Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘โออิชิ’ รุกซิลเวอร์เอจ เปิดตัวบัตรสมาชิกใหม่ 299 บาท รับส่วนลดบุฟเฟต์สูงสุด 30% ทั่วไทย เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ยกระดับอาหารญี่ปุ่นรักษ์สุขภาพ

โออิชิ รุกตลาดซิลเวอร์ เอจ

เปิดตัว “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม

ตอกย้ำแบรนด์ที่เข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่วงวัย

บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ โออิชิ (OISHI) ตอกย้ำภาพลักษณ์ “เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น” (KING OF JAPANESE FOOD) เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงใจ ล่าสุด ผนึกกำลังร้านอาหารญี่ปุ่น 3 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND), โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM), และ โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET) สร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าคนพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ได้เปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” (OISHI SENIOR CARD) ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเพื่อมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับลูกค้ากลุ่มซิลเวอร์ เอจ (silver age) หรือผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าการรับประทาน แต่เป็นการสร้างความสุขและสีสันในการใช้ชีวิตให้กับผู้สูงวัยยุคใหม่

-สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ได้ในราคาพิเศษ 299 บาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยจำกัดจำนวนเพียง 3,300 ใบเท่านั้น

-โดยสิทธิประโยชน์หลัก คือ ส่วนลดพิเศษสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการรับประทานบุฟเฟต์ (เฉพาะผู้ถือบัตรสมาชิกฯ และแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569

การเปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ในครั้งนี้ โออิชิตั้งเป้าหมายที่จะมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นที่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความคึกคักและตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เพราะเราเชื่อว่า อาหารที่ดี...คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง โออิชิจึงพร้อมส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราในทุกช่วงวัย”

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการสมัครและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กwww.facebook.com/oishigroup หรือเว็บไซต์ www.oishifood.com

เชิดชูคนทำดี!! ประธานสวนนงนุชพัทยา คว้ารางวัลเกียรติยศคนหนังสือพิมพ์ 2569 ตอกย้ำผลงานสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก ยกย่องบทบาทสร้างคุณค่าต่อสังคมไทย

ประธานสวนนงนุชพัทยา เข้ารับรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 รางวัลอันทรงคุณค่าแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และวงการสื่อมวลชน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 เพื่อเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ

โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล ขณะที่ นายนคร วีรประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินีอุปถัมภ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน สำหรับผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2569 ด้านบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ มีจำนวน 3 ท่าน ได้แก่

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ผู้พลิกโฉมสวนผลไม้ธรรมดาให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก มีชื่อเสียงด้านการสะสมพันธุ์ไม้หายากมากกว่า 18,000 ชนิด รวมถึงการสร้างประติมากรรมรูปสัตว์และอาณาจักรไดโนเสาร์ จนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับรางวัลจากการประกวดงาน Chelsea Flower Show ต่อเนื่อง 5 ปี พร้อมทั้งก่อตั้งโรงเรียนพัฒนาทักษะอาชีพและกีฬา เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนไทย

   2.ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในระดับสากล

   3.นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ผู้ทุ่มเทอุทิศตนในการให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายกัมพล ตันสัจจา ได้กล่าวขอบคุณสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ประเทศชาติ และวงการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง จากนั้นผู้ได้รับรางวัลทั้ง 3 ท่าน ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับ นายชวน หลีกภัย  นายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ

10 พฤษภาคม 2536 โศกนาฏกรรมไฟไหม้ ‘โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์’ บทเรียนที่ไทยไม่มีวันลืม วันที่เปลวไฟฝากบาดแผลไว้ในประวัติศาสตร์แรงงานไทย ที่ทำให้ไทยมี “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ”

10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 โศกนาฏกรรมไฟไหม้ “โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์” บทเรียนราคาแพงที่ทำให้ไทยมี “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ”

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 เป็นหนึ่งในวันที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์แรงงานไทย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม จนคร่าชีวิตคนงาน 188 ราย และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก 469 ราย เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกจดจำในฐานะโศกนาฏกรรมโรงงานอุตสาหกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยหันกลับมาตระหนักอย่างจริงจังว่า “ความปลอดภัยในการทำงาน” ไม่ใช่เรื่องรอง แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานทุกคน

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้ครบรอบ 33 ปี ไม่ใช่ 31 ปี และยังคงเป็นบาดแผลสำคัญในประวัติศาสตร์แรงงานไทย เพราะหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น รัฐบาลไทยได้นำวันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปี มากำหนดเป็น “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เคเดอร์ และใช้เป็นวันเตือนใจให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการคุ้มครองชีวิตแรงงานอย่างจริงจัง

โรงงานที่เกิดเหตุคือ Kader Industrial (Thailand) Co., Ltd. ซึ่งผลิตของเล่นและตุ๊กตาส่งออก โดยเฉพาะสินค้าสำหรับแบรนด์ต่างประเทศหลายราย โรงงานตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 4 ในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในวันเกิดเหตุมีคนงานจำนวนมากกำลังปฏิบัติงานอยู่ภายในอาคาร ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วจากวัสดุไวไฟภายในโรงงาน จนกลายเป็นหายนะที่ไม่มีใครยับยั้งได้ทัน.
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงอย่างยิ่ง ไม่ได้มีเพียงตัวเพลิงเท่านั้น แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงงานด้วย งานศึกษาของ ILO ระบุว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจอย่างจริงจังต่อเรื่อง มาตรฐานอาคารอุตสาหกรรม การป้องกันอัคคีภัย และการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัย เพราะความสูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากทั้งการลุกลามของไฟ วัสดุที่ติดไฟง่าย การอพยพที่ไร้ประสิทธิภาพ และสภาพอาคารที่ไม่พร้อมรองรับเหตุฉุกเฉิน

