Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

กระทรวงพาณิชย์จีนสอบ!! ตรวจสอบอุปกรณ์ใช้ซอฟต์แวร์ตปท. หวั่นส่งผลกระทบความมั่นคงชาติ กำหนดเสร็จสิ้นใน 12 เดือน เตรียมเปิดรับความเห็น 30 วัน

จีนเริ่มสอบสวน 'อุปกรณ์สำนักงานนำเข้า' ที่ใช้ซอฟต์แวร์ตปท. หวั่นกระทบความมั่นคงชาติ

ปักกิ่ง, 6 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเริ่มการสอบสวนด้านความมั่นคงระดับชาติเกี่ยวกับอุปกรณ์สำนักงานนำเข้าที่มีฟังก์ชันการพิมพ์และการถ่ายสำเนาที่ใช้ระบบซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงซอฟต์แวร์ไดรเวอร์และซอฟต์แวร์แบบฝังตัวที่ได้รับการพัฒนา ทดสอบ หรือบำรุงรักษาโดยบุคคลหรือนิติบุคคลจากต่างประเทศ โดยข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่าอุปกรณ์สำนักงานนำเข้าดังกล่าวอาจกระทบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติในมิติการค้าระหว่างประเทศ

กระทรวงฯ จะตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ผลกระทบของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี หรือบริการนำเข้าที่มีต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติ ความต้องการภายในประเทศในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและระดับการพึ่งพาสินค้า เทคโนโลยี หรือบริการจากต่างประเทศ สถานะการพัฒนาของอุตสาหกรรมภายในประเทศที่เกี่ยวข้องและผลกระทบของการนำเข้าที่มีต่ออุตสาหกรรมเหล่านั้น ตลอดจนศักยภาพและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในการตอบสนองความต้องการภายในประเทศและสนับสนุนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติ

นอกจากนี้ การสอบสวนจะพิจารณาผลกระทบของนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลต่างประเทศที่มีต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติของจีน รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในมิติการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการสอบสวนอาจดำเนินการผ่านแบบสอบถามที่เป็นลายลักษณ์อักษร การไต่สวน การตรวจสอบในสถานที่ หรือการมอบหมายให้หน่วยงานดำเนินการสอบสวน โดยกระทรวงฯ จะจัดทำรายงานผลการสอบสวนหรือมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว และประกาศผลอย่างเป็นทางการ

กระทรวงฯ ระบุว่าการสอบสวนจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับจากวันที่มีการประกาศเริ่มการสอบสวน เว้นแต่จะมีการขยายระยะเวลาภายใต้กรณีพิเศษ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนและกระบวนการสอบสวนได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีการเผยแพร่ประกาศดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

สงขลาเดือด!! ฝ่ายบริหารชนฝ่ายตรวจสอบ เกมชิงความชอบธรรม ‘สุพิศ–เถ้าแก่หลี’ เปิดศึกยาวการเมืองท้องถิ่นสงขลา วัดกันที่ผลงานกับหลักฐานตรวจสอบ ศึกนี้ประชาชนคือกรรมการ

”สุพิศ-เถ้าแก่หลี“เดินไปให้สุดซอย ใครแพ้ใครชนะ วัดกันด้วยความมุ่งมั่น-ตั้งใจ และข้อมูลในการแจกแจง

ในสถานการณ์การห่ำหั่นกันระหว่าง “เถ้าแก่หลี-เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์” นักธุรกิจใหญ่ของสงขลา ผู้ออกมาทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบภาคประชาชน ร่วมกับคณะอย่างทนายอาร์ม สุวรรณรักษา และเกรียงไกร คมขำ กับ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม”นายกฯอบจ.สงขลา ในฐานะฝ่ายบริหาร อบจ.สงขลา กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ยังไม่รู้จุดจบ ฝ่ายบริหารก็แจ้งความดำเนินคดีกับฝ่ายตรวจสอบฐานบุกรุก อีกฝ่ายยืนยันไม่หวั่นไหวกับข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ เพราะสถานที่ไม่ใช่ของ อบจ. /อบจ.เองก็ไปใช้ที่คนอื่น

จากข้อความการให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่ายหากถอด “สมการการเมือง” จะเห็นว่าผู้เล่น 2 ฝ่ายที่กำลังส่งสารถึงประชาชนมากกว่าจะสื่อสารถึงกันเอง เพื่อเรียกแฟนคลับ

-ฝ่าย สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ใช้ข้อความว่า หากเข้ามาแล้วทำแบบเดิมทุกอย่างก็เงียบ แต่การตัดสินใจต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกวิจารณ์หรือถูกแรงเสียดทาน
-ฝ่าย เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ในฐานะภาคประชาชน ตอบโต้ด้วยการยืนยันว่าเข้าตรวจสอบเพื่อปกป้องภาษีประชาชน ไม่ได้รับเงินบริจาค และจะทำหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

