ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ที่ยอดเยี่ยม ไหนๆ เราก็อยู่กัน
ที่นี้แล้ว อย่าลืมออกไป ช้อปปิ้งด้วย
ผู้อำนวยการ IMF Kristalina Georgieva
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ที่ยอดเยี่ยม ไหนๆ เราก็อยู่กัน
ที่นี้แล้ว อย่าลืมออกไป ช้อปปิ้งด้วย
ผู้อำนวยการ IMF Kristalina Georgieva
“ฮวน เซบาสเตียน เวรอน” เมื่อ โคตรจอมทัพไม่ตอบโจทย์ พรีเมียร์ลีก
ย้อนกลับไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2001 ซึ่งเป็นยุคที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเดือดพล่าน และมีดีลการซื้อขายนักเตะครั้งสำคัญที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก
แมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจทุบสถิติค่าตัวย้ายทีมของเมืองผู้ดี กระชากตัว ฮวน เซบาสเตียน เวรอน จอมทัพทีมชาติอาร์เจนตินา จาก ลาซิโอ มาสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 28 ล้านปอนด์
ในยุคนั้น เวรอน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดในโลก จากทักษะที่ยอดเยี่ยม การผ่านบอลเฉียบขาด วิสัยทัศน์ระดับพระกาฬ ซึ่งทุกคนต่างคิดว่านี่คือการยกระดับ “ปีศาจแดง” ไปอีกขั้นเพื่อล่าแชมป์ยุโรป
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ดีลที่ดูเพอร์เฟกต์ขนาดนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลว จนถูกสื่ออังกฤษยกให้เป็นหนึ่งในการซื้อขายที่น่าผิดหวังที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก
ความหวัง ความตื่นเต้น และคำสรรเสริญจากเพื่อนร่วมทีม
บรรยากาศวันแรกที่ เวรอน ย้ายมาดูอบอุ่น และเต็มไปด้วยความหวัง สื่อมวลชนต่างฟันธงว่านี่คือการปฏิวัติแท็กติกครั้งสำคัญของ “เฟอร์กี้”
ความเก่งกาจของ เวรอน ไม่ใช่มาจากสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดคล้องกับคำพูดของเพื่อนร่วมทีมอย่าง นิกกี้ บัตต์ อดีตกองกลางพันธุ์บู๊ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน
“วันแรกที่ เวรอน เดินเข้ามาที่สโมสร ผมนั่งดูเขาซ้อมแล้วคิดในใจว่า ตัวเองคงไม่มีทางได้ลงสนามให้อีกแล้วล่ะ เพราะ เวรอน คือคนที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา การจ่ายบอล การคุมจังหวะ เทคนิค วิสัยทัศน์ ในสนามซ้อมมันเหนือชั้นจริง ๆ” บัตต์ เปิดใจ
ช่วงเปิดฤดูกาล เวรอน ลงเล่น 8 นัดแรก ยิงไปถึง 4 ประตู พร้อมคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน (Player of the Month) ของ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้ทันที ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งจุดเปลี่ยนค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามา
ทำไม เซอร์ อเล็กซ์ ถึงอยากได้ เวรอน ?
