Sunday, 18 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

นายกฯ ขึ้นเวที Forbes Global CEO Conference ชูไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน–สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ เน้นพลังงานสะอาดและความมั่นคง เตรียมรับเจ้าภาพ IMF-WBG 2026

นายกฯ ร่วมเสวนา one-on-one กับ Steve Forbes บนเวที Forbes Global CEO Conference 2026 ชูศักยภาพไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (7 ต.ค.69) เวลา 20.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัว ในหัวข้อ “In Conversation: Anutin Charnvirakul, Prime Minister of Thailand talks to Steve Forbes, Chairman and Editor-in-Chief, Forbes Media” โดยมีนาย Steve Forbes ประธานกรรมการและบรรณาธิการบริหาร Forbes Media เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในการประชุม Forbes Global CEO Conference 2026 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

นายกฯ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายและทิศทางของประเทศไทย ทั้งการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ การเสริมสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยพร้อมปรับตัวและดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

ด้านบทบาทของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ นายกฯ ย้ำความสำคัญของอาเซียนและความพร้อมของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคและเชื่อมโยงความร่วมมือกับนานาประเทศ ตลอดจนการเป็นเจ้าภาพ IMF-WBG Annual Meetings 2026 และเป้าหมายระยะยาวในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

นอกจากนี้ นายกฯ นำเสนอจุดแข็งและโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต และมีความพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงไทยเข้ากับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549533570542702&id=100064582216937&rdid=GcD9qyiJQR7E4Dc1#

ประวัติ Ajay Banga ประธานธนาคารโลก

จากผู้บริหาร Mastercard สู่ผู้นำองค์กรการพัฒนาระดับโลก

Ajay Banga หรือ อเจย์ บังกา นักบริหารชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) คนที่ 14 เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2023 ด้วยวาระ 5 ปี หลังสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจข้ามชาติ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน และการลงทุน

บังกามีชื่อเต็มว่า Ajaypal Singh Banga เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1959 ในประเทศอินเดีย เติบโตในครอบครัวชาวซิกข์ โดยบิดาเป็นนายทหารระดับพลโท เขาจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก St. Stephen’s College มหาวิทยาลัยเดลี ก่อนสำเร็จหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการจาก IIM Ahmedabad ในปี 1981

เขาเริ่มทำงานที่ Nestlé India ในปี 1981 และอยู่ประมาณ 13 ปี ก่อนย้ายไป PepsiCo จากนั้นเข้าสู่ภาคการเงินกับ Citigroup ในปี 1996 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานและ CEO ของ Mastercard ก่อนเป็นรองประธานบริษัทลงทุน General Atlantic

ที่ Mastercard บังกาผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินให้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์บริษัท และก่อตั้ง Mastercard Center for Inclusive Growth เพื่อสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง เขายังเคยเป็นประธานหอการค้านานาชาติ (ICC) ระหว่างปี 2020–2022 และได้รับรางวัล Padma Shri ของอินเดียในปี 2016

ในฐานะประธานธนาคารโลก บังกาให้ความสำคัญกับการสร้างงาน การลดความยากจน และการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้องค์กรทำงานรวดเร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการให้เงินทุน และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา

แหล่งข้อมูล

World Bank Group ประวัติ Ajay Banga
https://www.worldbank.org/ext/en/who-we-are/leadership/ajay-banga

World Bank ประกาศแต่งตั้ง 3 พฤษภาคม 2023

https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2023/05/03/ajay-banga-selected-14th-president-of-the-world-bank

IIM Ahmedabad ประวัติศิษย์เก่า
https://www.iima.ac.in/node/19997

CFO บ้านปูตอกย้ำภาวะผู้นำหญิงไทย!! นางสาวอริศรา ติด Most Powerful Women Asia ติดต่อกัน 3 ปีซ้อนจาก Fortune ควบรวมบ้านปู พร้อมเสริมแกร่งการเงิน เน้นบริหารมีประสิทธิภาพท่ามกลางผันผวน

