Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

สุดอาลัย ‘ครูหมวย’ ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ช่วยพานักเรียนหลบภัยปลอดภัย ใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือน เสียสละต่อท้ายในวินาทีก่อนเสียชีวิต

สุดอาลัย "ครูหมวย" ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ทันทีที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ครูพยายามส่งสัญญาณและพาเด็กๆไปหลบตามจุดต่างๆ จนทุกคนปลอดภัยแต่ตัวเองกลับต้องจากไป

"ครูทิวาพร วานิช" หรือครูหมวย ไม่เพียงแต่เป็นที่รักของลูกศิษย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพเพราะความสามารถอันโดดเด่นเท่านั้น แต่เธอคือฮีโร่ผู้เสียสละอย่างแท้จริง ทันทีที่เกิดเสียงดังขึ้นครั้งแรก เธอรีบใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือนภัยให้เด็กรับรู้ และได้เอาตัวเองเข้าขวางเบี่ยงเบนความสนใจทำเพื่อเด็กๆจนวินาทีสุดท้าย

การจากไปของครูหมวยในวันนี้ จะถูกจดจำในฐานะแม่พิมพ์ของชาติผู้กล้าหาญเพื่อให้ลูกศิษย์ปลอดภัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของครูหมวยด้วยค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573857281434655&id=100064311950006&post_id=100064311950006_1573857281434655&rdid=XU0HaCAITHk4JDYq#

7 สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก”!! ย้อนรอยจุดเริ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท. จุดเปลี่ยนการเมืองไทย สู่สงครามประชาชนกว่า 20 ปี เปิดฉากความขัดแย้ง รัฐไทย–คอมมิวนิสต์ หมุดหมายสำคัญประวัติศาสตร์การเมืองไทย

7สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก จุดเปลี่ยนของการเมืองไทย

เสียงปืนนัดแรกที่บ้านนาบัว “7 สิงหาคม วันเสียงปืนแตก” เป็นชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการของ พคท. และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนำไปสู่ “สงครามประชาชน” ที่ดำเนินต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

ความสำคัญของวันเสียงปืนแตก มี 4 ประเด็นหลัก คือ

1. เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย ก่อนปี 2508 พคท. เน้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและจัดตั้งมวลชนในชนบท แต่หลังเหตุการณ์นี้ได้ประกาศใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับ พคท. 

2. มีผลต่อการเมืองและความมั่นคงของไทย

รัฐบาลไทยในยุคนั้นใช้งบประมาณและกำลังทหารจำนวนมากในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ทำให้การเมืองไทยในช่วง 2510 ถึง 2520 ถูกกำหนดด้วยประเด็นความมั่นคงเป็นอย่างมาก 

3. เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนจำนวนมากหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ส่งผลให้การต่อสู้ด้วยอาวุธขยายตัวอย่างมากในช่วงปลาย 2510 ถึงต้น 2520 

4. จุดสิ้นสุดของสงคราม

ความขัดแย้งค่อย ๆ คลี่คลายหลังรัฐบาลออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วม พคท. วางอาวุธและกลับคืนสู่สังคม ทำให้การสู้รบยุติลงในเวลาต่อมา 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ วันที่แท้จริง ของ “วันเสียงปืนแตก” ยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ แม้ พคท. จะยึดถือ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันสัญลักษณ์ แต่มีงานวิจัยและเอกสารราชการบางส่วนเสนอว่า การปะทะกันจริงเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของ 8 สิงหาคม 2508 มากกว่า 

มิติประวัติศาสตร์ “วันเสียงปืนแตก” จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุปะทะครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งผลต่อการเมือง ความมั่นคง และพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น

โศกนาฏกรรมเทพศิรินทร์นนทบุรี!! โฆษก ตร.ชี้เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี สิ้นสุดแล้ว เร่งสอบเส้นทางปืนเหตุกราดยิงโรงเรียน พบเป็นอาวุธของบุคคลในครอบครัว ตำรวจเร่งสอบสวนแรงจูงใจ

โฆษก ตร.เผยเหตุกราดใน รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี ยุติแล้ว ยืนยันผู้เสียชีวิต 7 ราย เป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนของปู่ผู้ก่อเหตุ ตำรวจเร่งตรวจสอบเส้นทางการนำปืนและกระสุนออกจากบ้าน พร้อมสืบสวนแรงจูงใจอย่างละเอียด

