Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

กบง. ลดราคาดีเซล!! เห็นชอบลดราคาดีเซล 2.40 บาท ต่อเนื่อง 31 วัน เริ่ม 16 ส.ค. 69 นำผลประโยชน์ส่วนเกิน 4.4 พันล้านมาใช้ บรรเทาค่าครองชีพ ชูความเป็นธรรมทุกภาคส่วน

กบง. เห็นชอบ นำผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น อีก 4.4พันล้าน
ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น ต่อเนื่องอีก 31 วัน
มีผล 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569

การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่
11 สิงหาคม 2569 ที่มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่า 4,475 ล้านบาท

โดยเป็นการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ส่งผลให้สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมประมาณ 17,422 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ เปิดเผยในรายละเอียดว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค ขณะที่สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ในช่วงวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท โดยได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้มีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาด และความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่คงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดของราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มเติม โดยเห็นชอบให้ ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี 7 และบี 20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ส่วนเกินที่นำมาใช้เป็นส่วนลดประมาณ 4,475 ล้านบาท และจะมีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการต่อไป

“เราต้องการให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูง ถูกนำกลับมาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ขณะเดียวกันภาครัฐจะยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบของราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” นายเอกนัฏฯ กล่าวทิ้งท้าย

14 สิงหาคม 2395 ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ เสร็จสมบูรณ์ ในรัชกาลที่ ๔ เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ขยายพระนครสู่ชั้นนอก ภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 คลองผดุงกรุงเกษมแล้วเสร็จในวันนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้นรอบนอกพระนคร เพื่อขยายเขตเมืองและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้การคมนาคมทางน้ำสะดวกขึ้น

คลองผดุงกรุงเกษมเริ่มขุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยมีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร ล้อมรอบพระนครชั้นนอก เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ทำหน้าที่เป็น "คูเมืองชั้นนอก" ป้องกันเมืองจากการรุกราน และเป็นแนวเขตการขยายเมืองในสมัยนั้น

นอกจากประโยชน์ด้านป้องกันและการคมนาคมแล้ว คลองผดุงกรุงเกษมยังช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วมในเขตพระนคร และเปิดโอกาสให้เกิดชุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นริมคลอง ทำให้เศรษฐกิจของพระนครเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน คลองผดุงกรุงเกษมยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คลองสายนี้ยังสะท้อนภาพการวางผังเมืองและภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

รศ.ดร ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า

“จู หรงจี : รัฐบุรุษผู้ยื่นมือฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้ง
และวางรากฐานการค้าไทย-จีน
หาก เติ้ง เสี่ยวผิง คือผุ้วางรากฐานนโยบาย เปิดกว้างและปฏิรูป
จู หรงจี คือ ขุนพลฝ่ายเศรษฐกิจ
ผู้จับมีดหมอผ่าตัดระบบเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ยุคสากล
มรดกสำคัญที่สุด การเป็นมิตรแท้ยามยากของไทยยุคต้มยำกุ้ง”

รศ.ดร ปิติ ศรีแสงนาม
คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164317856187225/?rdid=G5A9PWcCaXuD1f91#

‘แทน’ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา!! ส.ส.ประชาธิปัตย์ ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เกิดเหตุ 8 ส.ค. แต่แจ้งความ 12 ส.ค. ตำรวจสอบสวนภาพ วิดีโอ และพยาน เกมการเมืองท้าทายความเชื่อมั่นตำรวจ

”แทน-ชัยชนะ“เข้าพบพนักงานสอบสวน “ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เจอกันในงานศพยังทักทายกันอยู่

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.อ.ทุ่งใหญ่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ในงานศพแม่นายกฯอบต.ปลิก โดยแทนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยังย้ำคำเดิมว่า สนิทสนมกับรองผู้กำกับสืบฯสภ.อ.ทุกใหญ่ดี
“ลองนึกดูว่า ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 8 สิงหาคม ทำไมมาแจ้งความวันที่ 12 สิงหาคม เจอกับในวันเผ่าศพ ก็ยังทักทายกันอยู่ แต่ระหว่าง 8-12 สิงหาคม เกิดอะไรขึ้นผมไม่รู้ มีคนเจตนาจะทำลายกันทางการเมือง อย่าลืมว่า ใครทำอะไรไว้จะได้รับผลนั้น ศรีปราชญ์ ก็เคยกล่าวไว้แล้ว แต่ในทางการเมืองผมเสียหายไปแล้ว ตำรวจเสียหายแล้ว”

ผมมองว่าเรื่องนี้ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงวันที่ 12 สิงหาคม เพราะจากเดิมเป็นเพียง “ข่าวลือว่าอดีตรัฐมนตรีตบตำรวจ” กลายเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนจริง และมีการแจ้งความในมาตรา 391 แล้ว