โศกนาฏกรรมโรงงานเคเดอร์ยังสะเทือนใจสังคมไทยอย่างหนัก เพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็น แรงงานหญิงวัยหนุ่มสาว ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวอุบัติเหตุในโรงงาน แต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของแรงงานไทยในระบบอุตสาหกรรม ที่มักอยู่ปลายสุดของห่วงโซ่การผลิต แต่กลับต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดในยามเกิดภัย

หลังเหตุไฟไหม้เคเดอร์ รัฐไทยเริ่มขยับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานอย่างจริงจังมากขึ้น กระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญในการผลักดันมาตรการด้าน อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เข้มข้นขึ้น พร้อมทั้งใช้วันที่ 10 พฤษภาคมเป็นวันรณรงค์ระดับชาติ เพื่อย้ำว่าอุบัติเหตุจากการทำงานไม่ใช่ “เรื่องที่ยอมรับได้” และไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนปกติของระบบการผลิต

ความหมายของ “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” จึงลึกซึ้งกว่าการจัดนิทรรศการหรือกิจกรรมรณรงค์ประจำปี เพราะมันเกิดจากความสูญเสียจริงของผู้คนจริง วันที่ 10 พฤษภาคมในแต่ละปีจึงเป็นทั้งวันรำลึกผู้เสียชีวิตจากเหตุเคเดอร์ และวันเตือนใจว่า สถานประกอบการทุกแห่งมีหน้าที่ต้องสร้างระบบทำงานที่ปลอดภัย มีทางหนีไฟที่ใช้ได้จริง มีการฝึกซ้อม มีการควบคุมความเสี่ยง และมีการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

แม้เวลาจะผ่านมากว่าสามทศวรรษ แต่ชื่อของ “เคเดอร์” ยังถูกพูดถึงซ้ำทุกปี เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้สังคมเรียนรู้ว่า ความประมาทเพียงครั้งเดียวในโรงงานอาจแลกมาด้วยชีวิตของคนจำนวนมหาศาล และเมื่อระบบกำกับดูแลอ่อนแอ คนงานย่อมเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับผลร้ายที่สุด จึงไม่แปลกที่หลายองค์กรแรงงานยังคงใช้เคเดอร์เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงานในไทย

ดังนั้น วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 จึงไม่ใช่เพียงวันเกิดเพลิงไหม้โรงงานครั้งใหญ่ แต่เป็นวันแห่งบทเรียนราคาแพงของประเทศ เป็นวันที่ทำให้คนไทยต้องหันกลับมาถามอย่างจริงจังว่า ชีวิตของแรงงานได้รับการคุ้มครองมากพอหรือยัง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เกิด “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” เพื่อย้ำเตือนว่าทุกชีวิตในสถานประกอบการต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงตายจากความบกพร่องที่ป้องกันได้

ดร.ปิติชี้ “Cebu Plan” !! ไทยยกเลิกMOU2544 กัมพูชาขยับเกมภูมิรัฐศาสตร์ ดันฟิลิปปินส์เป็นเหยื่อพยาน จับตาพลังงานอ่าวไทยใกล้หมดเวลา

กับดัก Cebu: ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

การประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ปี 2544 (MOU 2544) โดยรัฐบาลไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน (Inflection Point) ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความมั่นคงและเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวไทย การฉีกกรอบความร่วมมือที่มีอายุกว่าสองทศวรรษทิ้งไป ไม่ได้นำไปสู่สภาวะสุญญากาศทางการทูตแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม มันกลับเป็นเสมือนเสียงระฆังที่เปิดฉาก “เกมภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล” (Maritime Geopolitics) ระลอกใหม่ ที่ซับซ้อน แหลมคม และอันตรายกว่าเดิม

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหาร แต่คือการปรับกระบวนทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชา ที่ละทิ้งการเจรจาทวิภาคี (Bilateralism) ที่ตนเองตกเป็นรองในทุกมิติ สู่การเดินเกมระดับภูมิภาคผ่านสิ่งที่เรียกว่า “เซบูโมเดล” (Cebu Model) ซึ่งเป็นการเปิดโต๊ะประชุม 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ณ เมืองเซบู

บทวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนทดลองจำลองสถาปัตยกรรมทางความคิด แผนการณ์ที่ซ่อนเร้น และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพนมเปญ ภายใต้ปฏิบัติการลากไทยขึ้นสู่เวทีโลก เพื่อชิงความได้เปรียบเบ็ดเสร็จในพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area - OCA) ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ

1. อวสานทวิภาคี และปฐมบท “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาตระหนักดีถึงสถานะที่เสียเปรียบของตนเองบนโต๊ะเจรจาสองฝ่าย หากเปรียบเทียบในมิติของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ขีดความสามารถในการฉายอำนาจ (Power Projection) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไทยมีไพ่เหนือกว่าในทุกประตู การที่ไทยมีเครือข่ายท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซที่ชายฝั่งภาคตะวันออกพร้อมอยู่แล้ว ทำให้ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของการเจรจาได้เสมอ

เมื่อไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการเปลี่ยน “สนามรบ”

แผนการณ์แรกที่ถูกนำมาใช้คือยุทธศาสตร์ “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization) โดยยกระดับข้อพิพาทจากความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน ให้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ต้องใช้กฎกติกาโลกเป็นตัวตัดสินผ่าน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