นี่ไม่ใช่การโต้เถียงเรื่องโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นการแย่ง “ความชอบธรรม” (Political Legitimacy) ว่าใครกำลังทำเพื่อประชาชนมากกว่ากัน

วิเคราะห์ไปในอนาคต
หากดูจากแนวโน้มการเมืองท้องถิ่น มีได้หลายฉากทัศน์

ฉากทัศน์ที่ 1 มีโอกาสมากที่สุด ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าปะทะกันต่อไปจนกว่าสุพิศจะพ้นจากตำแหน่ง หรือหมดวาระ

-ฝ่ายสุพิศเร่งผลงานและใช้ผลงานเป็นคำตอบ แต่ผลงานก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้โดยมืออาชีพ
-ฝ่ายเถ้าแก่หลีเร่งตรวจสอบ ร้องเรียน และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ข้อดีคือ พูดอะไร ทำอะไรก็เป็นข่าว

ผลคือทุกโครงการใหญ่ของ อบจ. จะถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นส่อว่าจะไม่ชอบมาพากล

ฉากทัศน์ที่ 2 หากผลตรวจสอบไม่พบความผิดสำคัญ สุพิศอาจได้คะแนนเพิ่ม เพราะสามารถสื่อสารว่า “ถูกตรวจสอบทุกเรื่อง แต่ยังเดินหน้าทำงานได้” ไม่มีคดีที่ฝ่ายตรวจสอบชี้มูลแม้แต่คดีเดียว

ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่นักการเมืองหลายคนต้องการสร้าง สร้างด้วยการสื่อสารทางการเมืองให้ชัด

ฉากทัศน์ที่ 3 หากมีคดีหรือหลักฐานที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริหารจริงสถานการณ์จะพลิกทันที เพราะฝ่ายตรวจสอบจะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น และประเด็นอาจขยายจากระดับท้องถิ่นไปสู่หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. /สตง.หรือหน่วยงานอื่นตามอำนาจหน้าที่

จุดที่น่าจับตา ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ผ่านสื่อ แต่คือ

1. ฝ่ายบริหารจะสามารถส่งมอบผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้หรือไม่
2. ฝ่ายตรวจสอบจะนำเสนอข้อมูลและหลักฐานที่ตรวจสอบได้เพียงใด
3. ความเห็นของประชาชนจะเอนเอียงไปทาง “ผลงาน” หรือ “ความโปร่งใส”

หากทั้งสองฝ่ายยังรักษาฐานสนับสนุนของตนไว้ได้ การเมืองท้องถิ่นสงขลามีแนวโน้มจะเป็นการแข่งขันระยะยาว โดยประเด็นหลักจะไม่ใช่เรื่องบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่าง “การบริหาร” กับ “การตรวจสอบ” ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศการเมืองและการเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตด้วย

มีคำถามว่า การฟาดฟันกันใครได้ประโยชน์ ตอบได้ว่าสังคมส่วนรวมได้ แต่ถามว่า เถ้าแก่หลี ต้องการอะไร ทำเพื่ออะไร คำตอบน่าจะบอกว่าไม่ได้หวังอะไร ไม่ลงสมัครอะไรเลย แต่ต้องการความถูกต้องเป็นธรรม
เฉลิมชัยบอกว่าไม่ได้กลัวคุก แต่จะทำให้คนอื่นพิมพ์ลายนิ้วมื้อบ้าง“

เถ้าแก่หลีคงไม่หลังผลเพื่อตัวเอง เถ้าแก่หลีลงสมัครไม่ได้อยู่แล้ว ไม่จบปริญญาตรี ขาดคุณสมบัติ เพียงแต่จะสนับสนุน หรือเทคะแนนให้ใครต้องติดตามต่อไป

สหรัฐอเมริกา- อิหร่าน กำลังเจรจาไปด้วยดี!! วอชิงตันเน้นบรรลุข้อตกลง ไม่เน้นใช้ปฏิบัติการทางทหาร อิหร่านขอเจรจาหลังสหรัฐฯเตรียมโจมตี ทรัมป์อ้างนำศัตรูขอความเมตตา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า วอชิงตันกำลังเจรจากับเตหะราน และต้องการบรรลุข้อตกลงมากกว่าการใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยอ้างว่าอิหร่านร้องขอการเจรจาหลังจากที่สหรัฐฯ เตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า พวกคุณลองนึกภาพตามนะ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องทำงานรูปไข่ และอิหร่านกำลังอยู่ที่ปลายสาย

“ได้โปรดอย่าทำเลย… เราเคารพคุณ”

ทรัมป์กำลังอ้างว่าความเป็นผู้นำของเขาทำให้ศัตรูของอเมริกาโทรมาขอความเมตตา

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1366374408984249/?rdid=0MvYvqSm6i19zWIl#

นักท่องเที่ยวอิสราเอลก่อเรื่อง!! โซเชียลเดือดกระแสต่อต้านพฤติกรรม นักท่องเที่ยวอิสราเอลกร่างที่กระบี่ กดดันไล่เรือในอุทยานทะเลแหวก พบเบี้ยวค่าอาหารสร้างความวุ่นวาย

