Tuesday, 1 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

ภาพมุมสูงเผยพื้นที่โคลนถล่มด่านจี๋หลง!! จีนส่ง ฮ.ทหารบินวนเหนือด่านจี๋หลง สำรวจความเสียหายหลังโคลนถล่มรุนแรง เปิดปฏิบัติการค้นหาและสำรวจพื้นที่ภัยพิบัติ เร่งประเมินเส้นทางกู้ภัย–อพยพผู้ประสบภัย

จี๋หลง, 27 ส.ค. (ซินหัว) -- ภาพมุมสูงจากพื้นที่เกิดเหตุโคลนถล่มบริเวณด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นด่านบกแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อจีนกับเนปาล ในเขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำของกองบินทหารบกประจำเขตทหารซีจ้าง เดินทางถึงน่านฟ้าเหนือด่านจี๋หลงตอน 13.02 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ก่อนบินวนค้นหาผู้ประสบภัย สำรวจความเสียหาย และประเมินเส้นทางสำหรับปฏิบัติการกู้ภัยและอพยพผู้ประสบภัย 

ที่มา : Xinhua

‘รศ. ดร.สุรศักดิ์’ นักวิชาการ มธ. ชี้ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ปรับเกณฑ์ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ น้ำ-ไฟ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เร่งกำหนดนโยบายชัดเจน ปัจจุบันกฎหมายยังคลุมเครือเสี่ยงผลกระทบพลังงาน ต้องปรับกฎ EIA-โรงงานให้สอดคล้องธุรกิจใหม่

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ - ไฟฟ้า - สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย - แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน - ความคุ้มค่า - ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

ยูเครน เจอโจทย์การคลังใหญ่!! สงครามยืดเยื้อกดดันการคลังยูเครน หนี้สาธารณะ 2.1 แสนล้านดอลลาร์ ภาระเฉลี่ย 8,500 ดอลลาร์ ต่อคน ท่ามกลางการพึ่งพาเงินช่วยเหลือตะวันตก

ภาระหนี้ของยูเครนพุ่งสูง เฉลี่ยราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากร 1 คน

หนี้สาธารณะของยูเครนอยู่ที่ 211,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ตามข้อมูลที่สำนักข่าว Sputnik นำมาวิเคราะห์

เดนิส อูลยูติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนโยบายสังคมของยูเครน เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า จำนวนประชากรของประเทศลดลงเหลือประมาณ 22–25 ล้านคน

จากตัวเลขดังกล่าว การวิเคราะห์ของ Sputnik ระบุว่า หากนำหนี้สาธารณะของยูเครนมาเฉลี่ยต่อประชากร จะเท่ากับว่า ประชากรยูเครนแต่ละคนมีภาระหนี้ของรัฐอยู่ที่ประมาณ 8,460 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเคียฟกำลังพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประคับประคองงบประมาณของประเทศ ขณะที่แพ็กเกจความช่วยเหลือชุดใหม่จากสหภาพยุโรปสำหรับยูเครนยังติดอยู่ในการหารือที่ยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน ประเทศตะวันตกได้ออกมาเตือนยูเครนหลายครั้งว่า ยูเครนจำเป็นต้องเร่งเพิ่มความพยายามในการหาแหล่งเงินทุนด้วยตนเองอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอกมากเกินไป

ที่มา : Sputnik

“สวนนงนุชพัทยา” เปิดให้คนเกิดกันยายนเข้าฟรี! วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ พร้อมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ เด็ก ผู้สูงอายุ เข้าชมฟรีทุกวัน เปิดเมืองอียิปต์ สวนกว่า 60 แห่ง

“วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” สวนนงนุชพัทยามอบความสุข คนเกิดเดือนกันยายนเที่ยวฟรี

