Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ลำปาง - ศคพ.ลป.จับมือหลายหน่วยงานเมืองล้อมแรด เยี่ยมยามถามไถ่และดูแล ผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 รอบ 3

นาย ณรงค์ฤทธิ์ นุปิง ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดลำปางกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงานในพื้นที่เทศบาลเมืองล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปางลงพื้นที่เยี่ยมยามถามไถ่ใส่ดูแล กลุ่มคนเปาะบางผู้ได้รับคนตกงานผลกระทบโควิด-19 รอบ 3 จำนวน 13 ราย

โดย นายชยพล ชมภูรัตน์ นายกเทศมนตรีเมืองล้อมแรด พร้อมคณะ ผู้บริหาร สมาชิกสภาฯโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเด่นแก้ว สสอ.อสม.อพม.ท้องถิ่นท้องที่ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ประสบปัญหาทางสังคมในเขตตำบลล้อมแรด และตำบลเถินบุรีโดยดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย จำนวน 16 ราย พร้อมเงินทุนประกอบอาชีพผู้ติดเชื้อเอดส์ จำนวน 1 ราย รายละ 5,000 บาท เงินสงเคราะห์ผู้ติดเชื้อเอดส์และครอบครัว จำนวน 2 ราย รายละ 2,000 บาท


ภาพ/ข่าว  ปฏิญญา เรือนงาม รายงาน

'อิมพิเรียลเวิลด์สำโรง' มอบน้ำดื่มส่งต่อสะพานบุญ (นายกคนพิการ) เพื่อเป็นกำลังให้พี่น้องประชาชน คนพิการ คนยากไร้ คนด้อยโอกาส 

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง (สมุทรปราการ)’นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล’ นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย และตำแหน่งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงาน  ‘นายโกสินธ์ จินาอ่อน’ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์  ‘นายณัฐวุฒิ เหมือนเพชร’ ผู้อำนวยการข่าวจังหวัดสมุทรปราการ (หนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์) เข้าพบ ‘นายสุรพงษ์ ปิ่นสุวรรณ’ เป็นตัวแทน ‘นายสงคราม  กิจเลิศไพโรจน์’ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ  ‘นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์’ เลขานุการคณะกรรมาธิการการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ ‘มูลนิธิกิจเลิศไพโรจน์’ ส่งมอบน้ำดื่ม จำนวน 1,200 ขวด ให้กับ ‘นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล’ นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย พร้อมคณะฯ นำไปใช้ในการดำเนินงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คนพิการ คนยากไร้ คนด้อยโอกาส ผู้ประสบภัยพิบัติ และ สถานบริการฯให้การช่วยเหลือประชาชนที่กำลังต่อสู้กับสภานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid_19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในประเทศไทยและทั่วโลก ณ ขณะนี้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และแสดงความห่วงใยให้กับพี่น้องประชาชน คนพิการ คนยากไร้ คนด้อยโอกาส และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่กำลังดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้รอดปลอดภัยจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้ด้วยดี


ผบช.สตม. แถลงผลจับกุมคดีสำคัญ ตม.จว.ชลบุรี กวาดล้างนายห้างแขก เร่ขายสินค้าเงินผ่อนดอกเบี้ยโหด ซ้ำเติมประชาชนช่วงโควิด-19

วันนี้ 9 ก.ค. 64 เวลา 10.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 และ ว่าที่ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 และ พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.ตม.จว.ชลบุรี ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

เนื่องด้วย ตม.จว.ชลบุรี ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีบุคคลลักษณะคล้ายแขก มีพฤติการณ์ออกเร่ขายสินค้าประเภทเงินผ่อน ก่อความเดือดร้อนรำคาญในพื้นที่รับผิดชอบจำนวนหลายราย จึงได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลก็พบว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมเร่ขายสินค้าและจูงใจให้มีการผ่อนชำระเป็นรายวัน แต่เมื่อรวมยอดเงินที่ผ่อนครบแล้วพบว่ามีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก จึงได้รีบสืบสวนหาข่าว จนนำมาซึ่งการจับกุมโดยมีรายละเอียดดังนี้

