Sunday, 18 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

ญี่ปุ่น ยื่นประท้วงต่อ สหรัฐอเมริกา!! ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุม ข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่น เหตุโหดร้ายในโอกินาวาถูกประณาม โตเกียวเรียกร้องเพิ่มมาตรการป้องกัน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ยื่นประท้วงต่อสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) หลังเกิดเหตุการณ์ที่ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุมในข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่นในโอกินาวา

พลทหาร เดวิน จาคอบ บัลลาร์ด (Devin Jacob Ballard) อายุ 20 ปี ถูกสงสัยว่าฆ่า แอนนา ยางิ (Anna Yagi) อายุ 39 ปี ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่เมืองนาฮา เมืองหลวงของจังหวัดทางใต้สุดของญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ (3) และขโมยกระเป๋าเงินกับกระเป๋าเป้ของเธอ ตามรายงานของตำรวจ

บัลลาร์ด ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา

"การเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายและป่าเถื่อนเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง" ทาคาอิจิ กล่าวในถ้อยแถลง พร้อมยืนยันว่า "รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประท้วงอย่างรุนแรงต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว และขอความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสอบสวน" ตลอดจนการเพิ่มมาตรการทางวินัยและมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ด้านสถานีโทรทัศน์ NHK ก็อ้างคำแถลงของ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวว่า "เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผมรู้สึกโกรธแค้นอย่างยิ่ง"

สถานทูตสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และกล่าวว่าพวกเขากำลังให้ความร่วมมือกับทางการญี่ปุ่น

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งสังกัดกองกำลังนาวิกโยธินที่ 3 และประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินฟูเทนมะ ถูกควบคุมตัวโดยทางการญี่ปุ่นแล้ว

"นาวิกโยธินสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และคาดหวังว่านาวิกโยธินทุกนายจะปฏิบัติตามมาตรฐานพฤติกรรมสูงสุด" คำแถลงระบุ

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 18,000 นายในญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่โอกินาวา ซึ่งสหรัฐฯ เคยยึดครองตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปี 1972 การปรากฏตัวของทหารต่างชาติเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเด็นต่างๆ เช่น เสียงดัง อุบัติเหตุเครื่องบินตก และพฤติกรรมของบุคลากร

เหตุการณ์ข่มขืนเด็กหญิงชาวโอกินาวาวัย 12 ปีโดยทหารอเมริกัน 3 นายในเมื่อปี 1995 ได้จุดชนวนการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่

เหตุการณ์สังหารเมื่อวันเสาร์ (3) อาจทำให้ความพยายามของ ทาคาอิจิ ในการย้ายนาวิกโยธินบางส่วนจากฐานทัพอากาศฟูเทนมะอันพลุกพล่านไปยังฐานทัพที่ห่างไกลกว่าอย่างเฮโนโกะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยฝ่ายที่คัดค้านนั้นต้องการให้ย้ายกองกำลังสหรัฐฯออกจากจังหวัดโอกินาวาไปเลย

โอกินาวาซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 100 กิโลเมตรในจุดที่ใกล้ที่สุด ถูกมองโดยโตเกียวและวอชิงตันว่าเป็นกุญแจสำคัญในการยับยั้งการรุกรานทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

ที่มา: รอยเตอร์
https://mgronline.com/around/detail/9690000096773

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนปมเว็บพนันต่างแดน!! ชี้จดทะเบียนนอกไทยไม่ใช่เกราะพ้นกฎหมายไทย เตือนอย่าให้คำว่า “จดทะเบียนต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังกฎหมาย จี้ตรวจทั้ง พ.ร.บ.การพนัน และกฎหมายฟอกเงิน

“อาจารย์อุ๋ย” สวนรัฐมนตรี! เว็บพนันจดทะเบียนต่างแดน ไม่ได้แปลว่าพ้นกฎหมายไทย ชี้ หากผลแห่งการกระทําเกิดในไทย ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

7 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“จากกรณี ที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีการกล่าวถึงความเชื่อมโยงกับสามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” โดยระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าวจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกูราเซา และอยู่นอกเขตอำนาจดำเนินการของไทย พร้อมระบุว่า หากพบส่วนใดเป็นความผิดในประเทศไทย กระทรวงยุติธรรมพร้อมดำเนินการ นั้น