CFO บ้านปู ติดทำเนียบ Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

นางสาวอริศรา สกุลการะเวก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ติดทำเนียบ Fortune Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 

ผลงานที่โดดเด่นของนางสาวอริศราในปี 2569 คือการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จนเกิดเป็นบริษัทใหม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน นางสาวอริศราได้กำกับดูแลการบริหารการเงินของกลุ่มบ้านปูอย่างมีวินัยและประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก 

ปีนี้ นิตยสาร Fortune สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ได้จัดการประกาศรายชื่อผู้นำหญิง Most Powerful Women Asia เป็นปีที่ 3  โดยพิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้นำสตรีจำนวน 100 คนในภูมิภาคเอเชียทั้งเจ้าของกิจการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูง สามารถสร้างผลการดำเนินธุรกิจ และมีส่วนผลักดันทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต จากขนาดและผลการดำเนินงานขององค์กร เส้นทางอาชีพ บทบาทที่สำคัญ นวัตกรรม และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com  และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

“บีโอไอ” จับมือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้!! เลขาฯ บีโอไอหารือสภาอุตฯเกาหลี ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน ขยายการร่วมมือภาคธุรกิจ เน้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่

บีโอไอหารือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากขวา) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนไทย โรดโชว์ดึงการลงทุน โดยได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (FKI) เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งขยายความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจเกาหลีใต้ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อเร็ว ๆ นี้

ส.อ.ท. ชี้ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ!! AI จะเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุน บุคลากร–งบฯ–ข้อมูลยังขาดแคลน SMEs ต้องการเครื่องมือ-แพลตฟอร์มใช้งาน AI เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจใน 3-5 ปี

ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน” ปลดล็อกการใช้งาน

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ

ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ และในหลายกระบวนการพร้อมขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงที่สุด รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่การใช้งานในกระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งการลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอนการทำงาน รองลงมาคือการช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ตลอดจนเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังคาดว่า AI จะทำให้ทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงไป และลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

อย่างไรก็ตาม แม้การสนับสนุนจากผู้บริหารจะเป็นด้านที่สถานประกอบการมีความพร้อมสูงที่สุด แต่ความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ สอดคล้องกับผู้ตอบแบบสำรวจ 76.5% ที่ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ และส่งเสริมผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมจัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมทั้งจัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนขยายการใช้งาน

สำหรับในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คาดว่า AI จะเข้ามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และสนับสนุนอุปกรณ์ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ Smart SMEs Digital & AI Camp, โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาจังหวัดด้วย AI, โครงการ INTELLIGENT INDUSTRY เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 จาก 8 คำถาม ได้ดังนี้

1) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการใช้ AI ในระดับใด
อันดับ 1 : ใช้งานจริงในบางหน่วยงาน / บางกระบวนการ 30.5%
อันดับ 2 : ทดลองใช้บางส่วน 22.5%
อันดับ 3 : อยู่ระหว่างศึกษา / วางแผน 20.5%
อันดับ 4 : ใช้งานจริงในหลายกระบวนการ และมีการขยายผลอย่างเป็นระบบ 17.5%
อันดับ 5 : ยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้ 9.0%
2) สถานประกอบการของท่านมีความพร้อมสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละด้านอยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
3) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในแต่ละด้านต่อไปนี้อยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5) .
4) ท่านคาดว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในด้านใดมากที่สุด


อันดับ 1 : เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น ลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอน 85.0%
การทำงาน

อันดับ 2 : ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น 75.0%

อันดับ 3 : เปลี่ยนแปลงทักษะที่องค์กรต้องการ และลดความต้องการใช้แรงงาน 51.5%
ในบางกระบวนการ

อันดับ 4 : เพิ่มคุณภาพหรือยกระดับสินค้าและบริการ 41.0%

5) อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถานประกอบการของท่านยังไม่สามารถนำ AI มาใช้ หรือขยายการใช้งาน AI ได้อย่างเต็มที่ คืออะไร

