Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 จ่อขยายสิทธิ!! รัฐบาลจ่อขยายเวลาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 ปรับเกณฑ์ใหม่ช่วยผู้ยากจนที่ถูกตัดสิทธิ ทบทวนเกณฑ์ให้เป็นธรรมมากขึ้น เปิดโอกาสผู้ถูกตัดสิทธิยื่นทบทวนถึง 31 ส.ค.

การประชุม ครม.วันนี้ พิจารณาขยายสิทธิและขยายระยะเวลาทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิ ให้มีความธรรมมากขึ้น 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งเลื่อนมาประชุมวันนี้  เนื่องจากวันพรุ่งนี้ (28 ก.ค.) เป็นวันหยุดราชการ  โดยมีวาระเข้าสู่การพิจารณา อาทิ กระทรวงการคลัง นำมติคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมที่มีการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เสนอให้คณะรัฐมนตรีขยายสิทธิสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการให้ได้รับสิทธิต่อเนื่อง ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน และขยายเวลาการทบทวนสิทธิไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ พร้อมปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณา  เช่น  การถือครองรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์เกิน 15 ปี รวมถึงกรณีการโอนลอย การปรับปรุงข้อมูลของนักศึกษานอกระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นผู้ยากจนยังคงได้รับสิทธิตามเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับให้พิจารณา ได้แก่ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...  ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตราร้อยละ 7 ต่อไป , ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ  และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เสนอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ในช่วงปีงบประมาณ 2568 – 2570 

กระทรวงคมนาคม เสนอขอความเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญารร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1521452043350461&id=100064570394286&rdid=RGReuPj0akMRAxpD#

อิหร่านเร่งฟื้นโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์!! หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี กระทบทางรถไฟ–คมนาคมระหว่างประเทศ ผู้นำอิหร่านสั่งกู้ระบบขนส่งยุทธศาสตร์ หวังประคองเศรษฐกิจและความมั่นคงหลังแรงโจมตี สะท้อนศึกครั้งนี้ไม่จบแค่สนามรบ

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านได้สั่งเร่งการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์

ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเครือข่ายทางรถไฟ

และเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศ 

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357320153223008/?rdid=sOvtwF6fduClLLsh#

 

เอกอัครราชทูตยูเครนประจำอิสราเอลกล่าวว่า

กองกำลังยูเครนจะโจมตีเรือของอิหร่านและรัสเซียที่ขนส่งชิ้นส่วนโดรน
และขีปนาวุธข้ามทะเลแคสเปียน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357321296556227/?rdid=YsUUpt7gBElsl6lB#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้บทบาทรัฐในเหตุความมั่นคง!! เปิดคำถามกฎหมายเยียวยาชายแดน ผู้ประกอบการชายแดนยังรอคำตอบ รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าความเสียหายถูกชดเชยครบจริงหรือไม่ ต้องยืนบนกฎหมาย ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล

รัฐบาลอ้างเอกชนได้รับการช่วยเหลือแล้ว เพียงพอหรือไม่? คำถามทางกฎหมายต่อการเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน ! 

การได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือบริษัทต้นสังกัด ตัดสิทธิการเยียวยาจากภาครัฐหรือไม่ และรัฐควรมีบทบาทอย่างไรเมื่อผู้ประกอบการต้องรับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ !

จากเหตุการณ์กระสุนและวัตถุระเบิดจากฝั่งกัมพูชาตกใส่สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเมื่อปีที่ผ่านมา มิใช่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชน แต่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องแบกรับความเสียหายจากเหตุที่ตนมิได้เป็นผู้ก่อ

เมื่อครบหนึ่งปีหลังเกิดเหตุ ผู้ประกอบการบางรายยังคงออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาเยียวยา ขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่า ผู้เสียหายบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทประกันภัยและบริษัทต้นสังกัดแล้ว จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การได้รับเงินจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว เพียงพอที่จะยุติบทบาทของรัฐในการเยียวยาหรือไม่ ?