โซเชียลเดือด 'นักท่องเที่ยวอิสราเอล' ก่อเรื่องไม่หยุด ไล่เรือพ้นที่จอดอุทยานฯ แถมชี้ยวเบี้ยวค่าอาหาร

​กระบี่ – กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ทำเอาคนไทยและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสุดจะทน เมื่อมีผู้ใช้โซเชียลออกมาเปิดเผยพฤติกรรมสุดเอือมระอาของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ที่ก่อเหตุวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกระบี่

​รายงานข่าวระบุว่า ผู้ใช้บริการเรือนำเที่ยวรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความสะท้อนความตึงเครียดในพื้นที่ "ทะเลแหวก" และ "อ่าวนาง" อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยระบุว่า ตนเองถูกกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้ามากดดันและไล่ไม่ให้จอดเรือในพื้นที่อุทยานฯ

​"วันนี้ผมโดนไล่ที่ทะเลแหวก เอ่อ ไล่เช่นเดียวกัน พอนักท่องเที่ยวมากับผมและที่ยืนอยู่บนชายหาด เห็นผมถูกไล่... กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่คนอิสราเอลจึงเข้ามาช่วยไล่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลออกไป พร้อมย้ำชัดว่า 'นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่อิสราเอล!'"

​นอกจากประเด็นการกร่างกร่างไล่ที่จอดเรือแล้ว ในโพสต์ดังกล่าวยังเผยถึงพฤติกรรมน่ารังเกียจอื่นๆ ที่เกิดขึ้นบนเกาะ เช่น การซื้ออาหารรับประทานแล้วพยายามจะไม่จ่ายเงินและเตรียมจะหนี จนเจ้าหน้าที่ต้องวิ่งไล่ตามกดดันจึงยอมควักเงินจ่ายในที่สุด

​เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งผู้ประกอบการไทยและนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก โดยชาวเน็ตต่างพากันแชร์ข้อมูลและติดแฮชแท็กเตือนภัยให้ระมัดระวังกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเข้ามาจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยไปมากกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389703793280459&id=100067225537993&rdid=GT2xMDqzHZK51mM6#

ด้วยความอาลัยยิ่ง 'สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์' ร่วมไว้อาลัย การจากไปของ 'ประกิต อภิสารธนรักษ์' ยกย่องคุณูปการและจิตสาธารณะ ขอแสดงความเสียใจถึงครอบครัวอย่างสุดซึ้ง

ด้วยความอาลัยยิ่ง ต่อการจากไปของ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ ที่ปรึกษาสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ศิษย์เก่าผู้เป็นบุคลากรทรงคุณค่า ผู้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ มีจิตสาธารณะช่วยเหลือคณะฯ มหาวิทยาลัย และสังคมส่วนรวม เป็นที่รักยิ่งของประชาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์

สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ขอแสดงความเสียใจ และอาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวอภิสารธนรักษ์มา ณ ที่นี้ และขอดวงวิญญาณของ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ จงเดินทางสู่ความสุขสงบในสุคติภพด้วยเทอญ

ประวัติ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์
คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ คือ "เจ้าพ่อโฆษณา" ระดับตำนานของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท ประกิต โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนวงการเอเจนซี่โฆษณาไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง

ประวัติส่วนตัวและการศึกษา
-อายุ: ปัจจุบันมีอายุประมาณ 86 ปี (จัดงานฉลองครบรอบอายุ 84 ปี ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567)
-การศึกษา: เป็นศิษย์เก่า คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น "ศิษย์เก่าเกียรติยศ" ของคณะ

การทำงานและตำแหน่งหน้าที่หลัก
-ประธานกรรมการ บริษัท ประกิต โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน): ผู้นำกลุ่มบริษัทโฆษณาชั้นแนวหน้าของไทย (Prakit Holdings)
-กรรมการบริษัท โรงพยาบาลรวมใจรักษ์: ร่วมบริหารและพัฒนาธุรกิจการแพทย์และการสาธารณสุข
-ผลงานเขียน: ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตผ่านหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ "ชีวิตต้องสู้" เพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการสร้างรากฐานชีวิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1568398205319065&id=100064467021293&rdid=Bx6ItF3CHSt9SFjr#

ชาวสงขลาเฮ!! ชาวหาดใหญ่ลุ้นระบบขนส่งใหม่ ครม.อนุมัติหลักการให้ รฟม.เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสงขลา โมโนเรล 12 สถานี ลดจราจร ดันเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวหาดใหญ่

ชาวสงขลา! ได้เฮ ครม. ไฟเขียว รฟม. เดินหน้าโมโนเรลหาดใหญ่ เตรียมศึกษาปรับแบบสถานีรับสถานการณ์น้ำท่วม ริเริ่มสมัย “นิพนธ์”เป็นนายกฯอบจ.

วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาได้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันโครงการระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดให้เดินหน้าต่ออย่างเป็นรูปธรรม

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรล ริเริ่มขึ้นสมัย “นิพนธ์ บุญญามณี” เป็นนายกฯอบจ.สงขลา ท่ามกลางเสียงกล่าวถึงว่า ”เป็นไปไม่ได้“ ช่วงหลายปีมานี้มีการกล่าวถึงว่า หัวเมืองไหนจะเกิดก่อน หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น วันนี้หาดใหญ่ก้าวนำหน้าไปแล้ว
หลังจากนี้ รฟม. จะเดินหน้าทบทวนผลการศึกษาโครงการภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี เพื่อปรับรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะการปรับรูปแบบสถานีและองค์ประกอบของโครงการให้รองรับสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) จังหวัดสงขลา มีระยะทาง 12.54 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี เชื่อมเส้นทางจาก สี่แยกคลองหวะ - สถานีรถตู้ตลาดเกษตร พร้อมโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุงที่สถานีคลองหวะ และจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในเมืองหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดสงขลา ลดปัญหาการจราจร เพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับการเติบโตของเมือง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในอนาคต

“ผมจะติดตามและผลักดันให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องชาวสงขลาครับ”
สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าว

โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร มีทั้งหมด 12 สถานี โดยเริ่มจาก แยกคลองหวะ ไปตามถนนกาญจนวนิช ก่อนเลี้ยวเข้าถนนเพชรเกษม และสิ้นสุดที่ สถานีรถตู้หาดใหญ่ ดังนี้

1. สถานีคลองหวะ
2. สถานีเซ็นทรัล
3. สถานีคลองเรียน
4. สถานี มอ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
5. สถานีคอหงส์
6. สถานีบิ๊กซี
7. สถานีหาดใหญ่วิทยาลัย
8. สถานีน้ำพุ
9. สถานีกิมหยง
10. สถานีชุมทางรถไฟหาดใหญ่
11. สถานีหาดใหญ่ใน
12. สถานีรถตู้หาดใหญ่

จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง (Interchange) ที่วางไว้ 3 แห่ง
* คลองหวะ
* คอหงส์
* สถานีรถตู้หาดใหญ่

แนวเส้นทางโดยสรุป

* เริ่มต้นที่แยกคลองหวะ
* ผ่านเซ็นทรัล หาดใหญ่
* คลองเรียน
* มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
* แยกคอหงส์
* บิ๊กซี
* หาดใหญ่วิทยาลัย
* วงเวียนน้ำพุ
* ตลาดกิมหยง
* สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่
* หาดใหญ่ใน
* สิ้นสุดที่สถานีรถตู้หาดใหญ่

ใช้มายแมพอย่างไร ให้ทบทวนบทเรียนได้เร็วขึ้น วิธีทบทวนเน้นเชื่อมโยง เลือกหัวข้อหลักแล้วแตกกิ่ง ใช้คำสั้นภาษาตนเองช่วยจำ ฝึกปิดหนังสือตรวจสอบความเข้าใจ

เคยไหม อ่านหนังสือไปหลายหน้า ขีดเส้นใต้แทบทั้งบท แต่พอปิดหนังสือกลับนึกไม่ออกว่าใจความสำคัญมีอะไรบ้าง ยิ่งใกล้สอบก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องกลับไปเริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่หน้าแรก ทำให้เสียทั้งเวลาและกำลังใจ

ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าเราเรียนไม่เก่งหรือความจำไม่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากวิธีทบทวนที่เน้นรับข้อมูลมากเกินไป โดยยังไม่ได้จัดระเบียบ เชื่อมโยง หรือทดลองดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาจากความจำ
การอ่านซ้ำทำให้เนื้อหาดูคุ้นตา แต่ความคุ้นตาไม่เหมือนกับการจำได้จริง เมื่อต้องเจอข้อสอบที่เปลี่ยนรูปแบบคำถาม เราอาจตอบไม่ได้ เพราะจำตำแหน่งของข้อความในหนังสือได้มากกว่าความหมายและความสัมพันธ์ของเนื้อหา

ดังนั้น การทบทวนที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่การใช้เวลาให้นานที่สุด แต่คือการทำให้เราเห็นภาพรวม รู้ว่าเรื่องใดสำคัญ และตรวจพบได้อย่างรวดเร็วว่าส่วนไหนยังไม่เข้าใจ
ทำไมอ่านหลายรอบ แต่ยังจำบทเรียนไม่ค่อยได้
.
บทเรียนหนึ่งบทอาจมีทั้งคำศัพท์ นิยาม สูตร ตัวอย่าง วันที่ บุคคล และข้อยกเว้น หากเราอ่านตามลำดับหน้าเพียงอย่างเดียว ข้อมูลเหล่านี้อาจยังคงแยกออกจากกันเป็นชิ้นเล็ก ๆ
พอถึงเวลาตอบคำถาม สมองจึงต้องพยายามค้นข้อมูลทีละส่วน ทำให้คิดช้า สับสน และไม่แน่ใจว่าคำตอบครบหรือไม่ โดยเฉพาะข้อสอบที่ต้องอธิบายเหตุผล เปรียบเทียบ หรือเชื่อมโยงหลายประเด็นเข้าด้วยกัน