ในฐานะนักกฎหมาย ผมเห็นว่าประเด็นนี้ควรอธิบายให้ชัด เพราะการที่บริษัทหรือเว็บไซต์ไปจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกอย่างจะหลุดพ้นจากกฎหมายไทย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วางหลักไว้ชัดว่า ความผิดใดที่การกระทำแม้เพียงส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักร โดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิด หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผู้กระทำเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร

ตรงนี้จึงมีประเด็นที่น่าสนใจมาก

เพราะหากเว็บไซต์พนันเปิดให้คนในประเทศไทยสามารถสมัครสมาชิก เล่นพนัน ฝากเงิน และถอนเงินได้ตามปกติ ผู้ประกอบการย่อมรู้อยู่แล้วว่าผลจากการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นกับผู้เล่นในประเทศไทย

ในกรณีเช่นนี้ การพิจารณาเขตอำนาจตามมาตรา 5 จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า บริษัทจดทะเบียนอยู่ประเทศใด หรือเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ไหน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ประกอบการเปิดระบบให้บริการแก่คนไทยหรือไม่ และสามารถเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

และหากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ประกอบการรู้และยอมรับการให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสมัครสมาชิก การวางเดิมพัน การฝากเงิน และการถอนเงิน ก็ย่อมมีเหตุสำคัญให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่า ผลของการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักรตามหลักมาตรา 5 หรือไม่

เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ด้วย เพราะมาตรา 12 กำหนดความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงการช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต

หากมีการดำเนินธุรกิจการพนันจากต่างประเทศ แต่ระบบถูกเปิดให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทย มีการรับพนันจากประเทศไทย หรือมีการดำเนินการบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ก็ควรตรวจสอบให้ชัดว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทยหรือไม่

แน่นอนว่า ผมไม่ได้หมายความว่าการที่คนไทยสามารถเปิดเว็บไซต์ได้เพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศมีความผิดโดยอัตโนมัติ การดำเนินคดีต้องมีพยานหลักฐาน ต้องพิสูจน์ตัวผู้กระทำ บทบาทของแต่ละคน และองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วน

แต่ในทางกลับกัน การที่เว็บไซต์ไปจดทะเบียนในต่างประเทศก็ไม่สามารถถูกนำมาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปว่า “กฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้”

ยิ่งกว่านั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ยังบัญญัติให้การพนันที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดมูลฐาน

หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน แล้วมีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพ ซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินโดยเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 5 ก็อาจมีความผิดฐานฟอกเงินตามมาได้

ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรตรวจสอบกันที่ข้อเท็จจริงโดยรวม ต้องมองป่าทั้งป่า ไม่ใช่จบลงที่แค่ดูสถานที่จดทะเบียนบริษัท

เพราะถ้าเว็บไซต์นั้นเปิดให้บริการคนไทยอย่างเป็นระบบ รู้ว่าคนไทยเข้ามาเล่น และยอมรับเงินจากคนไทยเป็นปกติ ก็ต้องตรวจสอบกันต่อว่า ผู้ประกอบการเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่มาตรา 5 วางหลักเอาไว้โดยตรง

ผมยังไม่ได้กล่าวว่าบุคคลใดมีความผิด และผู้ที่ถูกกล่าวถึงทุกคนยังต้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม และในเรื่องกฎหมาย รัฐก็ต้องใช้หลักเดียวกันกับทุกคน

การจดทะเบียนเว็บไซต์พนันในต่างประเทศ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ดำเนินการพนันในประเทศไทย โลกออนไลน์อาจไม่มีพรมแดน แต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นในประเทศไทย กฎหมายไทยก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และหากพบว่ามีความผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

และหากมีหลักฐานว่าความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทยจริง ก็ไม่ควรปล่อยให้คำว่า “จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังทางกฎหมายต่อไป มิเช่นนั้นจะเป็นการทําให้บรรทัดฐานทางกฎหมายผิดเพี้ยนไป

ด้วยความปรารถนาดี”

https://www.facebook.com/share/p/1FVTKa5zQ2/?mibextid=wwXIfr

8 ตุลาคม วันคล้ายวันประสูติ ‘พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์’ ทรงพระเจริญ

8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 วันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับวีระยุทธ ดิษยะศริน เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระประวัติ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ หรือพระนามลำลองว่า พระองค์หริภา ประสูติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ณ พระตำหนักใหม่ สวนจิตรลดา เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับนาวาอากาศเอกวีระยุทธ ดิษยะศริน มีพระขนิษฐาหนึ่งพระองค์ คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

