Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

ฟันดาบเยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ฟันดาบไทยอนาคตไกล เยาวชนทีมชาติโชว์ผลงานยอดเยี่ยมบนเวทีเอเชีย กวาด 1 ทอง 2 ทองแดง ศึก Asian Cadet Cup Taipei 2026

นักกีฬาเยาวชนทีมชาติฟันดาบไทย ศุภากร ไชยนาเคนทร์ น้องนิว วรกร นพพรพรหม น้องอั่งเปา ชยุตพันธุ์ โพธิ์ทอง น้องนาย ธฤต จำปาแพง น้องเพื่อน ร่วมการแข่งขันรายการ Asian Cadet Cup Taipei 2026 ระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 2 ส.ค. ณ.ประเทศไทเป

ผลการแข่งขันรายการน้องนิวคว้าเหรียญทอง ในรอบชิงชนะเลิศได้เข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพ ซึ่งเป็นนักกีฬาอันดับที่ 1 ของรายการแข่งขัน และเอาชนะไปด้วยสกอร์ 15-9

ส่วนน้องไนน์คว้าเหรียญทองแดง ในรอบ 4 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเอง ก่อนพ่ายไปอย่างสูสี น้องอั่งเปา เหรียญทองแดง โดยในรอบ 4 คนสุดท้ายเข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพก่อนพ่ายไปด้วยสกอร์ 15-6 และน้องเพื่อน ได้อันดับที่ 5 โดยในรอบ 8 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเองก่อนพ่ายไปอย่างสูสี

อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความยินดีและขอชื่นชมน้อง ๆ ทุกคนที่แสดงผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราสามารถคว้าเหรียญทองในประเภทบุคคลหลังจากปี 2568 สามารถคว้าเหรียญทองประเภททีมมาได้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10350893

7 สิงหาคม ของทุกปี ‘วันรพี’ รำลึก ‘พระบิดาแห่งกฎหมายไทย’ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หมุดหมายสำคัญวงการนิติศาสตร์ไทย รำลึกผู้ทรงวางระบบศาลยุติธรรม

วันรพี คือวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี คือ วันรพี เป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย

วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น ‘พระบิดาแห่งกฎหมายไทย’ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ ยิ่งแก่ประเทศชาติ

มหาอำมาตย์เอก มหาเสวกเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (21 ตุลาคม พ.ศ. 2417 – 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463) พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นต้นราชสกุลรพีพัฒน์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้วางรากฐานด้านกฎหมายในเมืองไทย จนได้รับพระสมัญญานามว่า พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 สิริพระชันษา 45 ปี

เมื่อพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ทรงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูปการศาล ซึ่งปัญหาสำคัญสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ เรื่องของศาลกงสุลต่างชาติ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในยุคนั้น เป็นที่รู้กันว่าชาวต่างชาติเหล่านี้มีอำนาจอิทธิพลมาก เมื่อเกิดคดีความหรือข้อโต้แย้ง ชาวไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะชาวต่างชาติมักจะอ้างว่ากฎหมายยังล้าหลังไม่ทันสมัยเพื่อเป็นข้ออ้างเอาเปรียบชาวไทยซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลของไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ ๆ ในเวลานั้น

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษาเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษากฎหมายไทยและต่างประเทศทำให้ศาลไทยมีความเชื่อถือมากขึ้นและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ถึงกับยกเลิกศาลกงสุลยอมให้คนชาติตัวเองมาขึ้นศาลไทยนอกจากนั้น ยังทรงปฏิรูปการศาลในด้านอื่นอีกมากมาย อาทิ

ขอพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ศาลในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสามารถกำหนดโทษเองได้ เนื่องจากในสมัยนั้นเมื่อศาลกำหนดโทษจำคุกผู้ต้องหาแล้ว ต้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดเวลาให้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุของความล่าช้าในวงการศาล, ทรงปรับปรุงเงินเดือนผู้พิพากษาให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่, ออกประกาศ ออกประกาศยกเลิก หรือแก้ไขพระราชบัญญัติ กฎเสนาบดีกว่า 60 ฉบับ เพื่อแก้ไขจุดที่บกพร่อง เพิ่มสิทธิของคู่ความให้เท่าเทียมกัน หรือแก้ไขบทลงโทษที่ล้าหลัง

