of Dedication: A New Chapter Takes Flight เพื่อมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ไว้วางใจใช้บริการสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์โดยเสมอมา จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่ในงานฉลองครบรอบ 10 ปี ที่เราจัดเต็มไลน์อัปความบันเทิงตลอด 3 วันเต็ม พร้อมเตรียมพบกับไลน์อัปศิลปิน-ดารา และคนดังที่จะมาร่วมสร้างปรากฏการณ์ความสนุก อาทิ หยิ่น อานันท์ หว่อง, ต๊ะ แอนด์ เฟรนด์ แฟมิลี่ และความยิ่งใหญ่ของวงหมอลำขวัญใจมหาชน ระเบียบวาทศิลป์ ระหว่างวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 ณ Central Court Zone ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเตรียมพบกับโปรโมชันสุดเซอร์ไพรส์ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น” นายปิ่นยศ กล่าวทิ้งท้าย

กองทัพเรือแถลงผลคัดเลือก Hanwha Ocean สร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูง วงเงิน 16,730 ล้านบาท ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทย “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้รับผิดชอบโครงการ ร่วมแถลงผลการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศและกองทัพเรือเป็นที่ตั้ง
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบและอุปกรณ์ประจำเรือ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ภายในวงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท

การจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบระยะยาวตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือ เพื่อทดแทนเรือเดิมที่มีอายุการใช้งานสูงและจะทยอยปลดประจำการ รองรับภารกิจรักษาอธิปไตย คุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ตลอดจนรับมือภัยคุกคามทางทะเลทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เรือฟริเกตลำใหม่จะมีขีดความสามารถในการรบครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงการโจมตีเป้าหมายบนฝั่ง การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การบัญชาการและควบคุม การเชื่อมโยงข้อมูล และการปฏิบัติการร่วมในสภาพแวดล้อมการรบสมัยใหม่
“ฝ่ายเสนาธิการกำหนดความต้องการจากภารกิจ พื้นที่ปฏิบัติการ และภัยคุกคาม มิได้กำหนดจากบริษัท ประเทศผู้ผลิต ยี่ห้อ หรือแบบเรือใดเป็นการเฉพาะ”
เปิดการแข่งขัน ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน

กองทัพเรือได้เชิญอู่ต่อเรือและหน่วยงานที่มีประสบการณ์จากหลายประเทศ จำนวน 11 ราย เข้ารับเอกสาร TOR และมีผู้ร่วมยื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย โดย TOR ดังกล่าวผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและทบทวนตามขั้นตอน และไม่ปรากฏข้อร้องเรียนจากผู้ร่วมยื่นข้อเสนอในขั้นตอนการจัดทำ TOR
หลักเกณฑ์การพิจารณาถูกกำหนดและประกาศไว้ล่วงหน้า โดยแยกระหว่างคุณลักษณะขั้นต่ำที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายต้องผ่าน กับรายการที่นำมาเปรียบเทียบและให้คะแนน ครอบคลุมขีดความสามารถของเรือ ความพร้อมปฏิบัติภารกิจ ความอยู่รอด การส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนทางเทคนิค ความน่าเชื่อถือของผู้ยื่นข้อเสนอ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
กองทัพเรือมิได้พิจารณาจากราคาต่ำสุดหรือความโดดเด่นของระบบใดระบบหนึ่ง แต่ประเมินความเหมาะสมของเรือทั้งระบบ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน ความคุ้มค่าต่องบประมาณ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

ชี้แจงภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
กองทัพเรือขอเรียนว่า การเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสนอมีข้อจำกัดตามกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลข้อบกพร่องและข้อเสนอทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอเป็นรายบริษัท ซึ่งอาจเข้าข่ายข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมายหลายฉบับ และการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจกระทบต่อประโยชน์ ชื่อเสียง ทรัพย์สินทางปัญญา หรือความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันของภาคเอกชน กองทัพเรือจึงสามารถเปิดเผยได้ในระดับหลักเกณฑ์ ขั้นตอน เหตุผลโดยภาพรวม และข้อเท็จจริงที่ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวมิได้หมายความว่ากระบวนการไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากคณะกรรมการได้บันทึกเอกสาร หลักฐาน เหตุผล และมติในทุกขั้นตอนไว้อย่างครบถ้วน เพื่อรองรับการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

ผลการพิจารณาตามหลักฐานเชิงประจักษ์
ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 1 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญใน TOR เนื่องจากไม่จัดส่งเอกสารตามที่กำหนด เอกสารบางส่วนมีรายละเอียดสาระสำคัญไม่ถูกต้อง และมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

เมื่อนำข้อเสนอของผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเข้าสู่การพิจารณาด้านเทคนิค พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 4 ราย ไม่ผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคที่เป็นสาระสำคัญใน TOR โดยมีทั้งกรณีไม่จัดส่งเอกสารที่จำเป็นต่อการพิสูจน์ขีดสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของโครงการ ยื่นข้อเสนอไม่เป็นไปตามขอบเขตของงาน หรือยื่นข้อเสนอแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประเมินความสำเร็จของงาน และอาจทำให้ทางราชการเสียประโยชน์

คณะกรรมการจ้างฯ ได้พิจารณาร่วมกันอย่างละเอียดตามหลักการประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ Evidence-Based Evaluation โดยใช้หลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย และพิจารณาจากเอกสารและหลักฐานที่ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ก่อนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 4 รายไม่ผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิค จึงคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอ 1 รายที่จัดส่งข้อเสนอและเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามข้อกำหนด