เรื่องนี้มี 3 ชั้น และต้องแยกออกจากกัน ชั้นแรก: เกิดการตบจริงหรือไม่ตอนแรก ผกก.ทุ่งใหญ่บอกว่าไม่มีการแจ้งเหตุ และตำรวจคู่กรณีเองยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้าย แถมระบุว่ารู้จักกับอดีตรัฐมนตรีในลักษณะญาติพี่น้อง ขณะที่ ชัยชนะ เดชเดโช ก็ออกมายืนยันแนวเดียวกันว่าเป็นคนสนิทกันและยังพบกันตามปกติหลังเกิดเหตุ

แต่ล่าสุดตำรวจภูธรนครศรีธรรมราชระบุอีกมุมว่า คืนวันที่ 8 สิงหาคม มีการนั่งดื่มสุราและมีปากเสียงจนทำร้ายกัน และวันที่ 12 สิงหาคม รอง ผกก.สืบฯเข้าแจ้งความ โดยเบื้องต้นใช้มาตรา 391 (ทำร้ายร่างกาย)

ดังนั้น วันนี้ยังไม่ควรฟันธงว่า “อดีตรัฐมนตรีตบ” เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจบได้อีกต่อไป

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ “4 วัน”
เหตุเกิด 8 ส.ค. แต่การแจ้งความเกิดขึ้น 12 ส.ค.
ผมไม่มองว่าการแจ้งความช้า 4 วันทำให้เรื่องหมดน้ำหนักทางกฎหมาย เพราะผู้เสียหายสามารถมาแจ้งภายหลังได้ และในกรณีนี้ 4 วันไม่ได้ถือว่านานจนผิดปกติในตัวมันเอง แต่ในทางน้ำหนักทางการเมืองและความน่าเชื่อถือ มันกลายเป็นคำถามทันทีว่า

ถ้าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงมาแจ้งความภายหลัง และถ้าเกิดขึ้นจริง ทำไมวันแรกจึงมีการปฏิเสธ? ระหว่างทาง 8-12สิงหาคมเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครสมคบคิดกันทำอะไรหรือไม่ วันเกิดเหตุใหญ่โตขนาดนี้ไม่มีข่าว ไม่มีใครถ่ายภาพ ถ่ายคลิปเลยเหลอ

ตรงนี้แหละครับที่จะทำให้พนักงานสอบสวนต้องไล่ย้อนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ดูเฉพาะคำกล่าวหาว่าใครตบใคร

โดยเฉพาะ ภาพจากโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด พยานที่อยู่ในงาน และลำดับเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ จะมีความสำคัญมาก ตำรวจเองก็ประกาศขอภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว

ทางอาญา ถ้า “ตบจริง” อาจไม่ได้หนักอย่างที่สังคมคิด

ประเด็นนี้ลองตั้งข้อสังเกตดูครับถ้าเป็นเพียง ใช้มือตบบ้องหู โดยไม่มีบาดเจ็บหรืออันตรายแก่กายหรือจิตใจ เบื้องต้นอาจเข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจก็ระบุฐานนี้ไว้แล้วในการแจ้งความเบื้องต้น คือทำร้ายร่างกายไม่ร้ายแรงแต่ถ้าพยานหลักฐานหรือใบรับรองแพทย์แสดงว่าเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ก็อาจขยับไปพิจารณา มาตรา 295 เรื่องทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ ม.391

ดังนั้น “ตบตำรวจ” ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าคดีอาญาจะร้ายแรง ต้องดูผลที่เกิดขึ้นและพยานหลักฐานจริง

แต่ผมว่า “ประเด็นการเมือง” ใหญ่กว่าคดีอาญา นี่คือจุดที่เรื่องนี้น่าสนใจมาก

ถ้าสมมติว่าสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่า อดีตรัฐมนตรีเป็นคนลงมือตบจริงทางอาญาอาจจบแค่ความผิดลหุโทษ จ่ายค่าปรับก็จบกันไป หรืออาจจะจบด้วยการถอนแจ้งความ เพราะดูท่าทีผู้เสียหายไม่ประสงค์เอาความตั้งแต่ต้น

แต่ทางการเมืองมันจะเกิดคำถามอีกชุดหนึ่งว่า
อดีตรัฐมนตรีมีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรีหรือไม่?

มาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ถูกออกแบบมาใช้กับ คณะรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. โดยเน้นเรื่องความประพฤติและการรักษาเกียรติภูมิของตำแหน่งด้วย

แต่ต้องระวังคำหนึ่งมากๆ คือ “อดีตรัฐมนตรี”
ถ้าบุคคลนั้น พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นที่อยู่ภายใต้กลไกดังกล่าว การจะเอากระบวนการทางจริยธรรมของ “ผู้ดำรงตำแหน่ง” มาเล่นงานโดยตรง ไม่ได้ง่ายเหมือนกรณีรัฐมนตรีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีนี้แทนยังเป็น สส.อยู่

แต่ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” หนีไม่พ้น “แทน”รับไปเต็มๆแล้ว

เพราะคู่กรณีไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็น รอง ผกก.สืบสวน และเหตุถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในงานศพ

ยิ่งตอนแรกมีคำปฏิเสธหลายชั้น ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาแจ้งความในภายหลัง เรื่องจึงไม่ได้กลายเป็นเพียง “ตบกันหรือไม่” แต่กลายเป็น
ทำไมตำรวจถึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกล้าเดินเข้าสู่กระบวนการ หรือแค่กระแสสังคมกดดัน กดดันไปถึงผู้บัญชาการแห่งชาติไปถึงนายกรัฐมนตรี

และนี่คือเหตุผลที่คำสั่งของ ผบ.ตร. มีความสำคัญมาก เพราะ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกำชับให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครหรือมีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม

ผมฟันธงว่าเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ตบหรือไม่ตบ” อย่างเดียว มี 3 เกมซ้อนกัน
เกมที่ 1 คดีอาญา
ถ้าตบจริงและไม่มีบาดเจ็บหนัก อาจจบที่ ม.391 ซึ่งเป็นเรื่องไม่ใหญ่ในเชิงโทษ

เกมที่ 2 ศักดิ์ศรีตำรวจ
นี่ใหญ่กว่า เพราะถ้าตำรวจถูกนักการเมืองใช้กำลังต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือประชาชนแล้วไม่มีการดำเนินการ ย่อมกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบบังคับใช้กฎหมาย

เกมที่ 3 การเมือง
นี่น่ากลัวที่สุดสำหรับฝ่ายการเมือง เพราะต่อให้คดีอาญาจบแบบเบาๆ แต่ถ้าภาพจำของประชาชนกลายเป็น

“นักการเมืองบ้านใหญ่ใช้กำลังกับตำรวจ แล้วตอนแรกทุกคนช่วยกันบอกว่าไม่มีอะไร”

ผมคิดว่า คำสั่งของ ผบ.ตร. ที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เพราะถ้าสำนวนออกมาตามพยานหลักฐานจริง ไม่ว่าผลจะเป็น “มีการทำร้าย” หรือ “ไม่มีการทำร้าย” ก็ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อได้ทั้งสองทาง

สรุปคดีอาญาอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ “การจัดการคดีนี้อย่างไร” กลับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันกำลังวัดว่าในนครศรีธรรมราช ระหว่าง อำนาจการเมืองกับอำนาจตามกฎหมาย ใครยืนอยู่เหนือใคร

แกร็บดันเทรนด์รักสุขภาพ!! เรียกรถไปสวนเช้าโต 5 เท่า กาแฟดำ-มัตฉะขายเกิน 10 ล้านแก้ว เมนูโปรตีนสูงพุ่ง 3.3 ล้านออเดอร์ ร่วมหนุน BYD HYROX ฟิตเนสเรซโลก

แกร็บ เผยเทรนด์ Longevity-HYROX มาแรง ปลุกคนเมืองรักสุขภาพ
ดันยอดเรียกรถไปสวนสาธารณะโตกว่า 5 เท่า คนสั่งกาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะทะลุ 10 ล้านแก้ว

แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งบริการแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยเทรนด์รักสุขภาพ-ออกกำลังกายมาแรง รับกระแส Longevity และ HYROX ฟีเวอร์ สะท้อนผ่านพฤติกรรมการเรียกรถ สั่งอาหารและซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไป พบคนกรุงใช้บริการเรียกรถไปสวนสาธารณะในช่วงเช้ามืดเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ขณะที่กระแสฟิตเนสเรซมาแรงดันยอดเรียกรถไปร่วมการแข่งขัน HYROX เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 2.5 เท่า ฟากธุรกิจเดลิเวอรี พบเทรนด์เครื่องดื่มหวานน้อย-อาหารโปรตีนสูงเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดสั่ง “กาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะ” แบบหวาน 0% พุ่งรวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี “เมนูอกไก่” ทะลุ 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี ขณะที่ “โปรตีนพร้อมดื่ม” เติบโตมากกว่า 3.5 เท่า

นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่กำหนดไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพและแอคทีฟกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การรวมตัวไปวิ่งในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายกลุ่มและเต้นแอโรบิคในพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่เทรนด์การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยและผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง"

