Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘นิพนธ์’ ได้ความเป็นธรรม!! ศาลปกครองสูงสุดคงคำพิพากษา เพิกถอนคำสั่ง มท.1 สั่งพ้นจากตำแหน่ง ยืนยันความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำกระบวนการผิดขั้นตอนสำคัญ

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของ มท.1 ที่ให้นิพนธ์พ้นจากตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา

วันนี้(3สค.69) ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ระหว่างนายนิพนธ์ บุญญามณี ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติที่1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่2 ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น

บทเรียนเวเนซุเอลา!! “โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา” น้ำมัน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน เมื่อรายได้น้ำมันถูกคุมจากภายนอก สู่คำถามอธิปไตยเศรษฐกิจยุคใหม่

"โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา": เมื่อน้ำมัน 1.3 หมื่นล้านเหรียญ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน สู่โมเดลล่าอาณานิคมยุคใหม่

ความพลิกผันอันน่าพรั่นพรึงของเวเนซุเอลาในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่วิกฤตการเมืองระดับตัวบุคคลอย่างการเปลี่ยนผ่านผู้นำ แต่คือ "#การสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสมบูรณ์" ผ่านข้อตกลงพิทักษ์ทรัพย์สินน้ำมัน (Oil Custody Agreement) กับสหรัฐอเมริกา

1. กลไก "พิทักษ์ทรัพย์สิน": การยึดสายป่านทางเศรษฐกิจ
ภายหลังเหตุการณ์ต้นปี 2026 ที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและสนับสนุนผู้นำรักษาการคนใหม่ เวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก ได้ถูกบีบให้เซ็นสัญญาพิทักษ์รายได้จากการขายน้ำมัน โดยกำหนดให้ รายได้ทั้งหมดจากการส่งออกน้ำมันต้องวิ่งตรงเข้าบัญชีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

-ตัวเลขจริงที่น่าตกใจ: ในช่วงครึ่งปีแรก เวเนซุเอลาทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันได้สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สหรัฐฯ กลับอนุมัติโอนคืนให้รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้ในประเทศเพียง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเพียง ~2.3%) โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "มนุษยธรรม"

-ส่วนต่าง 12,700 ล้านดอลลาร์ไปไหน?: รายได้ส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนน้ำมันอเมริกันอย่าง Chevron ที่เข้ามาควบคุมสัดส่วนการส่งออก รวมถึงการทำธุรกรรมที่ไม่โปร่งใสผ่าน "ผู้ซื้อปริศนา" ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวอย่างเปิดเผยว่า การควบคุมรายได้น้ำมันครั้งนี้ สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าต่อปฏิบัติการทางหารของสหรัฐฯ สูงถึง 28 เท่า ซึ่งเป็นการยอมรับกลายๆ ถึงการเข้ายึดครองทรัพยากรเชิงพาณิชย์

2. สวัสดิการพังทลาย: ความทุกข์ยากที่ตกอยู่กับประชาชน
ในอดีต ยุคชาเวซและมาดูโร รัฐบาลใช้รายได้จาก "น้ำมัน" เป็นสายเลือดหลักในการค้ำจุนระบบสวัสดิการสังคม (การศึกษา พยาบาล อาหารแจกฟรี และไฟฟ้าราคาถูก) แต่เมื่อสายป่านการเงินถูกตัดขาด ระบบสวัสดิการทั้งหมดจึงดิ่งลงเหวทันที:

-วิกฤตสาธารณสุขและศึกษา: โรงพยาบาลขาดงบประมาณจนต้องหยุดทำการ ขาดยาพื้นฐาน โรงเรียนขาดแคลนอุปกรณ์และชุดนักเรียนจนอัตราการเข้าเรียนลดลงอย่างน่าใจหาย
-เงินเฟ้อพุ่งสูง-ค่าเงินไร้ความหมาย: รายงานเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2026 ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบ 5 ปี (เหลือเพียง 2.5%) ในตลาดมืด ค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนมีมูลค่าเหลือเพียง 0.28 ดอลลาร์สหรัฐ (ไม่ถึง 10 บาทไทย) ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้ออาหารประทังชีวิตเพียงวันเดียว