เมื่อประสูติพระองค์ดำรงพระยศที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทุกพระองค์ ซึ่งพระยศดังกล่าวเทียบเท่าตำแหน่ง "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า"

การศึกษา
พระองค์เข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลปีที่ 1 – ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจิตรลดา, ประถมศึกษาปีที่ 5 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนฮอล์ตัน-อามส์ (Holton-Arms School) รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8 โรงเรียนเฮอร์เบิร์ตฮูเวอร์มิดเดิล (Herbert Hoover Middle School) สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8-11 โรงเรียนมัธยมวอลเตอร์ จอห์นสัน (Walter Johnson High School) สหรัฐอเมริกา ภายหลังได้นิวัตกลับประเทศไทยและเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 โรงเรียนจิตรลดา

ส่วนระดับอุดมศึกษา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาพพิมพ์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาศิลปไทย ภาควิชาศิลปไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร

จีนแจงฐานบ้านเกินเป็นศูนย์ฝึก จีน–ลาว!! ฐานบ้านเกินถูกพัฒนาเป็นฐานทัพใหม่ รอยเตอร์เปิดภาพดาวเทียมเมื่อต้นต.ค. จีน-ลาวร่วมมือเปิดศูนย์ฝึกการบิน สหรัฐแสดงความกังวลท่ามกลางความขัดแย้งภูมิภาค

ฐานบ้านเกิน จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนในลาว กับการตั้งรับของไทย

เป็นข่าวดังในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาเมื่อรอยเตอร์ออกรายงานว่ากองทัพจีนได้ใช้ฐานบ้านเกินซึ่งอดีตทางสหรัฐเคยใช้ฐานทัพนี้ในสงครามเวียดนามมาเป็นฐานทัพของจีน แต่ทางจีนก็ไม่รอช้าสวนฉับพลันว่าฐานบ้านเกินนั้น ทางจีนกับลาวมีแผนการเปิดเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกร่วม (China–Laos Joint Support and Training Center ) และ โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน–ลาว (China–Laos Friendship Aviation Academy) แต่สิ่งที่รอยเตอร์รายงานระบุว่าในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาภาพดาวเทียมที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบ เครื่องบิน K-8/JL-8 ประมาณ 8 ลำ และรถสนับสนุนทางทหารมากกว่า 20 คัน อยู่ที่สนามบิน ขณะที่โครงสร้างสนามบินยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเริ่มตั้งคำถามว่าศูนย์แห่งนี้อาจมีบทบาทมากกว่าการฝึกนักบินก็เป็นได้ และนั่นทำให้ทางอเมริกาสนใจว่าทางจีนจะมีการเสริมสิ่งอื่นๆเช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเชื้อเพลิง คลังยุทโธปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านข่าวกรองหรือสอดแนมรวมถึงเครื่องบินขนาดใหญ่ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นจริงการพัฒนาฐานบ้านเกินแห่งนี้ก็ไม่ใช่พัฒนาเป็นแค่โรงเรียนฝึกการบินแล้ว แต่น่าจะเป็นฐานทัพอากาศนอกประเทศของจีน รอยเตอร์ยังระบุอีกว่านักวิเคราะห์พบว่าการออกแบบทางวิ่งอาจเปิดทางให้ ต่อรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าในอนาคต รวมถึงเครื่องบินข่าวกรองและสงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้

ถึงจุดนี้สิ่งที่รอยเตอร์พยายามจะบอกให้โลกรู้คืออะไร เอย่าตอบได้เลยคะ มันคือความกลัวของกองทัพสหรัฐและการที่สหรัฐพยายามส่งข่าวนี้ผ่านทางรอยเตอร์ให้จีนทราบว่าฉันรู้นะว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่นั่นเอง ซึ่งจุดนี้ถามว่าจีนรู้ไหมว่าทำไมสหรัฐถึงแสดงท่าทีความกลัวออกมาอย่างชัดเจนขนาดนี้ก็เพราะว่าที่ฐานบ้านเกินนี้เอง ในอดีตที่นี่คือ Lima Site 44 ในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นสนามบินที่ Air America ใช้งาน โดย Air America เป็นสายการบินที่มีความเชื่อมโยงกับ CIA และใช้สนับสนุนกำลังฝ่ายที่สหรัฐฯ สนับสนุนในลาว กล่าวง่ายๆคือ สหรัฐฯ เคยใช้พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการลับในลาวจากนั้นหลายสิบปีต่อมา จีนกำลังสร้างศูนย์ทางทหารร่วมกับลาวบนพื้นที่เดียวกัน ถามว่าสิ่งที่สหรัฐรู้ว่าที่นี่มีข้อดีอย่างไร จีนและลาวก็ย่อมรู้เช่นกัน