กัมพูชาได้เริ่มเดินหมากที่แยบยลผ่านกระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้ภาคผนวก 5 ของ UNCLOS แม้พนมเปญจะทราบดีว่าไทยได้ทำคำประกาศสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำเรื่องเขตแดนทางทะเลไปสู่กลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Binding Decision) อย่างศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาไม่ใช่ "คำพิพากษา" แต่คือ "การสร้างบรรทัดฐาน" (Norm Setting)

ผลการพิจารณา และคำตัดสินภายใต้กระบวนการเหล่านี้ แม้จะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่จะมีน้ำหนักมหาศาลในทางการเมืองระหว่างประเทศ หากรายงานดังกล่าวมีการอ้างอิงถึงความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิปี 1972 ของกัมพูชาแม้เพียงเสี้ยวเดียว กัมพูชาจะใช้เอกสารฉบับนี้เป็น “อาวุธทางการทูต” เพื่อตีกรอบไทยให้กลายเป็นฝ่ายที่ขัดขืนต่อกฎกติกาโลกทันที

2. ถอดรหัส “เซบูโมเดล”: ทำไมหมากกระดานนี้ต้องเป็นฟิลิปปินส์?

การดึงบุคคลที่สามเข้ามาในสมการความขัดแย้งเป็นยุทธวิธีคลาสสิก แต่การเลือก ฟิลิปปินส์ให้มาเป็นเจ้าภาพและพยานในการเริ่มต้นกระบวนการที่เมืองเซบู ถือเป็นศิลปะขั้นสูงทางการทูต กัมพูชาไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ประชุม แต่กำลังแสวงหา “พยานผู้เชี่ยวชาญที่มีเครดิตทางกฎหมายสูงสุดในภูมิภาค”

รัศมีแห่งชัยชนะทางกฎหมายทะเล (The Halo of PCA 2016): ในบริบทของอาเซียน ฟิลิปปินส์คือหัวหอกที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อ UNCLOS อย่างแข็งกร้าวที่สุด ชัยชนะของฟิลิปปินส์เหนือจีนในศาลอนุญาโตตุลาการ (PCA) เมื่อปี 2016 ทำให้มะนิลาได้รับการยอมรับอย่างสูงจากชาติตะวันตก เช่นเดียวกัน คำตัดสินของ PCA ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศ จีนเองก็ไม่ได้ยอมรับกระบวนการมาตั้งแต่ต้น แต่ฟิลิปปินส์ก็ใช้คำตัดสินเหล่านี้กดดันจีนในเวทีนานาชาติ ดังนั้นการดึงฟิลิปปินส์มาร่วมวง คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กัมพูชาดูเป็น “ผู้พิทักษ์กฎหมายทะเล” และกดดันทางอ้อมให้ไทยต้องระมัดระวังท่าที ไม่ให้ดูเหมือนเป็นผู้รังแกประเทศที่เล็กกว่าเฉกเช่นที่พญามังกรเคยทำในทะเลจีนใต้

นิยามใหม่แห่ง “ผลลัพธ์ที่เป็นธรรม” (Equitable Solution): กัมพูชาหวังจะใช้เวที 3 ฝ่ายนี้ สร้างฉันทามติเชิงหลักการเพื่อลดทอนอิทธิพลของเกาะกูดในการลากเส้นแบ่งเขตแดน โดยใช้มาตรฐานสากลที่ฟิลิปปินส์ยึดถือมาเป็นเครื่องมือเจรจา

สร้างพหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Mini-lateralism): นี่คือการตีกรอบความขัดแย้งใหม่ ให้กลายเป็น "ประเด็นความมั่นคงทางทะเลของอาเซียน" การเปิดประตูบานนี้เท่ากับเปิดทางให้มหาอำนาจภายนอกและองค์กรระหว่างประเทศ มีความชอบธรรมที่จะเข้ามาสังเกตการณ์หรือแทรกแซงในอนาคต

3. นาฬิกาที่นับถอยหลัง: Energy Transition และวิกฤต Stranded Assets

ภายใต้เกมการเมืองระหว่างประเทศ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงและทรงพลังที่สุดคือ “เศรษฐศาสตร์พลังงาน” กัมพูชากำลังถูกบีบคั้นด้วยกรอบเวลาแห่งยุค การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) 

โลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตัดลดจากสถาบันการเงินทั่วโลก พนมเปญรู้ดีว่าก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าหลักล้านล้านบาท มี “หน้าต่างแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ” เหลืออยู่ไม่เกิน 15-20 ปีเท่านั้น หากไม่สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ได้ภายในทศวรรษ 2040 ขุมทรัพย์เหล่านี้จะหมดมูลค่าและกลายเป็นเพียง สินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้าง (Stranded Assets) อยู่ใต้ก้นทะเลตลอดกาล

ยุทธศาสตร์ที่เซบูจึงถูกออกแบบมาเพื่อ Decoupling หรือการแยกส่วนประเด็นที่ซับซ้อนออกจากประเด็นที่ทำกำไรได้ กัมพูชาต้องการผลักดันให้เกิด พื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area - JDA) ให้เร็วที่สุด โดยแยกขาดจากการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน (Delimitation) กัมพูชา (หรือจะให้ชัดเจนกว่า คือ ผู้นำกัมพูชา) ต้องการ "เงินสด" (เพราะพึ่งจะสูญเสียแหล่งรายได้สีเทาขนาดมหาศาลไปเมื่อไม่นานมานี้จากกวาดล้างขบวนการสีเทา) เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนบก และต้องการ "ความมั่นคงทางพลังงาน" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชาพร้อมที่จะประนีประนอมในข้อตกลงเชิงพาณิชย์ หรือแม้แต่ยอมจ่ายค่าผ่านท่อเพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทย แลกกับการนำก๊าซขึ้นมาเปลี่ยนเป็นเงินตราให้เร็วที่สุด

