Tuesday, 20 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

'อนุทิน' เปิด Gastech 2026 ไทยโชว์ศักยภาพเป็นเจ้าภาพระดับโลก พร้อมเป็นศูนย์กลางพลังงานภูมิภาค ดันพลังงานสะอาดและการลงทุนใหม่ สร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต

“อนุทิน” นำทัพเปิดงานพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ประกาศ ไทยพร้อมเป็น “ศูนย์กลางพลังงาน” เพื่อความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งภูมิภาค

ไทยโชว์ศักยภาพเป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกด้านพลังงาน Gastech 2026 สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางด้านพลังงานในภูมิภาค" ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมเปิดรับการลงทุนและนวัตกรรมจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานของภูมิภาคและของโลกในอนาคต

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวเปิดงาน Gastech 2026 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำกว่า 150 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน โดยนายอนุทิน ได้กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการพลิกโฉมด้านพลังงาน ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว ผ่านกฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ และการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด รวมทั้ง ยังต้องการมุ่งสู่อนาคตด้านพลังงานที่สร้างสมดุลระหว่างความสำคัญหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าประเทศไทยจะมีบทบาทด้านพลังงานในเวทีระดับโลกและหวังที่จะเป็นพันธมิตรสำหรับการหารือ การลงทุน และนวัตกรรมระหว่างประเทศ เพราะไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีทักษะ และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ จุดแข็งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนนักลงทุนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น ไทยพร้อมเป็นจุดหมายสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง

"ไม่มีประเทศใดสามารถสร้างอนาคตด้านพลังงานได้เพียงลำพัง อนาคตจะถูกกำหนดโดยประเทศที่ร่วมมือกัน บริษัทที่เข้ามาลงทุน และนักนวัตกรรมที่เปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นทางออก ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางด้านพลังงาน และวันนี้ กรุงเทพมหานคร พร้อมที่จะเป็นเวทีให้คนทั่วโลกมารวมตัวกัน ไม่ใช่เพื่อหารือถึงอนาคตของพลังงานเพียงเท่านั้น แต่เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อก้าวสู่อนาคต งาน Gastech 2026 จะเป็นหนึ่งในก้าวย่างที่สำคัญ จากการหารือไปสู่การลงมือทำ และเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง" นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมระดับโลก Gastech 2026 ซึ่งถือเป็นการนำเวทีหารือด้านพลังงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดเวทีหนึ่งของโลกกลับมาจัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 โดยงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลกเข้าร่วม ท่ามกลางบริบทที่อุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และความมั่นคงทางพลังงานได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนร่วมกันของทุกประเทศ ไทยได้ใช้เวทีนี้ย้ำถึงจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงตลาดพลังงานระดับภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง บริษัทพลังงานชั้นนำระดับสากล และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ นอกจากก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็นแกนหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านแล้ว มิติด้านความมั่นคง ประเทศไทยยังได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการร่วมบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ทั้งไฮโดรเจน แอมโมเนีย และโดยเฉพาะเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วผ่านโครงการนำร่อง CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย นับเป็นโครงการแรกของประเทศที่จะปูทางไปสู่การพัฒนาศูนย์กลางการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“เมื่อเรามองไปสู่อนาคต การสร้างระบบพลังงานที่ตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือการเดินทางที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และเมื่อเราร่วมมือกัน เราจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เกิดเป็นการลงมือทำจริงได้” นายเอกนัฏ กล่าว

จีน–อินเดีย เร่งฟื้นกลไกสัมพันธ์!! พบปะนอกรอบ BRICS จีน-อินเดีย ชี้ต้องเป็นหุ้นส่วน เน้นพัฒนาและร่วมมือทางเศรษฐกิจ เดินหน้าสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว

"สี จิ้นผิง-โมดี" ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก เห็นพ้องจีน-อินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

วันนี้ (13 ก.ย. 69) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วานนี้ (12 ก.ย. 69) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งพบปะหารือนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ครั้งที่ 18 ในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาและบรรลุฉันทามติสำคัญว่าจีนและอินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

