Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘ฮง มยอง โบ’ ขอโทษอีกครั้ง!! บอลโลกจบ แต่เกาหลีใต้ยังไม่จบ หลังเกาหลีใต้ร่วงบอลโลก 2026 วิกฤตศรัทธาบอลเกาหลีลามถึงสภา KFA ถูกสอบปมแต่งตั้งกุนซือและบริหารทีมชาติ

ฮง มยอง โบ ขอโทษอีกครั้ง
หลังพาทีมชาติเกาหลีใต้ร่วงรอบแรกบอลโลก

แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะได้บทสรุปไปแล้ว แต่ควันหลงและเหตุการณ์ต่างยังไม่จางหาย และความรู้สึกต่าง ๆ ยังคงตามหลอกหลอนวงการลูกหนังเกาหลีใต้

เมื่อ ฮง มยอง โบ อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติเกาหลีใต้ ออกมากล่าวคำขอโทษต่อประชาชนอย่างเป็นทางการ หลังไม่สามารถพาทัพโสมขาวผ่านพ้นรอบแบ่งกลุ่มได้ตามความคาดหวัง

กระแสวิจารณ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงผลงานในสนามเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการบริหารงานของ สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) จนคณะกรรมาธิการของรัฐสภาเกาหลีใต้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ฮง มยอง โบ ซึ่งเดินทางเข้าร่วมการไต่สวน พร้อมกล่าวเปิดใจต่อหน้าสาธารณชนว่า
"ผมต้องขอโทษประชาชนทุกคน ที่ไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ตามที่ทุกคนคาดหวังเอาไว้"
การประชุมที่เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าไม่ได้มีเพียงอดีตกุนซือทีมชาติเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลสำคัญรวม 14 คนเข้าร่วมในฐานะพยาน รวมถึง ชอง มง กยู อดีตประธานสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ ซึ่งกำลังเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้ง ฮง มยอง โบ ขึ้นคุมทีมชาติ

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงที่มาของการได้รับตำแหน่ง ฮง ยืนยันว่าเขาเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติในกระบวนการคัดเลือกครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม การไต่สวนกลับทวีความเข้มข้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านผลัดกันตั้งคำถามอย่างดุเดือด บางช่วงถึงขั้นมีคำถามเชิงกดดันว่า
"คุณคิดว่าประชาชนโง่อย่างนั้นหรือ?"

นอกจากประเด็นเรื่องการแต่งตั้งแล้ว ฮง ยังถูกซักถามเกี่ยวกับข้อสงสัยในการใช้บัตรเครดิตของสมาคมฟุตบอล เพื่อชำระค่าใช้จ่ายที่ร้านอาหารใกล้บ้านพัก

แม้เจ้าตัวจะนำหลักฐานการใช้บัตรเครดิตส่วนตัวมายืนยันต่อที่ประชุม แต่ข้อมูลบางส่วนกลับไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้สมาชิกสภาหลายคนตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม และทำให้บรรยากาศการไต่สวนยิ่งตึงเครียด

เวลานี้ วงการฟุตบอลเกาหลีใต้ไม่ได้เผชิญเพียงความล้มเหลวในสนามแข่งขันเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับวิกฤตศรัทธาต่อการบริหารของสมาคมฟุตบอล

ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบอย่างละเอียดจากภาครัฐ โดยการไต่สวนยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันจากแฟนบอลทั้งประเทศที่ต้องการคำตอบต่อความล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์ของทัพโสมขาว

ที่มา ; https://www.facebook.com/share/p/14mCg5SNUyH/

Luckin Coffee ปิดมหากาพย์คดี 5 ปี!! ชนะคดีเครื่องหมายการค้าในไทย คดีโลโก้กวางเลียนแบบ วางบรรทัดฐานจดทะเบียนไม่สุจริต ชดใช้กว่า 95 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัท ลัคกิ้น คอฟฟี่ (Luckin Coffee) แบรนด์กาแฟชั้นนำจากประเทศจีน ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงความสำเร็จในการชนะคดีเครื่องหมายการค้ากับบริษัทคู่กรณีในประเทศไทย นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีการยื่นรับรองแนวคิด "การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต" อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับแบรนด์นานาชาติและแบรนด์จีนในการปกป้องสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศไทย

Luckin Coffee ประกาศ ณ วันที่ 27 ก.ค. 2569 ผ่านบัญชีโซเชียล “เวยปั๋ว” แจงต่อสาธารณะว่า Luckin ชนะการอุทธรณ์คดีละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งคู่กรณีคือบริษัทไทย รอยัล 50R กรุ๊ป ที่ใช้แบบตัวอักษรและโลโกรูปกวางเลียนแบบ เป็นอันจบมหากาพย์การต่อสู้คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ยืดเยื้อมาราวห้าปีอย่างบริบูรณ์ (จากปี 2565- ก.ค. 2569)

คดีดังกล่าวมีคู่กรณีคือ บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด (50R Group) ซึ่งได้ทำการลักลอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของลัคกิ้น คอฟฟี่ ก่อนที่แบรนด์จริงจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยนำโลโก้รูปหัวกวางมากลับด้าน จากขวาไปซ้าย พร้อมเลียนแบบการตกแต่งร้าน และรายการสินค้าจนสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแหล่งหนึ่งในจีนระบุว่า "บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จดทะเบียนฯในไทย โดยมีผู้ถือหุ้นฝ่่ายไทย 51 % และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% แม้ว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ผู้ควบคุมที่แท้จริงและปฏิบัติการธุรกิจทั้งหมดกลับเป็นชาวจีน โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย-จีน"

สำนักงานกฎหมาย ติลลิกี แอนด์ กิ๊บบินส์ (Tilleke & Gibbins) ซึ่งเป็นผู้ดูแลคดีให้แก่ลักกี้ คอฟฟี่ เปิดเผยว่า ศาลไทยมีคำสั่งยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ห้ามใช้ชื่อ "Luckin Coffee" ชื่อภาษาจีน "瑞幸咖啡" รวมถึงโลโก้รูปหัวกวาง พร้อมสั่งให้เปลี่ยนชื่อบริษัทและตราประทับ ทั้งนี้ ศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านบาท และค่าเสียหายต่อเนื่องวันละ 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องร้องจนกว่าจะหยุดการละเมิด รวมระยะเวลาละเมิดสูงถึง 856 วัน คิดเป็นเงินค่าเสียหายรวมกว่า 95 ล้านบาท หรือประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.5 ล้านหยวน) ซึ่งถือเป็นมูลค่าค่าเสียหายคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ศาลไทย

หลังจากมีผู้พบเห็นร้านกาแฟ Luckin Coffee ในไทยเมื่อปี 2565 บริษัทแบรนด์กาแฟดังในจีน ประกาศ Luckin Coffee ไม่มีสาขาในประเทศไทย และเดินหน้าฟ้องร้องคดีละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยการพิจารณาคดียกแรกในปี 2566 ศาลตัดสินให้ Luckin Coffee แพ้คดีฯ

ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม 2565 ลัคกิ้น คอฟฟี่ เคยออกมาชี้แจงว่าไม่ได้เปิดสาขาในประเทศไทย และร้านที่เปิดอยู่เป็นร้านเลียนแบบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2566 ทางบริษัทเคยแพ้คดีในชั้นต้น จนถูกบริษัทคู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหายตอบโต้สูงถึง 10,000 ล้านบาท (ประมาณ 2,000 ล้านหยวน) โดยอ้างว่าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยมาตั้งแต่ปี 2563 จนกระทั่งต่อมา คดีเกิดการพลิกผันเมื่อศาลพิจารณาพยานหลักฐานและตัดสินให้ลักกี้ คอฟฟี่ เป็นฝ่ายชนะคดีในที่สุด

นอกจากนี้ มีรายงานว่า บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด มีพฤติกรรมกว้านจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแบรนด์จีนชื่อดังอื่นๆ อีกจำนวนมาก เช่น ซุนเฟิง, เจเคเอ็กซ์เพรส, หนงฟู สปริง, อู่เหลียงเย่ ฯลฯ โดยมีลักษณะมุ่งเน้นการฉวยโอกาสกว้านจดทะเบียนเพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากการฟ้องร้องหรือการประไพประณอมโดยไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง

ที่มาข่าวและภาพ: กลุ่มสื่อจีน

ที่มา : https://mgronline.com/china/detail/9690000074248

“คุมาโมโตะ” เร่งรับมือภัยพิบัติ!! แผ่นดินไหวใหญ่ถล่มคุมาโมโตะ ซ้ำรอยปี 2016 คร่า 34 ศพ กำแพงปราสาทพังถล่ม ซ้ำเติมปราสาทประวัติศาสตร์ที่ยังบูรณะไม่เสร็จ กระทบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างหนัก