วันนี้ (7 ส.ค.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และยุติเหตุรุนแรงได้แล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นยืนยันมีผู้เสียชีวิต 7 รายเป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 15 ราย แบ่งเป็นอาการบาดเจ็บทั่วไป 13 ราย และอาการสาหัส 2 ราย ซึ่งถูกนำส่งรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่สามารถสรุปแรงจูงใจในการก่อเหตุได้ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ สภาพแวดล้อม และข้อมูลส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ได้ประสานและติดต่อผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุแล้ว เบื้องต้นทราบว่าอาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุและแรงจูงใจยังอยู่ในชั้นสืบสวน

ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นอาวุธปืนที่มีชื่อครอบครองเป็นของบุคคลในครอบครัว โดยเป็นปืนของคุณปู่ของผู้ก่อเหตุ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้จะทราบเบื้องต้นว่าอาวุธปืนเป็นของคนในครอบครัว แต่ยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธปืนและกระสุนออกมาจากบ้านได้อย่างไร มีการเก็บรักษาอาวุธปืนไว้ในลักษณะใด รวมถึงตรวจสอบที่มาของกระสุนปืนและเส้นทางการเข้าถึงอาวุธทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการสืบสวนในขณะนี้

“ตอนนี้ทราบเพียงว่าอาวุธปืนมีชื่อผู้ครอบครองเป็นบุคคลในครอบครัว ส่วนผู้ก่อเหตุนำอาวุธออกมาได้อย่างไร และมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ขอให้เป็นไปตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกิดเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ควบคุมและกำกับการปฏิบัติด้วยตนเอง พร้อมเร่งเคลียร์พื้นที่ ตรวจสอบหลักฐาน และจัดทำแผนผังจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจจัดส่งทีมจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของครู นักเรียน และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเยียวยาความสูญเสียและลดผลกระทบทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิด พยานบุคคล และเส้นทางการครอบครองอาวุธปืนอย่างละเอียด เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงทั้งหมดและสรุปสาเหตุของเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ต่อไป

‘นิพนธ์’ กู้ศักดิ์ศรีคืน!! ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ปลดพ้นนายก อบจ.สงขลา พลิกคดี กู้เกียรติยศคืน ย้ำมีอำนาจแต่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“นิพนธ์ บุญญามณี”กู้ศักดิ์ศรีคืนแล้ว กรณีศึกษาศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 พ้นนายกฯอบจ.สงขลา

กรณีของนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ถูก พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย สั่งปลดจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา แต่นิพนธ์ยกมาเป็นประเด็นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งปลด คดีถึงที่สุด เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งรัฐมนตรีมหาดไทย อันถือว่า นิพนธ์ได้ต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตัวเอง และวงศ์ตระกูล

กรณีของพิพนธ์ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายปกครองว่า “รัฐมีอำนาจ แต่การใช้อำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย” ไม่ใช่มีอำนาจแล้วจะสั่งปลดผู้บริหารท้องถิ่นได้ทันที หากขั้นตอนหรือเหตุผลไม่ถูกต้อง คำสั่งก็อาจถูกศาลเพิกถอนได้

หลักเกณฑ์โดยสรุปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือนายก อบต. พ้นจากตำแหน่งได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น มีการชี้มูลความผิดในบางกรณี หรือมีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย
แต่การออกคำสั่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน มีฐานกฎหมายรองรับ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด หากละเลยขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ หรือใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ศาลปกครองมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งได้

สำหรับคดีของนิพนธ์ ศาลปกครองวินิจฉัยว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งปลด และให้คำสั่งมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่ง

เมื่อศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งแล้ว ผลเป็นให้
คำสั่งปลดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลของการเพิกถอนมีผลย้อนหลัง เสมือนคำสั่งนั้นไม่เคยมีผลบังคับ ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือสิทธิประโยชน์ที่สูญเสียไป หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

อาจจะมีคนถามว่า แล้ว “ผู้ออกคำสั่ง” ต้องรับผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าศาลเพิกถอนคำสั่งแล้วผู้ลงนามจะต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีหลักกฎหมาย
หากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต แม้ศาลเพิกถอน ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกสั่งปลด รัฐอาจต้องชดใช้ค่าเสียหาย และต่อมารัฐอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำได้ ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น ประเด็นที่ว่า “รัฐมนตรีมหาดไทยจะนึกอยากปลดก็ปลดไม่ได้” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้อง เพราะอำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เหตุผล และกระบวนการที่ถูกต้อง มิฉะนั้นคำสั่งย่อมถูกศาลเพิกถอนได้

