Sunday, 18 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

สหรัฐฯ เตือนคนอเมริกันระวังถูกปล้นในกัมพูชา!! จับตาความปลอดภัย พนมเปญเสี่ยงอาชญากรรม แนะอย่าขัดขืนเพื่อลดความเสี่ยงอันตราย บางพื้นที่ห้ามเดินทางเด็ดขาด กฎหมายยาเสพติดเข้มงวดสูงสุด

สหรัฐฯ ออกคำเตือนใหม่เยือน 'กัมพูชา' โดนปล้นอย่าขัดขืนปล่อยไปตามยถากรรม.
ชาวอเมริกาที่กำลังเดินทางไปยังกัมพูชา ได้รับคำเตือนใหม่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ในนั้นรวมถึงกรณีที่อาจถูกจี้ปล้นและอาชญากรรมอื่นๆต่างๆนานา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนระดับ 2 "ให้เพิ่มความระมัดระวัง" สำหรับประเทศกัมพูชาอ้างถึงอาชญากรรม สถานการณ์ความไม่สงบและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน แม้ทั้งประเทศโดยรวมยังคงอยู่ในระดับ 2 แต่มีบางพื้นที่ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศอเมริกาถึงขั้นประกาศเตือนภัยระดับ 4 ซึ่งถือเป็นขั้นสูงสุด "ห้ามเดินทางไป"

อ้างอิงจากคำประกาศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯยังพลเมืองอเมริกาอย่าได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้แล้วยังเตือนนักเดินทางให้เพิ่มความระแวดระวังในพนมเปญ สืบเนื่องจากอาชญากรรม

จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดบันทายมีชัย, จังหวัดโพธิสัตว์, จังหวัดเสียมราฐ, จังหวัดพระวิหาร และจังหวัดกำปงธม ต่างถูกยกระดับคำเตือน สืบเนื่องจากระเบิดที่ยังไม่ทำงาน

สำหรับพลเมืองอเมริกา ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางไปเยือนกัมพูชา ทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้แชร์คำเตือนอย่างโต้งๆอีกอย่าง ว่า "อย่าได้พยายามขัดขืนหรือต่อสู้เมื่อเผชิญกับความพยายามในการปล้นทรัพย์" สืบเนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็เรียกร้องนักเดินทางใช้มาตรการระแวดระวังไว้ก่อน ตอนที่รับเครื่องดื่มจากคนอื่นๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำคำแนะนำ ที่ขอให้ซื้อประกันภัยการเดินทาง และตรวจสอบว่าประกันภัยดังกล่าว มอบความคุ้มครองครอบคลุมถึงบริการช่วยเหลือในการอพยพ ประกันสุขภาพ และการยกเลิกการเดินทางด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกันนักเดินทางยังได้รับคำเตือนเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านยาเสพติดอันเข้มงวดของกัมพูชา "ทางกัมพูชามีนโยบายไม่ผ่อนปรนต่อความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" คำแนะนำด้านการเดินทางของกระทรวงต่างประเทศอเมริการะบุ พร้อมระบุว่าแม้กระทั่งการครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายในปริมาณเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่การถูกจับกุมและควบคุมตัว

ใครก็ตามที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดียาเสพติด อาจเผชิญการลงโทษจำคุกเป็นเวลานาน และอาจถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิต จากคำเตือนของเจ้าหน้าที่ คำเตือนดังกล่าวนี้ มีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังคงออกประกาศเตือนด้านการเดินทางและความปลอดภัยสำหรับจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000090856
.
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688903733242097&id=100063674585845&rdid=MTAEKapQMAUKxh1W#

‘สรรเพชญ’ เดินหน้าแก้จราจรท่าเรือแหลมฉบัง!! เร่งจัดสรรพื้นที่พักรถ 70 ไร่ ตั้งคณะทำงานแก้ติดขัด รองรับปริมาณขนส่งเพิ่มขึ้น วางแผนพัฒนาท่าเรือระยะยาว

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ หลังมอบนโยบายสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