เหตุผลที่ทำให้กุนซือระดับตำนานอย่าง เฟอร์กูสัน ดึงดันอยากได้ เวรอน มาร่วมทีม ทั้งที่มี รอย คีน และ พอล สโคลส์ ยืนในแดนกลางอยู่แล้ว มีต้นเหตุมาจากความเจ็บปวดในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2000
ตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์รวม 2-3 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย “เฟอร์กี้” มานั่งคิดทบทวนถึงระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมที่ใช้มาตลอด และมองเห็น มาดริด เล่นระบบ 4-3-3 โดยมี กองกลาง 3 คน อย่าง ซาวิโอ, สตีฟ แม็คมานามาน และ เฟร์นานโด เรดอนโด คุมเกมได้อย่างไหลลื่น จน รอย คีน กับ สโคลส์ เล่นไม่ออก
เฟอร์กี้ มองว่า หากต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดในยุโรป ทีมต้องมีกองกลางระดับโลกที่มีสไตล์แตกต่างออกไป และชื่อของ เวรอน คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานั้น
เมื่อความเร็ว และร่างกายกลายเป็นฝันร้าย
ปัญหาใหญ่ของนักเตะจากอเมริกาใต้หรือ กัลโช เซเรีย อา ในยุคนั้นเมื่อย้ายมาอังกฤษ คือ สปีดบอล และ ความเข้มข้นทางกายภาพ
ฟุตบอลอิตาลีเน้นแท็กติก การอ่านเกม การยืนตำแหน่ง และไม่ได้วิ่งสู้ฟัดตลอด 90 นาที แต่พอมาพรีเมียร์ลีก เวรอน แทบไม่มีเวลาจับบอล และหาไอเดียในการสร้างสรรค์เกม เพราะถูกคู่แข่งพุ่งเข้าใส่ ปะทะ และประชิดตัวตลอดเวลา
เวรอน เคยเปิดใจในภายหลังว่า สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่คือ สภาพร่างกาย ฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีช่วงพักฤดูหนาวเหมือนอิตาลี โดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส และปีใหม่ที่โปรแกรมชุกมาก
เวรอน ยอมรับว่าช่วง 6 เดือนแรกเขายังพอประคับประคองตัวได้ แต่พอพ้นเดือนธันวาคม ร่างกายก็เริ่มล้าจนรักษาฟอร์มการเล่นให้สม่ำเสมอไม่ได้อีกต่อไป
4-4-2 กลับมา และคำปกป้องจากป๋า
หลังจากเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายคาบ้านให้กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 1-2 เฟอร์กี้ เริ่มตระหนักว่า การฝืนปรับระบบทีมเพื่อรองรับ เวรอน อาจไม่คุ้มค่า สุดท้ายจึงตัดสินใจพับแผน แล้วกลับไปใช้ระบบดั้งเดิมอย่าง 4-4-2 โดยให้ คีน ยืนคู่กับ สโคลส์ เหมือนเดิม
เมื่อระบบเปลี่ยน โอกาสลงสนามของ เวรอน ก็ลดน้อยลง ฟอร์มการเล่นเริ่มดร็อปลง จนกลายเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่น่าจดจำที่สุดคือ การแสดงออกของ เฟอร์กี้ ในงานแถลงข่าวเดือนพฤษภาคม เมื่อนักข่าวจี้ถามถึงฟอร์มการเล่นของ เวรอน
เฟอร์กี้ ถึงกับฟิวส์ขาด “เขา (เวรอน ) เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมมาก และพวกคุณก็เอาแต่วิจารณ์เขา พวกคุณมันเป็นไอ้พวกโง่”
พูดจบ เฟอร์กี้ ก็ลุกเดินออกจากห้องแถลงข่าวทันที นั่นคือการปกป้องลูกทีมที่แข็งกร้าว แต่สุดท้ายความรัก และการปกป้องของผู้จัดการทีมก็ไม่อาจฝืนกระแสฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังในสนามได้
การอำลาโอลด์ แทรฟฟอร์ด และรอยแผลที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์
ในปี 2003 เซอร์ อเล็กซ์ ตัดสินใจปล่อยตัว เวรอน ให้กับ เชลซี ด้วยราคา 16 ล้านปอนด์ ขาดทุนจากตอนซื้อมาเกือบครึ่ง หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับพาดหัวว่า เป็นหนึ่งในการทำธุรกิจที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
ชีวิตการค้าแข้งของ เวรอน ที่ลอนดอนก็ไม่ได้ดีขึ้น เขาลงเล่นให้ เชลซี ไปเพียง 7 นัด ยิงได้ 1 ประตู ก่อนจะถูกส่งให้ อินเตอร์ มิลาน ยืมตัว และย้ายกลับบ้านเกิดไปอยู่กับ เอสตูเดียนเตส จนกระทั่งแขวนสตั๊ดในปี 2017
เวรอน ล้มเหลวจริงหรือ ?