อีกพฤติกรรมที่พบได้บ่อยคือการจดทุกประโยคตามหนังสือ หลายคนตั้งใจทำสมุดสรุปให้ครบและสวย แต่สุดท้ายกลับได้เนื้อหาฉบับใหม่ที่ยังยาวเกือบเท่าต้นฉบับ
การจดลักษณะนี้ใช้เวลามาก และอาจทำให้เราใส่ใจกับการคัดข้อความมากกว่าการคิดว่าอะไรคือหัวใจของบทเรียน ทางออกจึงไม่ใช่การจดให้มากขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นโครงสร้างที่มองเห็นและเข้าใจได้ง่าย
แผนผังความคิดช่วยให้ทบทวนเร็วขึ้นอย่างไร

มายแมพหรือแผนภาพความคิด เป็นเครื่องมือที่วางหัวข้อหลักไว้ตรงกลาง แล้วแตกประเด็นออกเป็นกิ่ง ทำให้เนื้อหาหลายหน้าถูกจัดให้อยู่ในภาพรวมเดียวกัน จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่การวาดให้สวย แต่เป็นการบังคับให้ผู้เรียนเลือก จัดกลุ่ม และเชื่อมโยงข้อมูลด้วยความเข้าใจของตัวเอง
งานวิเคราะห์อภิมานซึ่งรวบรวมการศึกษา 21 งาน พบว่าโดยรวมแล้ว การจัดการเรียนรู้ด้วยแผนผังลักษณะนี้ส่งผลเชิงบวกต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านความคิดเมื่อเทียบกับการสอนแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลอาจแตกต่างกันตามระดับชั้น วิชา และวิธีนำไปใช้ จึงไม่ควรมองว่าเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้แทนวิธีเรียนอื่นได้ทั้งหมด

หัวใจสำคัญคืออย่าใช้เครื่องมือนี้เป็นเพียงการคัดข้อความจากหนังสือ หากเปิดหนังสือแล้วถอดทุกประโยคลงในแต่ละกิ่ง เราอาจได้กระดาษที่ดูเป็นระเบียบ แต่ยังไม่ได้ฝึกคิดหรือเรียกความรู้กลับมาด้วยตัวเอง

วิธีที่เหมาะกับการทบทวนมากกว่าคือ ปิดหนังสือก่อน สร้างโครงจากสิ่งที่จำได้ แล้วจึงเปิดตรวจภายหลัง กระบวนการดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับการฝึกเรียกคืนข้อมูลจากความจำ ซึ่งงานทบทวนการทดลองในโรงเรียนและห้องเรียนพบว่าสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ได้ในหลายระดับชั้นและหลายสาขาวิชา
7 ขั้นตอนสร้างแผนผังสำหรับทบทวนบทเรียน

1. กำหนดเป้าหมายของการทบทวน
อย่าเริ่มด้วยเป้าหมายกว้าง ๆ ว่าจะอ่านบทนี้ให้จบ เพราะเราอาจอ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าต้องจับประเด็นใด
ลองเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นคำถาม เช่น บทนี้อธิบายกระบวนการอะไร มีองค์ประกอบใดบ้าง เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะอะไร หรือสูตรแต่ละสูตรใช้ในสถานการณ์ใด คำถามเหล่านี้จะช่วยกำหนดว่าข้อมูลแบบไหนควรอยู่ในแผนผัง
หากบทเรียนยาวมาก ควรแบ่งเป็นตอนย่อย โดยหนึ่งแผ่นตอบเรื่องหลักเพียงเรื่องเดียว การพยายามใส่เนื้อหาทั้งหน่วยลงในหน้าเดียวมักทำให้ข้อมูลแน่น อ่านยาก และกลับไปทบทวนช้าเหมือนเดิม

2. เขียนหัวข้อกลางจากความจำ
หลังเรียนจบหรืออ่านเนื้อหาครบหนึ่งรอบ ให้ปิดหนังสือแล้วเขียนหัวข้อหลักไว้ตรงกลาง จากนั้นลองนึกว่า หากต้องอธิบายเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เราจะเริ่มจากประเด็นใดบ้าง
จดทุกอย่างที่นึกออกโดยยังไม่ต้องกังวลเรื่องความสวย หากนึกไม่ออก อย่าเพิ่งรีบเปิดหนังสือ ลองใช้เวลาคิดประมาณหนึ่งถึงสองนาที เพราะช่วงที่เราติดขัดกำลังบอกว่าความรู้ส่วนใดยังไม่แข็งแรง