วันนี้ (17 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมอบนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ การเร่งระบายตู้สินค้า และการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาการสะสมของรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยทุกฝ่ายได้ร่วมกันปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน สนับสนุนมาตรการของ กทท. และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การระบายรถบรรทุกและตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กทท. ได้วางแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเร่งด่วน จัดสรรพื้นที่พักรถ (Buffer Zone) รวมกว่า 70 ไร่ เพื่อรองรับคิวรถบรรทุกที่รอเข้าท่าเทียบเรือ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาปรับพื้นที่เพิ่มอีก 30 ไร่ รวมถึงประสานกรมศุลกากรขยายเวลาเปิดใช้ช่องทางจราจรขาออก ประตูตรวจสอบที่ 3 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น. เพื่อเร่งระบายรถบรรทุกตู้เปล่าและรถยนต์ส่วนบุคคล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่กักเก็บสินค้าตกค้างเพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการคู่ขนาน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง กทท. ผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผ่านระบบกล้อง CCTV แบบ Real-Time เพื่อประเมินจุดติดขัดและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อลดการสะสมของรถบรรทุกภายในพื้นที่

มาตรการระยะยาว กทท. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ให้สามารถรองรับกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณตู้สินค้าคงค้าง และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดดำเนินการได้ตามแผน

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ สายเรือ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคมจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับการเติบโตของการค้าและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ทรัมป์ จ่อนัดผู้นำ ซาอุฯ–ยูเออี–กาตาร์–ชาติอ่าว!! ถกแผนหลังสงครามอิหร่าน ขณะอ้างเตหะรานต้องการข้อตกลง กล่าวใกล้สิ้นสุดความขัดแย้ง รออนุญาตพบเนทันยาฮูอีกครั้ง

ทรัมป์จะพบกับ "ผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย" ในวันอังคารหน้า ณ นครนิวยอร์ก เพื่อวางแผนสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังสงครามกับอิหร่าน

แหล่งข่าวสามแหล่งเปิดเผยว่า การประชุมกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน จะเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะส่งคำเชิญในวันพุธ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า "ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด" ของสงครามแล้วกับอิหร่านแล้ว และอ้างว่าอิหร่านได้แจ้งกับวอชิงตันโดยตรงว่าต้องการข้อตกลง

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า "เนทันยาฮู" ต้องการพบเขาที่นิวยอร์กเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402221922066164/?rdid=gbkvuBw2gEXst46x#

สหรัฐฯ จ่อดีลอาวุธล็อตใหญ่ให้อิสราเอล!! ระเบิด 2,000 ปอนด์ 40,000 ลูก มูลค่ากว่า 9.3 หมื่นล้านบาท ระเบิดต่อเนื่องจากกาซา-เลบานอน คองเกรสถูกกดดันเห็นชอบดีลนี้

สหรัฐฯ เล็งขาย ‘ระเบิด’ ให้อิสราเอล 4 หมื่นลูก มูลค่าเกือบแสนล้านบาท

เมื่อวันอังคาร (15 ก.ย. 69) ที่ผ่านมา สื่อเดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนําของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (ราว 907 กิโลกรัม) จำนวน 40,000 ลูก แบ่งเป็นระเบิดเอ็มเค-84 (MK-84) สองหมื่นลูก และระเบิดบีแอลยู-117 (BLU-117) สองหมื่นลูก รวมถึงหัวรบเจาะเกราะเพเนเทรเตอร์ รุ่นไอ-2000 (I-2000 Penetrator) อีก 20,000 ลูก รวมมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 93,100 ล้านบาท)

สำหรับ ระเบิดเอ็มเค-84 จัดเป็นหนึ่งในอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดในหมู่คลังแสงของกองทัพชาติตะวันตก สามารถกระจายเศษซากโลหะเป็นระยะทางไกลหลายพันฟุตในทุกทิศทาง เจาะทะลุโลหะและคอนกรีตหนา และมักทิ้งหลุมขนาดใหญ่ไว้บนพื้นดิน โดยอิสราเอลเคยใช้ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ในกาซาและเลบานอนแล้วหลายร้อยครั้ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเหล่านั้น ทำให้อิสราเอลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้ระเบิดเอ็มเค-84 บ่อยครั้งในเขตที่ถูกกำหนดเป็นที่ปลอดภัยของพลเรือนในกาซา