ต้องบอกก่อนว่าเงินจากเอกชนกับการเยียวยาของรัฐ เป็นคนละประเด็น

เงินที่ผู้ประกอบการได้รับจากบริษัทประกันภัย เกิดจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย ส่วนเงินช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดเป็นการบริหารจัดการภายในภาคเอกชน ทั้งสองกรณีมีฐานกฎหมายและวัตถุประสงค์แตกต่างจากมาตรการเยียวยาของรัฐ

ในกฎหมายเปรียบเทียบของหลายประเทศ มีแนวคิด Collateral Source Rule ซึ่งโดยหลักไม่สนับสนุนให้ผู้มีหน้าที่รับผิดนำเงินช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกมาเป็นเหตุลดภาระของตน แม้หลักการดังกล่าวจะยังไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงในประเทศไทย แต่ก็สะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมที่ควรนำมาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าความเสียหายได้รับการชดเชยครบทุกส่วน โดยจากข้อมูลที่รัฐบาลเผยแพร่ ระบุว่ากรณีสถานีบริการน้ำมัน ความเสียหายประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับเงินจากบริษัทประกันภัย 1 ล้านบาท และจากบริษัท ปตท. 2.05 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับร้านสะดวกซื้อ รัฐบาลระบุว่าความเสียหายประมาณ 14 ล้านบาท และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท 9 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ชี้ชัดว่าความเสียหายส่วนที่เหลือได้รับการชดเชยครบถ้วนจากแหล่งใด หรือมีความเสียหายทางอ้อม เช่น การขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายในการหยุดดำเนินกิจการ หรือความเสียหายที่เกินวงเงินประกันภัย ได้รับการชดเชยแล้วหรือไม่

ดังนั้น การสรุปว่าผู้เสียหาย “ได้รับเงินครบแล้ว” หรือ “ยังไม่ได้รับการชดเชยครบ” ล้วนต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

อีกประเด็นสําคัญคือบทบาทของรัฐในเหตุการณ์ด้านความมั่นคง แม้กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดให้รัฐต้องชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ประกอบการทุกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน การเยียวยาจึงมักอาศัยกฎหมายเฉพาะ มติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายเปรียบเทียบ มีหลักการว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ไม่ควรต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพียงลำพัง

แนวคิด Égalité devant les charges publiques (equality before public burdens) หรือ “ความเสมอภาคในการรับภาระสาธารณะ” แม้ยังมิใช่หลักกฎหมายทั่วไปของไทย แต่เป็นหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายมหาชนของหลายประเทศ และอาจใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้รัฐพิจารณามาตรการเยียวยาที่เหมาะสม

ดังนั้น ประเด็นที่สังคมควรได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใสจากรัฐบาลจึงได้แก่

-ความเสียหายทั้งหมดของผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับการประเมินครบถ้วนแล้วหรือไม่

- ยังมีความเสียหายส่วนใดที่ไม่ได้รับการชดเชยหรือไม่

- หากยังมีความเสียหายตกค้าง รัฐมีมาตรการรองรับอย่างไร

- เหตุใดผู้ประกอบการจึงยังคงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปเป็นเวลานาน

การตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และสะท้อนความรับผิดชอบของรัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคง

ท้ายที่สุด รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงว่าผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนแล้ว แต่การอ้างเหตุเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะยุติข้อเรียกร้องเรื่องการเยียวยา หากยังไม่มีการแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าความเสียหายทั้งหมดได้รับการชดเชยครบถ้วน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ รัฐควรเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ทบทวนมาตรการเยียวยาบนพื้นฐานของกฎหมาย ความเป็นธรรม และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่เสียสละและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จะไม่ถูกปล่อยให้เผชิญความสูญเสียเพียงลำพัง

ด้วยความปรารถนาดี

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02cUTAHpYBWCSCS3AZvGpTrBQidA5tuHPxX7zwcMHVKHbzNvRohZis3KbgKBS25JkBl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

อุตฯ ลุยมาตรฐานแบตเตอรี่ เพาเวอร์แบงค์!! รมว.อุตฯ เตรียมชง ครม.คุมเข้มแบตเตอรี่ รับรอง มอก. ปรับเทียบมาตรฐานสากล บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันอุบัติเหตุ ยกระดับคุณภาพสินค้าส์ไทยสู่ตลาดโลก

อุตฯ เล็งชง ครม. คุมเข้มแบตเตอรี่-พาวเวอร์แบงก์ ยกระดับ มอก. เทียบมาตรฐานโลก บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้ แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกสู่ตลาด

มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงมาตรฐานให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การทบทวนมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมาตรฐานแบตเตอรี่ออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก. 62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และ มอก. 62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก. 2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์ เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

“หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 3 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ภายในกลางปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิต การนำเข้า และการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 1 ปีหลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับ”

นายวราวุธ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งประชาสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และเข้มงวดการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการบังคับใช้มาตรฐานใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดต้นทุนความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าคุณภาพต่ำในระยะยาว