สี จิ้นผิงกล่าวว่าจีนพัฒนาความสัมพันธ์กับอินเดียจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และการพบปะกับโมดีสองครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ชี้นำความสัมพันธ์ทวิภาคีจากจุดเริ่มต้นใหม่สู่การพัฒนาอันดียิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนเชิงองค์กรระหว่างสองประเทศค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา ความร่วมมือด้านต่าง ๆ เติบโตต่อเนื่อง และการค้าทวิภาคีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

จีน และอินเดียแม้มีสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอาศัยจุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนกันและกัน ช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จ และแสวงหาการพัฒนาร่วมกันได้ โดยจีนและอินเดียที่เป็นสองประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและสมาชิกสำคัญของกลุ่มประเทศโลกใต้ควรแสดงความรับผิดชอบที่สำคัญท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่ปั่นป่วน

ทั้งสองฝ่ายควรคำนึงถึงอนาคตของมนุษยชาติและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของความร่วมมือบริกส์ที่ขยายใหญ่ขึ้น และมีส่วนส่งเสริมพลังงานเชิงบวกสู่สันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของโลกมากขึ้น

สี จิ้นผิง เน้นย้ำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อันเป็นกลางและสมเหตุสมผลในการปรับปรุงความสัมพันธ์จีน-อินเดีย โดยจีนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน ทั้งสองประเทศมอบโอกาสการพัฒนาแก่กันมากกว่าสร้างภัยคุกคามต่อกัน สิ่งนี้เป็นดุลยพินิจเชิงยุทธศาสตร์ตามระยะการพัฒนาของสองประเทศและสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

จีนและอินเดียควรช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จผ่านความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นตัวหารร่วมกันที่สำคัญที่สุด เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนฉันมิตรและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่กัน ขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เที่ยวบินตรง และอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนความสัมพันธ์ทวิภาคีจากภาคประชาชน

นอกจากนั้นจีนและอินเดียควรรักษาสมดุลและแก้ไขข้อกังวลทางเศรษฐกิจและการค้าของอีกฝ่าย ส่งเสริมการพัฒนาอันมีเสถียรภาพดีของสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี ใช้ภูมิปัญญาทางการเมืองของการเคารพและเข้าใจกันและกันในการก้าวผ่านอุปสรรค และสร้างความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นชายแดนด้วยการสนับสนุนกันและกัน

ทั้งนี้ จีน และอินเดียควรส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีเพื่อประโยชน์ของโลก ควรสนับสนุนอีกฝ่ายในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มประเทศบริกส์ เสริมสร้างการประสานงานภายในกลไกพหุภาคีอย่างสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่มจี20 ยืนเคียงข้างกันในการรับมือความท้าทายระดับโลก และสนับสนุนความยุติธรรมและเป็นธรรมอย่างชัดแจ้ง

ด้านโมดีกล่าวว่าอินเดียพร้อมรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับจีนบนพื้นฐานของความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ส่งเสริมความร่วมมืออันเป็นประโยชน์แก่กัน และยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับสูงยิ่งขึ้น

อินเดียมองความสัมพันธ์อินเดีย-จีนจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และยินดีจะเป็นหุ้นส่วนมากกว่าศัตรูคู่แข่งกับจีน และยกให้การพัฒนาของอีกฝ่ายเป็นโอกาสมากกว่าความท้าทาย โดยอินเดียและจีนควรทำงานร่วมกันเพื่อคุ้มครองสันติภาพและความสุขสงบในพื้นที่ชายแดน

อินเดียขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนอินเดียในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ และอินเดียจะสนับสนุนจีนอย่างเต็มกำลังในการเป็นประธานบริกส์ในปี 2570 โดยอินเดียพร้อมประสานงานและร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศโลกใต้ ส่งเสริมโลกหลายขั้วยิ่งขึ้นและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และเป็นพลังเพื่อเสถียรภาพและความก้าวหน้าในโลกที่วุ่นวาย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685009123631558&id=100063674585845&rdid=obJ1VYfqq4SyQCKv#