หลังจากได้รับการร้องเรียนข้างต้น ชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนพบคนต่างด้าวที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ทราบชื่อคือ นายรามสัญชาติอินเดีย พร้อมกับกลุ่มชายแขกยังไม่ทราบชื่ออีกจำนวนหนึ่ง ได้เฝ้าดูพฤติกรรมก็พบว่ามีการตะเวนเร่ขายสินค้าให้กับประชาชนทั่วไปในละแวก เมืองพัทยาและทาง ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อยู่หลายครั้งซึ่งชุดจับกุมเข้าไปสอบถามประชาชนในบริเวณที่กลุ่มคนเหล่านี้ตระเวนไป พบว่ามีข้อมูลว่ามีการเสนอให้ซื้อผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ยสูงจริง ต่อมา

ชุดจับกุมได้พบนายราม กำลังเร่ขายสินค้าเช่นเคย จึงได้เข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบพบหลักฐานเป็นเงินสดและหนังสือสมุดพกรายการทางบัญชีลูกค้ากว่า 40 ราย จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน และในบริเวณใกล้เคียงยังพบกลุ่มชายลักษณะคล้ายแขกจำนวน 3 คน จึงได้เข้าตรวจสอบบุคคลดังกล่าว พบนายอูเมส ตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า อยู่ในราชอาณาจักรโดยสิ้นสุด (Overstay) ๕๓๖ วัน พบนายเอเชรัม อยู่ในราชอาณาจักรโดยสิ้นสุด (Overstay) 910 วัน และพบนายซีรอม อยู่ในราชอาณาจักรโดยสิ้นสุด (Overstay) 1,023 วัน จึงได้จับกุมตัวพร้อมกับแจ้งข้อหาในความผิดที่พบเบื้องต้นและจับตัวนำส่งเพื่อดำเนินคดี

การแจ้งข้อกล่าวหา : ในเบื้องต้นมีการแจ้งข้อกล่าวหา นายรามฯ ว่า “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้” (ม.8 พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561)

 นายอูเมส ว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการสิ้นสุด (536 วัน)

 นายเอเชรัม ว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการสิ้นสุด (910 วัน)

 นายซีรอม ว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการสิ้นสุด (1,023 วัน)

การตรวจยึดของกลาง :

1. เงินสด 100 บาท

2. สมุกพกปรากฎรายการทางบัญชีลูกค้า จำนวน 1 เล่ม

3. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่น N MAX สีดำ ทะเบียน ชลบุรี

สอบถามนายรามฯ รับตนเป็นคนต่างด้าวสัญชาติอินเดีย ได้รับอนุญาตให้เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยถูกต้องประเภทเกษียณอายุ ที่ จ.นครสวรรค์ แต่มาประกอบอาชีพขายสินค้ารายการลักษณะเงินผ่อนรายวันในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ชุดจับกุมพบว่า เฉพาะนายรามฯคนเดียว อาจมีลูกค้าจำนวนมากกว่า 40 ราย ดอกเบี้ยสูงร้อยละ 20 ถึง 30 ในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน มูลค่าความเสียหายประเมินไว้ร่วม 500,000 บาท และในส่วนของนายอูเมส นายเอเชรัม และนายซีรอม ซึ่งพบอยู่บริเวณใกล้เคียง นอกจากจะพบว่าลักลอบอยู่ในประเทศไทยเกินระยะเวลาวีซ่ามาเป็นระยะเวลานานแล้ว ก็ยังมีข้อมูลว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการขายสินค้าเงินผ่อนดอกเบี้ยสูงอีกด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบการตรวจสอบในรายละเอียดหากแน่ชัดจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขยายผลตรวจยึดทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวเนื่องกัน และบุคคลอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติที่คอยสนับสนุนกลุ่มคนเหล่านี้มาดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ต.อาชยน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี   เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ทางด้าน พ.ต.อ.ภัคพงศ์  สายอุบล รอง ผบก.ตม.1/รอง โฆษก สตม. กล่าวว่า ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตราย ต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือ www.immigration.go.th