อันดับ 1 : ข้อจำกัดด้านบุคลากรและทักษะ AI 76.5%
อันดับ 2 : ความพร้อมด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุน 50.0%
(ROI ยังไม่ชัดเจน)
อันดับ 3 : ความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน 48.0%
อันดับ 4 : ข้อกังวลด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 42.5%

6) ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า สถานประกอบการของท่านสนใจนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน
ในด้านใดมากที่สุด

อันดับ 1 : งานสำนักงาน การบริหาร และบริการลูกค้า เช่น Chatbot, 72.0%
การสร้าง Web App, การวิเคราะห์และพยากรณ์ธุรกิจ
อันดับ 2 : การผลิต การควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และการบำรุงรักษาเครื่องจักร 59.5%
(Predictive Maintenance)
อันดับ 3 : การจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และบริหารห่วงโซ่อุปทาน 51.5%
อันดับ 4 : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ 36.0%

7) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในสถานประกอบการด้านใด

อันดับ 1 : พัฒนาทักษะบุคลากรและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่ 76.5%
สถานประกอบการ (AI Consulting) รวมทั้ง สนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย
อันดับ 2 : สนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนด้าน AI 66.0%
อันดับ 3 : จัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ 57.0%
ผู้ประกอบการ SMEs
อันดับ 4 : จัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง 30.5%
เช่น AI Testbed, Sandbox
.
8) ท่านคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอีก 3-5 ปี ข้างหน้าในระดับใด

อันดับ 1 : มีบทบาทมาก โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม 55.5%
และช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
อันดับ 2 : มีบทบาทมากที่สุด จนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับและเปลี่ยนแปลง 31.5%
โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
อันดับ 3 : มีบทบาทปานกลาง โดยถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหลายธุรกิจ 9.5%
แต่ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน
อันดับ 4 : มีบทบาทน้อย โดยการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจหรือบางกระบวนการ 2.5%
และมีผลต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด
อันดับ 5 : มีบทบาทน้อยมาก โดยการนำ AI มาใช้ยังไม่แพร่หลาย และส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 1.0% เพียงเล็กน้อย

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

จีนสูญเสียผู้รอดชีวิต 'เหตุสังหารหมู่หนานจิง' !! 'กัวซิ่วหลาน' วัย 94 ปี สิ้นใจ ผู้รอดชีวิตเหตุสังหารหมู่เหลือ 20 คน ย้อนรำลึกเหตุการณ์ปี 1937 บันทึกความทรงจำถูกเก็บรักษาไว้

จีนสูญเสียผู้รอดชีวิต 'เหตุสังหารหมู่หนานจิง' อีกหนึ่งราย ลดเหลือ 20 คนแล้ว

หนานจิง, 7 ต.ค. (ซินหัว) -- หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่นในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน รายงานว่า "กัวซิ่วหลาน" ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง สิ้นลมด้วยวัย 94 ปี ในวันพุธ (7 ต.ค.) ส่งผลให้จำนวนผู้รอดชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือเพียง 20 คน

บันทึกคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตที่จัดเก็บไว้ในหอรำลึกฯ ระบุว่ากัวซึ่งเกิดในปี 1932 ถูกพ่อแม่พาไปหลบซ่อนพร้อมกับพี่น้องในหลุมหลบภัยใต้ดินพร้อมกับเพื่อนบ้าน ขณะเกิดเหตุสังหารหมู่หนานจิงหลังจากกองทัพญี่ปุ่นยึดครองนครหนานจิงเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 1937 โดยกัวเล่าว่าทหารญี่ปุ่นยืนอยู่บริเวณปากทางและกราดยิงหลุมหลบภัยด้วยปืนกล พ่อแม่ของเธอและน้องสาวคนเล็กเสียชีวิต มีเพียงน้องสาวคนรองกับเธอเท่านั้นที่รอดชีวิต

ตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทหารญี่ปุ่นได้เข่นฆ่าพลเรือนและทหารไร้อาวุธชาวจีนราว 3 แสนราย ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ป่าเถื่อนที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง และผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงเสียชีวิตหลายรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนผู้รอดชีวิตที่สามารถแบ่งปันเรื่องราวได้โดยตรงลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปี 2014 สภานิติบัญญัติระดับชาติของจีนได้กำหนดให้วันที่ 13 ธ.ค. เป็นวันรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง โดยรัฐบาลจีนได้เก็บรวบรวมคำบอกเล่าจากเหล่าผู้รอดชีวิตทั้งแบบลายลักษณ์อักษรและคลิปวิดีโอ ซึ่งเอกสารเหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในมรดกความทรงจำโลกแห่งองค์การยูเนสโกเมื่อปี 2015

(ภาพจากหอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่นของจีน : กัวซิ่วหลาน ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง)

ที่มา : Xinhua

‘ทาคาอิจิ’ ชูจีนเพื่อนบ้าน!! เรียกจีนว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่สำคัญ" เดินหน้าพูดคุยกับปักกิ่ง ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ รับมือประเด็นทะเลจีนและไต้หวัน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ในวันจันทร์(5ต.ค.) เรียกจีนว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่สำคัญ" และให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าพูดคุยกับปักกิ่ง ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ อันเนื่องจากความเห็นต่างๆนานาของเธอในประเด็นไต้หวันก่อนหน้านี้

"จีนเป็นเพื่อนบ้านที่สำคัญ และความสัมพันธ์ของเราถูกก่อร่างสร้างขึ้นมานานหลายปี แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆนานาในปัจจุบัน" ทาคาอิจิกล่าวระหว่างแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อ้างอิงข้อมูลจากทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น "เราจะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างรอบด้าน" เธอระบุ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเสื่อมทรามลงอย่างมากนับตั้งแต่ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายน ระบุว่าโตเกียวอาจเข้าแทรกแซงถ้าไต้หวันถูกโจมตี แม้ปักกิ่งยืนกรานมาตลอดว่าเกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของพวกเขา

ทาคาอิจิ บอกว่าญี่ปุ่นจะแสดงจุดยืนให้ชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้, ความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนรอบๆญี่ปุ่น, มาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ, ความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่น และความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

"เราจะสานต่อการหารือเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆนานาที่มีร่วมกัน ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่น และทำงานร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง" เธอบอก

ถ้อยแถลงล่าสุดของทาคาอิจิ มีขึ้นราว 1 สัปดาห์ หลังจาก ทาเคชิ อิวายะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เดินทางเยือนปักกิ่งและพบปะกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และรองนายกรัฐมนตรีเหอ หลี่เฟิง โดยระหว่างนั้น หวัง อี้ ได้เรียกร้องขอให้ ทาคาอิจิ แก้ไขคำพูดของเธอเกี่ยวกับไต้หวัน และบอกว่ามีความจำเป็นที่ต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ภาวะปกติ

ในคำพูดที่ฉุดให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนดำดิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ทาคาอิจิ ประกาศกร้าวว่า การโจมตีใดๆของจีนที่เล่นงานไต้หวัน จะเข้าข่ายสถานการณ์ภัยคุกคามการอยู่รอดสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไปได้ที่จะเปิดทางให้โตเกียวสามารถใช้สิทธิในการป้องกันตนเองร่วมได้

ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่มึนตึง เมื่อปีที่แล้ว จีน ได้แจ้งเตือนพลเมืองให้งดเดินทางเยือนญี่ปุ่น และกำหนดข้อจำกัดทางการค้าต่างๆนานา ที่ว่ากันว่ามันส่งผลให้ปักกิ่งลดการป้อนอุปทานแร่แรร์เอิร์ธจำเป็นยิ่งต่อบริษัทญี่ปุ่นลงอย่างมาก

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่าในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา อ้างผลสำรวจจากภาคเอกชนแสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการจัดหาแร่แรร์เอิร์ธ ในบริษัทญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกของจีน

(ที่มา:อนาโดลู/ไทเปไทมส์)

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000097023

ญี่ปุ่น ยื่นประท้วงต่อ สหรัฐอเมริกา!! ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุม ข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่น เหตุโหดร้ายในโอกินาวาถูกประณาม โตเกียวเรียกร้องเพิ่มมาตรการป้องกัน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ยื่นประท้วงต่อสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) หลังเกิดเหตุการณ์ที่ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุมในข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่นในโอกินาวา