นักกฎหมายได้ถือเอาวัน สิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ คือวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปีเป็น ‘วันรพี’ เพื่อเป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย โดยจะมีการจัดกิจกรรมวันรพีที่อนุสาวรีย์พระรูป พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หน้าสำนักงานศาลยุติธรรม โดยมีการจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507

https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

ดีลแสนล้านไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

"ดีลแสนล้านไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการปักหมุดเทคโนโลยี
การดึงดูดการลงทุนระดับโลก เช่น กลุ่ม Cloud Service Data Center
และอุตสาหกรรม EV ไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดเงินลงทุน
แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย"​
.
คุณจรีพร จารุกรสกุล ​
ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ​
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ​

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1676235341177008&id=100063716733871&rdid=A68HIFVmNN0eslc5#

ไทย–สหรัฐฯ ยุคสงครามเย็น!! บทบาทสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปั้นไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค จากมิตรประเทศสู่พันธมิตรแนวหน้า โลกเสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.3)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 โลกค่อย ๆ แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก ซึ่งนำไปสู่ยุค สงครามเย็น
1. ขั้วโลกเสรี (Western Bloc) นำโดย สหรัฐอเมริกา ยึดหลัก ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและตลาดเสรี การคุ้มครองทรัพย์สินเอกชน
2. ขั้วโลกคอมมิวนิสต์ (Eastern Bloc) นำโดย สหภาพโซเวียต ยึดหลัก ลัทธิคอมมิวนิสต์ ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง พรรคการเมืองเดียว

สหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นำในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น (ค.ศ. 1947–1991) จากปัจจัยสำคัญทั้งด้านอุดมการณ์ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทในเวทีโลก ดังนี้
1. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ สหรัฐฯ มองว่าการขยายตัวของคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อเสรีภาพและระเบียบโลกที่ตนสนับสนุน

2. นโยบาย "การสกัดกั้น" (Containment) ในปี 1947 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ประกาศ Truman Doctrine ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย "Containment" มีเป้าหมายเพื่อ
-ป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลไปยังประเทศอื่น
-สนับสนุนรัฐบาลที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
แนวคิดนี้กลายเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ตลอดช่วงยุคสงครามเย็น

3. ทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) สหรัฐฯ เชื่อว่า หากประเทศหนึ่งตกเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านก็อาจล้มตามกันเป็นลูกโซ่ แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น เกาหลี เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย

4. ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการรักษา การค้าเสรี การลงทุนระหว่างประเทศ เส้นทางคมนาคมทางทะเล และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ ด้วยเพราะ หากประเทศต่างๆ เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ กังวลว่าจะสูญเสียตลาดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ

5. การแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในฐานะมหาอำนาจ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหลือมหาอำนาจหลักเพียงสองประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา กับ สหภาพโซเวียต โดยทั้งสองแข่งขันกันในหลายด้าน ได้แก่ กำลังทหารและอาวุธนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและอวกาศ เศรษฐกิจ การสร้างพันธมิตร การแผ่อิทธิพลทางการเมือง ฯลฯ การต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำของโลก

6. การสร้างพันธมิตรทั่วโลก สหรัฐฯ จัดตั้งหรือสนับสนุนพันธมิตรหลายแห่ง เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organization (NATO) ในยุโรป และ องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ สนับสนุนนพันธมิตรเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายคือการยับยั้งการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตและจีน

7. บทบาทในประเทศไทย ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยมีบทบาทเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ติดกับอินโดจีน ซึ่งเป็นพื้นที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐฯ กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน บทบาทของสหรัฐฯ ต่อไทยสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. สนับสนุนความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สหรัฐฯ มองว่าไทยเป็น "แนวหน้าของโลกเสรี" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ส่งความช่วยเหลือทางทหาร สนับสนุนอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และกระสุน ฝึกอบรมกำลังพลไทย และสนับสนุนการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย ฯลฯ เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี 195 และ การประกาศ แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ (1962) ซึ่งสหรัฐฯ แสดงเจตนาช่วยเหลือไทยหากถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์

2. ใช้ประเทศไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ ในช่วงสงครามเวียดนาม ไทยกลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของสหรัฐฯ มีการใช้ฐานทัพอากาศหลายแห่ง เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ฐานทัพอากาศโคราช ฐานทัพอากาศอุดรธานี และฐานทัพอากาศตาคลี ฯลฯ บทบาทของฐานเหล่านี้ ได้แก่ สนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศในเวียดนาม ปฏิบัติการลาดตระเวนและข่าวกรอง และลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีทหารอเมริกันประจำอยู่ในไทยหลายหมื่นนาย