กรณีนิพนธ์จึงกลายเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่ย้ำหลักว่า การใช้อำนาจทางปกครองต้องเคารพกระบวนการตามกฎหมาย หากขั้นตอนผิด แม้ผู้มีอำนาจจะลงนามเอง คำสั่งก็อาจเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนโดยศาลได้

เรื่องนี้ในทางการเมือง นิพนธ์มีสิทธิ์อันชอบธรรมสามารถหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่า พ้นบ่วงอำนาจ คสช.มาแล้ว กูศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้ เดินยืดอกได้

นิพนธ์ยังสามารถนำผลแห่งคดีนี้ไปสู้ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ที่ถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เบิกจ่ายให้ผู้รับเหมา หลังพบว่า มีการฮั้วประมูล และทางจังหวัดมีคำสั่งชะลอการจ่าย การถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือต้นเรื่องของคำสั่งปลดพ้นนายกฯอบจ.สงขลา

อนาคตของพิพนธ์จะเดินต่อไปอย่างไรบนถนนสายการเมือง ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จะบุกเดินหน้า หรือปล่อยวางให้ลูกชายทำต่อ

สหรัฐฯ ผลิต Patriot ไม่ทัน!! ยูเครนคุมโดรนภายใต้ระบบ Patriot คลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ขาดแคลนหนัก สงครามยืดเยื้อกับอิหร่านเสี่ยงเสียเปรียบ พันธมิตรเผชิญความเสี่ยงการสนับสนุนลดลง

ยูเครนเชื่อว่าจะสามารถเหนือชั้นกว่ารัสเซียได้ ด้วยการนำศูนย์ผลิตโดรนที่ทันสมัยที่สุดของตนไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot รอบกรุงเคียฟ ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์การทหาร ให้ความเห็นกับ Sputnik พร้อมระบุว่า การคำนวณดังกล่าวกลับผิดพลาด เพราะขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ถูกใช้งานจนขาดแคลน

“เยอรมนี นอร์เวย์ กลุ่มประเทศบอลติก และชาติราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียที่จัดซื้อระบบ Patriot ขณะนี้กำลังเผชิญกับความจริงว่า ‘โล่ป้องกันของสหรัฐฯ มีช่องโหว่’ และไม่สามารถพึ่งพาได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าว

รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์พบว่าคลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก จนต้องลดขนาดแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ และปฏิเสธคำร้องของยูเครนที่ขอขีปนาวุธ Patriot เพิ่มเติม โดยสงครามกับอิหร่านถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะถูกบีบให้ปฏิบัติการภายใต้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดของตนในตะวันออกกลางไปพร้อมกับให้การสนับสนุนยูเครนได้” คนูตอฟกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นต่อรายงานที่ระบุว่า คลังขีปนาวุธของสหรัฐฯ อาจยังไม่ฟื้นตัวจนกว่าจะถึงช่วงปี 2029-2031

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังมองว่า สหรัฐฯ อาจลดระดับการปกป้องชาติพันธมิตรลงด้วย โดยระบุว่า
-ยูเครนเป็นเพียงสัญญาณเตือนแรก และพันธมิตรชาติอื่น ๆ อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องเผชิญกับการสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศจากสหรัฐฯ ที่ลดลง

-ขีปนาวุธอิหร่านจำนวนมากที่มุ่งเป้าไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังไม่ได้รับการสกัดกั้น เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ต้องเก็บขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้ป้องกันฐานทัพของตนเองในภูมิภาค

-หน่วยทหารสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการทางอากาศหรือการป้องกันภัยทางอากาศ ได้ถูกถอนออกจากตะวันออกกลางแล้ว

ความไม่สมดุลในสงครามอิหร่านอยู่ในระดับวิกฤต
“แม้ว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นหลายเท่าตัว ก็ไม่มีทางเทียบอิหร่านได้ทั้งในแง่ต้นทุนหรือความเร็วในการผลิต” คนูตอฟกล่าว

“อิหร่านสามารถผลิตขีปนาวุธและโดรนได้ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียว ขณะที่โรงงานและสถานที่ผลิตของอิหร่านก็กระจายตัวอยู่หลายแห่งและได้รับการปกป้อง”