โตเกียว, 30 ก.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) รัฐบาลจังหวัดคุมาโมโตะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 7.1 ตามมาตราแมกนิจูด เพิ่มขึ้นเป็น 34 ราย

ขณะเดียวกัน เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวยังส่งผลให้กำแพงหินบางส่วนของปราสาทคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นโบราณสถานชื่อดังของจังหวัดพังถล่มลงมา

ก่อนหน้านี้ จังหวัดคุมาโมโตะเคยเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงในปี 2016 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ต้องเข้าสู่โครงการบูรณะครั้งใหญ่ที่ใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดได้ซ้ำเติมความเสียหายอย่างหนักต่อปราสาทซึ่งยังอยู่ระหว่างการบูรณะ

ที่มา : Xinhua

สื่อเกาหลีใต้ชี้คนไทยเที่ยวเกาหลีน้อยลง!! จากลูกค้ารายใหญ่สู่นักท่องเที่ยวลดลง แต่คนเกาหลียังแห่มาไทย เสี่ยงสมดุลท่องเที่ยวเอียงข้าง เกาหลีวิเคราะห์เหตุคนไทยชะลอเที่ยวเกาหลี เหตุเศรษฐกิจฝืด บาทอ่อน หนี้ครัวเรือนสูง

สื่อเกาหลีใต้ วิเคราะห์ “ทำไมคนไทยมาเที่ยวเกาหลีน้อยลง”

โดยชี้ว่าประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของตลาดการท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังประสบปัญหาหนัก

-กำลังซื้อที่ลดลงของคนไทยเป็นสาเหตุหลัก

-สถานการณ์ทางการเมืองในไทยที่ไม่มั่นคง

-การอ่อนค่าของสกุลเงิน

-หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP

-ความรู้สึกต่อต้านชาวเกาหลี

"ประเทศไทย“ กำลังประสบปัญหาหนี้สินสูงและการบริโภคต่ำ

ในทางกลับกันยังมีความกังวลว่าอาจขาดดุลการท่องเที่ยว เพราะชาวเกาหลีจำนวนมากยังแห่เดินทางไปเที่ยวไทย

มกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ ชาวเกาหลีไปเยือนไทยกว่า 540,000 คน เท่ากับเฉลี่ยมากกว่า 100,000 คนต่อเดือน

หมายเหตุ : โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3739047649581235/?rdid=WsIhFFepOlpvdClq#

ฟุตบอลโลกไม่ใช่สินทรัพย์ขายหุ้น? แผนขายหุ้นฟุตบอลโลก 20% ส่อสะดุด จี้ฟีฟ่าเพิ่มความโปร่งใสก่อนเดินหน้าแผนใหญ่ ‘คอนคาเคฟ’ ไม่ถึงขั้นคว่ำบาตร แต่ยืนยันปฏิเสธแผนฟีฟ่าขายหุ้นกิจการฟุตบอลโลก

คอนคาเคฟเผยแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่าชาติสมาชิกทั้ง 41 ชาติตัดสินใจปฏิเสธแผนของฟีฟ่าที่เล็งขายหุ้น ฟุตบอลโลก ให้กับนักลงทุนภายนอก

สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ, อเมริกากลาง และแคริบเบียน (คอนคาเคฟ) เผยแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่าชาติสมาชิกทั้ง 41 ชาติตัดสินใจปฏิเสธแผนของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่เล็งขายหุ้น ฟุตบอลโลก ให้กับนักลงทุนภายนอก

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่าฟีฟ่าเตรียมจัดตั้งบริษัทลูกนามว่า ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเทอร์ไพรส์ (เอฟเอฟอี) เพื่อดูแลการดำเนินงานเชิงพาณิชย์และกิจกรรมต่างๆ ครอบคลุมถึงฟุตบอลโลกทั้งชายและหญิงในอนาคต

ฟีฟ่าตั้งใจจะจัดตั้งเอฟเอฟอีด้วยมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทางองค์กรจะยังเป็นผู้กำกับดูแลบริษัทแห่งนี้เพียงผู้เดียว แต่จะมีการเปิดขายหุ้นส่วนน้อยจำนวนสูงสุด 20% ให้แก่นักลงทุนภายนอก เพื่อหวังระดมทุนเข้ามาให้ได้สูงสุด 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเจอกระแสต่อต้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ที่จัดประชุมเฉพาะกิจเกี่ยวกับประเด็นนี้ ก่อนที่ชาติสมาชิกทั้ง 55 ประเทศจะมีมติตรงกันว่าจะคัดค้านเต็มที่ ถึงขั้นพร้อมคว่ำบาตรฟุตบอลโลกเลย