3. ความร่วมมือด้านข่าวกรอง ไทยและสหรัฐฯ ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการ ต่อต้านการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ แลกเปลี่ยนข่าวกรอง พัฒนาขีดความสามารถของหน่วยข่าวกรองไทย และสนับสนุนการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรับมือภัยคุกคามภายในประเทศและบริเวณชายแดน

4. ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ให้เงินช่วยเหลือจำนวนมากแก่ไทยผ่านโครงการต่างๆ เช่น เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านเกษตรกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษา ฯลฯ หน่วยงานสำคัญที่ดำเนินโครงการคือ องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)

5. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ สหรัฐฯ สนับสนุน ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรมข้าราชการ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนามหาวิทยาลัย บุคลากรไทยจำนวนมากได้รับการศึกษาจากสหรัฐฯ และกลับมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

6. ความร่วมมือทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความร่วมมือด้าน การควบคุมโรคติดต่อ การวิจัยโรคเขตร้อน การแพทย์ทหาร การพัฒนาห้องปฏิบัติการ ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยในระยะยาว

7. การลงทุนและการค้า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของไทย โดยมีการลงทุนใน อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมปิโตรเลียม โทรคมนาคม ธุรกิจบริการ การส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก ฯลฯ ความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษ 1960–1980

ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับ
-ได้รับการคุ้มครองด้านความมั่นคงในช่วงที่ภูมิภาคเผชิญสงคราม
-กองทัพได้รับการพัฒนาและทันสมัยขึ้น
-เศรษฐกิจเติบโตจากเงินช่วยเหลือและการลงทุน
-โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนา เช่น ถนน สนามบิน และระบบสื่อสาร
-บุคลากรไทยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
-ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ผลกระทบ แม้ความร่วมมือจะนำมาซึ่งประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีประเด็นที่นักวิชาการอภิปราย เช่น
-การใช้ฐานทัพไทยสนับสนุนสงครามเวียดนาม ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์
-การพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในบางช่วงอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
-การปรากฏตัวของทหารสหรัฐฯ จำนวนมากส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจในบางพื้นที่ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ

ช่วงสงครามเย็นถือเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ แน่นแฟ้นที่สุดยุคหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะ "มิตรประเทศ" ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ การพัฒนา การศึกษา และสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้ก็ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และข้อถกเถียงที่ยังเป็นหัวข้อศึกษาทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วย จึงเป็นทั้งการแข่งขันเชิงอุดมการณ์และการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สร้างบังเกอร์ชายแดนจันทบุรี-ตราด

สร้างบังเกอร์ชายแดนจันทบุรี-ตราด
ใช้งบคุ้มค่าหรือไม่ ?
.
สส.ฉัตร สุภัทรวณิชย์
รองประธานกรรมาธิการการทหาร พรรคประชาชน

.

นี่เหรอคือ..“ผู้ทรงคุณวุฒิ”ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น“รองประธานกรรมาธิการทหาร”
ของสภาผู้แทนราษฎรไทย
ไม่ต้องเป็นหรอกครับ สส. แค่ทำตัวให้สมควรเป็น“คน”
ที่เกิดในแผ่นดินไทยก็พอครับ
.
วิทัย ลายถมยา
โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10162724218930426&id=709290425&rdid=oDHEIRuXtGgSWLy4#

เรื่องราวของซาดาโกะ กับนกกระเรียน1,000ตัว เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงเรียกร้องใฝ่หาโลกแห่งสันติภาพจากเด็ก ตัวน้อยคนหนึ่ง
เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ กับนกกระเรียนกระดาษ 1,000 ตัว
เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงกระซิบจากเถ้าถ่านแห่งฮิโรชิมา

เช้าวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8 นาฬิกา 15 นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิมาสว่างจ้าขึ้นด้วยแสงที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นมาก่อน แสงวาบนั้นมาพร้อมกับความตายมหาศาล เมืองทั้งเมืองถูกทำลายในพริบตา ผู้คนนับแสนชีวิตดับสูญทันที และอีกนับแสนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อยาวนานจากรังสีที่มองไม่เห็น
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอายุเพียงสองขวบ อาศัยอยู่ห่างจากจุดระเบิดไปประมาณหนึ่งไมล์ครึ่ง เธอรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ในวันนั้น แต่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งโศกนาฏกรรมได้ฝังตัวอยู่ในร่างกายอันบอบบางของเธอแล้ว รอวันเวลาที่จะเติบโตขึ้นมาทำลายชีวิตของเธออีกครั้งหนึ่ง
เด็กหญิงคนนั้นชื่อ ซาดาโกะ ซาซากิ และเรื่องราวของเธอจะกลายเป็นหนึ่งในเสียงเรียกร้องสันติภาพที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกเคยได้ยินมา ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักการเมือง ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักปราศรัย แต่เพราะเธอเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีความฝันเรียบง่ายที่สุด นั่นคือความฝันที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
.
เด็กหญิงผู้ว่องไวดั่งสายลม

ซาดาโกะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหญิงที่ร่าเริงและแข็งแรง เธอชื่นชอบการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อนบ้านและครอบครัวต่างเรียกเธอว่าเป็นเด็กที่ว่องไวราวกับสายลม เธอฝันอยากเป็นนักกีฬา และในวัยสิบขวบ เธอก็ได้เข้าร่วมทีมวิ่งผลัดของโรงเรียน ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยพลังชีวิตและความหวังในอนาคตที่สดใส ไม่มีร่องรอยใดบ่งบอกว่าภายในร่างกายของเธอกำลังมีสิ่งผิดปกติค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
แต่แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เมื่อซาดาโกะอายุได้สิบเอ็ดปี ร่างกายของเธอเริ่มแสดงอาการผิดปกติ เธอรู้สึกเวียนศีรษะและอ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนกระทั่งวันหนึ่งขณะกำลังวิ่งซ้อมกับเพื่อนๆ เธอก็ล้มลงกะทันหัน ครอบครัวพาเธอไปโรงพยาบาล และคำวินิจฉัยที่แพทย์แจ้งออกมานั้นเป็นเสมือนสายฟ้าฟาดกลางใจพ่อแม่ของเธอ นั่นคือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่ในเวลานั้นชาวญี่ปุ่นเรียกกันด้วยความหวาดกลัวว่า "โรคระเบิดปรมาณู"
สิบปีหลังจากแสงวาบนั้นส่องประกายเหนือฮิโรชิมา รังสีที่แฝงตัวอยู่ในอากาศและฝุ่นละอองยังคงตามหาชีวิตของเด็กหญิงคนนี้จนพบ ราวกับเงาแห่งความตายที่ไม่เคยจางหายไปไหน เพียงแต่รอคอยเวลาที่เหมาะสมเพื่อเรียกคืนสิ่งที่มันคิดว่าเป็นของมัน

ตำนานนกกระเรียนพันตัวและประกายแห่งความหวังสุดท้าย

ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีความเชื่อโบราณสืบทอดกันมาว่า หากผู้ใดสามารถพับนกกระเรียนกระดาษโอริกามิได้ครบหนึ่งพันตัว เทพเจ้าจะประทานพรให้สมความปรารถนาหนึ่งประการ นกกระเรียนในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์แห่งอายุยืนยาวและความโชคดี เพราะเชื่อกันว่านกชนิดนี้มีชีวิตยืนยาวนับพันปี
เพื่อนสนิทของซาดาโกะนำกระดาษสีทองมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล พร้อมกับเล่าตำนานบทนี้ให้ฟัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภารกิจอันยิ่งใหญ่ในห้องพยาบาลเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซาดาโกะเริ่มพับนกกระเรียนกระดาษด้วยมือของเธอเองทีละตัว สองตัว สามตัว โดยใช้กระดาษทุกชนิดที่หาได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษห่อยา ซองยา หรือแม้แต่กระดาษที่เพื่อนๆ นำมาฝาก เธอพับด้วยมือที่อ่อนแรงลงทุกวัน แต่หัวใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดถอย
ทุกครั้งที่พับนกกระเรียนตัวใหม่เสร็จ ซาดาโกะจะแขวนมันไว้เหนือเตียง เธอไม่ได้พับเพียงเพื่อขอให้ตนเองหายจากโรคร้ายเท่านั้น หากแต่เด็กหญิงตัวเล็กผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่คนนี้ยังพร่ำบอกกับทุกคนว่า เธอยังคงพับนกกระเรียนกระดาษด้วยความฝันที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือความฝันว่าจะไม่มีเด็กคนใดในโลกนี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากสงครามและอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป นกกระเรียนแต่ละตัวจึงไม่ใช่เพียงกระดาษพับ แต่เป็นบทสวดภาวนาที่ไร้เสียงของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ส่งถึงโลกทั้งใบ