3. แตกกิ่งตามโครงสร้างของเนื้อหา
กิ่งหลักควรเป็นหมวดใหญ่ที่สะท้อนโครงสร้างของบทเรียน เช่น ความหมาย องค์ประกอบ ขั้นตอน สาเหตุ ผลกระทบ ตัวอย่าง และข้อควรระวัง
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องใช้หมวดเดียวกันกับทุกวิชา วิทยาศาสตร์อาจแบ่งเป็นโครงสร้าง หน้าที่ กระบวนการ และความผิดปกติ ประวัติศาสตร์อาจแบ่งเป็นภูมิหลัง เหตุการณ์สำคัญ บุคคล และผลลัพธ์ ส่วนคณิตศาสตร์อาจแบ่งเป็นนิยาม สูตร เงื่อนไข วิธีทำ และจุดที่มักคำนวณผิด
การเลือกโครงให้เหมาะกับเนื้อหาจะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ได้ชัดกว่าการพยายามใช้รูปแบบสำเร็จรูปกับทุกบทเรียน

4. ใช้คำสั้นและภาษาของตัวเอง
หนึ่งกิ่งไม่ควรกลายเป็นย่อหน้ายาว ควรเลือกใช้คำสำคัญ วลีสั้น สูตร วันที่ หรือตัวอย่างที่เห็นแล้วทำให้นึกต่อได้
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะคัดประโยคอธิบายกระบวนการทั้งหมด อาจเขียนเพียงวัตถุดิบ ขั้นตอน และผลลัพธ์ แล้วใช้ลูกศรแสดงทิศทางของกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม อย่าย่อจนกลับมาอ่านแล้วไม่เข้าใจ คำสั้นที่ดีต้องทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง เมื่อเห็นแล้วควรนึกออกว่าต้องอธิบายอะไรต่อ หากเป็นศัพท์เฉพาะ อาจเพิ่มความหมายสั้น ๆ หรือตัวอย่างไว้ใกล้กัน

5. เติมสี เส้นเชื่อม และสัญลักษณ์
สีช่วยแบ่งหมวดและทำให้มองเห็นส่วนสำคัญได้รวดเร็ว แต่ไม่จำเป็นต้องใช้หลายสีจนเสียเวลา ควรกำหนดหน้าที่ของแต่ละสีให้ชัด เช่น สีหนึ่งสำหรับแนวคิดหลัก อีกสีสำหรับตัวอย่าง และอีกสีสำหรับเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ
เส้นเชื่อมเหมาะกับข้อมูลที่สัมพันธ์กันข้ามหมวด เช่น สาเหตุหนึ่งนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน หรือสูตรหนึ่งใช้ได้เฉพาะเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่าง
ส่วนรูปภาพและสัญลักษณ์ควรใช้เพื่อช่วยจำ ไม่ใช่ตกแต่งทุกพื้นที่ เป้าหมายคือกลับมาเห็นแล้วเข้าใจเร็ว ไม่ใช่ทำผลงานให้สวยที่สุดในห้อง

6. เปิดหนังสือตรวจสอบประเด็นที่ตกหล่น
เมื่อวาดจากความจำเสร็จแล้ว ค่อยเปิดหนังสือ สมุด หรือเอกสารประกอบ เพื่อตรวจสอบสามเรื่อง ได้แก่ มีประเด็นสำคัญตกหล่นหรือไม่ มีความสัมพันธ์ใดเชื่อมผิดหรือไม่ และมีรายละเอียดใดที่ใส่มากเกินความจำเป็น
ใช้ปากกาอีกสีเติมเฉพาะส่วนที่ขาด วิธีนี้จะทำให้เห็นจุดอ่อนของตัวเองทันที หากกิ่งใดมีข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก แสดงว่าส่วนนั้นควรได้รับการทบทวนมากกว่าส่วนอื่น
ไม่จำเป็นต้องลบแล้วทำใหม่ให้สะอาด เพราะร่องรอยการแก้ไขคือข้อมูลที่ช่วยบอกว่าเราควรกลับมาเรียนเรื่องใดในรอบต่อไป

7. เปลี่ยนข้อมูลสำคัญเป็นคำถาม
เมื่อได้แผนผังหนึ่งแผ่นแล้ว อย่าเพิ่งถือว่าการทบทวนเสร็จสมบูรณ์ ลองเปลี่ยนหัวข้อในแต่ละกิ่งเป็นคำถาม เช่น กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจัยนี้มีผลต่อระบบอย่างไร สูตรนี้ใช้ไม่ได้ในกรณีใด หรือเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อช่วงเวลาถัดมาอย่างไร

จากนั้นปิดคำตอบและทดลองอธิบายออกมาด้วยปากเปล่า หากตอบไม่ได้ ให้ทำเครื่องหมายไว้แล้วกลับมาทบทวนเฉพาะจุดนั้นก่อนส่วนที่ตอบได้คล่องแล้ว
วิธีนี้เปลี่ยนแผนผังจากกระดาษสรุปธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องมือทดสอบความเข้าใจของตัวเอง
ตัวอย่างการนำไปใช้กับวิชาต่าง ๆ