เขื่อนวชิราลงกรณสว่างไสว กฟผ.น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ จัดใหญ่ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติในหลวง ณ เขื่อนวชิราลงกรณ สืบสานพระราชปณิธานเพื่อแผ่นดิน

กฟผ. เขื่อนวชิราลงกรณ จัดยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กฟผ. จัดงาน “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี จัดเต็มทั้งการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย พลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรกว่า 200 ลำ การออกร้านสินค้าจากชุมชนรอบพื้นที่เขื่อน และการแสดงจากศิลปินชื่อดัง
พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2569 ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี โดยมีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์ “กระสวยแห่งการสืบสาน” ด้วยแนวคิดจากสายใยแห่งความรัก ความผูกพัน และพระเมตตาที่ส่งต่อจากแม่สู่ลูก ถักทอเป็นพระราชปณิธาน ส่งต่อสู่การสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ภายในงานมีการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะโขน ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความห่วงใย และการส่งต่อพระราชปณิธานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรจำนวน 200 ลำ ถ่ายทอดเรื่องราว “สายใยแห่งความรัก” ที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทย สะท้อนพระเมตตา ความผูกพัน การสืบสานพระราชปณิธาน และการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่ครอบครัวในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จำนวน 10 ท่าน การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนรอบพื้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ รวมถึงการแสดงจากศิลปินชื่อดัง

พร้อมนี้ กฟผ. ยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารพลับพลา เขื่อนวชิราลงกรณ โดยน้อมนำพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจัดแสดง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตั้งแต่การส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ ความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้ รวมถึงประชาชนในชนบท พระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการดูแลรักษาป่า ดังพระราชดำรัส “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” และได้ทรงปลูกฝังแนวคิดแห่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และการอุทิศงานเพื่อแผ่นดินแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ถ่ายทอดไปยังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อีกด้วย

ไทยเปิดหัวอาเซียนคัพสวย!! ช้างศึกประเดิมหรู อัดลาว 5-0 ‘ฮัดสัน’ ชมแข้งหน้าใหม่–ไร้เจ็บหนัก ขอบคุณแฟนบอลไทยตามเชียร์ถึงสนาม พร้อมลุยต่อเกมกับมาเลเซีย

แอนโธนี ฮัดสัน หัวหน้าผู้ฝึกสอน ฟุตบอลทีมชาติไทย ให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขันฟุตบอลอาเซียน คัพ รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดแรก

เกมดังกล่าว ทีมชาติไทย เอาชนะ สปป.ลาว ไป 5-0 จากสองประตูของ คคนะ คำยก และที่เหลือมาจาก ธีรศักดิ์ เผยพิมาย, ยศกร บูรพา และ สารัช อยู่เย็น

“รู้สึกพอใจกับเกมนัดนี้ เพราะเราสามารถเริ่มต้นรายการนี้ด้วยชัยชนะ และทีมก็มีนักเตะหน้าใหม่หลายคน เรื่องที่ดีอีกเรื่องจากเกมนี้คือไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ทุกคนเล่นได้ตามแทคติกที่วางไว้” ฮัดสัน กล่าว

“ขอบคุณแฟนบอลที่เดินทางมาเชียร์ที่สนาม ผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก แฟนบอลมาเชียร์เราที่นี่จากการเดินทางในหลายรูปแบบ และพยายามส่งเสียงเชียร์ให้พวกเรา”

“หลังจากนี้ก็จะกลับประเทศไทยทันที และก็พยายามฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักกีฬาให้พร้อมสำหรับเกมต่อไป ตอนนี้เราต้องโฟกัสกันเกมต่อเกม และพยายามทำเต็มที่เสมอ ส่วนอาการของ สารัช อยู่เย็น ก็ต้องเช็คอีกครั้ง แต่เบื้องต้น ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ มันน่าจะเกิดจากการปะทะเล็กน้อย”

“ส่วนตัวยอมรับว่าผมเองก็กังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายของนักกีฬาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์แล้ว แต่ผมว่าในช่วงหลังจากนี้ทุกคนจะพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนนักเตะที่มาจาก U23 ผมก็รู้สึกประทับใจพวกเขา เช่นเดียวกับนักเตะมากประสบการณ์ในทีมชุดนี้ ผมยืนยันว่าการเลือกตัวผู้เล่นของผม ไม่ได้มองเรื่องอายุเป็นตัวกำหนด แต่มองที่ศักยภาพและความพร้อมของแต่ละคนมากกว่า”