เชียงราย ไม่รอด !! ทหารชายแดนจับยาไอซ์ 12 กระสอบ กลางป่าชายแดนอำเภอแม่ฟ้าหลวง

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา พลตรี นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชากองกำลังผาเมืองเข้าตรวจสอบพื้นที่และของกลางยาเสพติดจำนวนมากหลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาโดยการนำของ พันเอก อุไร ศรีม่วงสุข บก.ควบคุม ปส.พื้นที่ 4 อำเภอ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบจึงร่วมกับ บก.ควบคุมที่ 1หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 และ บก.ควบคุมพื้นที่พิเศษ 2 อำเภอ อำเภอแม่ฟ้าหลวง-อำเภอแม่จัน ได้ทำการลาดตระเวนในพื้นที่

จนกระทั่งเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่พบนาย อาเคอ เวยเม ชาวเขาสัญชาติเมียนมา อยู่ในกระท่อมบริเวณบ้านสวนป่าหมู่ที่14 ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จึงควบคุมตัวมาสอบสวนแต่ให้การวกไปวนมา เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจบริเวณใก้ลเคียงพบกระสอบจำนวน 12 ใบ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเปิดดูภายในพบว่าเป็นยาไอซ์น้ำหนักประมาณ 156 กิโลกรัม ต่อมาทางด้าน พลตรี นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลงผาเมืองบอกว่ายาล็อตนี้เป็นของกลุ่มอาข่าบ้านผาขาวและกลุ่มว้า

จากข่าวที่ได้รับแจ้งพบของกลางทั้งหมด 70 กระสอบ มีทั้งยาบ้าและยาไอซ์ ซึ่งตอนนี้พบแล้ว 12 กระสอบ เป็นยาไอซ์ทั้งหมด โดยใช้คนในประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนลำเลียง มีคนในพื้นที่นำทางและจะมีคนมารับต่อไปอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการขยายผลดำเนินการต่อไป


ภาพ/ข่าว  สันติ วงศ์สุนันท์ / ผู้สื่อข่าวเชียงราย

'พรรคกล้า' ชี้ !! พบปัญหาชาวบ้านต่อคิวข้ามวันข้ามคืน ซ้ำพบซื้อ-ขายคิว วอนหน่วยงานฯ เร่งแก้ไขวิธีจัดการคิวโดยด่วน

เอกชัย ผ่องจิตร์ เลขานุการ กลุ่ม กทม.พรรคกล้า หรือ โอเล่ แสดงความชื่นชมผู้ว่าฯ อัศวิน ที่เปิดศูนย์ตรวจโควิด-19 เชิงรุกทั่วกรุงเทพฯ แต่เป็นห่วงในเรื่องของการจัดการเช่นกัน

ขณะนี้การตรวจของแต่ละศูนย์ยังจำกัดจำนวนของผู้เข้ารับการตรวจต่อวัน ซึ่งไม่มีการแจ้ง หรือประชาสัมพันธ์ให้ผู้เข้ารับการตรวจ และพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบ ว่าต่อวันตรวจได้จำนวนเท่าไร

บางศูนย์ฯ 900 คนต่อวัน บางศูนย์ฯ 600 คนต่อวัน แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ การที่ได้เห็นพี่น้องประชาชนมารอต่อคิวกันตั้งแต่ ก่อนเวลาตรวจ บางรายมารอตั้งแต่ 1 ทุ่ม บางรายมารอตี 2 ก่อนที่ศูนย์ฯ จะเปิดให้ทำการในเวลา 08.00 น. ของอีกวัน แต่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ขณะนี้มีการซื้อขายคิว เพื่อได้รับการตรวจกันแล้ว ในราคา 200 – 500 บาท