รายงานระบุว่าแม้ธุรกรรมดังกล่าวจะถูกเรียกว่าเป็นการจำหน่าย แต่เงินทุนสำหรับการจัดซื้อมาจากกลไกที่เรียกว่า “การจัดหาเงินทุนทางทหารจากต่างประเทศ” ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้จัดสรรเงินทุนให้อิสราเอลใช้ซื้ออาวุธ โดยมีการแจ้งธุรกรรมดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสอย่างไม่เป็นทางการแล้ว และทำเนียบขาวกำลังกดดันเหล่าผู้นำคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรให้เห็นชอบการจำหน่ายดังกล่าว

ที่มา : ซินหัว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688322813300189&id=100063674585845&rdid=knjbfSB657ewYacz#

โปแลนด์ เดินหน้า Smart Fence ชายแดนยูเครน ยกระดับรั้วชายแดนยูเครน 110 กม. สู่ “รั้วอัจฉริยะ” ติดกล้อง–เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว ผสานรั้วจริงกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ เตรียมขยายระบบเซ็นเซอร์โดรนเพิ่ม

โปแลนด์ยกระดับรั้วจริงกว่า 110 กิโลเมตร ตามชายแดนติดกับยูเครน สู่ “รั้วอัจฉริยะ” เพิ่มกล้องและระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว

โปแลนด์ก่อสร้างแนวรั้วกั้นสำหรับควบคุมการลักลอบข้ามพรมแดนอยู่ก่อนแล้ว และขณะนี้กำลัง “ยกระดับรั้ว” ให้มีความสามารถมากขึ้น ด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาทำงานเสริม ทั้งกล้องเฝ้าระวังและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ครอบคลุมแนวชายแดนติดยูเครนกว่า 110 กิโลเมตร

โครงการล่าสุดจะครอบคลุมชายแดนติดยูเครนรวมประมาณ 112 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่วงแรก 69 กิโลเมตร และอีกช่วง 43 กิโลเมตร โดยเพิ่มทั้ง ระบบเฝ้าระวัง กล้อง และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบความผิดปกติตามแนวชายแดนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

แนวคิดของโปแลนด์จึงค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยแนวกั้นทางกายภาพทำหน้าที่ขัดขวางการข้ามพรมแดน ขณะที่เทคโนโลยีทำหน้าที่ตรวจจับและแจ้งเตือน ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเอา “รั้วจริง” หรือ “รั้วอัจฉริยะ” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถนำทั้งสองระบบมาทำงานร่วมกันได้

ทางฝั่งชายแดนติดกับประเทศเบลารุสก็เช่นกัน โปแลนด์ใช้แนวทางนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งมีทั้ง กำแพงเหล็กทางกายภาพ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “รั้วอัจฉริยะ” ที่ประกอบด้วยกล้องตรวจการณ์ กล้องตรวจจับความร้อน และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว โดยล่าสุดยังเตรียมเสริมหอเฝ้าระวังและ ระบบตรวจจับโดรน เข้าไปอีกด้วย

โปแลนด์ไม่ได้มอง “รั้วอัจฉริยะ” ว่าเป็นสิ่งที่จะนำมาใช้แทนรั้วจริง แต่ใช้เทคโนโลยีทำให้แนวกั้นที่มีอยู่ “ฉลาดขึ้น” และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402301695391520/?rdid=4HTkU0ZtTqIifCqn#

จีนเปิดคลองผิงลู่ 7 หมื่นล้านหยวน!! ทางออกสู่ทะเล ย่นเส้นทางขนส่งสู่อาเซียนกว่า 560 กม. คลองผิงลู่ยาว 134 กม. สู่ทะเล ช่วยลัดเส้นทางขนส่งสินค้า เชื่อมตลาดจีน-อาเซียนใหญ่สุด

จีนเปิดสัญจร 'คลองผิงลู่' ทุนสร้าง 7 หมื่นล้านหยวน ทางออกสู่ทะเล ทางลัดสู่อาเซียน