4. การบริหารจัดการภาพลักษณ์: ชาตินิยมเชิงยุทธศาสตร์ของ ฮุน มาเนต

ในมิติเศรษฐศาสตร์การเมืองภายในประเทศ “เซบูโมเดล” ถูกใช้งานเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับผู้นำรุ่นใหม่อย่าง ฮุน มาเนต

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของฮุน มาเนต จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์วิสัยทัศน์ที่แตกต่างจากยุคของบิดา การเปลี่ยนผ่านจากการทูตแบบนักเลงโต มาสู่การทูตเชิงกฎหมายและภาพลักษณ์ที่สากลขึ้น ทำให้ได้รับการยอมรับจากชนชั้นกลางกัมพูชา การที่สามารถดึงให้ฟิลิปปินส์และโลกเข้ามาจับจ้องไทยได้ ถูกกลไกสื่อของรัฐนำเสนอในฐานะ "ชัยชนะทางการทูต" อันยิ่งใหญ่

ชาตินิยมที่ถูกบริหารจัดการ (Managed Nationalism): กัมพูชาใช้การฉีก MOU 2544 ของไทย เป็นเชื้อไฟในการปลุกกระแสชาตินิยมอย่างเป็นระบบ สร้างวาทกรรมว่า "ไทยผู้ยิ่งใหญ่กำลังบีบคั้นกัมพูชา" การสร้างศัตรูร่วมจากภายนอก เป็นกลไกคลาสสิกในการสร้างเอกภาพภายใน ลดทอนแรงเสียดทานทางการเมือง เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาปากท้อง และรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พรรค CPP ได้อย่างแยบยล

5. ภูมิรัฐศาสตร์มหาอำนาจ: การขยับร่มเงาจากปักกิ่ง สู่การแทรกแซงของวอชิงตัน

ประเด็นที่ตอกย้ำความเฉียบคมของ “Cebu Plan” คือการเล่นแร่แปรธาตุกับขั้วมหาอำนาจ (Superpower Balancing) เดิมที กัมพูชามักถูกประชาคมโลกตีตราว่าเป็นรัฐบริวารที่แนบแน่นกับจีน (Client State) ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือความคลุมเครือเรื่องฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base)

ทว่า การเลือกฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น “พันธมิตรทางสนธิสัญญาหลักของสหรัฐอเมริกา" (US Treaty Ally) เข้ามาเป็นตัวกลาง สะท้อนภาพการปรับสมดุลใหม่ (Re-balancing) ที่ลึกซึ้ง

ไพ่ดึงอเมริกาตีกรอบไทย: กัมพูชากำลังส่งสัญญาณถึงวอชิงตันว่า พนมเปญพร้อมที่จะกระจายความสัมพันธ์และเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ชาติตะวันตก การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ย่อมหมายถึงการเปิดประตูให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนรับรู้และอาจขยายบทบาทเข้ามาในอ่าวไทย แผนนี้เป็นการสร้าง "เกราะป้องกันตัว" สกัดกั้นไม่ให้ไทยกล้าใช้มาตรการบีบคั้นทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง หรือการแสดงสัญลักษณ์ทางทหารในพื้นที่พิพาท เพราะหากไทยทำเช่นนั้น จะเท่ากับเป็นการท้าทายเครือข่ายพันธมิตรของมหาอำนาจตะวันตกที่กัมพูชาจงใจดึงเข้ามาเป็นพยาน

บทสรุป: กระบวนทัศน์ใหม่บนน่านน้ำที่เชี่ยวกรากของไทย

“Cebu Plan” หรือยุทธศาสตร์กัมพูชาหลังปี 2026 คือการยกระดับศิลปะการเจรจาระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ กัมพูชากำลังใช้ UNCLOS เป็นดาบ ใช้ความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์เป็นโล่ ใช้แรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกเป็นนาฬิกาจับเวลา และใช้ความกระหายทรัพยากรเป็นเหยื่อล่อ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อปันผลประโยชน์ (Monetization) จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด

สำหรับประเทศไทย นี่คือบททดสอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง การรับมือกับเกมนี้ ไม่สามารถใช้มิติทางทหาร ท่าทีชาตินิยมขวาจัด หรือความเย่อหยิ่งจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าได้อีกต่อไป

ไทยจำต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่:

1. ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล: ต้องแม่นยำในการตีความ UNCLOS โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 รวมถึงการสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางกฎหมายภายในประเทศ

2. ยุทธศาสตร์การสื่อสารระดับโลก (Global Strategic Communication): ต้องช่วงชิงพื้นที่สื่อสารในเวทีสากล ชี้แจงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยของไทย โดยไม่ตกหลุมพรางจากการโบ้ยของกัมพูชาว่าไทยเป็น “ผู้รังแก” และกัมพูชาเป็น ”ผู้ถูกรังแก“

3. ความยืดหยุ่นเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง: ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องเขตแดน กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ก่อนที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า

4. การสกัดกั้นอิทธิพลภายนอก: ต้องดำเนินวิเทโศบายอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อพิพาททวิภาคีทางทะเลนี้ กลายเป็นรอยร้าวที่เปิดทางให้มหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เข้ามาฝังรากอิทธิพลเหนือผลประโยชน์แห่งชาติในอ่าวไทยได้อย่างถาวร

พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อีกต่อไป แต่คือกระดานหมากรุกสามมิติ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางการเมือง และอำนาจอธิปไตยของชาติในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ่านบทขยายความ และแนวทางรับมือของประเทศไทยในฉบับเต็มได้ที่ 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10163909375482225&id=625882224

ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163911598352225&id=625882224&rdid=FXU1ingbpjrgnzdR#

9 พฤษภาคม 2472 ปัตตานีในวันฟ้ามืดกลางวัน ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย

9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 รัชกาลที่ 7 เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายสำคัญของดาราศาสตร์ไทย

วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จทอดพระเนตร สุริยุปราคาเต็มดวง ณ บริเวณ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ของสยามที่อยู่ในแนวคราสเต็มดวงพอดี เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกยกให้เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทย และสะท้อนพระราชนิยมด้านวิทยาศาสตร์ของรัชกาลที่ 7 อย่างเด่นชัด

สุริยุปราคาครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1929 ตามปฏิทินสากล และเป็น สุริยุปราคาเต็มดวง ที่เส้นทางคราสพาดผ่านบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสยามในขณะนั้น โดยข้อมูลทางดาราศาสตร์สากลระบุว่าแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ของสยาม ทำให้จังหวัดปัตตานีเป็นจุดสังเกตการณ์สำคัญระดับนานาชาติในวันดังกล่าว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การที่พระมหากษัตริย์เสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์ธรรมชาติหายาก แต่ยังอยู่ที่บริบทของ “วิทยาศาสตร์สมัยใหม่” ในสยามด้วย สำนักบรรณสารสนเทศ มสธ. ระบุว่า รัชกาลที่ 7 เสด็จถึงปัตตานีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2472 โดยเรือพระที่นั่ง และในวันนั้นทรงเสด็จเยี่ยมสถานที่สำรวจสุริยุปราคา 3 แห่ง ได้แก่ คณะนักดาราศาสตร์อังกฤษ คณะนักดาราศาสตร์เยอรมัน และสถานสำรวจของกรมแผนที่กับกรมชลประทานของสยาม ก่อนจะเสด็จไปประทับยังจุดสังเกตการณ์ของคณะอังกฤษในวันจริง

รายละเอียดนี้สะท้อนชัดว่า การทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเสด็จประพาสธรรมชาติ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์นานาชาติอย่างแท้จริง เนื่องจากมีคณะนักดาราศาสตร์จากต่างประเทศเดินทางเข้ามาตั้งค่ายและติดตั้งเครื่องมือเฉพาะทางในพื้นที่ปัตตานี เพื่อศึกษาคราสครั้งนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการถ่ายภาพ การวัดเชิงดาราศาสตร์ และการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโคโรนาของดวงอาทิตย์

สถาบันพระปกเกล้ายังบันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรทั้งสถานที่และเครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์หลายคณะ และมีพระราชดำริเรื่องการไปเยี่ยมทุกคณะ แต่ในช่วงเวลาของการเกิดสุริยุปราคาจริง ทรงเลือกประทับทอดพระเนตร ณ จุดของคณะอังกฤษที่อัญเชิญเสด็จก่อนชาติอื่น รายละเอียดนี้แสดงให้เห็นถึงทั้งพระราชไมตรีต่อคณะวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ และความสนพระราชหฤทัยในตัววิทยาการดาราศาสตร์เองอย่างจริงจัง

อีกมิติที่สำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่สยามในช่วงปลายทศวรรษ 2470 เปิดรับองค์ความรู้และความร่วมมือจากต่างประเทศในทางวิทยาศาสตร์อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้รับชม แต่ในฐานะ “เจ้าภาพ” ของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสากล ปัตตานีจึงไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดชายแดนใต้ในทางภูมิศาสตร์เท่านั้น หากยังกลายเป็นจุดนัดพบของนักวิทยาศาสตร์โลกในวาระสำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้าระบุด้วยว่า แม้จะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงและมีการเตรียมการอย่างดี แต่ในเวลาที่เกิดคราสจริง ทัศนวิสัยไม่ดีนัก ทำให้การทอดพระเนตรไม่ชัดเจนเท่าที่คาดหวังไว้ นี่เป็นรายละเอียดที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้มีมิติความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะแม้จะคำนวณตำแหน่งและเวลาได้แม่นยำเพียงใด การสังเกตการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปัจจัยธรรมชาติอยู่เสมอ
ในเชิงประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ งานวิชาการยังระบุว่าสุริยุปราคา 9 พฤษภาคม 1929 เป็น สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่ 3 ที่สังเกตได้จากสยามในยุครัตนโกสินทร์ ต่อจากคราสที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อปี 1868 และในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 1875 จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ที่ปัตตานีในปี 2472 เป็นส่วนหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทยที่เชื่อมโยงระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง
หากมองให้ลึกกว่าปรากฏการณ์คราส เหตุการณ์วันที่ 9 พฤษภาคม 2472 ยังสะท้อนบุคลิกของรัชกาลที่ 7 ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการสมัยใหม่ และทรงให้คุณค่ากับการเรียนรู้เชิงประจักษ์ การเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาในครั้งนั้นจึงไม่ใช่เพียงพิธีการตามราชประเพณี หากแต่เป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงกับโลกของวิทยาศาสตร์ในระดับที่น่าสนใจมากสำหรับยุคสมัยนั้น

ดังนั้น วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของทั้งประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี ท่ามกลางการรวมตัวของนักดาราศาสตร์นานาชาติ และเป็นวันที่ทำให้ปัตตานีกลายเป็นพื้นที่สำคัญบนแผนที่ดาราศาสตร์โลกชั่วขณะหนึ่งอย่างสง่างาม