"ผมขอเสนอแนวทางการจัดการ คือ พี่น้องประชาชนสามารถมารับบัตรคิวก่อนล่วงหน้า และในบัตรคิวนั้นให้ระบุ วัน เวลา ที่ได้รับการตรวจไว้เลย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่กล่าวมาข้างต้นที่พี่น้องประชาชนต้องมารอคิวกันแบบข้ามวันข้ามคืน และตัดวงจร ธุรกิจที่ ซื้อ ขายคิวตรวจได้ด้วย เพราะสถานการณ์แบบนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน คนละไม้คนละมือ และต้องผ่านไปด้วยกันให้ได้" นายเอกชัย กล่าว

‘ดร.นฤมล’ เคาะแผนการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ สู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ

รมช.แรงงาน ขับเคลื่อนแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ เน้นย้ำ แรงงานทุกกลุ่มต้องได้รับบริการจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมกัน

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพ ครั้งที่ 3/2564 โดยมีหม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล รองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมการประชุม และนายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำหน้าที่เลขานุการ ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 10 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ศาสตราจารย์ นฤมล กล่าวว่า คณะอนุกรรมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กร สมาคมคนพิการ เพื่อบูรณาการการทำงานของแต่ละหน่วยงานในการพัฒนาทักษะฝีมือและส่งเสริมการประกอบอาชีพคนพิการ ให้คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ และผู้ช่วยคนพิการได้เข้าถึงการพัฒนาทักษะฝีมือ โดยได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพ (พ.ศ. 2564-2570) รวมทั้งสิ้น 69 โครงการ เป้าหมายกว่า 2 แสนคน ภายใต้งบประมาณกว่า 14 ล้านบาท ประกอบด้วย ด้านการพัฒนาทักษะคนพิการ จำนวน 41 โครงการ ด้านการส่งเสริมการประกอบอาชีพและการจ้างงานคนพิการ จำนวน 25 โครงการ และด้านการพัฒนาศักยภาพคนพิการผ่านการแข่งขันทักษะฝีมือแรงงาน จำนวน 3 โครงการ

นอกจากนี้ ยังได้สร้างแนวทางการจัดให้มีเครื่องมือทางการเงินเพื่อส่งเสริมกลุ่มเปราะบาง โดยความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และแนวทางการแก้ไขปัญหาการจ้างงานนักกีฬาคนพิการอีกด้วย

รมช. แรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรอบรมคนพิการเพื่อส่งเสริมการมีงานทำ ไม่ว่าจะเป็นการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมอาชีพ โดยนำหลักสูตรของการพัฒนาฝีมือแรงงานมาเป็นกรอบการจัดทำการฝึกอบรมระยะสั้น ระยะกลาง สำหรับคนพิการแต่ละประเภท และให้องค์กรคนพิการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอใช้หลักสูตรได้ เพื่อให้สามารถนำวุฒิบัตรที่ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานไปขอกู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เสนอให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดทำหลักสูตรกลาง สำหรับการอบรมตามมาตรา 35 ของ พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และอนุมัติให้สถานประกอบกิจการ ชมรมหรือองค์กรคนพิการ นำหลักสูตรกลางไปจัดฝึกอบรมคนพิการแต่ละประเภทตามมาตรา 35 รวมถึงให้มีการเทียบโอนคุณวุฒิ หรือประเมินทักษะอาชีพ หรือการทำงานต่อไป

“ขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันระดมพลังความคิด แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนแนวทางการทำงานแก่พี่น้องประชาชนกลุ่มคนพิการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีศักยภาพและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แล้วเราจะก้าวข้ามวิกฤติในช่วงนี้ไปด้วยกัน” รมช. แรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