วันพุธ (16 ก.ย.) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีนได้เปิดใช้งานคลองผิงลู่อย่างเป็นทางการแล้ว โดยคลองแห่งนี้มีความยาว 134.2 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 7.27 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.6 แสนล้านบาท) ตัดผ่านเมืองหนานหนิงของกว่างซี ก่อนไหลลงสู่อ่าวเป่ยปู้ ช่วยเปิดเส้นทางลัดสู่ชายฝั่งและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน

คลองแห่งนี้ทอดยาวตามระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงแถบตอนในของจีนเข้ากับอาเซียนและตลาดโลก ถือเป็นโครงการคลองเชื่อมแม่น้ำสู่ทะเลขนาดใหญ่โครงการแรกของจีนที่วางแผนและประสานงานในระดับชาติตั้งแต่ปี 1949

คลองผิงลู่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเรือที่มีระวางขับน้ำสูงสุด 5,000 ตัน ช่วยย่นระยะทางขนส่งสินค้าทางน้ำจากพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีนสู่ทะเลได้มากกว่า 560 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิมที่ต้องผ่านท่าเรือในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมลงร้อยละ 18-30 และประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้มากกว่า 5 พันล้านหยวน (ราว 2.47 หมื่นล้านบาท) ต่อปี

หลูซินหนิง รองประธานประจำหน่วยงานรัฐบาลกว่างซี กล่าวว่าคลองแห่งนี้สร้างทางเชื่อมใหม่ระหว่างตลาดจีนซึ่งมีประชากร 1.4 พันล้านคน กับกลุ่มผู้บริโภคในอาเซียนที่มีเกือบ 700 ล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพกระตุ้นการลงทุนข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ และส่งเสริมการรวมกลุ่มห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การก่อสร้างคลองแห่งนี้ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ส่วนใหญ่เป็นการขยายความกว้าง ขุดลอกให้ลึกขึ้น และปรับแนวทางน้ำเดิมให้ตรงขึ้น ขณะที่บางส่วนต้องมีการขุดเจาะผ่านพื้นที่แห้งและภูมิประเทศภูเขา โดยหนึ่งในความท้าทายทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดคือความแตกต่างของระดับน้ำที่สูงถึง 65 เมตร เทียบเท่ากับความสูงของอาคารกว่า 20 ชั้น จึงมีการสร้างศูนย์ควบคุมการเดินเรือ 3 แห่งที่ติดตั้งระบบประตูเรือสัญจรแบบคู่ (twin-line ship locks) เพื่อช่วยปรับระดับน้ำในการนำเรือขึ้นและลงตลอดแนวคลอง

รายงานระบุว่าดินและหินที่ขุดขึ้นมาจากคลองผิงลู่ราว 315 ล้านลูกบาศก์เมตรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์กว่าร้อยละ 98 นอกจากนี้ คลองสายนี้ยังมีทางผ่านสำหรับปลา (fish passage) ความยาวกว่า 480 เมตร และทางข้ามสำหรับสัตว์ป่าโดยเฉพาะ เพื่อให้สัตว์บก เช่น แมวดาวและกระรอก สามารถข้ามพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

เส้นทางคมนาคมสายใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งที่ผ่านมามีพัฒนาการตามหลังพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มั่งคั่งกว่า อีกทั้งยังต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าในการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ โดยสินค้าประเภทถ่านหิน แร่ธาตุ ธัญพืช วัสดุพลังงานใหม่ และชิ้นส่วนยานยนต์จากภูมิภาคดังกล่าว จะสามารถขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศผ่านเส้นทางตรงที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

อนึ่ง การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.27 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในปี 2025 ขณะที่การค้าระหว่างสองฝ่ายในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคมของปี 2026 อยู่ที่ 7.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24.77 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.7 เมื่อเทียบปีต่อปี และคิดเป็นร้อยละ 21.8 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีนในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

Nidec ญี่ปุ่นจ่อปิดโรงงานปอยเปต!! ย้ายผลิตไทยรับมือปิดด่าน หลังมาตรการปิดด่านกระทบซัพพลายเชน ค่าขนส่งเพิ่มหลายสิบเท่า แรงงานกัมพูชาพบผลกระทบหนัก

Nidec ของญี่ปุ่น ปิดโรงงานในกัมพูชาเดือนตุลาคมนี้ และจะย้ายการผลิตมาไทย หลัง “ไทยใจแข็ง” ไร้วี่แววเปิดด่านชายแดน

ผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา เริ่มสะเทือนไปถึงฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ Nidec (นิเด็ค) ผู้ผลิตมอเตอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ตัดสินใจ ยุติการผลิตในกัมพูชา ปิดโรงงานที่เมืองปอยเปตในวันที่ 22 ตุลาคม และย้ายงานผลิตมายังฐานเดิมของบริษัทในประเทศไทย
โรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2012 มีพนักงาน 724 คน ผลิตชิ้นส่วนหล่อโลหะสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูง รวมถึงชิ้นส่วนมอเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ โดยโมเดลธุรกิจตั้งแต่แรกอาศัยข้อได้เปรียบสำคัญของปอยเปต คือ ค่าแรงในกัมพูชาที่ต่ำกว่า แต่สามารถผลิตสินค้าแล้วขนส่งข้ามแดนเข้าสู่ฐานการผลิตของ Nidec ในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

แต่ความได้เปรียบนั้นหายไปทันทีเมื่อเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน และไทยยังคง ยึดมาตรการ "ปิดด่านชายแดน" โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง ขณะที่ยังไม่มีแนวโน้มชัดเจนว่าการขนส่งทางบกระหว่างสองประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อใด Nidec จึงประเมินว่าไม่สามารถรักษาระบบห่วงโซ่อุปทานเดิมเอาไว้ได้อีกต่อไป และตัดสินใจถอนการผลิตออกจากกัมพูชา

ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า กำลังการผลิตที่กัมพูชาสูญเสียไปกำลังไหลกลับเข้ามายังประเทศไทย เพราะ Nidec มีฐานการผลิตเดิมอยู่แล้วในไทย รวมถึงโรงงานด้าน Die-casting ที่ บ่อวินและปิ่นทอง ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูงเช่นเดียวกัน

ขณะที่กระทรวงแรงงานกัมพูชาระบุว่า การปิดชายแดนทำให้การขนส่งสินค้าจากพื้นที่ "บันเตียเมียนเจย" ซึ่งเดิมใช้เวลาเพียง 1–2 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อม บางกรณีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นถึง หลายสิบเท่า ประกอบกับคำสั่งซื้อที่ลดลง จนปีนี้มีโรงงานในพื้นที่ปิดหรือประกาศปิดแล้วอย่างน้อย 3 แห่ง กระทบแรงงานรวมเกือบ 4,000 คน

แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากคนไทยบางส่วน ชาวกัมพูชา รวมถึงเสียงจากต่างประเทศ ให้ไทยผ่อนคลายหรือเปิดด่านชายแดน แต่ไทยยังคงยืนกรานมาตรการชายแดนโดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง และผลที่เกิดขึ้นกลับทำให้ไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจบางส่วนตามมาโดยปริยาย — กรณีของ Nidec เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เมื่อกำลังการผลิตที่เคยอยู่ในปอยเปต กำลังถูกย้ายเข้ามายังประเทศไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402284702059886/?rdid=xI5BSeqwcPUivmZD#

‘ยศชนัน’ ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งใหญ่!! ลดใช้ทุนเหลือ 1 เท่า หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง เปิดทางย้ายสู่ภาคเอกชนได้ นับงาน Post doc เป็นทุนชดใช้ เตรียมเสนอครม.ทันปีนี้

“ยศชนัน” ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งประวัติศาสตร์ เคาะลดเวลาใช้ทุนเหลือ 1 เท่า-หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง พร้อมเปิดกว้างนับอายุงาน Post doc และภาคเอกชน

“รองนายกฯ และ รมว.อว.” เดินหน้าปรับปรุงเงื่อนไขทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่ หวังแก้ปัญหาคนไทยที่เก่งไหลออกนอกระบบ เล็งชงเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ทันที

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดคนรุ่นใหม่

การพิจารณาปรับแนวทางดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาจำนวนผู้สมัครรับทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้รับทุนต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานและมีภาระผูกพันในการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญามีอัตราที่สูงมาก ทำให้ทุนรัฐบาลขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นในปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ สป.อว., สอวช. และ สวทช. ได้หารือร่วมกันและประเมินว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้รับทุนในอนาคต และทำให้ประเทศต้องสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไปอย่างน่าเสียดาย จึงนำมาสู่การปรับเงื่อนไขใหม่ที่สำคัญ ดังนี้

ลดระยะเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน - จากเงื่อนไขเดิมที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา และหากผิดสัญญาต้องชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับถึง 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ได้ปรับลดระยะเวลาชดใช้ทุนเหลือเพียง 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) และ ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดลงจาก 3 เท่า เหลือเพียง 2 เท่าของเงินทุน

นับอายุงาน Post doc และเอกชนเป็นการชดใช้ทุน: ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ โดยผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน

เปิดทางย้ายสังกัดได้แม้หน่วยงานเดิมไม่ยินยอม - หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถขอย้ายหน่วยงานได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม โดยย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้

เปิดช่องย้ายสู่ภาคเอกชน - กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้รับทุนสามารถย้ายไปทำงานในภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน โดยแนวทางใหม่นี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้ สามารถมีผลย้อนหลังได้

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน กรณีมีข้อพิพาทหรือปัญหาในการตีความและการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อลดข้อพิพาทและปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น

"ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ แต่ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ วันนี้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และมีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปีนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573524914817156&id=100064789863797&rdid=QpFNdisDzTEEzGOM#

คาร์กิลล์ ขยายธุรกิจสัตว์ปีกไทย!! ทุ่ม 2,000 ล้านบาท เสริมกำลังผลิต ติดตั้งเทคโนโลยี AI ยกระดับคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกเพิ่ม 25,000 ล้านบาท สร้างงานใหม่กว่า 300 ตำแหน่งปี 2571

คาร์กิลล์ทุ่มทุน 2 พันล้านบาท ขยายธุรกิจสัตว์ปีกแปรรูปในประเทศไทย รองรับความต้องการโปรตีนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น

• การลงทุนครอบคลุมการขยายกำลังการผลิตและศักยภาพในการจัดเก็บธัญพืช เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลก
• คาดสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกให้ประเทศไทยรวม 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่งภายในปี 2571

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2569 – ท่ามกลางความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก คาร์กิลล์ได้ตัดสินใจลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท (60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจสัตว์ปีกในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกชั้นนำระดับโลก การลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารและค้าปลีกทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Food Hub for the World" หรือ "ศูนย์กลางอาหารของโลก"

หนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้การลงทุนครั้งนี้คือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในกระบวนการผลิตและการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิต ผ่านการติดตั้งสายการผลิตไก่ปรุงสุกระบบอัตโนมัติสายใหม่ ณ โรงงานอาหารสำเร็จรูปของคาร์กิลล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ตลอดระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีครั้งสำคัญ ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการประมวลผลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การยกระดับเทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวดของบริษัทเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิญี่ปุ่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยภายหลังการขยายกำลังการผลิต คาดว่าปริมาณการผลิตและส่งออกทั้งหมดของคาร์กิลล์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 160,000 เมตริกตันต่อปี สร้างมูลค่าการส่งออกรวมให้แก่ประเทศไทยประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นมากกว่า 300 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ คาร์กิลล์ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไซโลจัดเก็บธัญพืชแห่งใหม่ขนาด 30,000 เมตริกตัน ในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บวัตถุดิบ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาธัญพืชตลอดทั้งปี โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา รองประธานและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจสัตว์ปีก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาร์กิลล์ กล่าวว่า “ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดทั่วโลก ขณะที่ลูกค้าต่างมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือและสามารถสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมั่นใจ การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร เราไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศไทย ตลอดจนเกษตรกร ภาคธุรกิจ ซัพพลายเออร์ และชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย”

การลงทุนในธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ในประเทศไทยครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะ หนึ่งในฐานการผลิตระดับโลกสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดสากล พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร ร้านค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป

นอกเหนือจากการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศไทยแล้ว การขยายธุรกิจครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อประเทศไทย โดยจะช่วยส่งเสริมการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการภายในประเทศ ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธัญพืช เครื่องปรุง และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการผลิต สัตวแพทยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อวางรากฐานสู่ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top