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวไทยออกมาสร้างความทรงจำร่วมกันในเดือนแห่งความสุข จัดโปรโมชั่นพิเศษ “วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” มอบสิทธิ์ เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี สำหรับคนไทยที่เกิดในเดือนกันยายน พร้อมสิทธิพิเศษ เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่1-30 กันยายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิดแก่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดจำหน่ายบัตรผ่านประตู ก็สามารถรับบัตรผ่านประตูฟรี สิทธิพิเศษอื่นเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร(ที่เดินทางมากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าชมฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีตลอดทั้งปีโดยไม่มีเงื่อนไข

อีกหนึ่งประสบการณ์สำหรับครอบครัวคือ พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีอายุหลายร้อยปี ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และเด็ก ๆ สามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัย ทั้งสวนสวยมากกว่า 60 สวน รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกกว่า 18,000 ชนิด หุบเขาไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว ล่าสุดสร้างเมืองอียิปต์ และกิจกรรมสำหรับครอบครัว อาทิ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวน พร้อมชม “นงนุชโชว์” การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบเติมเต็มหนึ่งวันของครอบครัวให้มีทั้งธรรมชาติ ความสนุก การเรียนรู้ และวัฒนธรรมไทยอยู่ในสถานที่เดียวกัน เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม: www.nongnoochpattaya.com

‘อรรถวิชช์’ ยื่นผลตรวจเหล็ก!! ถึงผู้ว่า สตง. จี้ตรวจสอบตึกถล่มให้โปร่งใส ชี้ผลตรวจพบเหล็ก IF ไม่ผ่านมาตรฐาน สตง.ใช้งบปีละกว่า 3 พันล้าน แต่ถูกตั้งคำถามปฏิเสธตรวจเอกสารเหล็กเพราะไม่ใช่การเงิน

“อรรถวิชช์” ยื่นผลตรวจเหล็กตกมาตรฐานถึงผู้ว่า สตง. จี้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ซัด! ใช้งบปีละกว่า 3 พันล้าน แต่ปฏิเสธตรวจเอกสารเพราะไม่ใช่เอกสารการเงิน 

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในที่ประชุมสภาฯ ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมเรียกร้องให้ สตง.ตรวจสอบความคุ้มค่าโครงการก่อสร้างอาคาร สตง.ที่ถล่มเมื่อเดือน มี.ค. 2568 หลังคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้ทำหนังสือถึง สตง. เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ขอผลตรวจเหล็กจากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งส่งตรวจโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) แต่ได้รับคำตอบจากนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่า “ไม่ใช่เอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบการเงิน จึงไม่มีอำนาจขอเอกสารดังกล่าว”

ขณะที่ผลการตรวจเหล็กจากการเก็บตัวอย่าง 2 ครั้ง พบว่า เหล็ก EF ผ่านมาตรฐาน แต่เหล็ก IF ไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่ง ดร.อรรถวิชช์ ย้ำว่า “ไม่ได้หมายความว่าเหล็ก IF ทุกเส้นไม่ได้มาตรฐาน แต่กรณีที่ใช้ในโครงการ สตง. มีผลตรวจจากหน่วยงานรัฐแล้วว่าไม่ผ่านมาตรฐาน”

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเหล็กเป็นสาเหตุของอาคารถล่มหรือไม่ แต่เมื่อมีผลตรวจจากหน่วยงานรัฐระบุว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน สตง.ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปตรวจสอบต่อ และพิจารณาเรียกร้องความเสียหายจากคู่สัญญา เนื่องจากเงื่อนไขการจัดซื้อกำหนดให้เหล็กต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หากตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่าไม่ผ่านมาตรฐาน ย่อมเป็นประเด็นที่ สตง.ต้องดำเนินการ