3. "ข้าหลวงใหญ่การทหาร": รัฐหุ่นเชิดและการสูญเสียอธิปไตย
นี่คือโมเดล "#ล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่" (Neo-Colonialism) ที่น่ากลัวยิ่งกว่าศึกอิรักปี 2003 เพราะสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องตั้งฐานทัพหรือส่งทหารเข้าไปยึดครองพื้นที่ถาวร แต่ใช้วิธี ควบคุมสายการเงินและควบคุมการเมืองผ่านระยะไกล (Remote Control):

-ไร้ซึ่งอำนาจการตัดสินใจ: รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (มาร์โก รูบิโอ) กลายเป็นผู้มีอำนาจแท้จริงในการอนุมัติตำแหน่งรัฐมนตรี โครงสร้างกลาโหม ไปจนถึงการตรวจร่างแถลงการณ์ทางการทูตและการสื่อสารออกสื่อของรัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลา จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "ข้าหลวงใหญ่แห่งเวเนซุเอลา"

-เส้นทางขนส่งน้ำมันถูกผูกขาด: เรือน้ำมันทั้งหมดของเวเนซุเอลาถูกบังคับให้มุ่งหน้าสู่คลังเก็บน้ำมันของสหรัฐฯ เท่านั้น ห้ามค้าขายกับประเทศอื่นอย่างอิสระ

กรณีของเวเนซุเอลาคือ บทเรียนและอุทาหรณ์ระดับโลก ที่ตอกย้ำว่า เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งยอมยก "สายป่านทางเศรษฐกิจและทรัพยากรหลัก" ไปให้อำนาจภายนอกถือครอง แม้จะมีธงชาติ มีประธานาธิบดี หรือมีทำเนียบรัฐบาลตั้งอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ อธิปไตย อิสรภาพ และชะตากรรมของประชาชนในประเทศนั้น จะถูกยึดครองและตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1057907296746809&id=100075826461941&rdid=A4HlsqQGUt1VUoLX#

‘เซเลนสกี’ ส่งสัญญาณสงบศึก!! ยุติยิงโดรน-ขีปนาวุธทันที ห้ามทำลายโรงไฟฟ้า-เขื่อน ตรึงแนวรบตามปัจจุบัน ยูเครนเลิกหวังนาโต-หาพันธมิตรใหม่

มีไคโล โปโดลยัค (Mykhailo Podolyak) ที่ปรึกษาประจำสำนักงานประธานาธิบดีแห่งยูเครน เปิดเผยถึงข้อเสนอสำคัญจาก ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่ยื่นส่งตรงไปยัง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพื่อหาทางออกในสงคราม:

สรุป 3 ข้อเสนอหลักจากฝั่งยูเครน:

ยุติการใช้โดรน ขีปนาวุธ และเครื่องบินรบยิงถล่มใส่กัน
ห้ามยิงถล่มโรงไฟฟ้า เขื่อน และระบบส่งกำลังบำรุงทางพลังงานของทั้งสองฝ่าย

ตรึงแนวรบไว้ตามสถานการณ์จริงในปัจจุบัน (Current front line) โดยไม่มีการรุกคืบภาคพื้นดินเพิ่มเติม

ข้อเสนอของเซเลนสกีสะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลต่อระบบพลังงานและเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน หลังจากรัสเซียประเคนขีปนาวุธ Kalibr, Iskander และ Kinzhal อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ พลเอก วาเลรี ซาลุชนี (Valerii Zaluzhnyi) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน กล่าวว่า ยูเครนควรเลิกคาดหวังการเป็นสมาชิกนาโต และหันไปมุ่งเน้นที่พันธมิตรด้านความมั่นคงใหม่ๆ แทน

“ทุกปีผมได้ฟังนิทานว่าเรากำลังจะเข้าร่วมนาโต น่าเสียดายที่เราจะไม่มีวันได้เข้าร่วม!”