ที่มา : https://library.stou.ac.th/2022/05/kingprajadhipok-looks-solar-eclipse/?utm_source=chatgpt.com

 

สภาทองคำโลกเผย!! ทองคำลงทุนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ราคาทองคำแตะจุดสูงสุดทั่วโลก ความต้องการทองเพิ่ม 2% ทั่วโลก นักลงทุนแห่ซื้อทองคำแท่งและเหรียญ

สภาทองคำโลกเผย ความต้องการทองคำสำหรับการลงทุนในไตรมาสแรกของประเทศไทย เป็นไตรมาสแรกที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2562 โดยราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ยังคงกำหนดความต้องการทั่วโลก

กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2569 – สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์  หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน

ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการทองคำในปัจจุบัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เพิ่มขึ้น 14% และ 50% ตามลำดับ

ความต้องการกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอย่าง ยังคงเป็นบวกในไตรมาสที่ 1 โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้น 62 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของกองทุนที่จดทะเบียนในเอเชีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 84 ตันตลอดไตรมาส อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่มาจากกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลการดำเนินงานที่เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งมากในช่วงต้นปีชะลอตัวลง

ในทางกลับกัน ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงอย่างมาก โดยลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสู่ระดับ 300 ตัน อันเป็นผลมาจากราคาที่สูงขึ้นตลอดทั้งไตรมาส ความต้องการเครื่องประดับของไทยเป็นไปตามแนวโน้มโลก ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เหลือ 1.7 ตัน โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับอ่อนแอลงในทุกตลาดหลักทั่วโลก และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในตลาดจีน (-32%) อินเดีย (-19%) และตะวันออกกลาง (-23%) อย่างไรก็ตาม ในแง่มูลค่า ความต้องการเครื่องประดับกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคต่อการซื้อเก็บทองคำ แม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเครื่องประดับบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญ โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีนและอินเดียที่เครื่องประดับสามารถทำหน้าที่เป็นการลงทุนทางเลือกได้

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความต้องการลงทุนในทองคำของไทยทำผลงานไตรมาสแรกที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญพุ่งสูงขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแตะระดับ 10 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านักลงทุนยังคงให้ความตอบรับที่ดีต่อทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อตลอดปี 2569 ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ประกอบกับแรงผลักดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและราคาทองคำที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสนับสนุนความต้องการด้านการลงทุนและความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อไป”

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงหนุนอุปสงค์รวม โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน ในไตรมาสที่ 1 การซื้อทองคำมีปริมาณสูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสถาบันภาครัฐจำนวนน้อยดำเนินการขายทองคำเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธนาคารกลางสาธารณรัฐตุรกี ธนาคารกลางสหพันธรัฐรัสเซีย และกองทุนน้ำมันแห่งชาติสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน กิจกรรมในตลาดตลอดทั้งไตรมาสสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทพิเศษของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ขาดไม่ได้ และสามารถเข้าถึงได้แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อุปทานทองคำโดยรวม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,231 ตัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสแรก ขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 5% แม้ว่าราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองด้านอุปทานที่ค่อนข้างจำกัดและสภาวะตลาดที่ตึงตัวมากขึ้นโดยรวม

คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 โดยราคาได้พุ่งสูงสุดเกิน 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ปัจจัยด้านการเคลื่อนไหวของราคาบวกกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ผลักดันให้เกิดความต้องการด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความมั่นคงในรูปแบบของทองคำแท่ง นอกจากนี้ การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยชดเชยการขายเชิงกลยุทธ์อีกด้วย”

“แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า คาดว่าความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ควรจะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการด้านการลงทุนต่อไป แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานอาจสร้างแรงกดดัน โดยเฉพาะในตลาดตะวันตก คาดว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับจะยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาที่สูงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขาย ในด้านอุปทาน คาดว่าการผลิตจากเหมืองแร่จะเติบโตในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นอาจส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวชะลอตัวลง” คุณหลุยส์ สตรีท กล่าวเสริม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Gold Demand Trends Q1 2026 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารจากสภาทองคำโลก ได้ทาง X (Twitter) ที่ @goldcouncil และ LinkedIn

ไทยสำรองน้ำมัน 118 วัน พลังงานไทยชี้สถานการณ์ ตลาดโลกวิตกความตึงเครียด ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง กองทุนขาดทุน 63,364 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันและกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความสั่นคลอนต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะออกมายืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้ และมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอเพื่อยุติสงครามก็ตาม ความขัดแย้งระลอกล่าสุดนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างหนักว่าเส้นทางการเดินเรือขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซอาจตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานและห่วงโซ่การขนส่งน้ำมันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความกังวลจากการปะทะกันจะผลักดันให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น แต่หากมองย้อนกลับไปถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบโลกเมื่อวันก่อนหน้า พบว่าภาพรวมราคาได้ปรับตัวลดลงจากเดิม เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนักลงทุนคลายความกังวลลงหลังมีกระแสข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการหยุดยิงชั่วคราวและการเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 118 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 28 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 6 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 69.76 ล้านลิตร และจำหน่าย 57.23 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
-  คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 เป็น 39.95 บาท และดีเซล B20 เป็น 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.​45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา​ สปป.ลาว  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.19 - 88.04 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​31 – 114.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,364 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 75.65 ล้านบาท

IRPC หนุนความมั่นคงพลังงานประเทศ รับน้ำมันดิบซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิต เดินหน้ารักษาเสถียรภาพ รับมือน้ำมันโลกผันผวน หลังรับน้ำมันดิบจาก “เซริฟอส” ย้ำศักยภาพซัพพลายเชนพลังงาน