“ในฐานะผู้นำซูเปอร์แอปที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา แกร็บได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและติดตามเทรนด์ในสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและนำเสนอผลิตภัณฑ์-บริการให้สอดคล้องและเข้าถึงความต้องการของคนในทุกเจเนอเรชัน และเพื่อตอบสนองเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนยุคนี้ เราจึงได้คัดสรรร้านอาหารและร้านค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพมาไว้บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงล่าสุดที่ได้เริ่มทดลองเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Nutrition Tag ที่แสดงข้อมูลแนะนำเมนูสุขภาพ อาทิ โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ แคลอรี่ต่ำ และ น้ำตาลน้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการที่สั่งอาหารผ่าน GrabFood นอกจากนี้ แกร็บยังไม่พลาดที่จะรุกขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้สายฟิตและคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกาย ด้วยการร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ BYD Hyrox Bangkok 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนท์การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลกที่มีคนตั้งตาคอยมากที่สุดในประเทศไทย”

คนเมืองฟิตจัด เรียกรถไปสวนช่วงเช้าพุ่งกว่า 5 เท่า เข้ายิมโต 30%
- เทรนด์จ็อกกิ้งในสวนมาแรงดันยอดเรียกรถไป-กลับสวนสวนสาธารณะหลักในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพินี สวนเบญจกิตติ สวนรถไฟ และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน พุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า1 โดยเฉพาะในช่วงเช้า (ตั้งแต่เวลา 04.00 – 08.00 น.) ขณะที่ช่วงเย็น (ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น.) กลุ่มคนทำงานออฟฟิศสายรักสุขภาพนิยมใช้เวลาหลังเลิกงานไปออกกำลังกายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดใช้บริการเรียกรถไปฟิตเนสและยิมเติบโตขึ้นถึง 30%2

- นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เทรนด์การออกกำลังในสวนสาธารณะต่างจังหวัดก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยพบว่าสวนสาธารณะใน 5 หัวเมืองใหญ่ที่คนท้องถิ่นนิยมเรียกรถไปเช็กอินมากที่สุด ได้แก่ สวนสาธารณะรถไฟ จังหวัดเชียงใหม่ บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น สวนสาธารณะเทศบาลตำบลบางทราย จังหวัดชลบุรี สวนหลวง ร.9 จังหวัดภูเก็ต และสวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา

- อีกหนึ่งไฮไลท์เด่นต้องยกให้กระแสฟิตเนสเรซระดับโลกอย่าง BYD HYROX Bangkok 2026 ครั้งที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 20 - 22 มีนาคม 2569) ที่ปลุกพลังให้คนเมืองออกมาร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเองกันอย่างคึกคัก ดันยอดผู้ใช้บริการเรียกรถไปร่วมงานที่ไบเทคบางนา พุ่งถึง 2.5 เท่า3 เมื่อเทียบกับการจัดงานในปีก่อนหน้า

คนรุ่นใหม่สั่งหวานน้อยพุ่ง 50% ออเดอร์เมนู “อกไก่” โต 30%
- เทรนด์หวานน้อยเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยยอดสั่งเครื่องดื่มที่มีระดับความหวานน้อย (ตั้งแต่ 0% - 75%) ผ่าน GrabFood เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%4 โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำตาลครองใจคนรักสุขภาพมากที่สุดคิดเป็นกว่า 40%5 นำเทรนด์โดยเมนูสายเข้มอย่าง กาแฟดำและเคลียร์มัตฉะ (หวาน 0%) ที่มีออเดอร์รวมทั้งปีมากกว่า 10 ล้านแก้ว6

- ฟากเมนูอาหาร พบเมนูโปรตีนสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์สายสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของ “อกไก่” มียอดสั่งทะลุกว่า 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี เติบโตขึ้นกว่า 30%7

- เมื่อส่องพฤติกรรมการค้นหาเมนูอาหาร (Menu Search) ผ่านแอปฯ พบเมนูสุขภาพกลายเป็นคำค้นหาที่มาแรง โดยเฉพาะคำว่า “สลัด” “กรีกโยเกิร์ต” และ “อาหารคลีน” มียอดเสิร์ชรวมกันเกือบ 1 ล้านครั้ง8

“ผักเคล-บลูเบอร์รี-แซลมอน” ซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิตติดบ้าน โปรตีนพร้อมดื่มพุ่ง 3.5 เท่า
- สินค้าในกลุ่มโภชนาการการกีฬา (Sports Nutrition) เติบโตรับกระแสการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มเกลือแร่ เจลให้พลังงาน (Energy Gel) รวมไปถึงเครื่องดื่มและขนมเสริมโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนพร้อมดื่มมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabMart มากกว่า 4.5 แสนขวดต่อปี เติบโตขึ้นมากกว่า 3.5 เท่า9