ล่าสุด คอนคาเคฟเผยแถลงการณ์ว่า “บรรดาชาติสมาชิกได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกระบวนการของแผนนี้ที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน, กำหนดเวลาตัดสินใจที่สั้นเกินไปอย่างไม่เป็นธรรม และการไร้การตรวจสอบหรืออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

การหารือได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มความโปร่งใสและความเหมาะสมในการกำกับดูแล ด้วยเหตุผลเหล่านี้ สมาชิกทั้ง 41 ชาติของคอนคาเคฟจึงขอปฏิเสธแผนดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่าคอนคาเคฟไม่ได้มีความตั้งใจจะแข็งข้อถึงขั้นขอคว่ำบาตรฟุตบอลโลกอย่างยูฟ่าแต่อย่างใด แต่เท่ากับว่าเสียงคัดค้านต่อฟีฟ่าก็จะมีเพิ่มขึ้น โดยสมาชิกฟีฟ่านั้นมีทั้งหมด 211 ชาติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10342844

นักวิชาการ มธ. ชี้ กทม. ชงปรับภาษีที่ดิน!! เสนอปรับภาษีที่ดินเกษตรเพิ่ม แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วยหลบภาษี นักวิชาการเน้นนโยบายที่ดินควบคู่ หวังสร้างความยั่งยืนและเป็นธรรม

ชง ‘กทม.’ เดินหน้ามาตรการควบคู่ปรับเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’
แก้ปม ‘แลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย’ แบบยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กทม. ทบทวนใหญ่ “ภาษีที่ดิน” ชี้ การแก้ปัญหา “แลนลอร์ดปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี” แบบยั่งยืน ควรเดินหน้า 3 เรื่องควบคู่กันไป “กำหนดอัตราภาษีให้อิงตามผังเมือง – กำหนดนโยบายการจัดการที่ดินที่สอดคล้องทั้งระบบ – วางกรอบเรื่องที่ดินเกษตรกรรมให้ชัด” ระบุ ภาษีที่ดินมีประโยชน์มากกว่าแค่ใช้หารายได้ให้รัฐ

ผศ.สหรัฐ อกนิษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นไม่ได้ต่อต้านกับกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมปรับอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีในอัตรา 0.01-0.1% ปรับเพิ่มเป็น 0.03-0.12% เพราะขณะนี้เป็นเวลาเหมาะสมในการทบทวนอัตราดังกล่าว แต่ประเด็นที่ภาคประชาสังคมจับตามองว่าจะช่วยแก้ปัญหากรณีเจ้าของที่ดินทำเกษตรเพื่อเลี่ยงอัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถึงจะพอช่วยได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืน และอาจสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว

ทั้งนี้ เนื่องด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ 1. ข่าวปลูกกล้วยหรือทำการเกษตรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีที่เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในอดีต ตอนนี้ถูกแก้ไขเฉพาะหน้าไปบางส่วนด้วยประกาศของกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมฯ แล้ว โดยเป็นการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของการทำกิจกรรมการเกษตร เช่น ต้องปลูกกล้วย 200 ต้น/ไร่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลส่วนกลางที่มีเจตนาดีแต่ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

2. การใช้ภาษีเพื่อเน้นแต่รายได้และกระตุ้นการใช้ที่ดินโดยไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ เช่น ทั้งที่พื้นที่การทำเกษตรกรรมในเขตหนองจอกก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่คำตอบอาจเปลี่ยนไปหากทำเกษตรกรรมที่ย่านสีลมเขตบางรัก ฉะนั้นการเร่งให้พื้นที่โตด้วยอัตราภาษีชุดเดียวกันทั้งเมือง จึงอาจทำให้เกิดการถางต้นไม้เคลียร์พื้นที่โล่งเพื่อปลูกสร้างอาคารขึ้นมาแทน หรือขายที่ดินการเกษตรหรือที่ดินที่ทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าไปเพื่อวางแผนภาษี ซึ่งกลายเป็นอาจสูญเสียพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองได้โดยไม่จำเป็น