ที่มา : https://www.facebook.com/100083240865663/posts/1029526156498737/?rdid=tRDDuhgFzvoBxAP2#

เก้าอี้ประธานฟีฟ่าสั่นคลอน!! จากแผนขายหุ้นฟุตบอลโลกสู่ศึกชิงอำนาจ ‘อินฟานติโน’ ถูกมองต้องหาที่พึ่งทางการเมือง หลังดีลขายหุ้นฟุตบอลโลกจุดกระแสต่อต้านทั่วโลก รายงานอ้างหวังให้ทีม ‘ทรัมป์’ ช่วยประคองตำแหน่ง

จานนี อินฟานติโน ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยเรื่องการรักษาตำแหน่งประธานฟีฟ่าของตนเองไว้ หลังกำลังเผชิญกระแสโจมตีอย่างหนัก

สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์รายงานว่า จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ช่วยเหลือในเรื่องการรักษาตำแหน่งของตนเองไว้

อินฟานติโนตกเป็นประเด็นโจมตีจากการนำเสนอแผนขายหุ้นการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจนต้องพับแผนลง แต่หลายฝ่ายมองว่าประธานฟีฟ่ารายนี้สมควรอำลาตำแหน่งด้วย

รายงานระบุว่าอินฟานติโนได้มีกำหนดหารือกับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา รวมถึงยังมีคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวที่บอกว่าประธานฟีฟ่ารายนี้จะติดต่อหานักการทูตระดับสูงของสหรัฐด้วย

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่า “เขาต้องการพูดคุยกับรัฐมนตรีผ่านทางออนไลน์เกี่ยวกับวิธีที่ทำให้ฟุตบอลเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจทางการทูตสำหรับอเมริกา แต่เรารู้กันดีว่าการคุยกันหนนี้มันเกี่ยวกับการรักษาตำแหน่ง”

รายงานยังอ้างคำกล่าวของแหล่งข่าวอีกว่าอินฟานติโนพยายามติดต่อหาทรัมป์แต่ไม่สำเร็จ และประธานฟีฟ่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยวหลังเผชิญกระแสข่าวเชิงลบมากมาย ซึ่งทางสำนักข่าวบอกว่าได้ติดต่อหาฟีฟ่าและกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อขอคุยเรื่องนี้แล้ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10346808

4 สิงหาคม 2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “กรมไปรษณีย์” กำเนิดกิจการไปรษณีย์ในประเทศไทย จุดเริ่มต้นของการสื่อสารในสมัยก่อนนั้น

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา ‘กรมไปรษณีย์’

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของการสื่อสารในสมัยก่อนนั้น เกิดจากการสร้างเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการค้า โดยมีการติดต่อข่าวสารกันอย่างง่าย ทั้งผ่านทางพ่อค้า ใช้ม้าเร็ว จนถึงการจัดตั้งคนเร็วไว้ตามเมืองสำคัญ ก็ถือเป็นพัฒนาการทางการส่งข่าวสารอย่างง่ายอีกช่องทางหนึ่งและเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นยุคแรกของ ‘การไปรษณีย์ไทย’ ด้วยการจัดตั้ง ‘กรมไปรษณีย์’ ในประเทศไทย และการผลิต ‘แสตมป์ชุดโสฬส’ แสตมป์ชุดแรกของประเทศ รวมไปถึงจัดพิมพ์ไปรษณียบัตรครั้งแรก เพื่อรองรับกิจการไปรษณีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

โดยปี พ.ศ. 2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็กเวรสิทธิ์ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายคำแนะนำให้เปิดบริการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดส่งหนังสือพิมพ์รายวัน ‘ข่าวราชการ’ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์

เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงวางโครงการและเตรียมการไว้พร้อมที่จะเปิดบริการไปรษณีย์แล้ว ได้ประกาศเปิดรับฝากส่งจดหมายหรือหนังสือ เป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรีขึ้น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 มีที่ทำการตั้งอยู่ ณ ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง ด้านทิศเหนือ (ปัจจุบันถูกรื้อเพื่อใช้ที่สร้างสะพานคู่ขนานกับสะพานพระพุทธยอดฟ้า) ที่ทำการแห่งแรกนี้ใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์สำหรับจังหวัดพระนคร ด้วยเรียกกันว่า ‘ไปรษณียาคาร’

ต่อมาในปี พ.ศ. 2441 เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการกราบบังคมทูลเสนอความเห็นว่าราชการของกรมไปรษณีย์และราชการของกรมโทรเลข ซึ่งตั้งขึ้นก่อนกรมไปรษณีย์แล้วนั้นเป็นงานในด้านสื่อสารด้วยกัน ควรรวมเป็นหน่วยราชการเดียวกันเสีย เพื่อความสะดวกแก่การดำเนินงาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นเป็นการสมควรจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รวมหน่วยงานทั้งสองเข้าด้วยกันเรียกว่า ‘กรมไปรษณีย์โทรเลข’