- เทรนด์ซูเปอร์ฟู้ดหรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงยังคงมาแรงข้ามปี โดยเฉพาะ “ผักเคล” ที่ขึ้นแท่นไอเท่มยอดฮิตอันดับหนึ่งที่สายสุขภาพมักซื้อไปประกอบอาหารราว 80 ตันต่อปี10 ตามมาด้วย “บลูเบอร์รี่” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และ “แซลมอน” ที่มีโปรตีนสูงอัดแน่นกรดไขมันโอเมก้า 3

- สำหรับร้านขายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดบน GrabMart ได้แก่ ร้านใบเมี่ยง ร้าน Radiance และร้าน Veganerie โดยมียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า11 ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมไอเท่มสุขภาพที่มีให้เลือกช้อปตั้งแต่ซูเปอร์ฟู้ด อาหารคลีน ของกินเล่นแคลต่ำ ไปจนถึงวิตามินเสริมอาหารแบบครบจบในที่เดียว

เอาใจสายเฮลท์ตี้! แกร็บมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ใช้บริการเพื่อดูแลสุขภาพได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น เพียงใส่โค้ด “HEALTHY” เพื่อรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มอาหารสุขภาพผ่าน GrabFood และรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพผ่าน GrabMart ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ แกร็บยังเอาใจสาวก HYROX ด้วยโค้ด “HYROXRACE” ที่ให้ส่วนลด 15% สำหรับผู้ใช้บริการเรียกรถเพื่อไปร่วมงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2569 นี้

‘ศุภจี’ ดันอุตสาหกรรม!! ปลุกตลาดในประเทศให้เข้มแข็ง ย้ำมาตรฐานสินค้าต้องได้สากล ขยายอุตสาหกรรมใหม่สู่ตลาดโลก เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ปลาย ส.ค.

“ศุภจี” ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

วันนี้ (13 ส.ค. 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว

ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement

นางศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน

กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว

อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG

นางศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นางศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต

ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน

อาลัย ‘จูหรงจี’ ผู้นำปฏิรูปสายแข็ง อดีตนายกฯสายแข็งชี้ทางเศรษฐกิจ ทุ่มโลงศพ 100 โลงปราบทุจริต ส่งจีนนับหนึ่งสู่โลกใหม่ อาเซียนคู่ค้าหลักสมัยใหม่

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ”  และ “เตรียมโลงศพ 100 โลง—99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง “   ทั้ง 2 ประโยคนี้ คือ คำกล่าวของผู้นำจีนนักปฏิรูปที่อ.ษรชื่นชมมากที่สุด = #จูหรงจี Zhu Rongji

อดีตนายกฯ จูหรงจี  ผู้นำนักปฏิรูปสายแข็งของจีน เรียนจบวิศวะ ม.ชิงหวา และขึ้นเป็นนายกฯ จีนในช่วงปี 1998-2003 ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ทำงานแบบเน้นผลลัพท์  พูดตรง ใจร้อน ไม่เกรงใจผู้มีอำนาจเก่า  กล้าลุยกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ต้านการเปลี่ยนแปลง

จูหรงจี คือ  มือปราบ #เงินเฟ้อจีน ที่เคยพุ่งกว่า 27 %  ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดทุบเงินเฟ้อจนอยู่หมัด และกล้ารื้อ #รัฐวิสาหกิจซอมบี้ ทุบข้าวชามเหล็กที่ทำให้คนนั่งๆนอนๆ ไม่กระตือรือร้น  ลุยปราบ #ทุจริตคอรัปชั่น  ด้วยความเด็ดขาด แม้จะมีแรงต้าน

แน่นอนว่า ด้วยแนวทางแข็งกร้าว กล้าล้างบางกลุ่มอิทธิพลเช่นนี้ ย่อมจะสร้างศัตรูไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์เดิม

จูหรงจีมี mindset ที่มองโลกแบบไม่คร่ำครึ ไม่ต่อต้านตะวันตกแบบหน้ามืดตามัว แต่กลับเน้นผลักดันให้จีนเข้า #WTO  เพื่อหวังใช้ #แรงกดดันจากภายนอก มาเป็นแรงผลักให้ธุรกิจในจีนต้องปรับตัวแบบยกเครื่อง  ไม่งอแงรอคอยเพียงแค่ความช่วยเหลือของรัฐ #ไม่ปรับไม่รอด  