พลทหาร เดวิน จาคอบ บัลลาร์ด (Devin Jacob Ballard) อายุ 20 ปี ถูกสงสัยว่าฆ่า แอนนา ยางิ (Anna Yagi) อายุ 39 ปี ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่เมืองนาฮา เมืองหลวงของจังหวัดทางใต้สุดของญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ (3) และขโมยกระเป๋าเงินกับกระเป๋าเป้ของเธอ ตามรายงานของตำรวจ

บัลลาร์ด ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา

"การเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายและป่าเถื่อนเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง" ทาคาอิจิ กล่าวในถ้อยแถลง พร้อมยืนยันว่า "รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประท้วงอย่างรุนแรงต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว และขอความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสอบสวน" ตลอดจนการเพิ่มมาตรการทางวินัยและมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ด้านสถานีโทรทัศน์ NHK ก็อ้างคำแถลงของ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวว่า "เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผมรู้สึกโกรธแค้นอย่างยิ่ง"

สถานทูตสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และกล่าวว่าพวกเขากำลังให้ความร่วมมือกับทางการญี่ปุ่น

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งสังกัดกองกำลังนาวิกโยธินที่ 3 และประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินฟูเทนมะ ถูกควบคุมตัวโดยทางการญี่ปุ่นแล้ว

"นาวิกโยธินสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และคาดหวังว่านาวิกโยธินทุกนายจะปฏิบัติตามมาตรฐานพฤติกรรมสูงสุด" คำแถลงระบุ

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 18,000 นายในญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่โอกินาวา ซึ่งสหรัฐฯ เคยยึดครองตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปี 1972 การปรากฏตัวของทหารต่างชาติเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเด็นต่างๆ เช่น เสียงดัง อุบัติเหตุเครื่องบินตก และพฤติกรรมของบุคลากร

เหตุการณ์ข่มขืนเด็กหญิงชาวโอกินาวาวัย 12 ปีโดยทหารอเมริกัน 3 นายในเมื่อปี 1995 ได้จุดชนวนการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่

เหตุการณ์สังหารเมื่อวันเสาร์ (3) อาจทำให้ความพยายามของ ทาคาอิจิ ในการย้ายนาวิกโยธินบางส่วนจากฐานทัพอากาศฟูเทนมะอันพลุกพล่านไปยังฐานทัพที่ห่างไกลกว่าอย่างเฮโนโกะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยฝ่ายที่คัดค้านนั้นต้องการให้ย้ายกองกำลังสหรัฐฯออกจากจังหวัดโอกินาวาไปเลย

โอกินาวาซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 100 กิโลเมตรในจุดที่ใกล้ที่สุด ถูกมองโดยโตเกียวและวอชิงตันว่าเป็นกุญแจสำคัญในการยับยั้งการรุกรานทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

ที่มา: รอยเตอร์
https://mgronline.com/around/detail/9690000096773

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนปมเว็บพนันต่างแดน!! ชี้จดทะเบียนนอกไทยไม่ใช่เกราะพ้นกฎหมายไทย เตือนอย่าให้คำว่า “จดทะเบียนต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังกฎหมาย จี้ตรวจทั้ง พ.ร.บ.การพนัน และกฎหมายฟอกเงิน

“อาจารย์อุ๋ย” สวนรัฐมนตรี! เว็บพนันจดทะเบียนต่างแดน ไม่ได้แปลว่าพ้นกฎหมายไทย ชี้ หากผลแห่งการกระทําเกิดในไทย ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

7 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“จากกรณี ที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีการกล่าวถึงความเชื่อมโยงกับสามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” โดยระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าวจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกูราเซา และอยู่นอกเขตอำนาจดำเนินการของไทย พร้อมระบุว่า หากพบส่วนใดเป็นความผิดในประเทศไทย กระทรวงยุติธรรมพร้อมดำเนินการ นั้น