ต่อมาได้ย้ายไปใช้อาคารและที่ดินริมถนนเจริญกรุงเป็นที่ทำการและเรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘ที่ทำการไปรษณีย์กลาง’ การไปรษณีย์เป็นบริการสาธารณะ จำเป็นต้องมีระเบียบข้อบังคับเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินบริการทราบและถือปฏิบัติ เมื่อเปิดการไปรษณีย์โทรเลขได้ประมาณ 2 ปีแล้ว รัฐบาลจึงได้ตรากฎหมายขึ้นในปี พ.ศ. 2428 เรียกว่า ‘พระราชบัญญัติการไปรษณีย์ไทย จุลศักราช 1248’

ทั้งนี้ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงมีแก่กิจการไปรษณีย์ไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2526 กำหนดให้ วันที่ 4 สิงหาคมของทุกปีเป็น ‘วันสื่อสารแห่งชาติ’ และจัดงานวันสื่อสารแห่งชาติ ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 โดยจัดร่วมกับงานครบรอบ 100 ปี การสถาปนากรมไปรษณีย์โทรเลข และการเฉลิมฉลองปีการสื่อสารโลกของสหประชาชาติ

ที่มา : สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

บางจากฯ ลุยบริจาค!! สมทบ 3.6 ล้านบาท ช่วย 19 แห่ง ต่อเนื่องมอบผ่านคะแนนสะสม ยึดหลัก Greenovative ร่วมสร้างสังคม ครบ 20 ปีจับมือสมาชิกกรีนไมลส์

บางจากฯ และสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ร่วมบริจาคให้องค์กรสาธารณประโยชน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ที่ได้เดินทางเคียงข้างกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่

บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ รวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก และเป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหาร บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมที่สมาชิกได้รับจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมารวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง

โดยสมาชิกได้ร่วมบริจาคคะแนนสะสมอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปี เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย สัตว์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บางจากฯ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้สมาชิกสามารถร่วมส่งต่อการให้ผ่านการบริจาคคะแนนสะสมแก่องค์กรสาธารณประโยชน์ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์ “ตะกร้าบุญ” บนแอปบางจาก และเว็บไซต์ www.bcpgreenmiles.com ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกบริจาคเป็นรายครั้งได้ด้วย เป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี ระหว่างบางจากฯ กับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์เพื่อร่วมแบ่งปันส่งต่อความสุขและสร้างสังคมไทยที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่มุ่งเป็นมากกว่าผู้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูง แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วน

ปัจจุบันมีจำนวนองค์กรที่ได้รับบริจาครวมทั้งหมด 19 องค์กร ได้แก่ 1.มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 2.มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) 3.มูลนิธิรามาธิบดี 4.สภากาชาดไทย 5.มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 6.มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์ฯ 7.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 8.มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 9.มูลนิธิสืบนาคะเสถียร 10.มูลนิธิแพทย์ชนบท 11.มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ 12,มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) 13.มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก 14.มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี 15.มูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 16.สถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชนมูลนิธิพระครูบาน้อย เขมปัญโญ (องค์กรสาธารณประโยชน์) 17.มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี 18.มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 19.มูลนิธิใบไม้ปันสุข

บางจากฯ เป็นบริษัทแรกในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่จัดทำระบบสมาชิก เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานคุณภาพสูงที่สะอาดและดีต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมอบคะแนนสะสมทุกครั้งที่สมาชิกเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัทบางจาก แล้วนำคะแนนสะสมที่ได้รับมาใช้เป็นส่วนลดในครั้งถัดไปในการเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าที่ร้านกาแฟอินทนิล หรือน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากหรือศูนย์บริการ FURiO Care และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ สิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มมูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ นอกจากการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ แล้วบริษัทฯ ยังได้จัดรายการสมนาคุณสุดพิเศษมอบให้กับสมาชิกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยมอบส่วนลด 120 บาท เมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท ขึ้นไปและใช้คะแนน 500 คะแนน (ปกติ 500 คะแนน แลกได้ 100 บาท)

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์และสิทธิ์พิเศษต่างๆ ได้ที่ www.bcpgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak Line Official [Line: @Bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