เมื่อสายลมหยุดพัด

อาการของซาดาโกะทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงเลยไป แม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ แต่ในยุคสมัยนั้นวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่อาจเอาชนะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดจากรังสีได้ ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเสื่อมถอยลงเลยคือจิตใจของเธอ เธอยังคงพับนกกระเรียนต่อไปทุกวันเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย บางวันที่มือของเธออ่อนแรงเกินกว่าจะขยับนิ้ว เธอก็ยังคงมองดูฝูงนกกระเรียนกระดาษที่แขวนอยู่เหนือเตียงด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
มีบันทึกเล่าขานกันว่า ซาดาโกะสามารถพับนกกระเรียนได้ครบหนึ่งพันตัวก่อนที่เธอจะจากไป และยังคงพับต่อไปอีกด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตยืนยาว ทว่าเรื่องราวที่แท้จริงตามบันทึกของครอบครัวและพิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิมาระบุว่า เธอพับได้ราวหกร้อยกว่าตัวก่อนที่ร่างกายจะไม่อาจต้านทานต่อไปได้ และเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้ช่วยกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบหนึ่งพันตัว เพื่อให้ซาดาโกะได้จากไปพร้อมกับความฝันที่สมบูรณ์
สุดท้ายแล้ว ซาดาโกะ ซาซากิ จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ขณะมีอายุได้เพียงสิบสองปี มรดกของเธอที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมีเพียงนกกระเรียนกระดาษหลากสีที่แขวนอยู่ทั่วห้อง และหัวใจของครอบครัว เพื่อน และคนทั้งประเทศที่แตกสลาย แต่เรื่องราวของเธอไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะความตายของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเธอเองเสียอีก

นกกระเรียนที่โบยบินไปทั่วโลก

หลังการจากไปของซาดาโกะ เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้รวมตัวกันริเริ่มโครงการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงเธอและเด็กๆ ทุกคนที่เสียชีวิตจากภัยระเบิดปรมาณู ความเคลื่อนไหวนี้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีเด็กนักเรียนกว่าสามพันแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุน จนในที่สุด อนุสาวรีย์เด็กหญิงแห่งสันติภาพ ก็ถูกสร้างขึ้นในสวนสันติภาพอนุสรณ์ฮิโรชิมาเมื่อปี ค.ศ. 1958

รูปปั้นนั้นเป็นรูปเด็กหญิงยืนอยู่บนยอดเขา ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ มือถือรูปนกกระเรียนกระดาษสีทองตัวหนึ่งอย่างสง่างาม ราวกับกำลังจะปล่อยมันโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ฐานอนุสาวรีย์มีข้อความสลักไว้เป็นคำเรียกร้องที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ขอให้นี่คือเสียงร้องขอสันติภาพของเราที่ดังก้องไปทั่วโลก”
นับแต่นั้นมา อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาแขวนพวงมาลัยนกกระเรียนกระดาษ ปีละหลายล้านตัว เพื่อภาวนาขอสันติภาพให้แก่มวลมนุษยชาติ โรงเรียนหลายพันแห่งทั่วโลกได้นำเรื่องราวของซาดาโกะไปสอนเด็กๆ ให้รู้จักคุณค่าของสันติภาพและพิษภัยของสงคราม เด็กๆ จากทุกทวีปพับนกกระเรียนกระดาษและส่งมายังฮิโรชิมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย นกกระเรียนตัวเล็กๆ ที่เคยเป็นเพียงความหวังของเด็กหญิงคนหนึ่งในห้องพยาบาล จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งสันติภาพที่ทุกคนบนโลกรู้จัก

สิ่งที่นกกระเรียนกระดาษยังคงกระซิบบอกเราในวันนี้

เจ็ดสิบกว่าปีผ่านไปนับตั้งแต่แสงวาบนั้นเคยส่องสว่างเหนือฮิโรชิมา โลกใบนี้ยังคงเผชิญกับความขัดแย้งและสงครามในหลากหลายมุม เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ จึงยังคงเป็นเสียงเล็กๆที่ดังกังวาลซึ่งผู้คนที่ใฝ่หาสันติภาพทั่วโลกยังคงได้ยินอยู่เสมอ เธอสอนให้เราเห็นว่า ผู้ที่ต้องแบกรับผลของสงครามหนักที่สุดมักไม่ใช่ผู้ที่ก่อสงคราม หากแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือเด็กๆ ผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นกับความขัดแย้งใดๆ เลย
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของเธอก็สอนให้เราเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความหวังเล็กๆ แม้ในห้วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต เด็กหญิงคนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นในความหวัง เลือกที่จะพับนกกระดาษทีละตัวด้วยมือที่อ่อนล้า แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวัง นี่คือบทเรียนอันล้ำค่าที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของสงครามเท่านั้น หากแต่เป็นบทเรียนแห่งชีวิตสำหรับทุกคน ในทุกยุคสมัย