ทั้งนี้ การคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวมิได้หมายความว่าจะได้รับการคัดเลือกโดยอัตโนมัติ คณะกรรมการยังต้องประเมินด้านเทคนิค ราคา เงื่อนไขการส่งมอบ การรับประกัน การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความคุ้มค่าโดยรวม หากข้อเสนอไม่เป็นไปตาม TOR หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ กองทัพเรือมีสิทธิไม่รับข้อเสนอนั้น ทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้สังเกตการณ์จากคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต หรือ ค.ป.ท. เข้าร่วมสังเกตการณ์ในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ
Hanwha Ocean ได้รับการคัดเลือก ราคา 16,730 ล้านบาท

จากการตรวจสอบและประเมินตามหลักเกณฑ์ทุกด้าน คณะกรรมการจ้างฯ มีมติคัดเลือกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยบริษัทฯ เสนอราคาภายหลังการต่อรองเป็นเงินทั้งสิ้น 16,730,000,000 บาท ต่ำกว่าวงเงินโครงการ 270 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.6 โดยราคาดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งปวงแล้ว
การต่อรองดังกล่าวไม่ได้มุ่งลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงรักษาขีดความสามารถ คุณภาพ เงื่อนไขทางเทคนิค การรับประกัน และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับไว้อย่างครบถ้วน
ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อเสนอขั้นสุดท้าย

ภายหลังการต่อรอง บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. ได้ยืนยันข้อเสนอขั้นสุดท้าย โดยมอบผลประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่กองทัพเรือและประเทศไทย ประกอบด้วย แบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เพื่อใช้เป็นฐานองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบและต่อเรือภายในประเทศ แบบยานผิวน้ำไร้คนขับ หรือ Unmanned Surface Vehicle: USV เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์และรองรับการปฏิบัติการทางเรือสมัยใหม่ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาต่อยอดระบบสื่อสารทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link และระบบอำนวยการรบ หรือ Combat Management System: CMS

สิทธิและองค์ความรู้ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการลดการพึ่งพาต่างประเทศ เปิดโอกาสให้กองทัพเรือสามารถปรับปรุง เชื่อมโยง และพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของไทยได้ในอนาคต รวมถึงช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบุคลากรไทยมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม
Offset ต้องเกิดผลจริงและตรวจสอบได้

นอกเหนือจากสมรรถนะของเรือ กองทัพเรือได้กำหนดนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset Policy เป็นส่วนหนึ่งของ TOR โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศไทย การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้แรงงาน วัสดุ สินค้าและบริการภายในประเทศ

ข้อเสนอของบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. มี มูลค่าการดำเนินกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง หรือ Actual Value รวม 7,254,744,788.66 บาท คิดเป็นร้อยละ 43.36 ของมูลค่าโครงการ และมีมูลค่าเครดิตผลประโยชน์ตอบแทน หรือ Offset Credit Value รวมกว่า 53,650 ล้านบาท โดย Actual Value หมายถึงมูลค่าการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จะต้องเกิดขึ้นจริง ส่วน Offset Credit Value เป็นมูลค่าเครดิตที่คำนวณตามหลักเกณฑ์และตัวคูณของกิจกรรมแต่ละประเภท มิใช่จำนวนเงินที่บริษัทจะจ่ายให้แก่กองทัพเรือหรือรัฐบาลโดยตรง

ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมจะต้องมีแผนงาน กรอบเวลา ตัวชี้วัด ผู้รับประโยชน์ และหลักฐานยืนยันผลสำเร็จที่ชัดเจน การระบุกิจกรรมไว้ในข้อเสนอยังไม่ถือว่าได้รับเครดิตทันที แต่ต้องดำเนินการจริง สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ รวมทั้งประเทศไทยต้องสามารถนำผลประโยชน์ที่ได้รับไปใช้ต่อได้ในระยะยาว
กองทัพเรือจะกำกับให้ข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญและผลประโยชน์ที่บริษัทให้ไว้ถูกกำหนดเป็นข้อผูกพันในสัญญาอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้ได้

เดินหน้าบริหารโครงการอย่างเข้มข้น
ภายหลังการประกาศผล กองทัพเรือจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเจรจาและจัดทำสัญญา การตรวจร่างและลงนามในสัญญา การบริหารสัญญา การออกแบบและสร้างเรือ การติดตั้งระบบ การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ จนถึงการส่งมอบ
กองทัพเรือจะกำกับให้เรือมีสมรรถนะครบถ้วนตามที่ต้องการ ส่งมอบตามกำหนดเวลา และพร้อมปฏิบัติงานได้จริง พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี การดำเนินงานภายในประเทศไทย และข้อผูกพันด้าน Offset ให้เกิดผลตามที่เสนอไว้

“การประกาศผลในวันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการเปลี่ยนข้อเสนอในเอกสารให้เป็นเรือที่มีขีดสมรรถนะครบถ้วน และเปลี่ยนข้อเสนอ Offset Policy ให้เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะต้องได้รับ”

ท้ายนี้ กองทัพเรือขอยืนยันอีกครั้งว่า การพิจารณาโครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย มีหลักฐานและเหตุผลรองรับ ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยไม่มีการกำหนดบริษัท ประเทศผู้ผลิต หรือผลการพิจารณาไว้ล่วงหน้า

“เรือลำนี้สร้างขึ้นจากงบประมาณของประชาชน จึงต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน ขณะเดียวกัน การลงทุนของประเทศต้องกลับคืนมาในรูปของความมั่นคง งาน ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของไทย
กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1096007186125036&id=100071472955205&rdid=wP9dAj7vlUISqc2v#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top