ประเด็นคือ ณ วันนี้เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่าจีนกับอเมริกากำลังใช้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่รบในอนาคตในการขัดขวางการขยายอำนาจของจีนสังเกตได้จากฝั่งจีนนอกจากที่ลาวก็มีฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ส่วนฝั่งสหรัฐก็มีฐานทัพในสิงคโปร์และฟิลิปินส์ ซึ่งหกมองฐานบ้านเกินที่มีที่ตั้งห่างจากพรมแดนไทยเพียง 50 กิโลเมตรนี้แล้วละก็ ในระยะสั้นอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบใดๆด้านความมั่นคง แต่หากจีนเลือกใช้ฐานบ้านเกินนี้เป็นสนามบินจีนนอกประเทศแล้วละก็ ย่อมมีผลกระทบด้านความมั่นคงแน่ เพราะไทยเราดำเนินนโยบายเป็นกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้มาตลอด หากวันหนึ่งเราถูกบีบให้จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่ส่งผลดีกับทางฝ่ายไทยเป็นแน่แท้ไม่ว่าจะถือหางข้างใคร เอย่าหวังว่ากลาโหมไทยคงตระหนักและรู้ทันถึงเหตุการณ์นี้และมีแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อแผนดินไทยในอนาคตไว้แล้วนะคะ

ที่มา : AYA

EECiti เดินหน้าเต็มสปีด EECO จับมือ ยูโอบี!! เปิดประตูนักลงทุนต่างชาติสู่เมืองธุรกิจแห่งอนาคต เชื่อมโยงโอกาสธุรกิจทั่วอาเซียน มูลค่าลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านบาท สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

EECO ผสานความร่วมมือ ยูโอบี ดึงบริษัทต่างชาติ
สำรวจโอกาสทางธุรกิจ พร้อมผลักดันการลงทุน EECiti

(วันที่ 7 ต.ค. 2569) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจเข้ากับโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EEC Capital City หรือ EECiti) หนึ่งในโครงการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ สามารถประเมินศักยภาพและโอกาสการลงทุนในโครงการได้อย่างรอบด้าน

โดยความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของมุมมองนักลงทุน ในช่วงที่ภาคธุรกิจกำลังกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและมองหาตลาดใหม่เพื่อสร้างการเติบโต ปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสิทธิประโยชน์และโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมถึงความเชื่อมโยงกับตลาด การเข้าถึงระบบนิเวศทางธุรกิจ และเส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โครงการ EECiti ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองธุรกิจแบบผสมผสานที่รวบรวมธุรกิจระหว่างประเทศ นวัตกรรม อุตสาหกรรมขั้นสูง การแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนการศึกษาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและนักลงทุน

พร้อมกันนี้ EECO และธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จะร่วมกันนำเสนอศักยภาพและโอกาส
จาก EECiti แก่นักลงทุน ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เวทีสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ กิจกรรมสำหรับนักลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านตลาด โดยเครือข่ายของยูโอบีในภูมิภาคจะมีบทบาท

ในการเชื่อมโยงบริษัทจากทั่วอาเซียนและจีน เข้ากับโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ EECiti นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดเวทีหารือสำหรับนักลงทุนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเชิญภาคธุรกิจจากตลาดสำคัญในอาเซียนเข้าร่วม

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า โครงการ EECiti กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีมูลค่าสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ความร่วมมือกับพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจอย่างยูโอบี จะช่วยเชื่อมโยงนักลงทุนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ พร้อมมีส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่มีพลวัตและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ในการตัดสินใจว่าจะขยายธุรกิจไปที่ใด ภาคธุรกิจพิจารณาทั้งสิทธิประโยชน์ ความเชื่อมโยงกับตลาด ตลอดจนพันธมิตรที่สามารถช่วยให้เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างราบรื่น บทบาทของเราคือการช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน พร้อมช่วยให้การเริ่มต้นพูดคุยเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น ความร่วมมือกับ สกพอ. ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงความสนใจ

ของนักลงทุนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม และเชื่อมบริษัททั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปของประเทศไทย ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งทั่วอาเซียน ยูโอบี มีความพร้อมในการสนับสนุนบริษัทที่กำลังมองหาโอกาสการเติบโตในประเทศไทยและภูมิภาค เราเชื่อว่า EEC Capital City มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างฐานและขยายการดำเนินงานจากศูนย์กลางของการเติบโตในอาเซียน

อดีตนายกฯ “ทักษิณ” มาตามนัดศาลภาษีฯ!! ลั่นสบาย ๆ ไม่กังวล ปมสรรพากรยึด–อายัดทรัพย์ ร้องขอคุ้มครองชั่วคราวหุ้นชินคอร์ป ไม่กังวลคดีแม้โดนอายัดทรัพย์ซ้ำ คดีสรรพากรชี้ประเมินภาษีชอบแล้ว

“ทักษิณ” มาตามนัด! ลั่นสบายๆ ไม่กังวล ขึ้นศาลภาษีอากรกลาง ร้องคุ้มครองชั่วคราว ปมสรรพากรยึด-อายัดขายหุ้นชินคอร์ป

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 7 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลภาษีอากรกลาง ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะอาคารเอ เพื่อขึ้นนัดฟังไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีนายทักษิณ เป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากรยึดทรัพย์ และอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อนเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้ว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายทักษิณว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ นายทักษิณ ระบุว่า ไม่มีอะไรเลย ส่วนเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็สบาย ๆ ก่อนเดินขึ้นศาลทันที

ที่มา : https://siamrath.co.th/politics/327028#google_vignette

'สรรเพชญ' ไม่ทิ้งชาวอยุธยา!! ส่งถุงยังชีพกว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่น้ำท่วม บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“สรรเพชญ” ไม่ทิ้งชาวอยุธยา ส่งถุงยังชีพ กว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย

วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ ตนได้ประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดส่งถุงยังชีพรวมกว่า 3,000 ชุด กระจายไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ถุงยังชีพดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) และผู้ประกอบการ และสายเรือ ร่วมกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้แก่ บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็น วาย เค ออโต้ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ที ไอ พี เอส จำกัด บริษัท ยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท เอสชีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ภายในประกอบด้วยอาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การส่งมอบถุงยังชีพได้ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งจำนวน 1,400 ชุด แบ่งเป็นพื้นที่อำเภออุทัย จำนวน 700 ชุด และอำเภอบางไทร จำนวน 700 ชุด

จากนั้น ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งเพิ่มเติมอีก 1,400 ชุด ไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 700 ชุด และอำเภอเสนา จำนวน 700 ชุด ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ส่งถุงยังชีพไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา โดยกรมเจ้าท่า แล้วกว่า 200 ชุด รวมถุงยังชีพที่ส่งถึงพี่น้องประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 ชุด

“ผมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปถึงพี่น้องชาวพระนครศรีอยุธยาทุกครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมช่วยเหลือและยืนเคียงข้างประชาชนอย่างเต็มที่ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งสนับสนุนความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายสรรเพชญ กล่าว

ท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเต็มตัว!! นักท่องเที่ยวไทยหายเกือบล้าน จีนดันยอดเที่ยวไทยรายสัปดาห์พุ่ง แต่ภาพรวมปี 2569 ยังติดลบ 3.88% ภูมิภาคเอเชียยังครองตลาดใหญ่

ปีนี้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบ1ล้านคน
สองภาพนี้สะท้อนว่า ท่องเที่ยวไทยได้แรง+ระยะสั้นจาก Golden Week ของตลาดจีน ขณะที่ยอดสะสมยังต่ำกว่าปีก่อนและการฟื้นตัวแตกต่างกันมาก ในแต่ละตลาด

วิเคราะห์จากรายงานสัปดาห์ที่ 40 วันที่ 27 กันยายน–3 ตุลาคม 2569 โดยแยกการเติบโตเทียบสัปดาห์ก่อน หรือ WoW ออกจากการเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ YoY ดังนี้ครับ

1. รายสัปดาห์ดีขึ้น แต่ยอดสะสมยังติดลบ
สัปดาห์นี้มีนักท่องเที่ยว 522,532 คน เพิ่มขึ้น 8.24% WoW ส่วนยอดสะสม 1 มกราคม–3 ตุลาคม
อยู่ที่ 23,452,895 คน ลดลง 3.88% YoY