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

UAE–อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์-เพื่อนบ้าน!! หันมาจับมืออิหร่านกลางวิกฤติสงคราม ประธานาธิบดีอิหร่านเผยพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ หลังกระแสตึงเครียดยาวนานในอ่าวเปอร์เซีย

พึ่งพาสหรัฐฯ ไม่ได้! UAE หันจูบปากอิหร่าน หยอดคำหวานเป็นพี่น้องกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิหร่าน ซึ่งความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น หันกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดี จากการเปิดเผยของประธานาธิบดีอิหร่านในวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 69) พร้อมระบุทั้ง 2 ชาติต้องการเปลี่ยนหน้าประวิติศาสตร์ของสงคราม

"เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามและมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย เราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์กับเจ้าชายอาบูดาบี" มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว หนึ่งวันหลังจากพบปะกับ เจ้าชายชีค คาเลด บิน โมฮาเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ในอินเดีย รอบนอกการประชุมกลุ่มบริกส์

"เราเห็นพ้องกันว่าเราจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ มองไปยังอนาคตและสร้างอนาคตร่วมกัน" ผู้นำอิหร่านกล่าว

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโหมกระพือสงครามในตะวันออกกลาง ทางอิหร่านแก้แค้นด้วยการโจมตีบรรดาพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาค โดยที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดนเล่นงานหนักหน่วงที่สุด ต่อมาในเดือนสิงหาคม ยูอีเอตอบโต้ด้วยการระงับการแลกเปลี่ยนทางการค้าและการเงินกับอิหร่าน

ขณะที่ดูไบ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านที่มีรากฐานมาอย่างยาวนาน และยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดต่อระดับสูงสุดระหว่างอิหร่านกับยูเออี นับตั้งแต่ภูมิภาคแห่งนี้ถลำเข้าสู่ความยุ่งเหยิง ตามหลังสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีแก้แค้นเล่นงานฐานทัพต่าง ๆ ของอเมริกาในบรรดาชาติอ่าวเปอร์เซีย ในนั้นรวมถึงยูเออี

"เราไม่มีปัญหาอะไรกับยูเออี เราไม่มีปัญหากับชาติไหน ๆ ในภูมิภาค เรามีปัญหากับฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานโจมตีประเทศของเรา" เปเซชเคียนกล่าว และว่า "ยูเออีและประเทศอื่นๆในภูมิภาค คือพี่น้องของเรา เราใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันมาเป็นเวลานานและเรามีการค้า เราสนับสนุนกันและกัน"

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000089704

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685753970223740&id=100063674585845&rdid=Z75wPnlIIPmebxDO#

“รัสเซีย” อ้างถล่มเป้าหมายโลจิสติกส์ “ยูเครน”!! โจมตีโครงสร้างทางรถไฟตะวันตก เป้าหมายหลักขนส่งยุทโธปกรณ์ กองทัพเผยโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ ส่งผลกระทบท่าเรือและสถานีไฟฟ้า

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันอาทิตย์

แถลงการณ์ระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”

เป้าหมายอื่นที่ถูกโจมตี ได้แก่
-เรือขนส่งทางทะเลที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ในท่าเรือโอเดสซา
-ศูนย์โลจิสติกส์ Novaya Pochta ในภูมิภาคโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บและกระจายสิ่งของให้กองทัพยูเครน
-สถานีไฟฟ้าย่อย Novaya และ Usatovo ซึ่งใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือในภูมิภาคโอเดสซาและนิโคลาเยฟ
-ศูนย์โลจิสติกส์ Palma, Raben-Ukraine และ Odessa-22 ในเมืองโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหาร

ที่มา : Sputnik

‘น้องส้ม’ สรัลรักษ์ ผงาด แชมป์เวียดนาม โอเพ่น 2026 ไล่ตบมือ 39 โลกจากอินเดีย 2 เกมรวด ซิวแชมป์หญิงเดี่ยว รับเงินรางวัล 2.7 แสนบาท คู่ผสมไทยสู้สุดใจ พ่ายจีนเฉียดฉิว 1-2 เกม คว้ารองแชมป์เวียดนาม โอเพ่น