ด้านนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงกรณีตึก สตง.ถล่มเมื่อปี 2568 ว่า สตง.ได้ทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างตึกดังกล่าวแล้ว แต่ได้รับการชี้แจงว่า เอกสารอยู่ในสำนวนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงไม่สามารถมอบให้บุคคลอื่นได้ ส่งผลให้ สตง.ไม่มีข้อมูลดังกล่าว และไม่สามารถส่งเอกสารตามที่คณะกรรมาธิการฯ ร้องขอได้ โดยพร้อมยินดีรับมอบเอกสารผลการตรวจสอบเหล็กจากกระทรวงอุตสาหกรรมที่ ดร.อรรถวิชช์ นำมาให้ เพื่อนำไปประกอบการตรวจสอบของ สตง.ต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปรายเสร็จสิ้น ดร.อรรถวิชช์ ได้เดินไปยังหน้าบัลลังก์ในห้องประชุมสภาฯ เพื่อยื่นเอกสารผลการตรวจสอบเหล็กจากสถานที่เกิดเหตุอาคาร สตง.ถล่ม ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 ถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อประกอบการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องโปร่งใสในการดำเนินการของ สตง.

28 สิงหาคม 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สวรรคต สิ้น ‘วังหน้า’ พระมหาอุปราชองค์สุดท้าย ทรงพระปรีชาด้านนาฏกรรมและช่าง สวรรคตปี 2428 พระวัย 48 พรรษา

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ทรงเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ได้สวรรคต ในวันนี้เมื่อ 138 ปีก่อน นับเป็น ‘วังหน้า’ องค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ประสูติแต่ ‘เจ้าคุณจอมมารดาเอม’ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2381

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า ‘ยอร์ช วอชิงตัน’ ตามชื่อของ ‘จอร์จ วอชิงตัน’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก
คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร’ และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปี 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้วด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น ‘กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ’ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมจึงตกลงที่จะแต่งตั้ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งวังหน้า นับเป็น ‘วังหน้า’ พระองค์ที่ 6 และพระองค์สุดท้าย ทรงเป็นวังหน้าพระองค์แรกที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแต่งตั้ง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยคบค้าสนิทสนมกับ โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ
ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง จนทำให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง

การนี้ ทางวังหลวงเข้าใจว่า ‘วังหน้า’ เป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา
เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลาถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เดินทางกลับจากราชบุรีเข้ามาไกล่เกลี่ย

โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเมืองภายในของสยาม และไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย

ต่อมา กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1247 หรือวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 พระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง
จนถึงปีจอ พ.ศ. 2429 จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นสยามมกุฎราชกุมารและยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ตั้งแต่นั้นมา

น้ำท่วม เนปาล-จีน สะเทือน!! เสียชีวิตแล้ว 165 ราย สูญหายเกือบ 1,500 คน USGS ชี้ไม่ใช่แผ่นดินไหว เหตุเกิดจากธารน้ำแข็งถล่มใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันเขตรอยต่อเนปาล-จีน ล่าสุดเสียชีวิตอย่างน้อย 165 ราย สูญหายเกือบ 1,500 คน USGS ยืนยัน “ไม่ใช่แผ่นดินไหว” แต่เกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็ง

ทางการเนปาลและจีนเปิดเผยตัวเลขผู้ประสบภัยล่าสุด พบผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่บริเวณชายแดนแล้วอย่างน้อย 165 ราย ขณะที่มีผู้สูญหายรวมเกือบ 1,500 คน โดยเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ารายชื่อผู้สูญหายที่แต่ละฝ่ายรวบรวมไว้มีความซ้ำซ้อนกันมากน้อยเพียงใด
สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS (US Geological Survey) ยืนยันว่า แรงสั่นสะเทือนขนาด 4.4 ริกเตอร์ ที่ตรวจพบในพื้นที่ช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ “ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว” แต่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนจากการพังถล่มของมวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็ง จนก่อให้เกิดการไหลบ่าของเศษซาก ดิน โคลน และมวลน้ำจำนวนมหาศาลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง จนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและสร้างความเสียหายในระดับหายนะ