2. จำนวนยังติดลบจากปีก่อน 9.47 แสนคน
เมื่อคำนวณย้อนกลับจากยอดสะสมและอัตราลดลง 3.88% ช่วงเดียวกันของปีก่อนน่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 24.40 ล้านคน เทียบกับปีนี้ 23.45 ล้านคน หมายความว่าไทยยังต้องเร่งฟื้นอีกมากเพื่อปิดช่องว่าง แม้บางสัปดาห์จะมีข่าวการเติบโตเป็นบวกก็ตาม

3. จีนคิดเป็นประมาณ 99.6% ของยอดเพิ่มสุทธิทั้งสัปดาห์
จีนมี 133,946 คน เพิ่มขึ้น 41.98% คำนวณได้ว่าเพิ่มจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 39,605 คน ขณะที่ทั้งประเทศเพิ่มสุทธิ 39,781 คน ดังนั้นตลาดอื่นทั้งหมดรวมกันเพิ่มเพียงประมาณ 176 คน หรือ 0.05% นี่คือหลักฐานสำคัญว่าแรงส่งสัปดาห์นี้กระจุกตัวสูง ทั้งนี้ ตลาดอื่นบางแห่งยังเติบโต แต่ถูกหักล้างด้วยตลาดที่ลดลง

4. การพึ่งพาตลาดหลักเข้มข้นขึ้นในสัปดาห์วันหยุด
จีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ รวมกันคิดเป็น 54.4% ของนักท่องเที่ยวสัปดาห์นี้ เทียบกับสัดส่วน 46.4% ในยอดสะสมปีนี้ โดยจีนประเทศเดียวมีสัดส่วนรายสัปดาห์ถึง 25.6% ธุรกิจที่พึ่งตลาดเหล่านี้มากจึงควรเตรียมรับความผันผวนหลังวันหยุด แต่ยังไม่ควรนำสัปดาห์พิเศษนี้ไปแทนโครงสร้างตลาดตลอดทั้งปี

5. สามภูมิภาคเอเชียยังเป็นฐานนักท่องเที่ยวหลักถึง 71.3%
เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ รวมกันมี 372,612 คน หรือประมาณ 7 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวสัปดาห์นี้ ปฏิทินวันหยุดและความสะดวกในการเดินทางของตลาดเหล่านี้จึงมีน้ำหนักต่อจำนวนผู้เดินทางเข้าไทยสูง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนจำนวนคนยังบอกไม่ได้ว่าแต่ละตลาดสร้างรายได้หรือกำไรมากเพียงใด

6. เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องแยกดูรายประเทศ
ภูมิภาคนี้มี 194,645 คน เพิ่มขึ้น 11.99% WoW คิดเป็น 37.3% ของทั้งหมด และยอดสะสมเพิ่ม 3.85% YoY ถือเป็นแรงพยุงสำคัญของปีนี้ แต่จีนมีสัดส่วนถึง 68.8% ภายในภูมิภาค การเติบโตระดับภูมิภาคจึงยังไม่แปลว่าจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกงดีขึ้นพร้อมกัน

7. เมื่อแยกจีนออก ตลาดอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมีสัญญาณอ่อนลง
หากตัวเลขรายประเทศและรายภูมิภาคใช้ฐานเดียวกัน การคำนวณย้อนกลับพบว่า ตลาดในภูมิภาคนี้นอกเหนือจากจีนลดจากประมาณ 79,464 คน เหลือ 60,699 คน หรือลดลง 23.6% WoW
เป็นประเด็นที่ควรตรวจข้อมูลรายประเทศเพิ่มเติม เพราะค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคอาจบดบังตลาดที่กำลังอ่อนตัวอยู่

8. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดอ่อนที่ต่อเนื่อง
สัปดาห์นี้มี 124,535 คน ลดลงเพียง 0.38% WoW ดูเหมือนแทบทรงตัว แต่ยอดสะสมลดลงถึง 15.40% YoY และทั้งไตรมาส 1–3 ยังติดลบต่อเนื่องที่ −18.49%, −10.78% และ −17.16% ตามลำดับ

9. มาเลเซียยังสำคัญมาก แม้ตัวเลขรายสัปดาห์ลดเล็กน้อย
มาเลเซียมี 59,871 คน ลดลง 0.64% WoW แต่คิดเป็นประมาณ 48.1% ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมียอดสะสมเกือบ 2.98 ล้านคน

