Monday, 19 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

รัสเซีย อ้างถล่มโครงข่ายโลจิสติกส์ยูเครน!! มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ ตะวันตกยูเครนเป็นหลัก โดรนโจมตีท่าเรือโอเดสซา เป้าส่งเสบียงกองทัพยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับลำเลียงสินค้าทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”
นอกจากนี้ การโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียในท่าเรือโอเดสซา ยังได้โจมตีเรือขนส่งทางทะเลลำหนึ่ง ซึ่งบรรทุกเสบียงหรือสิ่งของสนับสนุนสำหรับกองทัพยูเครน

สรุป รัสเซียระบุว่าได้เดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของยูเครน โดยเฉพาะทางรถไฟทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรัสเซียอ้างว่าใช้ขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรปเข้าสู่ยูเครน รวมถึงโจมตีเป้าหมายในท่าเรือโอเดสซาที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครนด้วย

ที่มา : Sputnik

'อรรถวิชช์' ทวงความคืบหน้าตึก สตง.ถล่ม!! ขอเร่งบังคับเงินประกันและตรวจหลักฐานเหล็กด้อยคุณภาพ ทวงเงินประกัน 2.56 พันล้าน ร้องค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ ร่วมมือเจ้าหน้าที่ผลักดันเร็วขึ้น

"อรรถวิชช์" หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68

ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้
1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน
2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/atavit.s/posts/pfbid02xZRapS9sg7qvQjaq9nANSWSrAbsmUeUntnnojdxG2WnLFLAvrCgERbbtYGfCRCH6l?rdid=pTMnRuKC2RMk1Mmh#

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

สกอต เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ 3 ชาติใน UK นัดลงนามร่วม ดันสิทธิกำหนดอนาคต สะเทือน Westminster ท่ามกลางกระแสแยกตัว ผลักดันสิทธิกำหนดอนาคตชัดเจน เร่งหาทางจัดประชามติร่วมกัน

เรื่องใหญ่ของ UK ค่ะ — รอบนี้ไม่ได้มาทีละชาติ แต่มากันสาม
.
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน ผู้นำฝ่ายชาตินิยมจาก สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ เตรียมไปนั่งโต๊ะเดียวกันที่ Cardiff ประเทศเวลส์ พร้อมลงนามข้อตกลงร่วมกัน เพื่อผลักดันเรื่องสิทธิในการกำหนดอนาคตของแต่ละชาติ
.
The Telegraph พาดหัวมาแรงมากว่า เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อ “kick-start the break-up of the United Kingdom” หรือพูดง่าย ๆ ว่า เริ่มขยับเกมที่อาจนำไปสู่การแยกออกจาก UK
อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเก็บกระเป๋านะคะ
.
การเซ็นข้อตกลงไม่ได้หมายความว่า สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือจะโบกมือลา Westminster แล้วแยกบ้านกันทันที
หัวใจจริง ๆ ของเรื่องนี้คือ ทั้งสามฝ่ายต้องการผลักดันว่า ประชาชนของแต่ละชาติควรมีสิทธิตัดสินอนาคตทางรัฐธรรมนูญของตัวเอง และควรมีเส้นทางที่ชัดเจนในการจัดประชามติ
.
สกอตแลนด์ — John Swinney และ SNP
ต้องการกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการจัดประชามติเอกราชครั้งใหม่ หลัง Swinney เพิ่งกดดันรัฐบาลกลางในเรื่องนี้
.
เวลส์ — Rhun ap Iorwerth และ Plaid Cymru
ต้องการให้ชาวเวลส์มีสิทธิกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น รวมถึงเรื่องการจัดประชามติ
.
ไอร์แลนด์เหนือ — Sinn Féin
กรณีนี้ต่างจากอีกสองชาติ เพราะเป้าหมายคือ Irish reunification หรือการรวมไอร์แลนด์ และมีกรอบเรื่องประชามติอยู่ภายใต้ Good Friday Agreement อยู่แล้ว
ส่วน Westminster น่ะหรือคะ…
.
ประตูยังไม่ได้เปิดรอค่ะ
นายกรัฐมนตรี Andy Burnham เพิ่งปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องการสร้างเส้นทางสู่ประชามติเอกราชสกอตแลนด์ครั้งที่สอง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
เพราะฉะนั้น วันจันทร์นี้สิ่งที่แอดจะจับตาไม่ใช่
.
“UK จะแตกวันไหน?”
แต่เป็นว่า สามฝ่ายจะเซ็นอะไรลงไปในข้อตกลง และจะกดดัน Westminster ได้แรงแค่ไหน
เมื่อก่อนต่างคนต่างเคาะประตู
.
รอบนี้เหมือนนัดกันมาเคาะพร้อมกันสามบ้านค่ะ
เรื่องนี้แอดว่า ยังมีตอนต่อแน่นอน
.
ที่มา: The Telegraph / Scottish Government / LBC / The Times
.
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1124094263612924&id=100080370831731&post_id=100080370831731_1124094263612924&rdid=7GOQd1RklyrF91Fk#