IRPC เสริมแกร่งความมั่นคงพลังงาน รับน้ำมันดิบจากเรือ “เซริฟอส” เดินหน้าผลิตตามแผนต่อเนื่อง

8 พฤษภาคม 2569 - นายเลอศักดิ์ ทองร่วง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติการ นางสาววนิดา อุทัยสมนภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พาณิชยกิจและการตลาด พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ลงพื้นที่ท่าเรือ Liquid Cargo Terminal (LCT) เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ. ระยอง เพื่อตรวจเยี่ยมการรับน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) “เซริฟอส” ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัทฯ โดยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ได้อย่างปลอดภัย

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของ IRPC ในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวน โดยบริษัทฯ ดำเนินงานตามมาตรฐานความปลอดภัยและแนวปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพในการผลิตได้อย่างมั่นคง
 
IRPC มุ่งมั่นเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

นศ.มจธ. ปั้นแอปท่องเที่ยว!! ดันแอป "ล่อง" เจาะท้องถิ่นไทย AI ปัดหาที่เที่ยว-กระจายรายได้ เจ๋งชนะเลิศเวทีนักประดิษฐ์ ขยายทั่วไทย-สู่ต่างประเทศ

นศ.มจธ. เจ๋งปั้นแอป "Long : ล่อง" ปัดหาที่เที่ยวชุมชน ดึงเงินลงรากหญ้า-พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเป็น “เรือธง” ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2568 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 2.70 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำอย่างไรให้เม็ดเงินกระจายลงไปถึงชุมชนและผู้ประกอบการรายเล็กได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อแก้ปัญหานี้ กลุ่มนักศึกษาจาก SMART LAB มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “ล่อง (Long) ไกด์ท่องเที่ยวคู่ใจ ด้วยภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง” นวัตกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนการค้นหาสถานที่ให้สนุกเหมือนแอปหาคู่ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ช่วยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนแบบเฉพาะบุคคล ดึงนักท่องเที่ยวออกจากจุดยอดนิยมเดิม ๆ ในตัวเมืองไปสู่ร้านเล็กและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ช่วยทั้งกระจายรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ชุมชน พร้อมกันนี้ ผลงานดังกล่าวยังได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเวที Thailand New Gen Inventors Award 2026 (I-New Gen Award 2026) ในงานวันนักประดิษฐ์ 2569 ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตอกย้ำศักยภาพของนวัตกรรมไทยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง

จุดเริ่มต้นของแอป “ล่อง” เกิดจากการลงพื้นที่ภาคเหนือและพบปัญหาชัดเจนว่า รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนกลับมีนักท่องเที่ยวไปไม่ถึงและมีรายได้ไม่มากพอ นับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยมาอย่างยาวนาน โดย ศวิษฐ์ โกสียอัมพร (โฟล์ค) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ระบุว่า Pain Point นี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ทีมพัฒนาแอป “ล่อง” ขึ้นมาเป็นนวัตกรรมระบบแนะนำการท่องเที่ยวด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ

“จุดเด่นของแอปคือการใช้ AI จัดเส้นทางท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Travel) ตามสไตล์ที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น สายสังสรรค์หรือสายชอบความสงบ แล้วคำนวณเส้นทางให้เหมาะกับความสนใจจริง แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้การท่องเที่ยวสนุกและตรงใจมากขึ้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างโอกาสให้ร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีตัวตนบนแพลตฟอร์มหลัก และตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้” นายศวิษฐ์ กล่าวถึงจุดแข็งของนวัตกรรม

ในส่วนระบบหลังบ้าน นายภูริณัฐ พลอาสา (นาโน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ดูแลระบบ AI และกระบวนการคิดวิเคราะห์ อธิบายถึงหัวใจสำคัญของแอปว่า "เราใช้ AI ที่เรียกว่า Multi-agent โดยนำโมเดลชื่อ Qwen จากประเทศจีนมาทำการปรับแต่งใหม่ เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนี้ระบบเรายังเป็นแบบ Real-time หากระหว่างเดินทางเกิดฝนตกหรือมีอุบัติเหตุ เส้นทางจะเปลี่ยนให้อัตโนมัติทันที ซึ่งเป้าหมายของผมคืออยากให้มันไปสู่ตลาดจริง เห็นคนไทยใช้จริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงต้นแบบ หรือ POC (Proof of Concept) เท่านั้น"

โจทย์ที่สำคัญมากอีกเรื่องคือ “การเข้าถึงข้อมูลชุมชน” ที่ต้องอาศัยความละเอียดและการทำงานกับพื้นที่จริง โดยชลยา เครือวุฒิกุล (วาวา) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ผู้รับหน้าที่รวบรวมข้อมูลและประสานงานชุมชน เล่าว่า ความท้าทายคือการค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแนวท้องถิ่นหรือร้านชาวบ้านจริง ๆ ทำได้ยาก เพราะข้อมูลบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มักเป็นสถานที่ดัง ทำให้ต้องใช้วิธีโทรศัพท์สอบถามและตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงโฆษณา ขณะเดียวกันยังมองถึงการต่อยอดเชิงธุรกิจ โดยลงรายละเอียดเรื่องระบบเหรียญสะสมและโปรโมชันต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้คนใช้แอป และช่วยให้ร้านค้าชุมชนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นได้จริง