ทุกวันนี้ เมื่อมีใครสักคนพับนกกระเรียนกระดาษ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก นั่นคือการต่อลมหายใจให้แก่ความฝันของเด็กหญิงคนหนึ่งที่จากไปเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีก่อน เสียงเรียกร้องอันแผ่วเบาของเธอยังคงดังก้องอยู่ในทุกรอยพับของกระดาษ เตือนใจมนุษยชาติว่าสันติภาพไม่ใช่เพียงคำสวยหรู หากแต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องก้าวเดินร่วมกันบนเส้นทางอันยาวไกล ช่วยกันสร้าง ทีละก้าว ทีละรอยพับ เช่นเดียวกับที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเคยแผ้วถางเส้นทางล่วงหน้ามาก่อนเพื่อให้เราทุกคนได้เดินตามบนเส้นทางแห่งสันติภาพอย่างแท้จริงนั่นเอง

นักลงทุนเดินเกมภูเก็ต!! ‘นายจิตรเทพ’ นำทีมเจรจาลงทุน มุ่งยกระดับอสังหาฯสู่ตลาดโลก ร่วมมือผนึกกำลังหลากหลายสาขา ภูเก็ตเป้าหมายธุรกิจใหม่ล่าสุด

นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ผู้บริหารกองทุน นำคณะนักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจ ศึกษาความร่วมมือด้านการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต มุ่งยกระดับสู่ตลาดนักลงทุนต่างประเทศ

ภูเก็ต – นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ผู้บริหารกองทุน นำคณะนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ เดินทางเข้าหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อศึกษาโอกาสการร่วมลงทุน การพัฒนาโครงการ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดนักลงทุนระดับนานาชาติ

คณะผู้แทนด้านการลงทุน นำโดย นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ พร้อมด้วย นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ ผู้บริหารกองทุน Straits Asset Group (Private Equity Fund), นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ นายนิวัฒน์ ตั้งก้องเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟลลัส คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้ร่วมเดินทางเข้าพบ นายก้าน ประชุมพรรณ์ นักธุรกิจและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาโครงการ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดภูเก็ต โดยมี นายธนภัทร อุทวราพงศ์ เข้าร่วมประสานงานและสนับสนุนการดำเนินงาน

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการลงทุน การวางโครงสร้างเงินทุน การพัฒนาโครงการ การสร้างกลยุทธ์การตลาด และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารการขาย และการสื่อสารการตลาดสู่กลุ่มนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการในระยะยาว

นายก้าน ประชุมพรรณ์ นักธุรกิจและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบในจังหวัดภูเก็ต ทั้งโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม และโครงการเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน โดยมี The Beach Center และ The Balance Condo Kata เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพบนทำเลศักยภาพ พร้อมมีแผนพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง และเปิดรับความร่วมมือจากพันธมิตรและนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต

นายก้านกล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจากรัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งมองเห็นศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตทั้งในด้านการท่องเที่ยว การอยู่อาศัย และการลงทุน ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน พัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเงิน การตลาด และเทคโนโลยี AI พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพของโครงการในจังหวัดภูเก็ต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ เพื่อยกระดับมาตรฐานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย พร้อมสนับสนุนให้จังหวัดภูเก็ตก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติในอนาคต

'CXMT' โตแรง!! หวังลดพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ ผลิตแรม DDR4, DDR5 รองรับหลายอุปกรณ์ ขึ้นแท่นอันดับ 4 ของโลกด้านแรม ราคายังใกล้เคียงผู้ผลิตใหญ่

ทำความรู้จัก CXMT บริษัทที่หลายคนเชื่อว่านี่อาจเป็นความหวังใหม่ของวงการแรม

ช่วงนี้เห็นหลายคนพูดถึงแรมจีน ๆ กันบ่อย ๆ เลยจะพามาทำความรู้จัก CXMT หรือ ChangXin Memory Technologies บริษัทผู้ผลิต DRAM ของจีน ก่อตั้งเมื่อปี 2016 ที่เมืองเหอเฟย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือพัฒนาชิปแรมของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, SK hynix และ Micron

ซึ่งปัจจุบัน CXMT ผลิตชิป DDR4, DDR5, LPDDR4X และ LPDDR5/5X สำหรับใช้งานในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน และเซิร์ฟเวอร์ได้แล้ว

แม้เทคโนโลยีจะยังตามหลังผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ CXMT เติบโตอย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็น ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก และกำลังขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