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากสหรัฐฯ เลือกทำสงครามยืดเยื้อแบบบั่นทอนกำลังกับอิหร่าน ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา : Sputnik

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

จีนเอาคืนสหรัฐฯ หยุดมาตรการกดดัน!! ขึ้นบัญชีบริษัทอเมริกัน ห้ามทำธุรกรรมในจีน ปมช่วย FCC เล่นงานบริษัทจีน พร้อมตอบโต้เพิ่ม หากเดินหน้าจำกัดจีนต่อ

จีนขึ้นบัญชีตอบโต้บ.สหรัฐฯ หลังให้ความช่วยเหลือ FCC ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน

เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศขึ้นบัญชีบริษัท คอมพลายแอนซ์ เทสติง จำกัด (Compliance Testing LLC) ของสหรัฐฯ ในรายชื่อบริษัทที่ตกเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตอบโต้ เพื่อตอบโต้กรณีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน ซึ่งละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจีนอย่างร้ายแรง

บริษัทฯ ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนคณะกรรมการฯ ในการดำเนินมาตรการดังกล่าว อันเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์การพัฒนาของจีน จึงมีการขึ้นบัญชีมาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรจากต่างประเทศและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของจีน โดยสั่งห้ามองค์กรและบุคคลภายในดินแดนจีนทำธุรกรรม ความร่วมมือ หรือกิจกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว

โฆษกกระทรวงฯ ระบุว่าคณะกรรมการฯ โหมกระพือแนวคิดความมั่นคงของชาติอย่างเกินควรมาโดยตลอด พร้อมกำหนดข้อจำกัดต่อจีนหลายประการ อาทิ การดำเนินงานด้านโทรคมนาคม ห้องปฏิบัติการทดสอบ โดรน เราเตอร์สำหรับผู้บริโภค สายเคเบิลใต้น้ำ และสาขาอื่นๆ โดยไม่คำนึงถึงการคัดค้านอย่างหนักจากจีนและเสียงเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมทั้งในจีนและสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่ามาตรการตอบโต้ของจีนโดยรวมเป็นไปอย่างยับยั้งชั่งใจ โดยจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่ได้มาด้วยความยากลำบาก และหวังว่าสหรัฐฯ จะร่วมดำเนินการไปในทิศทางเดียวกับจีน

ทั้งนี้ จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการที่เกี่ยวข้องทันที ยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และกลับสู่เส้นทางที่เหมาะสมในการแก้ไขข้อแตกต่างผ่านการหารือและความร่วมมือที่เป็นมิตร เพื่อร่วมกันรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีเชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และจีนจะใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมเพื่อรับมือต่อไปหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าออกมาตรการจำกัดใหม่ต่อจีน

ที่มา : Xinhua

“กองทัพเรือ” คว้ารางวัลโซเชียลภาครัฐครั้งแรก!! คว้า Outstanding Government Entity on Social Media ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน เป็นอีกอีกหนึ่งหมุดหมายกองทัพเรือ

กองทัพเรือคว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media เป็นครั้งแรก ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงและโปร่งใส พร้อมพัฒนาสู่มาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media จาก Thailand Social Government Awards ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกที่กองทัพเรือได้รับรางวัลด้านการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว และถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนางานด้านการสื่อสารสาธารณะของกองทัพเรือ

รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานด้านการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดดเด่น โดยพิจารณาจากเกณฑ์ Social Metric for Government ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจของประชาชน (Public Trust) ผ่านการสื่อสารที่เกี่ยวเนื่องกับพันธกิจ มีความสม่ำเสมอ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

รางวัลครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพัฒนาการสื่อสารองค์กรให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือในทุกมิติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้กองทัพเรือเดินหน้ายกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ความรวดเร็วในการชี้แจงข้อเท็จจริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์

“กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชน สื่อมวลชน และผู้ติดตามทุกช่องทาง ที่ให้ความไว้วางใจและติดตามการสื่อสารของกองทัพเรือมาโดยตลอด รวมถึงขอขอบคุณผู้จัดงาน Thailand Social Government Awards คณะที่ปรึกษา และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ และมอบรางวัลอันทรงคุณค่านี้แก่กองทัพเรือ”

“การได้รับรางวัลเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ ถือเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นของประชาชนคือกำลังใจสำคัญของเรา กองทัพเรือจะไม่หยุดพัฒนา จะยึดมั่นในการสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ พร้อมปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมกับความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจที่ประชาชนมีต่อกองทัพเรือ”