การแข่งขันแบดมินตัน เวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 100 รายการ เวียดนาม โอเพ่น 2026 ที่ สนามเหงียน ดู สเตเดียม เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ชิงเงินรางวัลรวม 120,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.9 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โดยมีนักกีฬาไทยผ่านเข้ามาลุ้นแชมป์ในประเภทหญิงเดี่ยว และคู่ผสม

ประเภทหญิงเดี่ยว “น้องส้ม” สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ มือ 106 ของโลก น้องสาว “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ไล่ต้อน อิชารานี บารูอาห์ มือ 39 ของโลกจากอินเดีย 21-8, 21-15 คว้าแชมป์ไปครอง พร้อมรับเงินรางวัล 8,250 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.7 แสนบาท

ส่วนประเภทคู่ผสม ภูวนัตถ์ หอบรรลือกิจ จับคู่กับ ฟุ้งฟ้า กอบธรรมกิจ มือ 7 รายการ พ่าย หม่า สี เสียยง กับ ฉิน หุย จี๋ จาก จีน 22-20, 18-21, 19-21 รับเงินปลอบใจ 4,180 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1.3 แสนบาท

ขอบคุณภาพจาก – Banthongyord Badminton School

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10397190

'พีระพันธุ์' ชี้ช่องโหว่แผนไฟฟ้า!! ประเมินความต้องการไฟสูงเกินจริง เสี่ยงภาระลงทุนแพงเกินควร ทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน เร่งนำเข้าก๊าซต้นทุนต่ำลดค่าไฟ

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ ชี้เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน พร้อมเร่งวางมาตรการนำเข้าก๊าซต้นทุนต่ำ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า ยังมีประเด็นที่ต้องทบทวน ทั้งประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า สัดส่วนเชื้อเพลิง การลงทุนโรงไฟฟ้า และภาระจากสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย ท่ามกลางการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้นหากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน

นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ที่มีเพียง 1-2 วัน ดังนั้นประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

นายพีระพันธุ์ ยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 15 ล้านคัน รวมถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปเป็นเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากร การลงทุน และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นแผน PDP ฉบับนี้จึงยังมีช่องโหว่อยู่มาก

ในส่วนของแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก เพื่อเป็นการลดต้นทุน พร้อมเพิ่มการนำก๊าซจากอ่าวไทยมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า และวางมาตรการนำเข้าก๊าซจากเมียนมาเพิ่มเติม การปรับแหล่งเชื้อเพลิงในลักษณะนี้จะช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันจากความผันผวนของการนำเข้าก๊าซ LNG

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการปรับปรุงแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน โดยระบุว่า ปัจจุบันกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเอกชนสูงกว่าปริมาณที่ถูกสั่งให้ผลิตจริง นำมาสู่ภาระค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งกลายเป็นต้นทุนใหญ่ที่ประชาชนต้องแบกรับผ่านบิลค่าไฟ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีการหารือเรื่องการแก้ไขสัญญา แต่มักมุ่งไปที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ทั้งที่สัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) มีผลต่อบิลค่าไฟหลายสิบสตางค์ จึงควรนำสัญญากลุ่มนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังด้วย

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ยังชี้ว่า การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ยังมีประโยชน์ที่ควรส่งเสริม โดยเฉพาะการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่อาจถูกเผาจนก่อปัญหาฝุ่น PM2.5 สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยจากการผลิตไฟฟ้าชีวมวลอาจอยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย แต่ตัวเลขสัดส่วนไฟฟ้าจากชีวมวลที่ปรากฏในแผน PDP ฉบับนี้ยังต่ำเกินไป

สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ในภาพรวมของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังคงต้องประเมินผลกระทบจากการนำมาใช้จริง จึงเสนอให้กำหนดสถานะเป็นการทดลองใช้ ไม่ควรกลายเป็นข้อผูกมัดให้ต้องขยายกำลังการผลิตต่อไป โดยที่ยังไม่ทราบผลจากการดำเนินงานช่วงแรกอย่างชัดเจน