ซาอุฯ เสี่ยงขาดน้ำมันส่งออก!! เหลือสต็อกน้ำมันที่ยานบูแค่ 5-7 วัน โดรนโจมตีทำท่อสายหลักหยุดชะงัก เส้นทางนี้ลำเลียงน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน กำลังผลิตลดเหลือ 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“เหลืออีกเพียง 5–7 วัน” ก่อนสต็อกน้ำมันสำหรับส่งออกของซาอุฯ ผ่านยานบูเริ่มหมด หาก East-West Pipeline ยังกลับมาเดินเครื่องไม่ได้

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม 3 รายว่า หลังการโจมตีด้วยโดรนทำให้ท่อส่ง East-West Pipeline ต้องหยุดทำงาน ซาอุดีอาระเบียเหลือสต็อกน้ำมันที่ ยานบู (Yanbu) สำหรับรักษาระดับการส่งออกในปัจจุบันได้อีกเพียงประมาณ 5-7 วัน ขณะที่แหล่งข่าวประเมินระยะเวลาซ่อมแตกต่างกัน โดยรายหนึ่งระบุว่าอาจใช้เวลาถึง 5-6 สัปดาห์ ส่วนอีกรายมองว่าอาจซ่อมได้เร็วกว่านั้นและสามารถกลับมาสูบน้ำมันบางส่วนได้ระหว่างการซ่อม

ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เส้นทางนี้กลายเป็น ทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญที่สุดของซาอุฯ โดยลำเลียงน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% ของอุปทานน้ำมันโลก ไปยังชายฝั่งทะเลแดง หากระบบไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้ก่อนสต็อกที่มีอยู่ลดลง ปริมาณน้ำมันส่วนนี้จึงเสี่ยงหายออกจากตลาด

สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เพราะซาอุฯ รายงานต่อ OPEC ว่า กำลังผลิตน้ำมันของประเทศลดจาก 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ซึ่งต่ำสุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ ขณะที่ IEA ประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกในปีนี้จะลดลงถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 6%

ที่มา: Reuters

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1399828442305512/?rdid=oo3HDQO7NcH1yNSi#

อ.อุ๋ยกระตุกรัฐบาล ทำการบ้านพลังงาน!! เปิดโมเดลซื้อน้ำมันอิหร่าน ลดความเสี่ยงแซงก์ชันสหรัฐฯ ผลักดันเทคนิคการค้าระบบใหม่ ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย กระตุกรัฐบาลไทย! : ผ่ากลยุทธ์ซื้อน้ำมันถูกจากอิหร่าน ฉลุยช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่พังเพราะแซงก์ชันสหรัฐฯ

โดย อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กำลังยกระดับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประเทศไทย เพราะทันทีที่ความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และต้นทุนพลังงานของประเทศผู้นำเข้าย่อมได้รับแรงกระแทกตามไปด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ขณะที่อิหร่านยังถือ “ไพ่ยุทธศาสตร์” สำคัญต่อความมั่นคงของเส้นทางดังกล่าว ไทยจึงไม่ควรนั่งรอว่ามหาอำนาจจะตกลงกันอย่างไรแล้วค่อยรับผลที่ตามมา