ยุคจูหรงจี คือ จุดเริ่มต้นที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับตลาด #อาเซียน จูหรงจีตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน  (เพื่อกระจายความเสี่ยงลดพึ่งพาชาติตะวันตกที่เป็นตลาดหลักดั้งเดิมของจีนในขณะนั้น) ในปี 2000 จีนได้ผลักดันการทำ FTA ระหว่างจีน-อาเซียน   มาวันนี้ อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน (แซงหน้าคู่ค้าเดิมของจีนอย่างสหรัฐ/สหภาพยุโรปที่เริ่มไม่เป็นมิตรกับจีน กีดกันจีน)

จูหรงจีกล้าทุบโครงสร้างเก่าในหลายด้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก  แต่ย่อมส่งผลกระทบกับคนหลายกลุ่ม  มีคนจีนจำนวนมากต้องหลุดจากงาน  สูญเสียหลักประกันเดิม และเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการปรับใหญ่ของจูหรงจี

บทเรียนจากชีวิตและผลงานจูหรงจี = การปฏิรูปย่อมมี“ต้นทุน” และความกล้าเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ย่อมมี“แรงต้าน“  ทุกการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่อง จะสร้างทั้งโอกาสและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน  แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานของจูหรงจี ช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่งจากภายใน  สามารถฝ่าฟันทุกวิกฤตโลกมาได้โดยไม่สั่นคลอน

วันที่ 12 สิงหาคม 2026 อดีตนายกฯ จูหรงจีเสียชีวิตลาโลกไปด้วยวัยชรา (อายุ 98 ปี) โดยได้ฝากผลงานโดดเด่นให้คนรุ่นหลัง ด้วยความกล้าทุบทำลาย ปรับโครงสร้างเก่า ช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจจีนให้พ้นจากความผิดพลาดในอดีต กล้าผลักประตูให้จีนเข้าสู่โลกสมัยใหม่  เน้นการแข่งขัน เน้นใช้ #กลไกตลาด ควบคู่ไปกับ #กลไกเศรษฐกิจโลก ภายใต้การรักษาเสถียรภาพโดยพรรคฯ

NOTE : คำกล่าวสำคัญของจูหรงจี  ในวาระต่างๆ ที่ได้รับการพูดถึงกันมาก

📌 “แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ”  

No matter what is waiting ahead for me—whether it be landmines or an unfathomable abyss—I will forge ahead without hesitation, and I will give my all until my heart stops beating." 

(Delivered during his first press conference as Premier in March 1998, outlining his commitment to difficult economic reforms).

📌 “เตรียมโลงศพ 100 โลง—99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง “

Prepare 100 coffins—99 for corrupt officials, and one for myself

(Delivered this legendary anti-corruption statement in 1998, shortly before becoming Premier of China)

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0NH8Qg1UwwxBb9AetzdEB9o9wWp6PNBWfeYm7E7LKUQ5cv9KxBwHtqVVDUeGujAyRl&id=1037140385

“ดีพร้อม” ชูโมเดลธุรกิจท้องถิ่น!! 2 ผู้ประกอบการใต้ สร้างแบรนด์ดัง ขึ้นมาตรฐานสินค้า ส่งออกไกลสู่ต่างประเทศ พัฒนาคน สร้างรายได้สู่ชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

เมื่อปลาไทยว่ายไกลถึงอังกฤษ – รังนกไทยบินสู่จีน ‘ดีพร้อม’ พาถอดสูตร 2 ผู้ประกอบการแดนใต้ กับการขายของท้องถิ่นให้เป็นดาวเด่นบนเชลฟ์สินค้า พร้อมโมเดลการส่งต่อรายได้และโอกาสที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ชุมชน

ของดีภาคใต้หลายชนิดได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคมานาน แต่โจทย์สำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของวัตถุดิบเหล่านั้นไม่หยุดอยู่เพียงการขายของจากท้องถิ่น หากสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูง สร้างแบรนด์ของตัวเอง และเดินทางไปได้ไกลถึงตลาดต่างประเทศ เพราะทุกครั้งที่วัตถุดิบหนึ่งชิ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้เจ้าของธุรกิจ แต่ยังส่งต่อไปถึงแรงงาน ผู้ผลิต และผู้คนอีกจำนวนมากในชุมชน คำตอบนี้เห็นได้จาก 2 ธุรกิจในจังหวัดสงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีจุดเริ่มต้นและเส้นทางต่างกัน แต่กำลังพิสูจน์ภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจ ทั้ง “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” ที่เปลี่ยนปลาทะเลจากแพปลาในพื้นที่ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมาตรฐานสากล ส่งออกไกลถึงเอเชียและสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับ “พอสรังนก” ที่ต่อยอดรังนกไทยจากธุรกิจวัตถุดิบ B2B สู่แบรนด์พรีเมียมพร้อมรับประทาน โดยทั้ง 2 กิจการสร้างงานให้คนในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง และเดินหน้าขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มาจากการมีวัตถุดิบที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกล้าปรับโมเดลธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาคน และเปิดรับองค์ความรู้กับเทคโนโลยีใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงชวนถอดรหัสเส้นทางของ 2 “ฮีโร่แดนใต้” เพื่อค้นหาว่า ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะเปลี่ยนทุนที่มีอยู่ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง พร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจและชุมชนอย่างแข็งแรงได้อย่างไร