ก่อนหน้านี้ ทางการเนปาลตั้งข้อสันนิษฐานว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่พังถล่มลงมาจากภูเขา พร้อมกวาดเอาก้อนหิน ดินโคลน และตะกอนจำนวนมหาศาลไหลลงมาตามแนวเขา ขณะที่ในช่วงแรกมีการตั้งข้อสันนิษฐานถึง GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) หรือน้ำท่วมฉับพลันจากการระบายหรือแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ต่อมา USGS ได้ออกมายืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ที่มา : Reuters, The Guardian, U.S. Geological Survey (USGS), AFP, The Kathmandu Post
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1384505407171149/?rdid=oPvPvy8qMjNcrOpL#

GPSC ปักหมุดอินเดีย!! เปิดสำนักงานใหม่ในนิวเดลี เสริมกำลังธุรกิจพลังงานสะอาด ลุยขยายพอร์ตพร้อมนำ AEPL IPO หนุนพลังงานหมุนเวียนโต 500 GW

GPSC ปักหมุดอินเดีย เปิดสำนักงานแห่งใหม่ในนิวเดลี
เสริมแกร่งธุรกิจพลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้า AEPL สู่เป้าหมาย IPO

GPSC เดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโตระดับภูมิภาค ประกาศเปิดสำนักงานตัวแทนแห่งใหม่ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ และขับเคลื่อนพอร์ตพลังงานหมุนเวียน พร้อมผลักดัน AEPL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย มุ่งปลด ล็อกมูลค่าเงินลงทุน เพื่อรองรับเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ประกาศความสำเร็จในการการขยายธุรกิจโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดีย พร้อมเปิดสำนักงานใหม่ ณ กรุงนิวเดลี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศอินเดียที่ 500 GW (กิกะวัตต์) ภายในปี 2573 และตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง GPSC กับ อวาด้า กรุ๊ป (Avaada Group) กลุ่มบริษัทพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศอินเดีย ได้ผลักดัน บริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL สู่การขยายพอร์ตต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD ได้ตามแผนงานอย่างมีวินัย สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการบริหารต้นทุนโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง และพร้อมผลักดันให้ AEPL เตรียมแผนเข้าระดมทุนหลักทรัพย์ (IPO) ของอินเดีย

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดในประเทศอินเดีย ผ่าน AEPL ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 39.9% ผ่านบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ร่วมกับ Avaada Group ถือหุ้นในสัดส่วน 60.1% ได้ผลักดันพอร์ตด้านพลังงานสะอาดเติบโตก้าวกระโดด ครอบคลุม 9 รัฐทั่วอินเดีย โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว Power Purchase Agreement (PPA) ระยะเวลา 20 ปี ที่มีกระแสเงินสดที่แน่นอน และพร้อมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการพัฒนาโครงการในระยะยาวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง GPSC จึงได้เปิดสำนักงานใหม่ GPSC India ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการเชิงรุก และเร่งความพร้อมนำ AEPL เข้าสู่ IPO เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

การเปิดสำนักงานแห่งใหม่ เป็นแผนการขยายและต่อยอดธุรกิจ GPSC ในอินเดีย อย่างมีนัยสำคัญต่อการเดินหน้าธุรกิจด้านพลังงานในอินเดีย ที่นับเป็นตลาดที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน โดยการเปิดสำนักงานแห่งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนของบริษัทฯ ในประเทศอินเดีย โดย AEPL มีแผนขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งเชื่อมั่นว่าแผนการลงทุนในอนาคต จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องจากความร่วมมือในครั้งนี้” นายวรวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อใช้เป็นแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เป็นที่หนึ่งของโลก มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากเดิม 73 GW ในปัจจุบัน ไปสู่ 500 GW ภายในปี 2573 ส่งผลให้อินเดียเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตของการพัฒนาโครงการอย่างมาก นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสด้านการลงทุนของ GPSC