'ลุงปลอด' สอนมวย ‘ลุงวีระ’!! เปิดกรณีดราม่าที่พัก ชี้ อุทยานที่พักดิบธรรมชาติ เผยผลงานสร้างที่พักใหญ่ เตือนเที่ยวต้องยอมรับสภาพ

“ลุงปลอด” ควันออกหู ออกโรงสอนมวย “วีระ” เรื่องที่พักอุทยานแห่งชาติ

6 สิงหาคม 2569 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ถึงกรณี วีระ ธีระภัทรานนท์ กับดรามาเรื่องที่พักในอุทยานแห่งชาติ โดยมีข้อความว่า

"ไปนอนอุทยานแห่งชาติ ต้องยอมรับสภาพดิบๆแบบธรรมชาติ ให้ได้

ผมได้ฟัง คุณวีระ จัดรายการทีวีหลายครั้ง รู้สึกชื่นชมในความรอบรู้และการพูดแบบตรงๆ แต่มา 2-3 วันนี้ ไม่ทราบอารมณ์คุณวีระเป็นอย่างไร การพูดในคณะกรรมาธิการงบประมาณจึงดูล้ำเส้นในมาตรฐานของตัวผม ดังนั้นผมจึงขอใช้คำพูดคุณวีระเป็นข้ออ้างในการเขียน FB วันนี้ก็แล้วกัน คือผมอายุ 81ปีแล้วจึงแก่กว่าคุณวีระถึง 12 ปี จึงขอให้ฟังผมบ้าง

ผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ 5 ปี ซึ่งในสมัยนั้นกรมป่าไม้ยังดูแลอุทยานแห่งชาติอยู่ และผมก็เป็นคนตั้งกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและประเดิมเป็นอธิบดีคนแรกด้วย จึงไม่พูดไม่ได้ โดยเฉพาะต่อคำพูดที่ว่า“ ที่พักในอุทยานเลวทรามมาก”

คุณวีระทราบไหมว่า ที่พักของอุทยานใหญ่ๆ ที่คนชอบไปพักกันในขณะนี้นั้น เกิดในสมัยผมเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่เขาใหญ่ เรียกได้ว่า 100% ก็ยังได้ ส่วนอุทยานทางทะเลก็เช่นกัน สำหรับที่สิมิลันนั้น เนื่องจากเกาะมีขนาดเล็กมาก ขาดแคลนน้ำจืดต้องขนไปจากฝั่ง และมีมากถึง 9 เกาะ เจ้าหน้าที่จึงไม่เพียงพอ กรมเขาจึงไม่รับนักท่องเที่ยว บ้านพักที่มีอยู่ในขณะนี้ เกิดจากการรับเสด็จทูลกระหม่อมจุฬาภรณ์ในสมัยผมเมื่อ 30 ปีมาแล้ว ผมยังแปลกใจที่เขาอนุญาตให้คุณวีระไปพักนั้นมันเกิดได้อย่างไร ขนาดผมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จะไปนอนเพื่อหารือเรื่องการจอดเรือของนักท่องเที่ยวที่ใช้วิธีมาเกยหาด เขายังขอร้องไม่ให้นอนค้างแรมเลย ดังนั้น การที่คุณวีระออกอารมณ์ว่า ที่นอนเป็นสปริงแข็ง นอนไม่ไหวนั้น ผมว่าก็บุญแล้วที่เขาไม่ให้นอนกับพื้นนะครับ

ผมอยากให้สติกับผู้ที่ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติว่า พวกคุณไปเที่ยว ไปดู ไปสัมผัสชื่นชมธรรมชาติ นะครับ ดังนั้น การได้อยู่ในสภาวะธรรมชาติแบบดิบๆ มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าคิดจะอยู่สบาย มีแอร์เย็นฉ่ำ มีน้ำร้อนอาบ ก็ให้อยู่บ้าน หรืออยู่โรงแรมนอกอุทยานก็แล้วกัน

อีกเรื่องที่ผมจะขอเตือน ก็คือ คนที่ดูแลนักท่องเที่ยวน่ะ เขาเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่านะครับ เขาไม่ใช่คนใช้ของใคร และในปีหนึ่งๆ ท่านทราบไหมว่า เขาเสี่ยงชีวิต บาดเจ็บล้มตายเพื่อรักษาอุทยานแห่งชาติไว้ให้เป็นสมบัติของเราทุกคน