10. อินเดียเป็นแรงส่งที่ชัดเจน และครองตลาดเอเชียใต้เกือบทั้งหมด
อินเดียมี 46,942 คน เพิ่มขึ้น 16.53% WoW และคิดเป็น 87.9% ของนักท่องเที่ยวเอเชียใต้ สะท้อนว่าเมื่อพูดถึงโอกาสจากเอเชียใต้ในสัปดาห์นี้ น้ำหนักส่วนใหญ่อยู่ที่อินเดีย

11. เอเชียใต้มีแรงฟื้นรายสัปดาห์ แต่แนวโน้มรายไตรมาสอ่อนลง
ทั้งภูมิภาคเพิ่ม 11.54% WoW แต่การเติบโต YoY เปลี่ยนจาก +12.73% ในไตรมาส 1 เป็น −4.65% ในไตรมาส 2 และ −14.68% ในไตรมาส 3 ทำให้ยอดสะสมอยู่ที่ −2.79%

12. ยุโรปเริ่มมีแรงส่ง แต่ยอดสะสมยังใกล้เคียงปีก่อน
ยุโรปมี 90,784 คน เพิ่มขึ้น 11.40% WoW แต่ยอดสะสมโตเพียง 0.27% YoY ส่วนรัสเซียมี 22,326 คน เพิ่มขึ้น 14.23% WoW และคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของภูมิภาคตามการจัดกลุ่มในรายงาน จึงเห็นโอกาสเตรียมรับตลาดช่วงปลายปี แต่ยังต้องใช้ยอดจองล่วงหน้ามายืนยันความต่อเนื่อง

13. อเมริกาโตเร็วรายสัปดาห์ แต่ยังมีขนาดตลาดจำกัด
นักท่องเที่ยวจากอเมริกามี 20,610 คน เพิ่มขึ้น 17.05% WoW แต่คิดเป็นเพียง 3.9% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และยอดสะสมโตเพียง 0.36% YoY
การอ่านเปอร์เซ็นต์เติบโตจึงต้องดูขนาดฐานควบคู่กัน สำหรับการจัดงบตลาด ควรพิจารณารายได้สุทธิต่อการจองและต้นทุนหาลูกค้าเพิ่มเติมด้วย

14. ตะวันออกกลางฟื้นเร็วที่สุดรายสัปดาห์ แต่ยังชดเชยช่วงต้นปีไม่ครบ
ภูมิภาคนี้มี 15,097 คน เพิ่มขึ้น 28.67% WoW สูงที่สุดในหกภูมิภาคที่แสดง ไตรมาส 3 ก็กลับมาโต 12.94% YoY หลังไตรมาส 2 ลดลง 27.94% แต่ยอดสะสมยังติดลบ 5.24% จึงเป็นสัญญาณฟื้นจากช่วงที่อ่อนแรง

15. ต้นเดือนตุลาคมยังต่ำกว่าปีก่อนใน 5 จาก 6 ภูมิภาค
ตารางด้านล่างของภาพให้สัญญาณที่ควรติดตาม แม้จำนวนรายสัปดาห์หลายภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
นี่เป็นข้อมูลเพียงสามวันแรกของเดือน จึงไวต่อวันหยุดและตารางเที่ยวบิน ยังใช้ตัดสินผลทั้งเดือนตุลาคมไม่ได้

16. รายได้เฉลี่ยประมาณ 48,714 บาทต่อการเดินทาง ยังไม่ยืนยันว่าคุณภาพการท่องเที่ยวดีขึ้น
รายได้สะสม 1,142,485 ล้านบาท หรือประมาณ 1.142 ล้านล้านบาท หารด้วยนักท่องเที่ยวสะสม ได้ค่าเฉลี่ยประมาณ 48,714 บาท ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยตลอดการเดินทาง ไม่ใช่ต่อวัน และไม่ใช่กำไรของผู้ประกอบการ การประเมินการท่องเที่ยวคุณภาพสูงยังต้องดูระยะพัก ค่าใช้จ่ายต่อวัน รายได้ที่ตกถึงธุรกิจท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงเทียบปีก่อน

17. ข้อความว่าตลาดระยะไกล “ชะลอตัว” ต้องระบุฐานเปรียบเทียบให้ชัด
หน้าสรุประบุว่าตลาดระยะไกลพักตัวก่อน High season แต่หน้ารายภูมิภาคแสดงว่ายุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น WoW ทั้งหมด คำว่า “ชะลอ” อาจหมายถึงโตช้าลง เทียบกับแนวโน้มเดิม หรือใช้ขอบเขตตลาดต่างกัน จึงควรตรวจคำอธิบายเพิ่มเติมก่อนสรุปว่าจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลกำลังลดลง

18. ยอดนักท่องเที่ยวรวมที่เพิ่มขึ้นยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าน้ำท่วมไม่มีผลกระทบ
รายงานประเมินว่าข่าวน้ำท่วมยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว พร้อมระบุผลกระทบบางส่วนจากการยกเลิกเที่ยวบิน แต่ภาพไม่ได้แสดงจำนวนเที่ยวบิน ผู้โดยสาร หรือยอดจองที่ได้รับผลกระทบ จึงควรติดตามการยกเลิกห้องพัก การเลื่อนเดินทาง และยอดจองใหม่รายพื้นที่ เพราะแรงส่งจากวันหยุดอาจหักล้างผลกระทบบางส่วนในยอดรวมได้

ที่มา : https://www.facebook.com/100002109974754/posts/28540062775647341/?rdid=l0ZywjfzC8CNgsPn#

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ!! รับมือวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อ หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพลดนำเข้า ทบทวนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ รับวิกฤตยืดเยื้อ หนุนเชื้อเพลิงชีวภาพลดพึ่งพาการนำเข้า

กระทรวงพลังงาน รับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อ วางแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ใหม่ให้สอดคล้องสถานการณ์ มุ่งให้เกิดการพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศ โดยทบทวนการสนับสนุนเชื้อพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพใหม่ เพื่อเป็นกลไกช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลกที่มีความผันผวน

(7 ตุลาคม 2569 ) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อทั่วโลก โดยระบุว่า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทาน (Supply) หลักพลังงานของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการสู้รบในพื้นที่และการขาดความสงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบยุทธศาสตร์ในทะเลแดง

สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านเสถียรภาพพลังงานทั้งในด้านปริมาณและราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Scenario) สมมติฐาน และการคาดการณ์ในการวางแผนพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลายตัวลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูบูรณะอีกยาวนาน

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยึดมั่นในนโยบาย “การพึ่งพาตนเอง” หรือการมุ่งเน้นใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางรับมือในภาพรวมผ่านการเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม การเพิ่มกำลังการผลิตและการต่อสัญญาแหล่งก๊าซ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ในส่วนของการบริหารจัดการราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ทำการทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย:

1. การปรับปรุงแนวทางรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมัน: กำหนดนิยามและเงื่อนไขของวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการแยกบัญชีฐานะกองทุนฯ ระหว่างกลุ่มน้ำมันและ LPG ชัดเจน พร้อมกำหนดกรอบความต่างระดับราคาระหว่างเบนซินและดีเซล เพื่อเลือกรูปแบบการอุดหนุนที่ตรงเป้าหมายที่สุด โดยจะมีการทบทวนแนวทางการรักษาเสถียรภาพฯ และหลักเกณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

2. หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนฯ: วางกรอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะกองทุนฯ

3. การบริหารจัดการสภาพคล่องและการกู้เงิน: วางระบบคาดการณ์และบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจยืดเยื้อ พร้อมกำหนดแนวทางการกู้เงินเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ มีความเข้มแข็งและสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกตรึงราคาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การทบทวนนโยบายอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ: จากเดิมที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายและบทเฉพาะกาลในการยกเลิกการอุดหนุน แต่จากวิกฤตการณ์พลังงานสากลและความจำเป็นในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทบทวนให้กลับมาส่งเสริมและอุดหนุนน้ำมันชีวภาพอีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ในการบริหารรักษาเสถียรภาพ จะมุ่งเน้นพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนแนวทางหนึ่ง

“กระทรวงพลังงาน มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ท่ามกลางกระแสความผันผวนของวิกฤตการณ์พลังงานโลก” โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวสรุป

" ต่อไปผมคงไม่ไปต่อเครื่องที่ดูไบ ขอบินตรงเลย เพราะรู้สึกไม่มั่นใจ กับมาตรการที่หละหลวม ไม่เช็คประวัติ ผู้เดินทางให้ดีก่อน"

"คุณวีระวัฒน์ รักพันธ์ " คนไทยคนเดียวบนเที่ยวบิน FZ 1073 สายการบิน Fludubai ที่ทำงานอยู่อิสราเอล บินจากสุวรรณภูมิไปต่อเครื่องที่ดูไบ เล่าประสบการณ์เฉียดตาย
เครดิต : PPTV


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top