ต่อยอดศักยภาพท้องถิ่น ด้วยคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทุกพื้นที่ได้ เพราะแต่ละภูมิภาคมีศักยภาพ ทรัพยากร และโอกาสทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การพัฒนาผู้ประกอบการจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจจุดแข็งของพื้นที่และต่อยอดด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

“สำหรับภาคใต้ไม่เพียงเป็นประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังมีศักยภาพด้านวัตถุดิบการเกษตร อุตสาหกรรมอาหารและประมง สมุนไพร รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจมูลค่าสูงได้ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดนี้ “ดีพร้อม” จึงขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ตามนโยบาย “DIPROM FLEXi” ที่มุ่งออกแบบการส่งเสริมอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่และความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า หัวใจของ DIPROM FLEXi คือ การทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายที่จำเป็นต่อการเติบโตได้อย่างตรงจุดและทันเวลา เพราะแต่ละธุรกิจมีความต้องการแตกต่างกัน การส่งเสริมจึงต้องตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI หรือเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารและการตลาด โดยสิ่งที่ดีพร้อม

ให้ความสำคัญที่สุด คือ “การพัฒนาคน” เพราะเมื่อผู้ประกอบการมีองค์ความรู้ มีวิธีคิดใหม่ และพร้อมปรับตัว ธุรกิจก็จะเติบโตได้ด้วยตนเอง สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของชุมชน โดยเป้าหมายของดีพร้อม คือ การสร้างคนเก่ง เพื่อต่อยอดธุรกิจให้แกร่ง และพัฒนาพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค

เจาะโมเดล “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” กับการดึงความสมบูรณ์วัตถุดิบสู่การเติบโตทางธุรกิจ

ย้อนกลับไปกว่า 44 ปีก่อน “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” เริ่มต้นจากครัวเล็ก ๆในจังหวัดสมุทรสาคร ผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลาเพื่อส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย นายอดิรุจ ถาวรทวีวงษ์ ผู้บริหารรุ่นปัจจุบันของบริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด เล่าว่า เมื่อธุรกิจเติบโต ครอบครัวจึงย้ายฐานการผลิตมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบปลาทะเลและความใกล้ชิดกับตลาดส่งออกหลักอย่างประเทศมาเลเซีย ทำให้บริหารต้นทุนและคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันโรงงานในจังหวัดสงขลา ซึ่งผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลา เช่น ปลาเส้น ปลากรอบ ปลาแผ่นอบกรอบ และปลาแผ่นนิ่มโดยใช้ปลาทะเลสดจากแพปลาในพื้นที่เฉลี่ยวันละ 2 ตัน ทั้งปลาข้างเหลือง ปลาทรายแดง และปลาไร้ก้าง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่นและสร้างรายได้แก่ชาวประมงอย่างต่อเนื่อง

“ผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมทวีวงษ์วางจำหน่ายใน Big C, Tops และ Makro ควบคู่กับการรับจ้างผลิต (OEM) และการพัฒนาแบรนด์ “ทวีวงษ์” พร้อมส่งออกไปยังจีน มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลี และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน โรงงานในจังหวัดสงขลายังจ้างงานคนในพื้นที่กว่า 120 คน สะท้อนว่าการเติบโตของธุรกิจสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาชุมชน”

เมื่อธุรกิจขยายตัว ความท้าทายก็เพิ่มขึ้น ทั้งการรักษามาตรฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ บริษัทจึงเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Eco Label) และกิจกรรมดีพร้อม คพอ. ซึ่งช่วยต่อยอดการประยุกต์ใช้ AI การตลาดออนไลน์ และแนวคิด Lean Manufacturing เพื่อลดความสูญเปล่าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาองค์กร เพราะแต่ละช่วงของธุรกิจมีความท้าทายแตกต่างกัน องค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวทางที่ได้รับสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง จนทำให้โรงงานในจังหวัดสงขลาได้รับการรับรองมาตรฐาน FSSC 22000 ด้านความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างงานให้คนในพื้นที่ และรับซื้อวัตถุดิบจากชาวประมงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของชุมชน”