แต่ต้องบอกก่อนว่าความหวังในที่นี้ อาจไม่ใช่แรมในราคาที่ถูกลง ราคาอาจจะยังคงใกล้เคียงกับ 3 ยักษ์ใหญ่ในตลาด แต่การเกิดคู่แข่งขึ้นมาอาจจะมีผลทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด

ซึ่งผลประโยชน์ก็มักจะตกกับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ และมีโอกาสส่งผลให้ราคาแรมทั่วโลกมีความคุ้มค่ามากขึ้นในระยะยาว แม้ปัจจุบันราคาจะยังไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1572542484231542&id=100044274167392&rdid=frJMKlU4IwUTOd0k#

กระทรวงพาณิชย์จีนสอบ!! ตรวจสอบอุปกรณ์ใช้ซอฟต์แวร์ตปท. หวั่นส่งผลกระทบความมั่นคงชาติ กำหนดเสร็จสิ้นใน 12 เดือน เตรียมเปิดรับความเห็น 30 วัน

จีนเริ่มสอบสวน 'อุปกรณ์สำนักงานนำเข้า' ที่ใช้ซอฟต์แวร์ตปท. หวั่นกระทบความมั่นคงชาติ

ปักกิ่ง, 6 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเริ่มการสอบสวนด้านความมั่นคงระดับชาติเกี่ยวกับอุปกรณ์สำนักงานนำเข้าที่มีฟังก์ชันการพิมพ์และการถ่ายสำเนาที่ใช้ระบบซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงซอฟต์แวร์ไดรเวอร์และซอฟต์แวร์แบบฝังตัวที่ได้รับการพัฒนา ทดสอบ หรือบำรุงรักษาโดยบุคคลหรือนิติบุคคลจากต่างประเทศ โดยข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่าอุปกรณ์สำนักงานนำเข้าดังกล่าวอาจกระทบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติในมิติการค้าระหว่างประเทศ

กระทรวงฯ จะตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ผลกระทบของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี หรือบริการนำเข้าที่มีต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติ ความต้องการภายในประเทศในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและระดับการพึ่งพาสินค้า เทคโนโลยี หรือบริการจากต่างประเทศ สถานะการพัฒนาของอุตสาหกรรมภายในประเทศที่เกี่ยวข้องและผลกระทบของการนำเข้าที่มีต่ออุตสาหกรรมเหล่านั้น ตลอดจนศักยภาพและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในการตอบสนองความต้องการภายในประเทศและสนับสนุนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติ

นอกจากนี้ การสอบสวนจะพิจารณาผลกระทบของนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลต่างประเทศที่มีต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงระดับชาติของจีน รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในมิติการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการสอบสวนอาจดำเนินการผ่านแบบสอบถามที่เป็นลายลักษณ์อักษร การไต่สวน การตรวจสอบในสถานที่ หรือการมอบหมายให้หน่วยงานดำเนินการสอบสวน โดยกระทรวงฯ จะจัดทำรายงานผลการสอบสวนหรือมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว และประกาศผลอย่างเป็นทางการ

กระทรวงฯ ระบุว่าการสอบสวนจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับจากวันที่มีการประกาศเริ่มการสอบสวน เว้นแต่จะมีการขยายระยะเวลาภายใต้กรณีพิเศษ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนและกระบวนการสอบสวนได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีการเผยแพร่ประกาศดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

สงขลาเดือด!! ฝ่ายบริหารชนฝ่ายตรวจสอบ เกมชิงความชอบธรรม ‘สุพิศ–เถ้าแก่หลี’ เปิดศึกยาวการเมืองท้องถิ่นสงขลา วัดกันที่ผลงานกับหลักฐานตรวจสอบ ศึกนี้ประชาชนคือกรรมการ

”สุพิศ-เถ้าแก่หลี“เดินไปให้สุดซอย ใครแพ้ใครชนะ วัดกันด้วยความมุ่งมั่น-ตั้งใจ และข้อมูลในการแจกแจง

ในสถานการณ์การห่ำหั่นกันระหว่าง “เถ้าแก่หลี-เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์” นักธุรกิจใหญ่ของสงขลา ผู้ออกมาทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบภาคประชาชน ร่วมกับคณะอย่างทนายอาร์ม สุวรรณรักษา และเกรียงไกร คมขำ กับ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม”นายกฯอบจ.สงขลา ในฐานะฝ่ายบริหาร อบจ.สงขลา กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ยังไม่รู้จุดจบ ฝ่ายบริหารก็แจ้งความดำเนินคดีกับฝ่ายตรวจสอบฐานบุกรุก อีกฝ่ายยืนยันไม่หวั่นไหวกับข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ เพราะสถานที่ไม่ใช่ของ อบจ. /อบจ.เองก็ไปใช้ที่คนอื่น