‘เนวิน’ แจงดราม่าขาสั้น!! ยันบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีฯ ขาสั้นไม่ใช่ตัวชี้วัดศรัทธา ย้ำเคารพองค์พ่อจตุคามรามเทพมาตลอดกว่า 10 ปี แจงเจ้าหน้าที่ไม่เคยทักท้วงเรื่องแต่งกาย

เนวิน ชิดชอบ กล่าวบนเฟสบุ๊ค

เคารพ ศรัทธา และบูชาด้วยหัวใจ

มากกว่า 10 ปีแล้วที่ สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาทำพิธีบวงสรวงสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

องค์พ่อจตุคามรามเทพ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิที่ผมบูชา และอัญเชิญขึ้นอยู่บนคอผม จนถึงทุกวันนี้
ทุกๆ ปี ผมจะพานักฟุตบอลทุกคน ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีมทุกคน มาทำพิธีสักการะ ขอพรจากองค์พ่อจตุคามรามเทพ และผมจะนำถ้วยแชมป์ทุกรายการที่ได้จากการแข่งขัน เข้าประกอบพิธีด้วย
พิธีบวงสรวงสักการะเช่นนี้ จัดเป็นประจำทุกปี ก่อนจะเปิดฤดูกาลการแข่งขัน เป็นความเชื่อ เป็นศรัทธา ของผม ในฐานะประธานสโมร และเป็นการแสดงออกถึงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนักฟุตบอล และเจ้าหน้าที่ทีม ทุกคน

เป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกคนได้ระลึกว่า เคยมากล่าววาจาใดๆ ที่ศาลหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ประดิษ ฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะซื่อสัตย์ต่ออาชีพนักฟุตบอล เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง และเพื่อความสำเร็จร่วมกันของสโมสร

นับตั้งแต่มาทำพิธีบวงสรวงสักการะที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์ทุกปี จะต้องมี ถ้วยแชมป์รายการใดรายการหนึ่งติดมือให้แฟนๆ ได้ชื่นชม ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกัน
ทุกปีที่มาทำพิธี สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดต่อประสานงานกับสำนักงานศาลหลักเมือง เอง จ่ายค่าใช้จ่าย ประกอบพิธี เอง เพราะเป็นกิจกรรมของสโมสร ไม่ใช่งานของจังหวัด หรืองานที่จัดโดยส่วนราชการ ใดๆ

ปีแรกๆ ที่มา นอกจากนักฟุตบอล ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีม แล้ว ก็มีเพื่อนๆ ในวงการฟุตบอล และแฟนบอล ที่รู้ ก็จะมาร่วมกันทำพิธี และพูดคุย ทักทายกัน

ปีหลังๆ นี้เอง ที่จะมีข้าราชการ และ สส. สจ. สท. ในพื้นที่ ในฐานะเจ้าบ้าน เข้ามาร่วมด้วย สโมสรฯ ก็ให้ เกียรติทุกท่าน เชิญร่วมพิธี เพราะถือว่าทุกท่านให้เกียรติแก่สโมสร

ปีนี้ ที่เห็น รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึง สส. สจ.หลายคนมาร่วมพิธีด้วย ทุกคนเป็นผู้ร่วมงาน เป็นแขกของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้งนั้น

ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ หรือร่วมเป็นเจ้าภาพ และ ไม่ใช่งานของจังหวัด ที่เชิญผมไปเป็นประธาน แต่ เป็นกิจกรรม ที่สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จัดขึ้นเอง โดยผมในฐานะประธานสโมสรฯ เป็นประธานงานบวงสรวงสักการะ ทุกปีอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องการแต่งกายของผม เป็นสิทธิส่วนตัวของผม ที่สะดวกสบายแบบนี้ ผมมาทำพิธีด้วยการใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และกางเกงขาสั้น แบบนี้ ทุกปี เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลหลักเมือง อนุญาต ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง
การแต่งกาย ด้วยกางเกงขายาว หรือ ขาสั้น ไม่อาจบอกได้ว่าเรามีความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธา หรือไม่ อย่างไร

แต่การปฏิบัติของผม เป็นประจำมานานกว่า 10 ปีแล้ว บ่งบอกได้ว่าผมมีความเคารพ ศรัทธา และบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพ ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเครื่องแต่งกาย