แอป “ล่อง” ไม่ได้แค่แนะนำที่เที่ยว แต่ถูกออกแบบให้เกิดการใช้จ่ายจริงในชุมชนผ่านระบบ “แชะ-เช็ก-ช่วย” โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงจุดหมายและเช็กอินด้วยภาพผ่าน GPS จะได้รับเหรียญสะสมในแอปเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดในร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยกระตุ้นให้คนไปถึงพื้นที่จริงและใช้จ่ายกับร้านเล็กจริง ขณะเดียวกันในระยะแรกโครงการยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้ารายย่อย เพื่อให้ชุมชนตั้งตัวและเรียนรู้การใช้ระบบก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การเก็บค่าคอมมิชชันในอัตราเล็กน้อยในอนาคต ทำให้แอป “ล่อง” มีบทบาทมากกว่าแพลตฟอร์มท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเป็นทั้งเครื่องมือพานักท่องเที่ยวเข้าหาชุมชนและกลไกช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ร้านค้ารายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม

รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษา  สะท้อนว่า “นวัตกรรมอย่างแอป ‘ล่อง’ จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทำงานกันเฉพาะวิศวกร แต่เพราะ SMART LAB เป็นพื้นที่ที่รวมนักศึกษาหลายคณะมาทำงานร่วมกัน จึงเกิดการผสานความถนัดของแต่ละคน จนพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์จริง ทั้งด้านเทคโนโลยี การออกแบบ ประสบการณ์ผู้ใช้ และการใช้งานในภาคท่องเที่ยว”

ขณะนี้แอป “ล่อง” เริ่มทดลองใช้แล้วในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ (ม่อนแจ่ม, แม่กำปอง) กรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยทีมวิจัยเตรียมขอทุนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและพัฒนาระบบต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของไทย และต่อยอดสู่ต่างประเทศในอนาคต

Liberator เปิดเวที Investment Forum 2026 จัดสัมมนาใหญ่ “โลกใหม่ โอกาสใหม่” เปิดมุมมองลงทุนยุค AI วันที่ 23 พ.ค. นี้ ชวนจับโอกาสลงทุนโลกใหม่ ถอดรหัสระเบียบโลกใหม่–ธุรกิจโตซ่อนเร้น–AI

Liberator เปิดเวทีใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026”
ชวนมองหาโอกาสลงทุนในโลกใหม่ กับกูรูธุรกิจ การลงทุน 
และ AI ชั้นนำของไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เตรียมจัดงานสัมมนาการลงทุนครั้งใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026: โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล” ในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 17.30 น. ณ ห้องพญาไท 3–4 ชั้น 6 โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักลงทุนไทย ท่ามกลางโลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ระเบียบโลกใหม่ โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามายกระดับการตัดสินใจลงทุน

งานครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสก่อนใคร ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ คือ ระเบียบโลกใหม่กับการลงทุนยุคใหม่ การเจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลกเพื่อคัดโมเดลที่ใช่ และการก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI โดยรวบรวมผู้บริหาร นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำมาร่วมถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงและค้นหาศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่คนส่วนใหญ่อาจยังมองข้าม

เริ่มต้นงานด้วยช่วง Welcome & Vision | LIBERATOR MOVE 2026 โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ที่จะมาถ่ายทอดวิสัยทัศน์และทิศทางในการเดินหน้าปลดล็อกโอกาสการลงทุนให้คนไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้เข้าถึงง่าย ทันสมัย และตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ต่อเนื่องด้วย 3 Session หลัก ได้แก่ 

Session 1 - World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่ วิเคราะห์โครงสร้างโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ในการลงทุน โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Liberator พร้อมด้วยเหล่ากูรู-ผู้นำทางความรู้ด้านการลงทุนแห่งอนาคตระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่จะมาร่วมถอดรหัสทิศทางโลกเพื่อการวางกลยุทธ์ที่เหนือกว่า 

Session 2 - Hidden Growth Model: เจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลก คัดโมเดลที่ใช่ก่อนใคร ค้นหาโอกาสจากโมเดลธุรกิจนอกกระแสที่คนส่วนใหญ่มองข้ามผ่านประสบการณ์จริงของ คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ Founder & CEO Ookbee, นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ Co-Founder & CEO RISE และ คุณวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer บริษัท Singha Venture Capital Fund Limited 

Session 3 - AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI ชี้ให้เห็นว่า AI เปลี่ยนการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างไร โดย นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย นักลงทุนสาย Hybrid เจ้าของเพจหุ้นพอร์ตระเบิด, คุณบรรพต ธนาเพิ่มสุข ผู้ก่อตั้งช่องรายการ TAM-EIG (ถามอีก กับอิก) และ คุณสุธน สิงหสิทธางกูร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนหุ้นไทย เวียดนาม และจีน

Liberator เชื่อมั่นว่าในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ที่การลงทุนไม่ใช่เพียงการเลือกสินทรัพย์ การอ่านทิศทางโลกให้ขาดและมีเครื่องมือที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญของการลงทุน งาน Liberator Investment Forum 2026 จึงเป็นเวทีแห่งโอกาสที่จะเปลี่ยนความเข้าใจให้กลายเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง
 
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยลูกค้า Liberator สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี และสำหรับบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้เพียงเปิดบัญชีกับ Liberator

เปิดบัญชีลงทุนและรับสิทธิเข้าร่วมฟรีวันนี้ที่
[คลิก] https://go.liberator.co.th/xlnX/OAC26
ติดตามข่าวสารการเงิน การลงทุน และสิทธิพิเศษ ได้ที่
Facebook: Liberator Securities
YouTube: Liberator Securities
Instagram: liberator_securities
Line OA: @Liberator


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top