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรวางยุทธศาสตร์คือ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อเปิดทางเลือกด้านพลังงานให้ประเทศได้หรือไม่ และจะออกแบบการค้าอย่างไรไม่ให้ผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันราคาถูก กลายเป็นต้นทุนมหาศาลจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 3 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลควรศึกษาอย่างจริงจัง

1. เปิดเกม Barter Trade และระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์

ไทยไม่ควรคิดว่าการค้าระหว่างประเทศมีเพียงการซื้อขายผ่านเงินดอลลาร์เท่านั้น เพราะอิหร่านต้องการสินค้าหลายประเภทที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งข้าว อาหาร ยางพารา สินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน ขณะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน จึงมีพื้นที่สำหรับศึกษากลไก Barter Trade หรือการแลกสินค้าและผลประโยชน์ระหว่างกัน รวมถึงการชำระบัญชีด้วยสกุลเงินอื่นหรือ Local Currency Settlement

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จ่ายด้วยเงินอะไร” แต่รัฐบาลต้องออกแบบโครงสร้างธุรกรรมตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นคู่ค้า สินค้าประเภทใดเกี่ยวข้องกับมาตรการใด ธนาคารใดรับชำระ และธุรกรรมส่วนใดสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงเกินจำเป็นแก่ระบบการเงินไทย

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมเรียกว่า การทูตเชิงเทคนิค ที่ไม่ใช่ประกาศท้าทายสหรัฐฯ แต่ใช้พื้นที่ทางกฎหมายและการเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย

2. สร้างกลไก SPV แยกความเสี่ยง ไม่เอาทั้งประเทศลงไปเดิมพัน

สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำคือให้หน่วยงานรัฐ ธนาคารใหญ่ หรือบริษัทพลังงานยุทธศาสตร์ของไทยเดินเข้าไปทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ความเสียหายจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ไทยควรศึกษาการใช้ Special Purpose Vehicle (SPV) หรือกลไกนิติบุคคลเฉพาะกิจสำหรับการค้าพลังงาน โดยมีระบบตรวจสอบคู่สัญญา แหล่งที่มาของสินค้า ธนาคาร บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยอย่างชัดเจน เพราะหัวใจของ SPV ไม่ใช่เป็นการ “ซ่อนว่าใครซื้อใครขาย” แต่คือ การแยกและบริหารความเสี่ยงให้ประเทศไทยรู้ก่อนลงมือว่าเส้นไหนเดินได้ เส้นไหนเดินไม่ได้ และเส้นไหนต้องเจรจาก่อน

รัฐบาลยังสามารถใช้ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งอิหร่านและโลกตะวันตกเป็นพื้นที่ทางการทูตและการเจรจา โดยเฉพาะรัฐอ่าว เช่น โอมาน ตลอดจนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอื่นๆ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฯลฯ

เพราะนี่คือการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว

3. จาก “ซ่อนน้ำมัน” เป็น “เปิดเส้นทางน้ำมัน” ด้วย Energy Diplomacy

เทคนิค Ship-to-Ship Transfer หรือการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ รวมถึงการผสมน้ำมัน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมพลังงาน แต่ไทยไม่ควรเดินเข้าสู่พื้นที่สีเทาด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อปิดบังแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะผลตอบแทนจากน้ำมันราคาถูกอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อบริษัทเดินเรือ บริษัทประกัน ธนาคาร และชื่อเสียงของประเทศ

เกมที่ฉลาดกว่าคือ เปลี่ยนจากการซ่อนเส้นทาง เป็นการเจรจาเปิดเส้นทาง โดยรัฐบาลควรทำ Energy Diplomacy กับอิหร่าน โอมาน จีน และประเทศอ่าว เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือ การประกันภัย ความปลอดภัย และเงื่อนไขการผ่านพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้เรือพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับไทยไม่ถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางทหาร เพราะประเทศไทยต้องการน้ำมัน ไม่ได้ต้องการสงคราม