ส่วนท่านที่วิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายของผม ก็เป็นสิทธิของท่าน ผมไม่โต้ตอบ ไม่ชี้แจง เพียงแต่จะเรียนว่า ถ้าไม่ใช่ งานที่ผมเป็นเจ้าภาพเอง แล้ว ทุกงานที่ผมไปร่วมด้วยเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น เป็นงานที่เจ้าภาพอนุญาต ผมจึงไปร่วม

ผมขอเรียนว่าผมให้เกียรติทุกคนที่ให้เกียรติผม

เนวิน ชิดชอบ
ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!
กลับมาเจอเพื่อนเก่า คิดถึงทุกคนครับ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
กล่าวให้กำลังใจกับสมาชิกพรรคประชาชน หลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1606020097550426&id=100044273537483&rdid=yxMx4vOkOY6sZsaI#

EECO ลุย EECiti จัด Market Sounding รับความเห็นนักลงทุน มีไทย-ต่างชาติสนใจ PPP โครงสร้างพื้นฐาน วางแผนเปิดคัดเลือกเอกชนปี 2571 เป้าหมายเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ

EECO ชูธงโครงการ EECiti หลัง Market Sounding นักลงทุนไทย - ต่างชาติ
สนใจลงทุน PPP โครงสร้างพื้นฐานล้นหลาม
เตรียมสร้างความเชื่อมั่น ปูทางสู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะแห่งอนาคตของไทย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า EECO ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มีนักลงทุน ผู้ประกอบการชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย โดยได้แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของโครงการ EECiti และมีความสนใจในการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ในโครงการฯ ดังกล่าว

ทั้งนี้ EECO จะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการจัดเวทีสัมมนาฯ ครั้งนี้ ไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการและจัดทำเอกสารคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อออกแบบโครงการ PPP ที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และเตรียมเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดในปี 2571 ต่อไป

“ EECO เชื่อมั่นว่า การออกแบบโครงการที่ดี ต้องเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนจริง เวที Market Sounding ครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงการ รูปแบบการร่วมลงทุน โครงสร้างการลงทุน สิทธิประโยชน์ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะช่วยให้โครงการมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัด Market sounding จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการร่วมกันขับเคลื่อน EECiti ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งอนาคตของประเทศไทย” ดร.จุฬา กล่าว

สำหรับภายในงานสัมมนาฯ ช่วงรับฟังความคิดเห็น (Hearing Session) EECO ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซักถามและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริหารโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งกิจกรรมสร้างเครือข่ายด้านการลงทุน (Investment Networking) ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคตามการพัฒนาพื้นที่ธุรกิจที่สอดคล้องกับระยะเวลาพัฒนาโครงการ (Phasing) การชักจูงนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยเพื่อสร้างอุปสงค์ (Demand) เพื่อสอดคล้องรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การพิจารณารูปแบบการสนับสนุนทางการด้านการเงินและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับพื้นที่และชุมชนโดยรอบ เป็นต้น ซึ่ง EECO จะนำข้อเสนอแนะไปประกอบการดำเนินงานโครงการ EECiti ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และสำหรับการจัดสัมมนา Market Sounding ครั้งถัดไป

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดรหัส ‘เนวิน’!! ไม่ใช่ไม่รู้กาลเทศะ แต่คือการสื่อสารการเมือง อ่านรหัส ‘เนวิน’ ผ่านเสื้อบุรีรัมย์ ภาพจำ “ครูใหญ่บ้านใหญ่” ที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องแบบทางการ

รหัสลับข้ามจารีต: อ่านสัญญาณการเมืองผ่าน “เสื้อบอล-ขาสั้น” ของ เนวิน ชิดชอบ

ในทางรัฐศาสตร์และสัญศาสตร์ (Semiotics) ร่างกายและเสื้อผ้าของนักการเมืองไม่เคยเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เพียวๆ แต่คือ “พื้นที่แสดงสารทางการเมือง” (Political Communication Device) ที่ผ่านการคำนวณและเลือกสรรมาอย่างแยบคาย

ภาพของคุณเนวิน ชิดชอบ ใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบ ก้าวเข้าไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช—สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยจารีตประเพณี—จึงไม่ใช่เรื่องของความ "ไม่รู้กาลเทศะ" เพราะคนระดับอดีตรัฐมนตรีและคร่ำหวอดในวงการเมืองมาหลายทศวรรษ ย่อมทราบดีถึงกฎเกณฑ์กาลเทศะพื้นฐานของสังคมไทย

คำถามคือ การแต่งกายลักษณะนี้ในทุกวาระโอกาส ตั้งแต่งานบวช งานแต่งงาน งานลูกชาย จนถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือการแสดงอำนาจ สัญลักษณ์ทางการเมือง หรือมีนัยอื่นใดแฝงอยู่?

หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์รัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ พฤติกรรมนี้สามารถถอดรหัสได้ 3 มิติสำคัญ:

1. สัญลักษณ์เชิงอำนาจและการทำลายบรรทัดฐาน (Power Projection & De-institutionalization):
ในทางกฎหมายและจารีต การแต่งกายตามกฎระเบียบ (Dress Code) คือการสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ของสถาบัน/สถานที่นั้นๆ แต่การที่ “เนวิน” สามารถใส่ขาสั้น-เสื้อบอลเข้าไปปฏิบัตินำในพิธีศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่มีใครกล้าทักท้วง คือการประกาศ “อำนาจนำ” (Hegemony) ที่ก้าวข้ามกฎระเบียบทั่วไป เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า “กฎเกณฑ์ธรรมดาใช้บังคับกับตัวเขาไม่ได้” อำนาจของเขาเหนือกว่าบรรทัดฐานของสถานที่ และศูนย์กลางของงานไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรม แต่อยู่ที่ “ตัวเขา”

2. การสร้างแบรนด์ดิ้ง “ครูใหญ่แห่งบ้านใหญ่” และสโมสรนิยม (Political Branding)
ชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อสโมสรบุรีรัมย์ฯ กลายเป็น “ยูนิฟอร์มทางการเมือง” (Political Uniform) ประจำตัวของเนวินไปแล้ว มันคือการหลอมรวมความเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เข้ากับ “อำนาจทางการเมือง” การแต่งชุดนี้ไปทุกงานเท่ากับเป็นการขยายอาณาเขต (Territorial Expansion) และตอกย้ำแบรนด์ดิ้งความเข้าถึงง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่นแฝงไว้ด้วยความเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ติดดิน (Populist Godfather)

3. การเปรียบเทียบกับบริบทต่างประเทศ: ถอดโมเดลนักการเมืองโลก
พฤติกรรมของเนวินมีความคล้ายคลึงกับนักการเมืองในเวทีโลกหลายคน เช่น:
โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy): ที่สวมเสื้อยืดสีเขียวทหารเข้มตลอดเวลาแม้กระทั่งในการประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ หรือพบผู้นำโลก เพื่อส่งสารเชิงสัญลักษณ์ว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson): ที่จงใจทำผมยุ่งเหยิงหรือไม่ผูกไทในบางวาระ เพื่อปฏิเสธภาพลักษณ์นักการเมืองแบบฉบับเดิมๆ (Anti-establishment) สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนธรรมดา และแสดงออกถึงความไม่แยแสต่อระเบียบเดิม

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเนวิน ชิดชอบ มีมิติเฉพาะของ “วัฒนธรรมการเมืองแบบบ้านใหญ่” แฝงอยู่ การใส่ขาสั้นไปงานสำคัญ ไม่ใช่เพียงการปฏิเสธพิธีตระการตา แต่คือการสร้างภาพจำว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพาเครื่องทรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะบารมีและอำนาจที่แท้จริงสลักอยู่ในชื่อ เนวิน ชิดชอบ เรียบร้อยแล้ว”

สรุป:
การแต่งกายของเนวิน ชิดชอบ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ใช่เรื่องของความพลั้งเผลอหรือรสนิยมส่วนตัว แต่มันคือ "ภาษาทางสัญลักษณ์" (Symbolic Language) ที่สื่อถึงอำนาจอันล้นพ้น การปฏิเสธจารีตเพื่อแสดงตนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ และการตอกย้ำแบรนด์การเมืองแบบเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นต้องสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ใดในสังคมไทย

โดย อาจารย์อุ๋ย - ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02NSqhK4X7hvsN85v4HmMD1BcqK5W19A2yWZyhTS77VupvceXnjXYdKstn9RUY6sjZl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top