"BLUETECH CITY" บริจาคน้ำดื่มให้ พมจ.สมุทรปราการ เพื่อนำไปช่วยผู้ประสบอัคคีภัย คนพิการ คนด้อยโอกาส และคนยากไร้

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 โครงการจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ (ฉะเชิงเทรา) ได้มอบน้ำดื่ม จำนวน 100 แพ็ค ให้กับ "นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย "นายโกสินธ์ จินาอ่อน" บรรณาธิการ ภูมิภาค/อาชญากรรม THE  STATES TIMES "นายณัฐวุฒิ เหมือนเพชร" ผู้อำนวยการใหญ่(หนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์) จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อนำไปบริจาคต่อยัง "นางภิญญา จำรูญศาสน์" พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ นำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คนพิการ คนยากไร้ และคนด้อยโอกาส

สืบเนื่องจากมีเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานในตำบลกิ่งแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และส่งผลกระทบปัญหาในหลาย ๆ ด้านกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ณ.บริเวณโดยรอบของบริษัทที่เกิดเหตุ และต้องย้ายถึงฐานไปพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่บรรเทาทุกข์ที่ทางภาครัฐจัดให้อยู่ชั่วคราว

ทางโครงการฯ จึงได้ประสานงานมายัง "นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย" เพื่อนำส่งต่อไปช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชนเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นและร่วมด้วยช่วยกัน "คนละไม้ คนละมือ" ต่อไป

ในการนี้ "นายพิชิตเวธน์ คำเด่นเหล็ก"นักพัฒนาสังคมชำนาญการหัวหน้าฝ่ายบริหารสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ เป็นตัวแทนรับมอบน้ำดื่ม และกล่าวขอบคุณทางโครงการ ฯ และ "คณะผู้นำ" น้ำดื่มมาจัดส่งให้ในวันนี้ทางเราจะนำน้ำดื่มที่ได้รับมอบมานำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนคนในจังหวัดสมุทรปราการ ต่อไป

เจ้าหน้าที่ศุลกากรภาคที่ 4 จับกุมบุหรี่เถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ จำนวน 371,500 ซอง รวม 7,430,000 มวน มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท ในโกดังพื้นที่ จ.นราธิวาส คาดขนมาจากเวียดนามทางเรือและเตรียมส่งขายในพื้นที่

วันนี้ ( 9 ก.ค.64 ) ที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ร่วมกับ นายจรูญ ราชกิจจา ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 นายภาณุพงศ์ ศรีเกตุ สรรพสามิตพื้นที่ สงขลา,จำแลง บัวสงค์ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9

ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศล๊อตใหญ่หลายยี่ห้อ จำนวน 37 1,500 ซอง รวม 7,430,000 มวน  มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท โดยถูกนำมาเก็บไว้ภายในโกดังไม่มีเลขที่ ใน ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนปราบปรามศุลกากรภาคที่ 4 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตภาคที่ 9 และเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่สงขลา เข้าตรวจค้นและจับกุมได้เมื่อวานนี้ ( 8 ก.ค.64 )

หลังจากสืบทราบจะว่ามีการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงยึดเอาไว้

นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนที่มาของบุหรี่ล๊อตนี้โดยคาดว่าลักลอบขนมาทางเรือและต้นทางอาจจะนำมาจากประเทศเวียดนาม และเตรียมกระจายส่งขายตามท้องตลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลที่มาที่ไปและผู้ที่ลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามา


ภาพ/ข่าว  นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

ยะลา - นายอำเภอเบตงให้กำลังใจประชาชนเข้ารับวัคซีน โควิดเพื่อเสริมภูมิต้านทานหมู่ฉีดครบ 70% ตุลาคมนี้ พร้อมเปิดเมืองเบตงทันที

นายอำเภอเบตงให้กำลังใจประชาชนเข้ารับวัคซีน โควิด-19 เพื่อเสริมภูมิต้านทานหมู่เพื่อเบตงรวมใจสู้ไปด้วยกันและขอให้ทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ 70% ภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมเปิดเมืองเบตงทันที

เมื่อวันที่ 8 กรกรฎาคม 2564 ที่ โรงพยาบาลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายเอก ยังอภัย ณสงขลา นายอำเภอเบตง พร้อมด้วยนางมุกดา ยังอภัย ณ สงขลา นายกกิ่งกาชาดอำเภอเบตง ร่วมมาให้กำลังใจประชาชนที่มารับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZenecaX)และวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) เพื่อสร้างความมั่นใจ ด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ซึ่งภายหลังจากรับฉีดวัคซีนแล้วเจ้าหน้าที่จะให้มีการนั่งพักเพื่อดูอาการ 30 นาที ตามมาตรการสาธารณสุขที่กำหนดไว้ โดยประชาชนในวันนี้ที่มาลงทะเบียนฉีดจำนวน 11,00 รายยังไม่พบอาการข้างเคียงหรืออาการผิดปกติแต่อย่างใด

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง ยังกล่าวอีกว่า จากความร่วมมือในมาตรการเฝ้าระวังป้องกันที่ผ่านมาถือว่าเป็นความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ซึ่งได้มีการควบคุมดูแลพร้อมปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังกันอย่างจริงจัง จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ 3 ชุมชน และ 3 หมู่บ้าน เข้าสู่ภาวะปกติชาวบ้านกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ภายใต้เงื่อนไข ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมาทุกภาคส่วนต่างให้ความร่วมมือที่จะปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันของจังหวัด จนทำให้มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อวานนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม แต่ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็จะยังคงมีการติดตามกลุ่มคนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อต่อไป โดยจะมีการวัดไข้ และสังเกตอาการต่อเนื่องไปอีก 14 วัน เป็นอย่างน้อย นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 หลงเหลืออยู่นอกจากนี้นายอำเภอเบตงได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อ เบตงรวมพลัง ปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A. อย่างเคร่งครัด

และร่วมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ 70% ภายในเดือนตุลาคมนี้ จะสามารถเปิดเมืองเบตงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งได้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งในการฉีดวัคซีนก็เพื่อตัวเราเอง เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชนที่เราอยู่ และ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในการป้องกันโควิด-19 ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้จะได้หมดไปจากพื้นที่จังหวัดยะลาของเราและขอเชิญชวนประชาชนในทุกกลุ่ม ลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนโควิด19 โดยสามารถลงทะเบียนได้ตามช่องทางที่สะดวก ทั้ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แจ้งกับ อสม.ในชุมชน และ แอพพลิเคชั่นไลน์ หมอพร้อม หรือ สแกน QR โค้ท ของจังหวัดยะลา 


ภาพ/ข่าว  ธานินทร์  โพธิทัพพะ / ปื๊ด เบตง

กระบี่ - กฟผ. มอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ สนับสนุนการปฏิบัติงานป้องการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของจังหวัดกระบี่

วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 คณะผู้บริหาร กฟผ. กระบี่ นำโดยนายธันยบูรณ์ สกลกิติวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าภาคใต้ เป็นตัวแทนหน่วยงาน มอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่จังหวัดกระบี่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์

รวมทั้งประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่ต้องเข้ารับการรักษา ประกอบด้วย ถุงมือ 1,500 ชิ้น , เสื้อกาวน์  1,000 ชุด , หน้ากาก N95  250 ชิ้น , ผ้าห่ม 30 ผืน , หน้ากาก Medical mask 10,000 ชิ้น , gift set 10 ชุด , หน้ากาก 3M 100 ชิ้น , ชุด PPE 100 ชุด , เจลแอลกอฮอล์ขนาด 5 ลิตร 6 แกลลอน และเจลแอลกอฮอล์ขนาด 450 มล. 30 ขวด โดยมีนายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นผู้รับมอบ ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่


ภาพ/ข่าว  มโนธรรม ใจหาญ จ.กระบี่ รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top