นายอดิรุจ กล่าวว่า เป้าหมายต่อไป คือ การยกระดับองค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งด้านบุคลากร กระบวนการผลิต และสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงขยายธุรกิจจากการผลิตแบบ B2B สู่การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านบริการ OEM ที่ช่วยให้เข้าถึงกำลังการผลิตมาตรฐาน ได้ง่ายขึ้น พร้อมฝากถึงผู้ประกอบการ SME ว่า อย่าหยุดเรียนรู้และอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกครั้งที่เปิดรับ
องค์ความรู้ใหม่ ย่อมเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ และเมื่อธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแรง ก็จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

เปลี่ยนภาพรังนกใหม่สู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่คนไทยเข้าถึงได้

แม้ธุรกิจรังนกของครอบครัวจะดำเนินมากว่า 20 ปี ในฐานะผู้จำหน่ายรังนกล้างแบบ B2B แต่ นางสาวพิชามญชุ์ อัครยศพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยายปีกบิน จำกัด มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทย พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดรังนกไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก จึงยังไม่เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคชาวไทย คำถามนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์รังนกของตนเอง เพื่อให้คนไทยได้บริโภครังนกคุณภาพที่ผลิตในประเทศไทย

นางสาวพิชามญช์ุ เล่าว่า รังนกภาคใต้เป็นหนึ่งในรังนกที่ดีที่สุดของโลก แต่คนที่รู้จักและได้บริโภคกลับเป็นคนต่างชาติ บริษัทฯ จึงอยากสร้างแบรนด์ที่เป็นกระบอกเสียงให้คนเห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าในประเทศไทยจากแนวคิดดังกล่าวจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "พอสรังนก PAUS Birdnest" ที่ใช้รังนกแท้ 100% ปราศจากสารกันเสีย ไม่ผ่านการฟอกขาว และได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. GHP HACCP และ HALAL เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้พัฒนารังนกลอยแก้วแบบซองพร้อมรับประทานและต่อยอดรังนกเป็นวัตถุดิบปรุงสุก (Topping/ Ingredient) สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมหวาน มีช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน และออนไลน์ Shopee, Lazada, Tiktok และอื่นๆ รวมถึงร้านอาหาร ร้านขายยา โรงพยาบาลชั้นนำ”

นางสาวพิชามญช์ กล่าวต่อว่า นอกจากเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น ธุรกิจยังสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ เพราะทุกขั้นตอน ตั้งแต่คัดแยก ล้าง จนถึงจัดรูปทรงรังนก ต้องอาศัยแรงงานฝีมือที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ ซึ่งแรงงานที่มีทักษะมีรายได้เฉลี่ย 15,000–20,000 บาทต่อเดือน โดยการล้างรังนก ถือเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยทำความสะอาดแต่ก็ยังทดแทนฝีมือคนไม่ได้ เพราะต้องรักษารูปทรงของรังนกให้ได้มาตรฐาน นี่คือคุณค่าของคนในชุมชนที่เราอยากรักษาไว้ พร้อมสร้างรายได้กลับสู่ท้องถิ่น การเปลี่ยนผ่านจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์ ทำให้บริษัทต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด จึงเข้าร่วมโครงการกับทางกรม ทั้งโครงการด้าน Soft Power อาหาร และ ดีพร้อม คพอ. เพื่อเสริมศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจ การวิเคราะห์ต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมจนสามารถนำองค์ความรู้มาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

“เมื่อก่อนเราคิดว่าสินค้าดีอย่างเดียวก็น่าจะขายได้ แต่ความจริงการทำธุรกิจต้องเข้าใจทั้งต้นทุน ราคา บรรจุภัณฑ์และความต้องการของลูกค้า การได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของดีพร้อม รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการคนอื่น ทำให้เราเห็นมุมที่ไม่เคยมองและนำกลับมาปรับใช้กับธุรกิจได้จริงจนระบบการทำงานแข็งแรงขึ้น ในอนาคตสยายปีกบินตั้งเป้าการขยายตลาดสู่ประเทศจีนภายใต้มาตรฐานสากลและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรังนกไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะเราอยากให้คนไทยภูมิใจในรังนกไทยเหมือนที่ต่างชาติยอมรับ เมื่อวัตถุดิบท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่เติบโต แต่ยังหมายถึงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้คนในชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน” นางสาวพิชามญชุ กล่าวทิ้งท้าย

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล

“อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล
ยืนยันจะไม่มีการถอนกำลังออกจาก
เลบานอนตอนใต้ ซีเรีย หรือกาซา
เพราะนี่คือนโยบายของอิสราเอล
และจะดำเนินการต่อไปจนสำเร็จตามประสงค์”

อิสราเอล คัตซ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1372034568418233/?rdid=M9VTRAAZjMGpX52X#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top