ไทย–สหรัฐฯ ยุคสงครามเย็น!! บทบาทสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปั้นไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค จากมิตรประเทศสู่พันธมิตรแนวหน้า โลกเสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.3)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 โลกค่อย ๆ แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก ซึ่งนำไปสู่ยุค สงครามเย็น
1. ขั้วโลกเสรี (Western Bloc) นำโดย สหรัฐอเมริกา ยึดหลัก ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและตลาดเสรี การคุ้มครองทรัพย์สินเอกชน
2. ขั้วโลกคอมมิวนิสต์ (Eastern Bloc) นำโดย สหภาพโซเวียต ยึดหลัก ลัทธิคอมมิวนิสต์ ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง พรรคการเมืองเดียว
สหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นำในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น (ค.ศ. 1947–1991) จากปัจจัยสำคัญทั้งด้านอุดมการณ์ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทในเวทีโลก ดังนี้
1. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ สหรัฐฯ มองว่าการขยายตัวของคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อเสรีภาพและระเบียบโลกที่ตนสนับสนุน
2. นโยบาย "การสกัดกั้น" (Containment) ในปี 1947 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ประกาศ Truman Doctrine ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย "Containment" มีเป้าหมายเพื่อ
-ป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลไปยังประเทศอื่น
-สนับสนุนรัฐบาลที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
แนวคิดนี้กลายเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ตลอดช่วงยุคสงครามเย็น
3. ทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) สหรัฐฯ เชื่อว่า หากประเทศหนึ่งตกเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านก็อาจล้มตามกันเป็นลูกโซ่ แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น เกาหลี เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย
4. ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการรักษา การค้าเสรี การลงทุนระหว่างประเทศ เส้นทางคมนาคมทางทะเล และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ ด้วยเพราะ หากประเทศต่างๆ เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ กังวลว่าจะสูญเสียตลาดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ
5. การแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในฐานะมหาอำนาจ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหลือมหาอำนาจหลักเพียงสองประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา กับ สหภาพโซเวียต โดยทั้งสองแข่งขันกันในหลายด้าน ได้แก่ กำลังทหารและอาวุธนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและอวกาศ เศรษฐกิจ การสร้างพันธมิตร การแผ่อิทธิพลทางการเมือง ฯลฯ การต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำของโลก
6. การสร้างพันธมิตรทั่วโลก สหรัฐฯ จัดตั้งหรือสนับสนุนพันธมิตรหลายแห่ง เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organization (NATO) ในยุโรป และ องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ สนับสนุนนพันธมิตรเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายคือการยับยั้งการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตและจีน
7. บทบาทในประเทศไทย ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยมีบทบาทเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ติดกับอินโดจีน ซึ่งเป็นพื้นที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐฯ กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน บทบาทของสหรัฐฯ ต่อไทยสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. สนับสนุนความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สหรัฐฯ มองว่าไทยเป็น "แนวหน้าของโลกเสรี" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ส่งความช่วยเหลือทางทหาร สนับสนุนอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และกระสุน ฝึกอบรมกำลังพลไทย และสนับสนุนการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย ฯลฯ เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี 195 และ การประกาศ แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ (1962) ซึ่งสหรัฐฯ แสดงเจตนาช่วยเหลือไทยหากถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์
2. ใช้ประเทศไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ ในช่วงสงครามเวียดนาม ไทยกลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของสหรัฐฯ มีการใช้ฐานทัพอากาศหลายแห่ง เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ฐานทัพอากาศโคราช ฐานทัพอากาศอุดรธานี และฐานทัพอากาศตาคลี ฯลฯ บทบาทของฐานเหล่านี้ ได้แก่ สนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศในเวียดนาม ปฏิบัติการลาดตระเวนและข่าวกรอง และลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีทหารอเมริกันประจำอยู่ในไทยหลายหมื่นนาย
3. ความร่วมมือด้านข่าวกรอง ไทยและสหรัฐฯ ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการ ต่อต้านการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ แลกเปลี่ยนข่าวกรอง พัฒนาขีดความสามารถของหน่วยข่าวกรองไทย และสนับสนุนการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรับมือภัยคุกคามภายในประเทศและบริเวณชายแดน
4. ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ให้เงินช่วยเหลือจำนวนมากแก่ไทยผ่านโครงการต่างๆ เช่น เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านเกษตรกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษา ฯลฯ หน่วยงานสำคัญที่ดำเนินโครงการคือ องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)
5. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ สหรัฐฯ สนับสนุน ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรมข้าราชการ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนามหาวิทยาลัย บุคลากรไทยจำนวนมากได้รับการศึกษาจากสหรัฐฯ และกลับมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ
6. ความร่วมมือทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความร่วมมือด้าน การควบคุมโรคติดต่อ การวิจัยโรคเขตร้อน การแพทย์ทหาร การพัฒนาห้องปฏิบัติการ ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยในระยะยาว
7. การลงทุนและการค้า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของไทย โดยมีการลงทุนใน อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมปิโตรเลียม โทรคมนาคม ธุรกิจบริการ การส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก ฯลฯ ความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษ 1960–1980
ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับ
-ได้รับการคุ้มครองด้านความมั่นคงในช่วงที่ภูมิภาคเผชิญสงคราม
-กองทัพได้รับการพัฒนาและทันสมัยขึ้น
-เศรษฐกิจเติบโตจากเงินช่วยเหลือและการลงทุน
-โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนา เช่น ถนน สนามบิน และระบบสื่อสาร
-บุคลากรไทยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
-ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผลกระทบ แม้ความร่วมมือจะนำมาซึ่งประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีประเด็นที่นักวิชาการอภิปราย เช่น
-การใช้ฐานทัพไทยสนับสนุนสงครามเวียดนาม ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์
-การพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในบางช่วงอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
-การปรากฏตัวของทหารสหรัฐฯ จำนวนมากส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจในบางพื้นที่ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ
ช่วงสงครามเย็นถือเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ แน่นแฟ้นที่สุดยุคหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะ "มิตรประเทศ" ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ การพัฒนา การศึกษา และสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้ก็ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และข้อถกเถียงที่ยังเป็นหัวข้อศึกษาทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วย จึงเป็นทั้งการแข่งขันเชิงอุดมการณ์และการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น