จากข้อความการให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่ายหากถอด “สมการการเมือง” จะเห็นว่าผู้เล่น 2 ฝ่ายที่กำลังส่งสารถึงประชาชนมากกว่าจะสื่อสารถึงกันเอง เพื่อเรียกแฟนคลับ

-ฝ่าย สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ใช้ข้อความว่า หากเข้ามาแล้วทำแบบเดิมทุกอย่างก็เงียบ แต่การตัดสินใจต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกวิจารณ์หรือถูกแรงเสียดทาน
-ฝ่าย เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ในฐานะภาคประชาชน ตอบโต้ด้วยการยืนยันว่าเข้าตรวจสอบเพื่อปกป้องภาษีประชาชน ไม่ได้รับเงินบริจาค และจะทำหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

นี่ไม่ใช่การโต้เถียงเรื่องโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นการแย่ง “ความชอบธรรม” (Political Legitimacy) ว่าใครกำลังทำเพื่อประชาชนมากกว่ากัน

วิเคราะห์ไปในอนาคต
หากดูจากแนวโน้มการเมืองท้องถิ่น มีได้หลายฉากทัศน์

ฉากทัศน์ที่ 1 มีโอกาสมากที่สุด ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าปะทะกันต่อไปจนกว่าสุพิศจะพ้นจากตำแหน่ง หรือหมดวาระ

-ฝ่ายสุพิศเร่งผลงานและใช้ผลงานเป็นคำตอบ แต่ผลงานก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้โดยมืออาชีพ
-ฝ่ายเถ้าแก่หลีเร่งตรวจสอบ ร้องเรียน และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ข้อดีคือ พูดอะไร ทำอะไรก็เป็นข่าว

ผลคือทุกโครงการใหญ่ของ อบจ. จะถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นส่อว่าจะไม่ชอบมาพากล

ฉากทัศน์ที่ 2 หากผลตรวจสอบไม่พบความผิดสำคัญ สุพิศอาจได้คะแนนเพิ่ม เพราะสามารถสื่อสารว่า “ถูกตรวจสอบทุกเรื่อง แต่ยังเดินหน้าทำงานได้” ไม่มีคดีที่ฝ่ายตรวจสอบชี้มูลแม้แต่คดีเดียว

ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่นักการเมืองหลายคนต้องการสร้าง สร้างด้วยการสื่อสารทางการเมืองให้ชัด

ฉากทัศน์ที่ 3 หากมีคดีหรือหลักฐานที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริหารจริงสถานการณ์จะพลิกทันที เพราะฝ่ายตรวจสอบจะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น และประเด็นอาจขยายจากระดับท้องถิ่นไปสู่หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. /สตง.หรือหน่วยงานอื่นตามอำนาจหน้าที่

จุดที่น่าจับตา ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ผ่านสื่อ แต่คือ

1. ฝ่ายบริหารจะสามารถส่งมอบผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้หรือไม่
2. ฝ่ายตรวจสอบจะนำเสนอข้อมูลและหลักฐานที่ตรวจสอบได้เพียงใด
3. ความเห็นของประชาชนจะเอนเอียงไปทาง “ผลงาน” หรือ “ความโปร่งใส”

หากทั้งสองฝ่ายยังรักษาฐานสนับสนุนของตนไว้ได้ การเมืองท้องถิ่นสงขลามีแนวโน้มจะเป็นการแข่งขันระยะยาว โดยประเด็นหลักจะไม่ใช่เรื่องบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่าง “การบริหาร” กับ “การตรวจสอบ” ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศการเมืองและการเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตด้วย

มีคำถามว่า การฟาดฟันกันใครได้ประโยชน์ ตอบได้ว่าสังคมส่วนรวมได้ แต่ถามว่า เถ้าแก่หลี ต้องการอะไร ทำเพื่ออะไร คำตอบน่าจะบอกว่าไม่ได้หวังอะไร ไม่ลงสมัครอะไรเลย แต่ต้องการความถูกต้องเป็นธรรม
เฉลิมชัยบอกว่าไม่ได้กลัวคุก แต่จะทำให้คนอื่นพิมพ์ลายนิ้วมื้อบ้าง“

เถ้าแก่หลีคงไม่หลังผลเพื่อตัวเอง เถ้าแก่หลีลงสมัครไม่ได้อยู่แล้ว ไม่จบปริญญาตรี ขาดคุณสมบัติ เพียงแต่จะสนับสนุน หรือเทคะแนนให้ใครต้องติดตามต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top