สำหรับวิชาชีววิทยา สมมติหัวข้อกลางคือการสังเคราะห์ด้วยแสง กิ่งหลักอาจประกอบด้วยสถานที่เกิด สารตั้งต้น ขั้นตอน ผลผลิต และปัจจัยที่มีผล จากนั้นใช้เส้นเชื่อมว่าแสงเกี่ยวข้องกับขั้นตอนใด และผลผลิตถูกนำไปใช้อย่างไร

วิชาประวัติศาสตร์ไม่ควรจดเพียงลำดับปี แต่ควรแบ่งเป็นภูมิหลัง ผู้เกี่ยวข้อง จุดเปลี่ยน ผลโดยตรง และผลระยะยาว แล้วใช้ลูกศรเชื่อมเหตุการณ์กับผลกระทบ วิธีนี้ช่วยเตรียมพร้อมสำหรับข้อสอบเชิงวิเคราะห์ได้ดีกว่าการจำวันที่เพียงอย่างเดียว

ส่วนวิชาคณิตศาสตร์สามารถทำเป็นแผนเลือกวิธีแก้โจทย์ เริ่มจากโจทย์ให้ข้อมูลอะไร ต้องการหาอะไร มีเงื่อนไขใด แล้วจึงแตกไปยังสูตรหรือวิธีที่เหมาะสม ใต้แต่ละวิธีควรมีโจทย์ตัวอย่างสั้น ๆ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น ลืมเปลี่ยนหน่วย ใช้เครื่องหมายผิด หรือเลือกสูตรไม่ตรงกับเงื่อนไข
สูตรทบทวนบทเรียนภายใน 15 นาที

หากมีเวลาน้อย ลองแบ่งการทบทวนออกเป็นสามช่วง
ห้านาทีแรก ปิดหนังสือแล้ววาดโครงจากความจำให้เร็วที่สุด ไม่ต้องตกแต่งและไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะครบหรือไม่

ห้านาทีถัดมา เปิดเอกสารเพื่อตรวจสอบ เติมสิ่งที่ขาด และวงส่วนที่ยังสับสน
ห้านาทีสุดท้าย ปิดเอกสารอีกครั้ง แล้วตอบคำถามจากกิ่งหลักด้วยคำพูดของตัวเอง
หลังจบรอบ ให้เลือกเพียงสองหรือสามจุดที่ยังตอบไม่ได้ไปทบทวนต่อ ไม่ควรเริ่มอ่านใหม่ทั้งหมด เพราะจะทำให้เสียเวลากับส่วนที่รู้อยู่แล้ว

วันถัดไป ลองวาดโครงเดิมใหม่โดยไม่ดูแผ่นเก่า หากทำได้เร็วขึ้น อธิบายได้ชัดขึ้น และมีข้อมูลตกหล่นน้อยลง แสดงว่าความเข้าใจเริ่มมั่นคง

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ทำมายแมพแล้วไม่ได้ผล
ใช้เวลากับความสวยมากเกินไป
หากเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกสี วาดกรอบ หรือจัดตำแหน่งใหม่ เครื่องมือกำลังแย่งเวลาจากการเรียน ควรกำหนดเวลาทำฉบับแรกให้ชัด แล้วนำเวลาที่เหลือไปทดสอบตัวเอง

ใส่ทุกประโยคลงในกระดาษ
การสรุปไม่ใช่การย้ายหนังสือจากหลายหน้าให้มาอยู่บนแผ่นเดียว แต่คือการตัดสินใจว่าอะไรเป็นแกนหลักและอะไรเป็นข้อมูลสนับสนุน

อ่านแผนผังซ้ำโดยไม่ปิดคำตอบ
การมองแล้วรู้สึกคุ้นอาจทำให้คิดว่าจำได้ ทั้งที่ยังอธิบายเองไม่ได้ ควรทดลองวาดใหม่ ตอบคำถาม หรือสอนเพื่อนจากความจำ

พยายามใช้รูปแบบเดียวกับคนอื่น
บางคนจำได้ดีจากคำ บางคนต้องมีตัวอย่าง และบางคนเข้าใจเมื่อเห็นเส้นเหตุและผล จึงควรปรับจำนวนกิ่ง สี และรูปแบบคำถามให้เข้ากับวิธีเรียนของตัวเอง