ในประเด็นราคาค่าไฟปลีก นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP 2026 ระบุค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย และต้นทุนประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย โดยตัวเลขนี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีการลงทุนอีกจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันที่ กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้เกือบ 40,000 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ก็อยู่ที่ 3.70 บาทต่อหน่วยแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามแผนและทำได้จริงจะยินดีเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายพีระพันธุ์ ยังเชื่อมโยงข้อกังวลนี้กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยชี้ให้เห็นว่า การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก และควรพิจารณาความสามารถในการรับภาระของประชาชนควบคู่กัน ไม่ควรเสนอค่าไฟระดับหนึ่งในปัจจุบัน แล้วปล่อยให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาภายหลัง

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าสะอาดเพื่อรองรับเงื่อนไขการส่งออก นายพีระพันธุ์ เสนอให้ส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA เพื่อให้ภาคธุรกิจที่มีความต้องการสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ ซึ่งแนวทางนี้ควรได้รับการสนับสนุน แทนการนำภาระทั้งหมดมารวมอยู่ในแผน PDP 2026

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แผน PDP เป็นเพียงการคาดการณ์ จึงต้องวางเงื่อนไขให้ปรับเปลี่ยนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง และภาคเอกชนต้องรับทราบเงื่อนไขนี้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างว่าลงทุนตามแผนไปแล้วจนไม่สามารถปรับได้ โดยการแก้ไขแผน PDP ต้องนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพียงเปิดทางให้เกิดการลงทุนเพิ่มจากเอกชน

“ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน การผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP ควรกำหนดให้ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐเป็นแกนก่อน เพราะการลงทุนของเอกชนย่อมมีเป้าหมายด้านกำไร เพราะฉะนั้นระบบไฟฟ้าควรเป็นบริการสาธารณะที่มีส่วนต่างเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน มากกว่าการสร้างกำไรจำนวนมหาศาลจากเงินประชาชน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

14 กันยายน ของทุกปี ‘วันบุรฉัตร’ น้อมรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร’ ผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งรถไฟไทย’ วางรากฐานทางช่าง ปฏิรูปกรมรถไฟหลวง

วันที่ 14 กันยายน ของทุกปี ทางราชการกำหนดให้เป็น ‘วันบุรฉัตร’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน อดีตผู้บัญชาการรถไฟไทย
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาวาด(ในสกุล "กัลยาณมิตร") ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2424 ขณะทรงพระเยาว์เริ่มศึกษาที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

ปี พ.ศ. 2437 เสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านโยธาธิการที่ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ และทรงศึกษาต่อวิชาวิศวกรรมที่ ตรินีตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และวิชาทหารช่างที่ แชทแฮม จากนั้นเสด็จศึกษาเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส ทรงศึกษาการทำทำนบและขุดคลอง ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และเสด็จกลับมาทรงงานและศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จนได้เป็นสมาชิก M.I.C.E. (Member of the Institution of Civil Engineer) (เทียบเท่า วิศวกรรมสถาน)

พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรเสด็จกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2447 ทรงรับราชการทหาร เหล่าทหารช่าง กรมยุทธนาธิการทหารบก ทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารช่างพระองค์แรกในปี พ.ศ. 2451 และทรงดำรงตำแหน่งนี้เป็นระยะเวลา 17 ปี ทรงนำความรู้ในวิชาการทหารแผนใหม่ตามแบบอย่างประเทศตะวันตกมาปรับปรุงกิจการทหารช่าง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานกิจการทหารช่างแผนใหม่ และกองทัพ
การดำเนินกิจการรถไฟในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงให้ชาวต่างประเทศเป็นผู้ควบคุมการบริหารกิจการทั้งหมด กระทั่งปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร รักษาการตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟสายเหนือ ในปี พ.ศ. 2460 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า "กรมรถไฟหลวง" และให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง และทรงบุกเบิกพัฒนากิจการต่างๆ ของกรมรถไฟหลวง ขยายเส้นทางเดินรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน สายตะวันออกเฉียงเหนือทรงสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี สายตะวันออกจากฉะเชิงเทราถึงอรัญประเทศ และในปี พ.ศ. 2471 พระองค์ยังได้ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซล จำนวน 2 คัน (หมายเลข 21 และ 22) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีกำลัง 180 แรงม้า เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่า รถจักรไอน้ำลากจูงขบวนรถไม่สะดวก และไม่ประหยัด อีกทั้งลูกไฟที่กระจายออกมาเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร และอาจทำให้เกิดไฟไหม้ไม้หมอนอีกด้วย ซึ่งรถจักรดีเซลทั้งสองคันดังกล่าว เป็นรถจักรดีเซลคันแรกในทวีปเอเชีย และถือว่าประเทศไทยนำรถจักรดีเซลเข้ามาใช้งานเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียด้วย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมกรมทางไปขึ้นกับกรมรถไฟหลวง โดยให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงรับผิดชอบงานสร้างถนนและสะพานทั่วประเทศ เช่น สะพานกษัตริย์ศึก เป็นสะพานลอยข้ามทางรถไฟแห่งแรก และสะพานรัษฎาภิเศก จังหวัดลำปาง สะพานพุทธ สะพานพระราม 6

ในปี พ.ศ. 2464 ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ได้ทรงริเริ่มนำเอาเครื่องเจาะมาทำการเจาะสำรวจหาน้ำมันดิบ ในบริเวณที่มีผู้พบน้ำมันดิบไหลขึ้นมาบนผิวดินที่บ่อหลวง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทรงว่าจ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจทางธรณีวิทยา เพื่อค้นหาน้ำมันดิบและถ่านหินในประเทศไทย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงลาออกจากราชการและเสด็จไปประทับ ณ ประเทศสิงคโปร์ พร้อมกับครอบครัวเมื่อ พ.ศ. 2476 กระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2479 พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรได้สิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ สิริพระชนมายุได้ 54 ปี 7 เดือน 22 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/pr.railway/photos/14-กันยายน-วันบุรฉัตรพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร-เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่-35-ในพระบ/1860088360672693/

ใครถือครอง “แร่หายาก” ของโลกมากที่สุด?

สรุปภาพรวมปริมาณสำรอง การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และบริษัทที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม Rare Earth

จีนเป็นประเทศที่มีอำนาจต่ออุตสาหกรรมแร่หายากสูงที่สุดในภาพรวม เพราะมีทั้งฐานสำรองขนาดใหญ่ การผลิตเหมืองอันดับ 1 และการแปรรูปที่มีสัดส่วนสูงมากของโลก ขณะที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกจีนผ่าน MP Materials, Lynas Rare Earths และ Iluka Resources.

>> Rare Earth คืออะไร?

Rare Earth หรือแร่หายาก โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y)

Rare Earth คืออะไร? โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y) มีบทบาทสำคัญในแม่เหล็กถาวร มอเตอร์รถ EV กังหันลม อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

เหมือง → แต่งแร่ → แยก/ถลุง → โลหะ/โลหะผสม → แม่เหล็ก

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; USGS China minerals chapter; company disclosures (ข้อมูลปี 2024–2026 ตามแหล่งอ้างอิง)

ประเด็นสำคัญ

-จีนมีปริมาณสำรองมากที่สุด อยู่ที่ 44.0 ล้านตัน REO

-จีนผลิตจากเหมืองมากที่สุด 270,000 ตัน REO ในปี 2025 หรือราว 69% ของโลก

-จีนครองการแปรรูปสูงมาก โดย USGS ระบุว่าจีนคิดเป็นประมาณ 87% ของการประมวลผล Rare Earth ในปี 2024

-ไทยผลิตประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 อยู่ลำดับ 5 ตามตาราง USGS

-ผู้เล่นนอกจีนที่โดดเด่น ได้แก่ MP Materials ของสหรัฐฯ และ Lynas Rare Earths กับ Iluka Resources ของออสเตรเลีย

1. ประเทศที่มี “ปริมาณสำรอง” แร่หายากมากที่สุด

ข้อมูลสำรอง หรือ Reserves หน่วยล้านตัน REO อ้างอิงจาก USGS Mineral Commodity Summaries 2026