หากมองย้อนกลับไปในวันนี้ เรื่องราวของ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน กับ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้มีเพียงแค่คำว่า “ล้มเหลว” เพราะมันเกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน ทั้งความกดดันจากค่าตัวมหาศาล การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และสปีดฟุตบอลอังกฤษที่ไม่รอใคร
เวรอน อาจไม่ใช่ดีลที่ประสบความสำเร็จในแง่ของถ้วยรางวัล หรือฟอร์มการเล่นระยะยาว แต่สำหรับแฟนบอล “ปีศาจแดง” หลายคนที่ทันดูยุคนั้น เชื่อว่ายังคงจดจำภาพกองกลางจอมเทคนิคสวมเสื้อเบอร์ 4 วิ่งคุมเกมในสนามด้วยความสง่างามได้เสมอ แม้สุดท้ายมันจะไม่ใช่บทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโรงละครแห่งความฝันก็ตาม
เรื่อง : Che GuevarA
“พีระพันธุ์” กางตัวเลขราคาน้ำมันโลกขาลง แต่ราคาไทยสวนทาง หลังดีเซลพุ่ง 42 บาท/ลิตร ขณะที่เบนซินทะลุ 41 บาท/ลิตร จี้รัฐบาลเลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมายกำกับธุรกิจน้ำมัน หันใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม
วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตน้ำท่วม โดยระบุว่าจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เผชิญเพียงความเสียหายจากน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การประกอบอาชีพ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพยายามดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยเฉพาะแนวทางการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอยู่ที่การนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาน้ำมันภายในประเทศไทย
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้ว โดยสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศกลั่นน้ำมันต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเช่นเดียวกับไทย ก่อนนำมากลั่นและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์อ้างอิง ทั้งที่ไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ
“สิงคโปร์ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นแล้วขายน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเขา แต่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นของเราเอง ผลิตน้ำมันเพื่อให้คนไทยใช้ แล้วทำไมเราต้องไปเอาราคาที่สิงคโปร์ขายให้ประเทศอื่นมาเป็นราคาของคนไทย การอ้างอิงราคาสิงคโปร์จึงเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าต้องยกเลิก” นายพีระพันธุ์ กล่าว
นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบและตลาดเบรนท์ ซึ่งปรับลดลงจากระดับกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 109 และ 104 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์จะปรับลดลงในบางช่วง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ใช้การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 41.44 บาท/ลิตร แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 42.94 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินจาก 39.94 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 41.44 บาท/ลิตร
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบในโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตและจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศ มากกว่าการอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
สำหรับสถานการณ์พลังงานระหว่างประเทศ นายพีระพันธุ์ยังระบุว่า แนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย และความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางได้ในระยะต่อไป
ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า แนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันจำเป็นต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันตามที่ตนเคยเตรียมดำเนินการในระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ส่วนในด้านโครงสร้างต้นทุนและหลักเกณฑ์การกำหนดราคา ต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง และใช้วิธี Cost Plus คือต้นทุนจริงบวกด้วยกำไรที่เหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้ราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและความเป็นธรรมด้านพลังงาน
“ผมยืนยันมาตลอดว่าต้องนำต้นทุนที่แท้จริงมาใช้ในการกำหนดราคาน้ำมัน และต้องมีกฎหมายกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกไปแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ผลิตเพื่อให้คนไทยใช้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องนำราคาขายของสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์กำหนดราคาภายในประเทศ” นายพีระพันธุ์ กล่าว
ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ คือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ในซอยคลองหลวง 25 ก่อนถึง ม.กรุงเทพ ห่างจาก มธ. ศูนย์รังสิต ประมาณ 5 กม.
ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เปิดดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 7 ปี ในลักษณะศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative care) กับดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะยาวหรือที่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน โดยการก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ที่สะดวกสบายและกว้างขวาง สร้างเป็นอาคารสองชั้นขนาด 20 ห้องผู้ป่วย โดยใช้งบประมาณดำเนินการรวมเกือบ 200 ล้านบาท
ในเดือนกรกฎาคม 2569 ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ได้เปิดใช้อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เป็นอาคารหกชั้น มีพื้นที่เกือบ 10,000 ตารางเมตร โดยใช้งบประมาณอีกเกือบ 400 ล้านบาท และเปิดอาคารศูนย์ทันตกรรมผู้สูงอายุที่มียูนิตทันตกรรมถึง 10 ยูนิตอีกอาคารหนึ่งพร้อม ๆ กัน เพื่อให้บริการผู้ป่วยผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และได้เปิดคลินิค OPD ผู้สูงอายุทุกวันราชการ เพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยอาจารย์แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ตลอดจนได้เปิดศูนย์กายภาพบำบัด และการฟื้นฟูสมรรถนภาพ กับศูนย์ daycare สำหรับกิจกรรมของผู้สูงอายุในศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ด้วย
ในอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ มีห้องผู้ป่วยที่สามารถรองรับผู้ป่วยผู้สูงอายุได้ถึง 120 เตียง และยังเตรียมพื้นที่ชั้นหกของอาคารให้เป็นที่พักอาศัยระยะยาวของผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกจำนวน 20 ยูนิตด้วย
การเปิดใช้อาคารสำหรับการพักอาศัยระยะยาวของผู้สูงอายุซึ่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์จะดำเนินการร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มธ. จะเริ่มรับผู้เข้าพักในปี 2570 พร้อมๆกับการเปิดหน่วย ICU ผู้สูงอายุ ที่ยังคงต้องพึ่งพาท่อช่วยหายใจ โดยย้ายจากการครองเตียงในห้อง ICU ปกติของโรงพยาบาลซึ่งมีความขาดแคลนอย่างยิ่งยวดในขณะนี้ จะทำให้ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์เป็นโรง
พยาบาลผู้สูงอายุครบวงจรอย่างแท้จริงแห่งแรกของประเทศ เพื่อรองรับการเข้าสู่สถานะการเป็นประเทศผู้สูงอายุยิ่งยวด ของประเทศไทย ตามนิยามของ WHO ในปี พ.ศ. 2572
ธรรมศาสตร์ยังคงทำหน้าที่ ตามปณิธานของ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อ 92 ปีก่อน ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้ประชาชนและสังคมไทย อย่างมั่นคงต่อเนื่องตลอดมา
ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์
นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา : https://www.facebook.com/100057043646443/posts/1616463133598459/?rdid=Za9Xujhu1zt2sSHQ#
อุรุมชี, 15 ต.ค. (ซินหัว) -- นักเรียนร่วมกิจกรรมภายในเทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน โดยภายในงานมีกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์หลากหลายรูปแบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และสัมผัสกับสารพัดเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการทดลองใช้หุ่นยนต์อย่างใกล้ชิด
ที่มา : Xinhua
มารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette) นามเดิมตอนประสูติคือ อาร์ชดัชเชสมารีอา อันโทนีอา โยเซฟา โยฮันนา (Maria Antonia Josepha Johanna)
มารี อ็องตัวแน็ต เป็นพระราชธิดาในจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แกรนด์ดยุกแห่งตอสคานา (ราชวงศ์ลอแรน) กับจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งฮังการีและโบฮีเมีย อาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย (ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค) พระราชสมภพเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 เป็นพระธิดาองค์ที่ 14 ในจำนวน 16 พระองค์ของพระบิดาและพระมารดา
พระนางมารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette) องค์หญิงจากออสเตรีย วัย 14 ชันษา ถูกส่งตัวมาฝรั่งเศส จากนั้นอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI) ในปี ค.ศ. 1770 เป็นการเชื่อมอำนาจระหว่าง ออสเตรีย-ฝรั่งเศส สองผู้ยิ่งใหญ่ในยุโรปแห่งศตวรรษที่ 18 แต่วิถีชีวิตที่อยู่กับความมั่งคั่งจากมรดกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14-15 กลายเป็นความฟุ้งเฟ้อ หรูหรา และลงท้ายด้วยการถูกประชาชนประณาม ถึงการใช้ทรัพย์สินในท้องพระคลัง จนเกือบถึงขั้นล้มละลาย ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่อย่างลำบากยากแค้น ปัญหาเศรษฐกิจที่แก้ไม่ออก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวปฏิวัติโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นมาแทน
นอกจากการถูกฝ่ายฝักใฝ่สาธารณรัฐ เกลียดชังในความฟุ้งเฟ้อ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ยังถูกเรื่องฉาวข่าวลือซุบซิบในราชสำนักไม่ว่างเว้น และหนึ่งในเรื่องที่เล่าขานต่อๆ กันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือพระนางมารี กับความสัมพันธ์ลับๆ กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้รัก เคานต์ แอ็กเซิล ฟอน แฟร์ซอง (Axel von Fersen) เอกอัครราชทูตสวีเดน ซึ่งมาประจำการที่พระราชวังแวร์ซาย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1774
ข่าวลือเรื่องชู้รักรุนแรงถึงขั้นที่กล่าวกันว่า องค์รัชทายาท หลุยส์ที่ 18 (Dauphin Louis XVII เกิดปีค.ศ. 1785-เสียชีวิต ปี ค.ศ. 1795) นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของแฟร์ซอง ไม่ใช่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยพบจดหมายที่ทั้งสองเขียนถึงกันหลายฉบับ เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่เป็นการบอกข่าวความเป็นอยู่อย่างยากลำบากในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด และความพยายามขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อหนีจากเงื้อมมือคณะปฏิวัติ รวมทั้งการติดต่อขอความช่วยเหลือจากเหล่าผู้ปกครองราชวงศ์และขุนนางในยุโรป
หลังเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของฝรั่งเศส ในฐานะนักโทษของแผ่นดิน พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ถูกกักบริเวณหรือจองจำอยู่ในพระราชวังตุยเลอรี ก่อนที่จะถูกสมัชชาแห่งชาติของคณะผู้นำการปฏิวัติฝรั่งเศสดำเนินคดีและพิพากษาประหารชีวิตบนแท่นกิโยตีนในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) ในข้อหาผู้ทรยศโกงชาติ
สำนักข่าวนิวสเตรทไทมส์ของมาเลเซีย รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 ต.ค. 2569) ขณะที่เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนการประชุม IMF-World Bank พบรถยนต์ทะเบียนมาเลเซียจอดอยู่ที่ทางเท้า บนถนนสุขุมวิท บริเวณปากซอยสุขุมวิท 17 เขตวัฒนา กทม. ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากอยู่ใกล้กับเขตความปลอดภัยของการประชุมฯ เจ้าหน้าที่ กทม. กังวลว่ารถคันดังกล่าวอาจบรรจุวัตถุอันตราย จึงได้แจ้งเตือนหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
ต่อมาเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบ พบถังบรรจุน้ำมันเบนซิน 7 ถัง รวมประมาณ 40 ลิตร อยู่ที่ท้ายรถ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนเพิ่มเติม พบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของคู่รักสามีภรรยาชาวมาเลเซีย ที่เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. และวางแผนจะเดินทางกลับประเทศในวันที่ 17 ต.ค. คู่รักคู่นี้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า พวกเขากำลังเดินทางท่องเที่ยวผ่านหลายจังหวัดของประเทศไทยด้วยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของช่วงฮันนีมูน พวกเขาพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท และจอดรถใกล้ซอยสุขุมวิท 17 เพื่อไปเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
โฆษกหน่วยงานความมั่นคงของไทยกล่าวว่า คนขับรถชาวมาเลเซียบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาเตรียมน้ำมันเพิ่มมาด้วย เพราะไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในประเทศไทย และคาดว่าจะต้องเดินทางไกลระหว่างจังหวัดต่างๆ ชายคนนั้นบอกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวเตรียมไว้ เพื่อป้องกันในกรณีที่พวกเขาหาปั๊มน้ำมันระหว่างทางได้ยาก โดยซื้อน้ำมันมาจากประเทศมาเลเซีย