ผศ.สหรัฐ กล่าวต่อไปว่า หาก กทม. ต้องการจะเพิ่มรายได้ และแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วยนั้น ควรพิจารณากำหนดอัตราภาษีที่ดินซึ่งรวมถึงอัตราภาษีสำหรับที่ดินเกษตรกรรมที่กำลังทบทวนใหม่นี้ให้คำนึงถึงความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ใน กทม. โดยในทางอุดมคติ ควรอิงตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งที่จริงตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ค่อนข้างยืดหยุ่น และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถปรับอัตราภาษีที่ดินให้มีความแตกต่างตามประเภทการใช้ประโยชน์หรือตามเงื่อนไขในแต่ละประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินได้แต่ต้องไม่กำหนดอัตราเกินอัตราเพดานที่กฎหมายแม่บทกำหนด และในระยะยาวควรมีการแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ เพื่อรับรองช่องทางการกำหนดอัตราภาษีที่อิงการใช้ประโยชน์ตามผังเมืองนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

“แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ กทม. เพราะต่อให้เราวิจารณ์ว่ายังไม่มีการใช้ประโยชน์จากภาษีที่ดินมากเท่าที่ควร หรือกฎหมายภาษีที่ดินไม่ล้อกับผังเมือง อีกด้านหนึ่งกฎหมายผังเมืองเองก็มีปัญหาในตัวเองอยู่ไม่น้อยและเป็นประเด็นระดับชาติ ซึ่งทำให้ กทม. เองก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน” ผศ.สหรัฐ กล่าว

ผศ.สหรัฐ กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่ กทม. กำลังปรับปรุงรายละเอียด พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาชงเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา เพื่อปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีที่ดินจากเดิม 50 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 20 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจถึงเจตนาของ กทม. ได้ ว่าน่าจะต้องการขยายฐานภาษีให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาประเด็นพื้นฐาน ซึ่งคาบเกี่ยวกับประเด็นอัตราภาษีที่กล่าวไปข้างต้นว่า น่าจะต้องมีหลักคิดมากกว่าความต้องการหารายได้เพิ่ม โดย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องมีกรอบคิด หรือนโยบายอย่างอื่นในเรื่องการบริหารจัดการที่ดินให้ชัดเจน เช่น คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ว่าทิศทางการจัดการที่ดินของเมืองเป็นอย่างไร

“ที่ดินเกษตรกรรมที่เป็นข่าวนี้ก็เช่นกัน นอกจากความเสี่ยงด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวไปแล้ว ทาง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรวางกรอบนโยบายในการบริหารจัดการที่ดินเกษตรกรรมในระยะยาวให้ชัดก่อนกำหนดนโยบายด้านภาษี เช่น ถ้ายังมองว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ยังต้องช่วยเหลือเกษตรกร การจะปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษี หรือการปรับเพิ่มอัตราภาษีที่ดินก็ต้องคิดให้รอบคอบ”ผศ.สหรัฐ กล่าว

นอกจากนี้ สังคมดูจะให้ความสนใจกับข้อเสนอลดฐานภาษีเกษตรกรรม 50 ล้านบาท แต่ในภาพที่ใหญ่กว่า คือ ตอนนี้มีการเก็บที่ดินเกษตรกรรมที่มีมูลค่าสุทธิถึง 1,050 ล้านบาทในอัตราที่ต่ำกว่าคนที่นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 50 ล้านบาทไปทำการค้าพาณิชย์ ซึ่งโดนเก็บที่อัตรา 0.3% เสียอีก ซึ่งปัญหาที่ดินเกษตรมูลค่าพันล้านนี้ยังอยู่ในวิสัยที่ถึงขนาดรัฐบาลต้องมาช่วยดูแลอัตราภาษีให้หรือไม่นั้นก็เป็นตัวอย่างที่ทั้ง กทม. และรัฐบาลต้องคิดให้ตกผลึกในภาพรวมให้ชัด

ผศ.สหรัฐ กล่าวด้วยว่า ภาษีที่ดินสามารถใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าแค่เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้รัฐ หากเปรียบเป็นจอมยุทธก็เป็นคนที่มีหลายคัมภีร์มาก แต่ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ จอมยุทธคนนี้ใช้ภาษีเล่นอยู่ไม่กี่ท่าคือใช้หาเงินกับเร่งให้คนรีบใช้ที่ดิน ทั้งเป็นการใช้ในลักษณะต่างคนต่างทำกับเครื่องมือในการจัดการที่ดินอื่น เช่น มาตรการจัดรูปที่ดิน มาตรการจัดสรรที่ดิน มาตรการทางสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการเคหะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกด้านผังเมือง ทั้งที่หากนโยบายและกลไกการจัดการที่ดินบูรณาการสอดคล้องกันทั้งระบบย่อมจะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน รับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จัดการปัญหาเก็งกำไรที่ดิน ตลอดจนปัญหาราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ได้