สุดท้าย คงเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของผม ผมจะขอเล่า เรื่องเมื่อประมาณ 35 ปีที่แล้วให้คุณวีระฟัง ขณะนั้นผมเป็นอธิบดีกรมประมงที่หนุ่มมาก ในห้องกรรมาธิการงบประมาณ รัฐมนตรีท่านหนึ่งซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคด้วย ได้กล่าวติผมว่าที่ผมพูดน่ะ“โกหก เพราะเมื่อปีที่แล้วเรื่องเดียวกันผมไม่ได้พูดแบบนี้ “ ผมถือมาก ผมได้บอกประธานฯ คือท่านรัฐมนตรีคลังว่า ผู้พูดต้องขอโทษผม มิเช่นนั้นผมจะไม่อธิบายต่อ และหากจะตัดงบประมาณก็เชิญ ผมประกาศในที่ประชุมว่า ภาษาสันสกฤต “ อธิบดี แปลว่าผู้เป็นใหญ่” ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ลูกน้องหรือขี้ข้าใคร ดังนั้น การที่คุณวีระไปแสดงความโกรธและดุรองปลัดกระทรวงท่านหนึ่งนั้น ผมเห็นว่า ไม่เหมาะสม

ส่วนคำแนะนำของคุณวีระเรื่องให้โรงแรมเข้ามาดูแลเรื่องอาหารและที่พักนั้น ผมได้เคยทดลองมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยได้ทำสัญญากับโรงแรมจุลดิศให้เข้ามาบริหารที่พักของอุทยานเขาใหญ่ เริ่มไปได้ปีเดียว โรงแรมบอกเลิก เพราะบอกว่า ขาดทุนและมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ เชื่อว่าคุณวีระคงรับฟังได้และไม่โกรธผม"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1525271196312001&set=a.652798306892632

ช่องว่างการศึกษายังหนัก!! สัญญาณเตือนการศึกษาออสเตรเลีย ผลสอบ NAPLAN 2026 นักเรียนกว่า 33% ไม่ถึงมาตรฐานอ่าน–เขียน–คำนวณ พบเด็กกว่า 4 แสนคนมีปัญหาทักษะพื้นฐาน

ออสเตรเลียพบเด็กนักเรียน 1 ใน 3 ไม่ผ่านเกณฑ์ 'อ่านเขียน-คำนวณ'

วันพุธ (5 ส.ค.) องค์การหลักสูตร การประเมิน และการรายงานแห่งออสเตรเลียเผยแพร่ผลลัพธ์จากโครงการประเมินทักษะการอ่านเขียนและการคำนวณแห่งชาติ (NAPLAN) ปี 2026 ซึ่งเป็นการทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และปีที่ 5 รวมถึงมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 3 พบว่าหนึ่งในสามของนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับชาติด้านทักษะการคำนวณและการอ่านเขียน

รายงานระบุว่าร้อยละ 33.5 ของนักเรียน 1.2 ล้านคน ซึ่งเข้าร่วมการทดสอบนี้เมื่อเดือนมีนาคม ไม่สามารถทำคะแนนทั้งด้านการอ่าน การเขียน และการคำนวณได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยร้อยละ 10.2 ของนักเรียนทั้งสี่ระดับชั้นข้างต้นทั่วออสเตรเลียต้องได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับชาติด้านทักษะการอ่านเขียน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.3 ในปี 2025 และร้อยละ 9.6 ของนักเรียนกลุ่มนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับชาติด้านการคำนวณ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.2 ในปี 2025

นักเรียนจากโรงเรียนในเมืองใหญ่มีแนวโน้มทำคะแนนด้านการอ่านเขียนและการคำนวณผ่านเกณฑ์หรือสูงเกินเกณฑ์มากกว่านักเรียนในพื้นที่ห่างไกลมากถึง 3 เท่า โดยสัดส่วนของนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านการอ่านได้ลดลงในทั้งสี่ระดับชั้นข้างต้นมาตั้งแต่ปี 2023

เจสัน แคลร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของออสเตรเลีย ระบุว่าผลการประเมินด้านการอ่านแสดง "ปัญหาความท้าทายที่แท้จริง" และชื่นชมผลลัพธ์ที่ดีขึ้นของโรงเรียนที่ใช้วิธีการเรียนการสอนอย่างโฟนิกส์ (phonics) และการสอนเสริมกลุ่มย่อย ซึ่งช่วยนักเรียนที่กำลังประสบปัญหาได้มากขึ้น

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top