คำว่า “สำรอง” หมายถึงปริมาณแร่ที่สามารถประเมินได้ว่ามีศักยภาพในการทำเหมืองภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและเทคนิค ณ เวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าประเทศหรือบริษัทจะสามารถผลิตออกมาได้ทั้งหมดทันที

อันดับ 1 จีน สำรอง 44.00 ล้านตัน REO (58.4%)

อันดับ 2 บราซิล สำรอง 11.00 ล้านตัน REO (14.6%)

อันดับ 3 ออสเตรเลีย สำรอง 6.30 ล้านตัน REO (8.4%)

อันดับ 4 รัสเซีย สำรอง 3.80 ล้านตัน REO (5.0%)

อันดับ 5 เวียดนาม สำรอง 3.50 ล้านตัน REO (4.6%)

อันดับ 6 สหรัฐฯ สำรอง 1.90 ล้านตัน REO (2.5%)

อันดับ 7 กรีนแลนด์ สำรอง 1.50 ล้านตัน REO (2.0%)

อันดับ 8 แทนซาเนีย สำรอง 0.89 ล้านตัน REO (1.2%)

อันดับ 9 แอฟริกาใต้ สำรอง 0.86 ล้านตัน REO (1.1%)

อันดับ 10 แคนาดา สำรอง 0.83 ล้านตัน REO (1.1%)

อันดับ 11 มาเลเซีย สำรอง 0.71 ล้านตัน REO (0.9%)

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026. *คำนวณจากประเทศที่ USGS ระบุตัวเลขสำรองได้ รวมประมาณ 75.29 ล้านตัน REO; USGS รายงานยอดโลกแบบปัดเศษว่า >75 ล้านตัน

>>ข้อสังเกตสำคัญ

ตัวเลขที่ถูกต้องของบราซิลใน USGS 2026 คือ 11.0 ล้านตัน REO ไม่ใช่ 21.0 ล้านตัน ดังนั้นจีนยังนำห่างมาก ส่วนบราซิลเป็นอันดับ 2 แต่ “มีสำรองมาก” ไม่ได้แปลว่า “ผลิตมาก” — ผลผลิตของบราซิลในปี 2025 อยู่เพียงประมาณ 2,000 ตัน

2. ประเทศที่ “ผลิตจากเหมือง” มากที่สุดในปี 2025

ผลผลิตเหมืองหน่วยตัน REO equivalent; โลกประมาณ 390,000 ตัน

การผลิตเหมืองสะท้อนกำลังต้นน้ำที่เกิดขึ้นจริงในปีนั้น และเป็นตัวชี้วัดที่ต่างจากปริมาณสำรองใต้ดิน จึงทำให้อันดับประเทศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

อันดับ 1 จีน ผลผลิตปี 2025 จำนวน 270,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 69.2%

อันดับ 2 สหรัฐฯ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 51,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 13.1%

อันดับ 3 ออสเตรเลีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 29,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 7.4%

อันดับ 4 เมียนมา ผลผลิตปี 2025 จำนวน 22,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 5.6%

อันดับ 5 ไทย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 4,800 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 1.2%

อันดับ 6 อินเดีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,900 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 7 มาดากัสการ์ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,700 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 8 รัสเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,600 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 9 บราซิล ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.5%

อันดับ 10 ไนจีเรีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 1,500 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.4%

อันดับ 11 ประเทศอื่น ๆ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 550 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.1%

อันดับ 12 เวียดนาม ผลผลิตปี 2025 จำนวน 150 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%

อันดับ 13 มาเลเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 110 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; ผลผลิตโลกปี 2025 ประมาณ 390,000 ตัน REO

>>มุมไทย

USGS ประเมินว่าไทยผลิต Rare Earth ประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 เพิ่มจากราว 2,100 ตันในปี 2024 ทำให้ไทยอยู่ลำดับ 5 ของตารางประเทศผู้ผลิตที่ USGS ระบุ อย่างไรก็ตาม USGS ไม่ได้ระบุตัวเลขสำรองของไทยในตารางสำรองปี 2026


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top