ด้าน ธีรศักดิ์ เผยพิมาย นักเตะยอดเยี่ยมประจำเกมการแข่งขัน กล่าวว่า “ถ้าให้พูดถึง เซฟ (ชวัลวิทย์ แซ่เล้า) ผมว่าน้องมีความสามารถอยู่แล้วครับ และต้องพยายามพัฒนาตัวเองต่อไป ส่วนตัวผมก็เป็นกำลังใจให้น้องครับ”

โปรแกรมนัดต่อไป ทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันฟุตบอล อาเซียน คัพ 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดที่สอง พบกับ มาเลเซีย ทีมอันดับ 136 ของโลก ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 20.00 น. ซื้อบัตรได้แล้วที่ >> https://shorturl.asia/zlmX2 และถ่ายทอดสดทาง แอปพลิเคชั่น TrueVisions Now

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10337967

27 กรกฎาคม 2554 วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ช่วยกิจการสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 85 ปี

27 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชันษา 85 ปี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ทรงพระประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลของเหล่าพสกนิกร แต่ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะประชวร ท่านทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลาประมาณบ่ายโมง พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าว มีพระราชดำรัสว่า "ก็ดีเหมือนกัน" จากนั้นเมื่อเจ้าพระยารามราฆพได้นำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้ 

เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา เริ่มทรงพระอักษร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2473 โดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีและโรงเรียนราชินีบน พร้อมด้วยครูพิศ ภูมิรัตน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีเป็นผู้ถวายพระอักษร ณ พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต 

จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุขึ้น มีพระอนามัยไม่สมบูรณ์นัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้นำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา และพระชนนี ได้ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ คือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และประสบความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ ทางสภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2502 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระวัยขึ้นกระทั่งทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง เมื่อพระองค์มีพระชันษาสูงขึ้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เข้าเฝ้าและได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เนือง ๆ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา มีพระชันษาที่มากขึ้น ทำให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ประชวรด้วยอาการตามพระชันษา คณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชจึงได้เฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน ทำให้ทรงขยับพระวรกายด้านซ้ายยากขึ้น คณะแพทย์จึงได้ถวายพระโอสถ และมีนางพยาบาลถวายการดูแล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระองค์จะทรงรับสั่งได้น้อยลง แต่ก็ทรงเข้าพระทัยทุกอย่างเป็นอย่างดีด้วยการพยักพระพักตร์ 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเข้าประทับรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยมีคณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่อาการพระประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 33 นาที ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สิริรวมพระชันษา 85 ปี

แบรนด์ลุยตลาดสุขภาพ!! สุขภาพกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของการตลาด หลายแบรนด์ใช้วิ่งสร้างสัมพันธ์ลูกค้า “วิ่งแลก” รางวัลยอดฮิตกระตุ้นพฤติกรรม เศรษฐกิจสุขภาพโตต่อเนื่องทั่วโลก

ทำไมหลายแบรนด์ถึงยอม "จ่าย" ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า "การวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ "การวิ่ง" เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "สุขภาพ" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ไม่ได้อยากให้คุณแค่ซื้อ แต่อยากให้คุณสุขภาพดี
ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า "นักวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ตวอทช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน "ทุกกิโลเมตร" ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

ในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การเติบโตของแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้

เคทีซีจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด "KTC Wellness: The Journey to Well-being" ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด

เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่

ยกระดับข้อมูลยุคใหม่!! Data Privacy และ Data Security สองแกนหลักบริหารข้อมูลดิจิทัล ปกป้องสิทธิและความปลอดภัยครบ สอดคล้องกฎหมายและเทคโนโลยี

2 องค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัล: Data Privacy กับ Data Security

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของทั้งบุคคลและองค์กร การใช้งานอินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์ต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม การใช้ และการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลทางการเงิน หรือพฤติกรรมการใช้งานบนโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) และ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) จึงได้รับความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะมีเป้าหมายร่วมกันในการคุ้มครองข้อมูล แต่มีบทบาทและขอบเขตที่แตกต่างกัน วันนี้ OPEN-TEC ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัลที่ต้องดำเนินควบคู่กันได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย
Data Privacy คืออะไร

ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) หมายถึง หลักการและแนวทางในการกำกับดูแลการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูลเป็นสำคัญ องค์กรที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลควรแจ้งวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล รวมถึงฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการดำเนินการ เช่น ความยินยอมของเจ้าของข้อมูล การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาความลับ (Confidentiality) ความสามารถในการคาดการณ์ (Predictability) ความสามารถในการควบคุมจัดการ (Manageability) และการไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังบุคคลได้ (Disassociability)1 ทั้งนี้ เจ้าของข้อมูลยังมีสิทธิตามกฎหมาย เช่น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สิทธิในการแก้ไขข้อมูล สิทธิในการลบข้อมูล และสิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลในบางกรณี
ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้สมัครสมาชิกเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน องค์กรควรแจ้งให้ทราบว่าจะเก็บข้อมูลใด ใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ใด และอาศัยฐานทางกฎหมายใดในการประมวลผลข้อมูล หากนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ อาจถือเป็นการละเมิดหลักการด้าน Data Privacy
Data Security คืออะไร

การใช้มาตรการด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันข้อมูลจากการเข้าถึง การเปิดเผย การแก้ไข การทำลาย หรือการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเป้าหมายสำคัญของ Data Security คือการรักษาองค์ประกอบพื้นฐานของความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (CIA Triad)2 ได้แก่
Confidentiality – การรักษาความลับของข้อมูล
Integrity – การรักษาความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูล
Availability – การทำให้ข้อมูลและระบบพร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น

ตัวอย่างของมาตรการด้าน Data Security ได้แก่ การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การใช้รหัสผ่านที่มีความรัดกุม การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Access Control) การสำรองข้อมูล (Backup) การติดตั้งระบบป้องกันมัลแวร์ (Malware) และไฟร์วอลล์ (Firewalls) ตลอดจนการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ความแตกต่างระหว่าง Data Privacy และ Data Security
แม้ทั้งสองแนวคิดจะเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูล แต่มีจุดมุ่งเน้นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Data Privacy
- มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย
- ให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าของข้อมูล
- เกี่ยวข้องกับกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแลข้อมูล
- ตอบคำถามว่า "ใครสามารถใช้ข้อมูลได้ และใช้เพื่ออะไร"

Data Security
- มุ่งเน้นการป้องกันข้อมูลจากภัยคุกคามและการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
- เกี่ยวข้องกับมาตรการ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย
- ตอบคำถามว่า "จะปกป้องข้อมูลอย่างไร"

กล่าวโดยสรุป Data Privacy เป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องและเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล ขณะที่ Data Security เป็นเรื่องของการปกป้องข้อมูลไม่ให้ถูกเข้าถึงหรือถูกโจมตีโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิ์
ความสัมพันธ์ระหว่าง Data Privacy และ Data Security
แม้จะเป็นคนละแนวคิด แต่ Data Privacy และ Data Security มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน หากองค์กรให้ความสำคัญกับ Data Privacy แต่ไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ข้อมูลอาจรั่วไหลหรือถูกโจมตีได้ ในทางกลับกัน แม้องค์กรจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย แต่หากนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่มีฐานทางกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิด Data Privacy กล่าวได้ว่า Data Security เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ Data Privacy บรรลุผล ทั้งสองแนวคิดจึงเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินการร่วมกันเพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญในปัจจุบัน
ปัจจุบัน หลายประเทศได้ประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของประเทศไทย และ General Data Protection Regulation (GDPR) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้องค์กรต้องดำเนินการคุ้มครองข้อมูลทั้งในด้าน Data Privacy และ Data Security อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยมัลแวร์ (Malware) การหลอกลวงแบบฟิชชิง (Phishing) หรือการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ (Ransomware) ทำให้การบริหารจัดการข้อมูลอย่างรอบด้านกลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกองค์กร รวมถึงผู้ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ การดำเนินการตามหลัก Data Privacy และ Data Security ช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

สุดท้ายนี้ Data Privacy และ Data Security เป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัลที่ต้องดำเนินควบคู่กัน โดย Data Privacy มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลและการใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับกฎหมาย ขณะที่ Data Security มุ่งเน้นการป้องกันข้อมูลจากการเข้าถึง การเปิดเผย การแก้ไข หรือการทำลายโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อองค์กรสามารถผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม จะช่วยยกระดับการคุ้มครองข้อมูล ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว

อ้างอิง
1. National Institute of Standards and Technology. (2024). NIST Computer Security Resource Center: Data Privacy Glossary. https://csrc.nist.gov/glossary/term/data_privacy
2. National Institute of Standards and Technology. (2024). NIST Computer Security Resource Center: Information Security Glossary. https://csrc.nist.gov/glossary/term/information_security


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top