ในฐานะนักกฎหมาย ผมเห็นว่าประเด็นนี้ควรอธิบายให้ชัด เพราะการที่บริษัทหรือเว็บไซต์ไปจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกอย่างจะหลุดพ้นจากกฎหมายไทย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วางหลักไว้ชัดว่า ความผิดใดที่การกระทำแม้เพียงส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักร โดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิด หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผู้กระทำเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร

ตรงนี้จึงมีประเด็นที่น่าสนใจมาก

เพราะหากเว็บไซต์พนันเปิดให้คนในประเทศไทยสามารถสมัครสมาชิก เล่นพนัน ฝากเงิน และถอนเงินได้ตามปกติ ผู้ประกอบการย่อมรู้อยู่แล้วว่าผลจากการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นกับผู้เล่นในประเทศไทย

ในกรณีเช่นนี้ การพิจารณาเขตอำนาจตามมาตรา 5 จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า บริษัทจดทะเบียนอยู่ประเทศใด หรือเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ไหน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ประกอบการเปิดระบบให้บริการแก่คนไทยหรือไม่ และสามารถเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

และหากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ประกอบการรู้และยอมรับการให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสมัครสมาชิก การวางเดิมพัน การฝากเงิน และการถอนเงิน ก็ย่อมมีเหตุสำคัญให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่า ผลของการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักรตามหลักมาตรา 5 หรือไม่

เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ด้วย เพราะมาตรา 12 กำหนดความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงการช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต

หากมีการดำเนินธุรกิจการพนันจากต่างประเทศ แต่ระบบถูกเปิดให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทย มีการรับพนันจากประเทศไทย หรือมีการดำเนินการบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ก็ควรตรวจสอบให้ชัดว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทยหรือไม่

แน่นอนว่า ผมไม่ได้หมายความว่าการที่คนไทยสามารถเปิดเว็บไซต์ได้เพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศมีความผิดโดยอัตโนมัติ การดำเนินคดีต้องมีพยานหลักฐาน ต้องพิสูจน์ตัวผู้กระทำ บทบาทของแต่ละคน และองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วน

แต่ในทางกลับกัน การที่เว็บไซต์ไปจดทะเบียนในต่างประเทศก็ไม่สามารถถูกนำมาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปว่า “กฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้”

ยิ่งกว่านั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ยังบัญญัติให้การพนันที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดมูลฐาน

หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน แล้วมีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพ ซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินโดยเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 5 ก็อาจมีความผิดฐานฟอกเงินตามมาได้

ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรตรวจสอบกันที่ข้อเท็จจริงโดยรวม ต้องมองป่าทั้งป่า ไม่ใช่จบลงที่แค่ดูสถานที่จดทะเบียนบริษัท

เพราะถ้าเว็บไซต์นั้นเปิดให้บริการคนไทยอย่างเป็นระบบ รู้ว่าคนไทยเข้ามาเล่น และยอมรับเงินจากคนไทยเป็นปกติ ก็ต้องตรวจสอบกันต่อว่า ผู้ประกอบการเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่มาตรา 5 วางหลักเอาไว้โดยตรง

ผมยังไม่ได้กล่าวว่าบุคคลใดมีความผิด และผู้ที่ถูกกล่าวถึงทุกคนยังต้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม และในเรื่องกฎหมาย รัฐก็ต้องใช้หลักเดียวกันกับทุกคน

การจดทะเบียนเว็บไซต์พนันในต่างประเทศ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ดำเนินการพนันในประเทศไทย โลกออนไลน์อาจไม่มีพรมแดน แต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นในประเทศไทย กฎหมายไทยก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และหากพบว่ามีความผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

และหากมีหลักฐานว่าความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทยจริง ก็ไม่ควรปล่อยให้คำว่า “จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังทางกฎหมายต่อไป มิเช่นนั้นจะเป็นการทําให้บรรทัดฐานทางกฎหมายผิดเพี้ยนไป

ด้วยความปรารถนาดี”

https://www.facebook.com/share/p/1FVTKa5zQ2/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top