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเดินเกมคือ “ความมั่นคงของเส้นทางพลังงาน” ไม่ใช่การเข้าไปเลือกข้างในสงครามของมหาอำนาจ

นอกจากนี้ไทยต้องมี Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ เพราะสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือรัฐบาลไทยจะใช้วิธีเดิม คือรอดูว่าสหรัฐฯ ทำอะไร จีนทำอะไร อิหร่านทำอะไร แล้วประเทศไทยจึงค่อยขยับตาม

แต่อย่าลืมว่า ประเทศที่ไม่มีทางเลือก ย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้นไทยจึงควรรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน จีน ประเทศอ่าว และผู้ผลิตพลังงานรายอื่น เพราะผลประโยชน์ของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมเรียกแนวทางนี้ว่า การทูตไผ่ลู่ลมที่มีเขี้ยวเล็บ หรือ การทูตคาบดาบ

กล่าวคือ ต้องลู่ตามแรงลมเพื่อไม่ให้ต้นไผ่หัก แต่รากต้องยึดอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของตัวเอง เพราะหากอิหร่านสามารถเสนอพลังงานในเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ ไทยก็ควรกล้าเปิดโต๊ะเจรจา ศึกษากลไก Barter Trade ระบบชำระเงินทางเลือก โครงสร้าง SPV การขนส่ง และการประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมวางแนวกฎหมายป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านั้นลากภาคการเงินหลักของไทยเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ทำให้รัฐมหาอำนาจหยุดแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรละทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน และในวันที่โลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “เราจะยืนข้างใคร?”

สิ่งที่ผมเสนอมิใช่ทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง จีนมีทั้งการค้าลักษณะ Oil-for-Goods และการชำระค่าน้ำมันอิหร่านด้วยเงินหยวน อินเดียเคยสร้างกลไกชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูปี ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษเคยไปไกลถึงขั้นร่วมกันตั้ง INSTEX ซึ่งเป็น Special Purpose Vehicle เพื่อเปิดช่องทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมายกับอิหร่าน คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อประเทศอื่นเคยกล้าสร้างเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลไทยจะกล้าศึกษาและออกแบบโมเดลของไทยเองหรือไม่?

รัฐบาลจึงควรทําการบ้านให้มากขึ้นว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายยังอยากค้าขายกับไทย เพื่อให้คนไทยได้พลังงานในราคาที่ดีที่สุด และประเทศไทยไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างใคร นั่นต่างหากคือ Strategic Autonomy ที่ประเทศไทยควรเดินในโลกที่มหาอำนาจกำลังเล่นเกมกันแรงขึ้นทุกวัน

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1DbbQW8wc6/?mibextid=wwXIfr

กฟผ.ร่วมเจ้าภาพ Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era” โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว คาร์บอนต่ำ ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั่วโลก ขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

กฟผ. เจ้าภาพร่วมจัดงาน Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era”
เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต

นายกฯ ร่วมเปิดบูทนิทรรศการ กฟผ. ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในงาน Gastech 2026 วันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค บางนา

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดบูท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” สะท้อนบทบาทของ กฟผ. ในการเป็น “สะพานเชื่อมพลังงาน” จากปัจจุบันสู่อนาคต เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด และยั่งยืน ภายในงาน Gastech 2026 เวทีพลังงานระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ร่วมพิธี ณ บูท กฟผ. (B80) ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ภายในบูท กฟผ. นำเสนอเนื้อหาผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) Bridging Energy Security การเชื่อมต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ (Grid Modernization) และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าภูมิภาคผ่าน ASEAN Power Grid 2) Bridging Energy Transition การเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล ด้วยการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ อาทิ Hydrogen และ Biomass 3) Bridging Sustainable Future การเชื่อมต่ออนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ และได้รับความสนใจจากทั่วโลก นอกจากนี้ใน บูท กฟผ. ยังมีกิจกรรมและของที่ระลึกพิเศษสำหรับผู้เข้าชม ทั้งพวงกุญแจมาสคอต กฟผ. “ENGY” เครื่องดื่มคุณสายชล ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และมาการองรสชาติผลไม้ไทย (Macaron by Amari) นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีส่วนร่วมหลักในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเฉพาะทางด้านพลังงาน “Electrification Theatre” เวทีหารือด้านระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center

ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับความท้าทายและทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต โดยผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ตลอดการจัดงาน อาทิ “How electrification is reshaping Asia's strategic position” “Regional grids, cross-border trade, and Grid 2.0”

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือ “Thai Local Spirit Night” เพื่อสร้างบรรยากาศการพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมงาน โดยการนำเสนออาหารว่างสไตล์ไทย เครื่องดื่มจากผู้ผลิตไทย และการแสดงดนตรีสดจาก DJYP สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ไทยแก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก โดยกำหนดจัดในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ บูท กฟผ. (B80) เป็นต้นไป

กฟผ. ในฐานะเจ้าภาพร่วมในการจัดงานฯ มุ่งหวังให้งาน Gastech 2026 เป็นมากกว่างานประชุมและพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน

ผู้ว่าฯ โอกินาวาคนใหม่หนุนแผนฐานทัพสหรัฐฯ ดันรัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าโครงการเฮโนโกะ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ ลดความตึงเครียดเกาะติดจีน เศรษฐกิจถูกยกเป็นประเด็นหลัก

สะดวกโยธิน! โอกินาวา ได้ผู้ว่าฯ คนใหม่ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ

นาฮา ประเทศญี่ปุ่น (14 ก.ย.) - เก็นตะ โคจา ผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรกในรอบ 12 ปีที่เปิดทางแผนการย้ายฐานทัพของสหรัฐฯ

ชัยชนะของโคจาเหนือเดนนี ทามากิ ผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ซึ่งคัดค้านการย้ายฐานทัพอากาศนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฟูเทนมะ ในกินาวัน ไปยังพื้นที่ชายฝั่งเฮโนโกะในนาโกะ จังหวัดโอกินาวา จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลของทาคาอิจิเดินหน้าโครงการที่เป็นข้อถกเถียงนี้ต่อไป

แตกต่างจากในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ประเด็นการย้ายฐานทัพถูกลดความสำคัญลงไปเมื่อเทียบกับประเด็นทางเศรษฐกิจ และด้วยการต่อสู้ทางกฎหมายกับรัฐบาลกลางตลอดปีที่ผ่านมา และแทบไม่มีมาตรการใดๆ เหลืออยู่สำหรับโอกินาวาที่จะขัดขวางการย้ายฐานทัพ การก่อสร้างฐานทัพทดแทนจึงยังคงดำเนินต่อไป

"ผมจะเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาระในการรองรับฐานทัพสหรัฐฯ" โคจา วัย 42 ปี อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองนาฮาและข้าราชการรัฐบาลกลาง กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อที่สำนักงานหาเสียงของเขาในนาฮา
โคจาให้คำมั่นว่าจะขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าเมื่อใดที่ดินฟูเทนมะจะถูกส่งคืนให้กับเมืองกินาวันหลังจากการย้ายสถานที่ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2036

เขาจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่เกิดหลังปี 1972 ซึ่งเป็นปีที่เกาะนี้กลับคืนสู่ญี่ปุ่น หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945
นอกจากนี้ โคจายังเป็นผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) นับตั้งแต่ปี 2010

ทามากิ วัย 66 ปี คัดค้านแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันตลอดสองวาระสี่ปีของเขา และเรียกร้องให้ย้ายฐานทัพออกไปนอกจังหวัด ซึ่งยังคงเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่ที่ใช้โดยกองกำลังสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น

“นี่คือทางเลือกที่ประชาชนในโอกินาวาได้ตัดสินใจแล้ว” ทามากิกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการพ่ายแพ้ของเขา ขณะที่เขาปกป้องจุดยืนในการคัดค้านการย้ายฐานทัพ
ผลสำรวจหลังการลงคะแนนของสำนักข่าวเกียวโดแสดงให้เห็นว่า มีเพียง 20.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในขณะที่ 49.5 เปอร์เซ็นต์เลือกเศรษฐกิจในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเห็นด้วยกับการย้ายฐานทัพฟูเทนมะ

อัตราการออกเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ 61.57 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น 3.65 จุดเปอร์เซ็นต์จากการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2022

ชุนอิจิ ซูซูกิ เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กล่าวกับผู้สื่อข่าวในโตเกียวว่า ชัยชนะของโคจาจะ "เสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล" พร้อมเสริมว่าพรรคจะ "สนับสนุน" รัฐบาลจังหวัดภายใต้การนำของโคจา

การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีผู้สมัคร 6 คนนี้ เป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นแบบรวมศูนย์ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ทาคาอิจิ ประธานพรรค LDP ซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างสูงนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการ "ทดสอบ" ความแข็งแกร่งของรัฐบาลของเธอ
การย้ายฐานทัพฟูเทนมะเป็นไปตามข้อตกลงปี 1996 ระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อขจัดอันตรายที่ฐานทัพที่พลุกพล่านก่อให้เกิดต่อพื้นที่โดยรอบ

ประวัติศาสตร์ของเกาะ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เสียงรบกวน และสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายคนในจังหวัดคัดค้านการย้ายฐานทัพ ซึ่งสถานการณ์นี้ยังคงอยู่แม้ว่าความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของโอกินาวาจะเพิ่มขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นกับจีน

ระหว่างการหาเสียง โคจาเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาของเขาที่จะเพิ่มรายได้ต่อหัวของจังหวัดให้เป็นสองเท่า ซึ่งต่ำที่สุดในญี่ปุ่นมานานแล้ว โดยการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
โคจาได้กล่าวว่าเขาจะมุ่งมั่นที่จะขออนุมัติงบประมาณที่มากขึ้นสำหรับการพัฒนาโอกินาวาจากรัฐบาลกลาง หลังจากที่งบประมาณลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต่อต้านการย้ายฐานทัพได้บริหารรัฐบาลท้องถิ่น

นอกเหนือจากพรรคร่วมรัฐบาล LDP และพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็กอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นแล้ว โคจายังได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน พรรคอนุรักษ์นิยมสุดโต่งซันเซโตะ และพรรคโคเมโตะ ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรมายาวนานของ LDP

แม้จะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากพรรคการเมืองใดๆ แต่ทามากิ อดีตผู้ว่าฯ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านการย้ายฐานทัพที่ชื่อว่า "ออลโอกินาวา" ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มฝ่ายซ้าย รวมถึงพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นและพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น

โตเกียวและวอชิงตันยืนยันว่าแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันเป็น "ทางออกเดียว" ที่รับประกันได้ทั้งการป้องปรามภายใต้พันธมิตรด้านความมั่นคงทวิภาคี และการขจัดอันตรายที่เกิดจากฐานทัพในปัจจุบัน
โอกินาวาตั้งอยู่ใกล้กับจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ไต้หวัน ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางทหารจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจีนมองว่าเกาะประชาธิปไตยที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน ขณะที่ญี่ปุ่นได้เสริมกำลังป้องกันประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในหมู่เกาะห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดโอกินาวา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685855823546888&id=100063674585845&rdid=eHJja5CjdfZLSZY1#

กลุ่ม ปตท.โชว์ศักยภาพพลังงานไทยบนเวที Gastech 2026 หนุนความมั่นคงไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย แสดงศักยภาพพลังงานครบวงจร ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค เน้นก๊าซธรรมชาติและความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. แสดงศักยภาพบริษัทพลังงานไทยบนเวทีโลกในงาน Gastech 2026 ประกาศความพร้อมประเทศก้าวสู่ศูนย์กลางความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาค

วันนี้ (14 กันยายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดนิทรรศการกลุ่ม ปตท. ในงาน Gastech 2026 โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำทีมคณะผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ให้การต้อนรับ โดย ปตท. ในฐานะเจ้าภาพร่วมงาน Gastech 2026 จัดแสดงนิทรรศการนำเสนอศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. รับเชิญร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลกในประเด็นสำคัญ ทั้งก๊าซธรรมชาติและ LNG ความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืน สะท้อนถึงการยอมรับในองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของ ปตท. ในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยสู่เวทีนานาชาติ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง เปิดเผยว่า “ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และบริบทการค้าโลกที่ยากต่อการคาดการณ์ ปตท. ในบทบาททั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทจดทะเบียนไทย จึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการรักษาการเติบโตของธุรกิจเพื่อดูแลผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ภายใต้หลักความสมดุลด้านพลังงาน 3 มิติ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจแข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็น Destination Fuel ที่มีบทบาทในระบบพลังงานระยะยาว ช่วยเสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถเพิ่มพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง ปตท. ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหา LNG การบริหารพอร์ตสัญญา และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยมีเทน และพัฒนาเทคโนโลยี CCS พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมลดคาร์บอน รองรับการลงทุนใหม่ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ของประเทศ

สำหรับงาน Gastech 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้นำและผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมพลังงานจากทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายเครือข่ายพันธมิตร และต่อยอดความร่วมมือ เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนที่มีเครือข่ายก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงกัน ผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติข้ามพรมแดนและโครงสร้างพื้นฐาน LNG ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาและแลกเปลี่ยนพลังงาน เสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวน และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก นำเสนอศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาค”

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) หรือ PTTEP ขยายการลงทุนในประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศทั่วโลก ก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.สผ. ผลิตได้จากแหล่งในประเทศและประเทศข้างเคียง ถูกส่งผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. ทั้งบนบกและในทะเล รวมกว่า 4,500 กิโลเมตร ที่เชื่อมต่อ LNG Terminal ทั้ง 2 แห่ง โดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด หรือ PTTLNG มีศักยภาพรองรับการนำเข้า จัดเก็บ และแปรสภาพ LNG ให้เป็นก๊าซธรรมชาติถึง 19 ล้านต้นต่อปี ที่สามารถรักษาความพร้อมและ Reliability ในระดับ 100% เพื่อรองรับการจัดหาและส่งมอบพลังงานให้แก่ภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและการค้า LNG ของภูมิภาค (Regional LNG Hub)

อีกทั้ง ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. ดำเนินธุรกิจการค้าสากลเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายการค้าในต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีสำนักงานกระจายอยู่กว่า 6 แห่ง ในจุดยุทธศาสตร์หลักครอบคลุมเครือข่ายการค้ากว่า 80 ประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานแสวงหาโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดสากลของกลุ่ม ปตท. พร้อมต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจ LNG ระดับโลก (Global LNG Player) โดยเร่งขยาย LNG Portfolio Volume สู่เป้าหมาย 3.7 ล้านตันในปี 2569 และขยายเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2578 นอกเหนือจากการจัดหา LNG ผ่านสัญญาระยะยาวของกลุ่ม ปตท. เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศปริมาณรวม 6.2 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ในแหล่งก๊าซธรรมชาติ โครงการอาทิตย์ ซึ่งสามารดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี มีความสำคัญในฐานะโครงการ CCS แรกของไทย โดย ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจขั้นสุดท้ายไปเมื่อปี 2568 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นๆ และ ปตท. ยังได้พัฒนาโครงการ Industrial Spark หรือ I-SPARK คือแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดระยองให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งต่อยอดและสร้างคุณค่าร่วมจากธุรกิจของกลุ่ม ปตท. เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่กลุ่ม ปตท. รวมถึงพัฒนา Total Solution for Industrial Sustainability โซลูชันที่ผสานเทคโนโลยี IoT, Data Science และ AI เพื่อช่วยยกระดับการให้บริการพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Energy Management เพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอน สนับสนุนบทบาทของก๊าซธรรมชาติในฐานะ Destination Fuel ขับเคลื่อนประเทศไทยและภูมิภาคไปสู่อนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top