เกิดเดือนสิงหาคมเที่ยวฟรี!! “สวนนงนุชพัทยา” แจกของขวัญคนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวน–พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทั้งเดือน เปิดสิทธิ์คนไทยเข้าชมฟรี 1–31 ส.ค. 69 เติมความสุขกับครอบครัวตลอดทั้งเดือน

สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญวันเกิดให้คนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี ตลอดเดือน

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญสุดพิเศษแทนคำขอบคุณแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกิดในเดือนสิงหาคม ด้วยโปรโมชั่น “เกิดเดือนสิงหาคม เที่ยวฟรีทั้งเดือน” เปิดโอกาสให้เข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี พร้อมรับสิทธิ์เข้าชม พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย วันที่ 1–31 สิงหาคม 2569

เพียงนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in แสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารที่แสดงวันเดือนปีเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร ก็สามารถรับสิทธิ์เข้าชมสวนและพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณได้ทันที ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากสวนนงนุชพัทยาที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ทุกครอบครัวได้ออกมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงปลายปี

ภายในสวนนงนุชพัทยา นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสวนสวยระดับโลกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น หนึ่งในสิบสวนที่สวยที่สุดของโลก เพลิดเพลินกับสวนสวยมากกว่า 60 สวน ที่ออกแบบอย่างงดงามและมีเอกลักษณ์ พร้อมชมความอลังการของ หุบเขาไดโนเสาร์ ที่รวบรวมประติมากรรมไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,700 ตัว เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่โลกยุคดึกดำบรรพ์ อีกหนึ่งจุดเช็กอินยอดนิยมคือ เมืองอียิปต์ ที่โดดเด่นด้วยพีระมิด สฟิงซ์ และสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ สร้างสีสันและบรรยากาศราวกับเดินทางสู่ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ

สวนนงนุชพัทยายังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยโปรโมชั่นพิเศษตลอดได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร (เมื่อมากับครอบครัว) เข้าฟรีทุกวัน, ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์, และ ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีตลอดปีโดยไม่มีเงื่อนไข นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงสุดประทับใจ “นงนุชโชว์” และการแสดง น้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

KIS ภูเก็ต มอบทุนเต็มจำนวนให้น้องเนเน่!! ‘น้องเนเน่’ ได้ทุนเรียนฟรีจนจบ เปิดเส้นทางฝันไกลไร้ภาระค่าใช้จ่าย มากกว่าทุนการศึกษา คือโอกาสที่เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่สปอตไลท์ยังมาไม่ถึง

ต้องขอแสดงความยินดีกับครอบครัว "อำลอย" ต่อไปพ่อไม่เหนื่อยแล้ว ...

น้องเนเน่คว้าทุนเรียนฟรีจนจบ  ม.6 เปิดโอกาสให้ลุยเวทีโลกต่อแบบไร้กังวล

Nene secures a full scholarship until graduation, clearing her path to the global stage without financial worry.

เพราะโอกาสที่ยิ่งใหญ่ คือ เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่งตั้งแต่วันแรก ขอชื่นชมโรงเรียนขจรเกียรตินานาชาติ ภูเก็ต (KIS) ที่มอบทุนเรียนฟรี 100% จนจบ Year 13 ให้น้องเนเน่ เด็กที่มีความฝันต้องการผู้ใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าในวันที่ยังไม่มีสปอตไลท์ส่องถึง. และทางโรงเรียนยังช่วยยืดหยุ่นเวลาเรียนและการส่งงาน พร้อมส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษและความมั่นใจให้กับเนเน่อีกด้วย

วันนี้ความฝันของน้องพร้อมเดินทางสู่เวทีโลกได้อย่างไร้กังวลแล้วมากกว่าเรื่องทุนการศึกษา คือ "การให้โอกาส" ที่เปลี่ยนชีวิต ให้สัญชาตญาณและความฝันได้นำทางน้องไปให้สุดทางโดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย

คนไทยทั้งประเทศร่วมกราบงามๆ ขอบคุณโรงเรียนที่ให้โอกาส และเป็นกำลังใจให้น้องเนเน่ทำตามฝันต่อไปด้วยนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122193221294830307&id=61574909212657&post_id=61574909212657_122193221294830307&rdid=YHqxkjbsMQABs7vT#

อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนเกม!! ‘วราวุธ’ ชูเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชี้ไทยต้องเป็น Strategic Safe Haven ฐานลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และแบตเตอรี่

“วราวุธ” กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่า Perfect Storm ชู Green-Tech Economy สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์

 อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top