ที่มา : nst.com.my/news/regional/2026/10/1556021/malaysian-honeymooners-probed-over-extra-fuel-carried-thailand
"ชัยวุฒิ"ควงคุณแม่ภรณี ลูกสาว ทำบุญ เทศกาลกินเจ สิงห์บุรี -จุดเทียนยักษ์เสริมสิริมงคล
[สิงห์บุรี] 15 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น. -บรรยากาศเทศกาลกินเจที่จังหวัดสิงห์บุรีเต็มไปด้วยความอิ่มบุญ โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วยคุณแม่ภรณี ธนาคมานุสรณ์ และบุตรสาว ได้เดินทางไปร่วมทำบุญสืบสานประเพณีถือศีลกินผัก ณ ศาลาประชาคมปึงเถ่ากงม่า อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
ในโอกาสนี้ นายชัยวุฒิและครอบครัวได้ร่วมกันประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างพร้อมหน้า โดยจุดเทียนยักษ์ตามธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อเสริมมงคลชีวิต นอกจากนี้ ทางครอบครัวยังได้ตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายอาหารเจให้แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน ซึ่งครอบครัวธนาคมานุสรณ์ได้นำข้าวสารมาถวาย และรับเป็นเจ้าภาพทำเมนูเต้าหู้ทอด รวมถึงจัดเตรียมอาหารเจมาบริการให้กับประชาชนทั่วไปในทุก ๆ วันตลอดช่วงเทศกาล
ซึ่งบรรยากาศภายในศาลาประชาคมปึงเถ่ากงม่า เต็มไปด้วยความอบอุ่น ถือเป็นการร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามและแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับชาวสิงห์บุรีในช่วงเทศกาลกินเจ ประจำปีนี้
IRPC ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาลสำหรับเม็ดพลาสติก POLIMAXX รองรับการส่งออกสู่ตลาดอินโดนีเซีย
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC สร้างความสำเร็จสำคัญในการยกระดับการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล (Halal Certificate) สำหรับผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความพร้อมของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดเป้าหมาย เสริมสร้างศักยภาพและโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล
นายภาณุทัต เกียรติ์อนันต์ชัย ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส บริหารคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม IRPC เข้ารับมอบใบรับรองมาตรฐานฮาลาลเพื่อการส่งออก จากนายณรงค์เดช สุขจันทร์ รองเลขาธิการ สกอท. และรองประธานฝ่ายกิจการฮาลาล ณ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569
การรับรองครั้งนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกประเภท HDPE และ PP ภายใต้แบรนด์ POLIMAXX โดยผ่านการตรวจประเมินด้านผลิตภัณฑ์ ระบบการจัดการ และกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความพร้อมในการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านฮาลาลอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกไปยังตลาดอินโดนีเซีย
ปัจจุบัน IRPC ส่งออกเม็ดพลาสติกไปยังกว่า 52 ประเทศทั่วโลก การได้รับการรับรองครั้งนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตลาดส่งออก เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า พร้อมสะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อข้อกำหนดและความต้องการของตลาดต่างประเทศ
IRPC มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามข้อกำหนด สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
รัฐบาลย้ำเตือนวันที่ 16 ต.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 00.01-23.59 น. ห้ามบินโดรนในพื้นที่ VT R1 Bangkok City และพื้นที่เกี่ยวข้อง ตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อสนับสนุนการรักษาความ ปลอดภัยให้การประชุม IMF - World Bank Annual Meeting 2026 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ที่มา : https://www.facebook.com/watch/?v=1619801722798373&rdid=ysmSHJjQzfrlzD2W