สรุป
การทบทวนให้เร็วไม่ได้หมายถึงการอ่านให้ไวที่สุด แต่หมายถึงการใช้เวลาน้อยลงกับข้อมูลที่รู้อยู่แล้ว และมองเห็นจุดที่ยังไม่เข้าใจได้เร็วขึ้น
แผนผังที่ดีไม่จำเป็นต้องสวยหรือมีข้อมูลครบทุกบรรทัด แต่ต้องช่วยให้เราเห็นภาพรวม เชื่อมโยงเหตุผล และเรียกความรู้กลับมาอธิบายได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสือตลอดเวลา
ลองเริ่มจากบทสั้น ๆ เพียงหนึ่งบท ปิดหนังสือ วางหัวข้อหลัก แตกกิ่งจากความจำ แล้วจึงเปิดตรวจ สิ่งที่ตกหล่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นเป้าหมายของการทบทวนครั้งต่อไป
เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอ เราจะได้ชุดสรุปที่ไม่ได้ช่วยเฉพาะช่วงก่อนสอบ แต่ยังบอกได้ด้วยว่าเราเข้าใจเรื่องใดแล้ว และควรใช้เวลาเพิ่มเติมกับเนื้อหาส่วนไหน

งานวิจัยหักล้างความเชื่อ!! ศัลยแพทย์ยืนยัน กินไก่ทอดไม่กระทบเวร ทดสอบ 3 กลุ่มเวร 300 ครั้ง ผลไม่มีความแตกต่างชัดเจน

งานวิจัยหักล้างความเชื่อเรื่องการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรโรงพยาบาล
ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลพัทลุงได้ทำการวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อที่ว่าการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรในโรงพยาบาลจะทำให้มีคนไข้มากขึ้นและเวรยุ่งเหยิงนั้นไม่เป็นความจริง

รายละเอียดงานวิจัย:
-กลุ่มตัวอย่าง: ศัลยแพทย์ 5 คน

-การแบ่งเวร: แบ่งเป็น 300 เวร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้:
กลุ่มที่ 1: ไม่กินอะไรเลย
กลุ่มที่ 2: กินไก่ย่าง 5 ดาว
กลุ่มที่ 3: กินไก่ทอด KFC

-การวัดผล: นับจำนวนคนไข้, จำนวนการผ่าตัด, เวลาที่ใช้ในการผ่าตัด รวมถึงปริมาณงานโดยรวมของแต่ละเวร

ผลการวิจัย:
-จากการเปรียบเทียบข้อมูล พบว่าทั้ง 3 กลุ่มไม่แสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของจำนวนคนไข้ ปริมาณการผ่าตัด หรือปริมาณงานโดยรวม

ข้อสรุปที่สำคัญ:
-งานวิจัยนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าความเชื่อเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ชี้ให้เห็นว่า หากเราจะเลือกเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ก็ควรใช้เหตุผลและสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ที่มา : https://www.tiktok.com/@dr.benz_masterpiece/video/7670331202494156039?_r=1&_t=ZS-98cvC7shjuS

6 สิงหาคม 2488 รำลึกโศกนาฏกรรมฮิโรชิมา สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู ‘เมืองฮิโรชิมา’ คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่นทันที 80,000 คน บทเรียนราคาแพงของสงครามโลกครั้งที่ 2

วันนี้เมื่อ 78 ปีที่แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกยากจะลืมเลือน เมื่อสหรัฐอเมริกา ทิ้งระเบิดปรมาณู เหนือเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้มีคนตายทันที 80,000 คน

วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นอีกหนึ่งวันที่คนญี่ปุ่นไม่มีวันลืม เมื่อระเบิดปรมาณู ‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ ถูกทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน

‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ เป็นชื่อระเบิดปรมาณู ที่ถูกนำไปทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น โดยเครื่องบิน B-29 Superfortress (เครื่องบินลำนี้มีชื่อ Enola Gay) และระเบิดลูกนี้ ยังนับเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ใช้ในการสงครามอีกด้วย

อาวุธนี้พัฒนาขึ้น ในระหว่างจัดตั้ง ‘โครงการแมนฮัตตัน’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ‘จูเลียส โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์’ ผู้ที่ได้ฉายาว่า ‘บิดาแห่งระเบิดปรมาณู’

สำหรับ ‘ลิตเติลบอย’ มีความยาว 3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 71 เซนติเมตร และน้ำหนัก 4,000 กิโลกรัม บรรจุธาตุยูเรเนียมประมาณ 64 กิโลกรัม และจากเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน

‘BAFS’ ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต สนับสนุนตั้งแต่ปี 2569 เมล็ดพันธุ์นักเรียนกำพร้า ไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา ทุนรวม 200,000 บาทส่งต่อ

BAFS ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน ประจำปีการศึกษา 2569

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนกำพร้าและเด็กนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปีการศึกษา 2569 จัดขึ้นโดยมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าของสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และนายอิฏฐ์ สุขพัฒน์ธี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มบริษัทบาฟส์ (BAFS Group) ร่วมมอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสมทบกองทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนกำพร้า นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมี นางอัจฉรา สยามวาลา ณ สงขลา ประธานมูลนิธิฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารคูเวต

BAFS Group ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสทางการศึกษาคือการสร้างโอกาสที่ดีในอนาคต BAFS Group จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสนับสนุนให้เยาวชนเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมเดินหน้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างทั่วถึง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top