สำหรับโครงการที่อยู่ในแผนปีนี้ เตรียมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ทั้งโครงการ ภายในไตรมาสที่ 3 ได้แก่ โครงการ Avaada MHSustainable 2, Avaada MHRenewable 4 (Kaij) ขนาดกำลังการผลิต 100 MW (เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ที่รัฐ Maharashtra ซึ่งเป็นโครงการ ประเภท Hybrid ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังผลิต 40 MW จ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 2 และโรงไฟฟ้าโซลาร์ ขนาดกำลังผลิต 60 MW พร้อมจ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 3

นายวินีท มิตตัล (Mr.Vineet Mittal) ประธานกลุ่มอวาด้า (Avaada Group) เปิดเผยว่า การตัดสินใจของ GPSC ในการจัดตั้งสำนักงานอย่างถาวรในอินเดีย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวของบริษัทฯ ต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอินเดีย รวมถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือที่เราได้สร้างขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ GPSC เข้าลงทุนในปี 2564 AEPL มีแพลตฟอร์มด้านพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังการผลิตประมาณ 3.7 GW ขณะที่ปัจจุบันพอร์ตโครงการเติบโตขึ้นมากกว่า 8 เท่า สู่ระดับกว่า 30 GW ในรูปแบบกำลังการผลิตเทียบเท่าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-equivalent capacity) พร้อมด้วยโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีสัญญารองรับ ครอบคลุมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานหมุนเวียนแบบไฮบริด และพลังงานหมุนเวียนที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง (Round-the-clock renewable power)

“การเติบโตดังกล่าว เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ความมีวินัยในการดำเนินงาน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย GPSC สนับสนุน Avaada ไม่เพียงในฐานะนักลงทุน แต่ยังเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ให้ความเคารพต่อวิสัยทัศน์ของเรา และสนับสนุนให้เราสามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ทั้งนี้ การเปิดสำนักงานของ GPSC ในอินเดีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีเป้าหมายในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย GPSC และ Avaada Group สามารถร่วมกันแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่นอกเหนือจากการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึงการจัดหาพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า ความร่วมมือด้านวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) และเมทานอลสีเขียว (Green Methanol) โดยเป้าหมายร่วมกันของเรา เป็นการผสานศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ของอินเดีย เข้ากับจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียน เพื่อสร้างโซลูชันพลังงานสะอาดสำหรับอินเดีย ประเทศไทย และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในวงกว้าง” นายวินีท กล่าว

ความร่วมมือดังกล่าว พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจของ Avaada Group ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของนายนเรนทระ ทาโมทรทาส โมที (Mr.Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่ได้ประกาศวาระแห่งชาติ ให้มีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สืบเนื่องจากผลการประชุม COP 26 ที่เมืองกลาสโกว์ ที่มีเป้าหมายการผลิตพลังงาน โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ 500 GW โดยตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2573 ซึ่งในส่วนนี้เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 280 GW เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2613 โดยอินเดียได้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมให้มีการลงทุนในโครงการทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนในรูปของตราสารหนี้ และหุ้นในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานจากชีวมวล และระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ อินเดียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 6.4% ในปี 2569 (FY2026/27) และ 6.7% ในปี 2570 (FY2027/28) ขณะที่ GDP ของอินเดียมีมูลค่าประมาณ 3.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2568/69 และมีศักยภาพเติบโตสู่ประมาณ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาดอินเดียในระยะยาว และสนับสนุนการขยายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจของ GPSC ในอินเดียอย่างต่อเนื่อง

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

ประเทศไหนที่มีนักแสดงหรือนักร้อง

ประเทศไหนที่มีนัก
แสดงหรือนักร้องที่ชนะการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่
ชนะกันทั้งประเทศครับ น้องเป็นคนไทย น้อง
เก่งมาก เป็นการชัยชนะของน้อง แต่ในขณะ
เดียวกันเป็นการชนะของประเทศไทยด้วยเช่น
กัน ประเทศไทยได้ประโยชน์และคุณเดือดร้อน
อะไรครับ?

เดวิด วิลเลียม

ที่มา : https://www.facebook.com/ajarndave/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top