Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

“แลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์” รับถ้วยพระราชทาน!! ทีมวิ่งการกุศลร่วมพลัง 174 คนร่วมวิ่งการกุศลวันสภากาชาด บริจาค 141,600 บาท สนับสนุนกิจกรรม ถ้วยรางวัลทีมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุด

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย รับถ้วยรางวัลพระราชทานในกิจกรรมวิ่งการกุศล "Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026"

ทีมงานและผู้สำเร็จหลักสูตรรวม 174 คน ร่วมใจกันสนับสนุนสภากาชาดไทย ผ่านการเข้าร่วมการแข่งขันเป็นทีมและการสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

ทีมงาน ผู้นำโปรแกรม และผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย (Landmark Worldwide Thailand ) รวม 174 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในนามทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ร่วมฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้ โดยส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันครบทั้ง 4 ระยะ ได้แก่ 2 กิโลเมตร (36 คน ), 7 กิโลเมตร (51 คน ), 10 กิโลเมตร (54 คน ) และฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร (33 คน ) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนยังบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนสภากาชาดไทย รวมเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น 141,600 บาทโดยประมาณ

การแข่งขันครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร โดยเส้นทางวิ่งทอดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นจุดเด่นสำคัญ รวมถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเลือกแข่งขันได้หลายระยะทาง ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายพันคนมารวมพลังกันสนับสนุนสภากาชาดไทย

ด้วยพลังความร่วมมือและการร่วมบริจาค ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ จึงได้รับถ้วยพระราชทานในพิธีมอบรางวัลภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ทีมที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด

ในงานวิ่งครั้งนี้ สมาชิกทีมสวมเสื้อที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดยด้านหน้าพิมพ์ข้อความ "RUN for Transformation" และด้านหลังพิมพ์ข้อความ " อย่าแพ้เสียงในหัว " เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างความเป็นไปได้ใหม่ และให้พลังผู้คนได้สร้างผลลัพธ์ในชีวิตที่ให้แรงบันดาลใจและไปเหนือกว่าสิ่งที่คาดเดาได้

จากความตั้งใจของทีมงานและสมาชิกในชุมชนแลนด์มาร์คที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองควบคู่ไปกับการสนับสนุนกิจกรรมการกุศล ได้ก่อให้เกิดเป็นทีมผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 174 คน ที่ร่วมใจกันเตรียมความพร้อม ฝึกซ้อม และลงแข่งขันไปด้วยกัน สำหรับผู้เข้าร่วมหลายคน กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างนิสัยใหม่ ๆ กระชับความสัมพันธ์ และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

"นี่คือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน" จี๊ป ตั้งกิตติสุวรรณ ผู้นำแลนด์มาร์คฟอรั่ม ประเทศไทย กล่าว "วันนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์คได้มารวมตัวกันเพื่อร่วมงานวิ่ง Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน และภาคภูมิใจที่สุดกับคุณค่าของรางวัลนี้ ที่สะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันด้วยเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนสภากาชาดไทย นับเป็นภาพสะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างชัดเจน"

เกี่ยวกับแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ :
แลนด์มาร์คนำเสนอหลักสูตรต่าง ๆ ในกว่า 20 ภาษา ครอบคลุมกว่า 124 ประเทศทั่วโลก โดยมีผู้เข้าร่วมแลนด์มาร์คฟอรั่มแล้วกว่า 3.5 ล้านคน และก่อให้เกิดโครงการเพื่อสังคมกว่า 250,000 โครงการทั่วโลก ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์

ที่มา : แลนด์มาร์ค

จีนขยับบทบาทผู้นำภูมิอากาศโลก!! ครั้งที่ 2 รวมผู้เชี่ยวชาญ 300 คน จาก 23 ประเทศ UNDP–HIT เปิด Climate Leadership Initiative เชื่อมเทคโนโลยี ธุรกิจ และนโยบายภูมิอากาศ มุ่งยกระดับบทบาทสากลของจีน

สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

การประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (International Conference on Climate Leadership) ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2569 โดยมีคณะบริหารธุรกิจของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology: HIT), สถาบันการก่อสร้างอย่างยั่งยืน เดอะ บาร์ตเลตต์ (The Bartlett School of Sustainable Construction) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และสมาคมเศรษฐกิจจีนประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป (Chinese Economic Association UK/Europe) เป็นเจ้าภาพร่วม การประชุมครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการกว่า 300 คน จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย 111 แห่ง ครอบคลุม 23 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภาคธุรกิจ และวารสารวิชาการชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดและแนวปฏิบัติระดับโลกด้านภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมร่วมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางของจีนเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก นอกจากนี้ โครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (The Climate Leadership Initiative) ที่ร่วมกันนำเสนอโดยสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินและ UNDP ยังได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักอย่างคับคั่ง ประกอบด้วยสมาชิกของราชสมาคมแห่งแคนาดา สถาบันสังคมศาสตร์แห่งออสเตรเลีย สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งยุโรป และราชสมาคมแห่งเอดินบะระ ตลอดจนบรรณาธิการบริหารของวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ เช่น Academy of Management Journal และ Review of Economic Studies นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สมาชิกสภาบริหารของสมาคมวิจัยพลังงานแห่งประเทศจีน และผู้ช่วยผู้แทน UNDP ประจำประเทศจีน วิทยากรเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลกในสาขาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน บรรณาธิการบริหารจากวารสารวิชาการชั้นนำกว่า 10 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวารสารในเครือ Nature Portfolio และ Cell Press ได้เข้าร่วมการประชุมสำหรับบรรณาธิการวารสาร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มสำคัญของวงการวิชาการ นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF), สถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และ Climate Bonds Initiative (CBI) ได้เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย UNDP เป็นองค์กรแรกที่จัดการประชุมคู่ขนานของตนเองภายในงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและอิทธิพลของการประชุมนี้ในเวทีนานาชาติ

ภายในการประชุมมีการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติทางธุรกิจ และการกำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลเข้าด้วยกัน โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการกระชับความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านสหวิทยาการของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของจีนก้าวจากการเป็นผู้มีส่วนร่วม สู่การเป็นผู้นำในการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำที่บูรณาการความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินได้สร้างเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การรวบรวมนักวิชาการชั้นนำจากทั่วโลก ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า มหาวิทยาลัยของจีนไม่เพียงมีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดวาระและผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลกได้อีกด้วย และด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษแห่งนี้ ยังคงเดินหน้านำเสนอองค์ความรู้และแนวทางของจีน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

ที่มา: สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน

1 สิงหาคม 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี หมุดหมายสำคัญแห่งบรรพราชประเพณีไทย

‘พระราชพิธีบรมราชาภิเษก’ เป็นพระราชพิธีราชาภิเษกที่พระมหากษัตริย์ไทยได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการด้วยการถวายน้ำอภิเษก โดยแบ่งออกเป็น 2 พระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมเนียมของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งต้องย้อนกลับไปหลายศตวรรษ โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบไปด้วย พระราชพิธีสรงพระมูรธาภิเษก พระราชพิธีถวายน้ำอภิเษก พระราชพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และการสถาปนาพระราชินี และพระราชวงศ์ ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นโดยเหล่าสมาชิกของราชวงศ์ในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว พระมหากษัตริย์จะประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทองไปประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จไปสักการะพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี

อย่างไรก็ตาม สำหรับวันที่ 1 ของเดือนสิงหาคมปี 2567 นี้ หากย้อนกลับเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างเต็มกระบวนการเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา หลังจากที่เสด็จเสวยราชสมบัติต่อจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ทั้งนี้ พระองค์ทรงเป็นราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับ เจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ได้ทรงรับราชการหลายตำแหน่ง อาทิ กำกับราชการกรมท่าและกรมตำรวจ ทรงว่าราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นแม่กองกำกับลูกขุน ณ ศาลหลวงและตุลาการทุกศาล ทรงค้าขายทางสำเภาจีน นำเงินรายได้เข้าท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา รวบรวมสรรพตำราวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาการเศรษฐกิจไทยหลาย ๆ ด้าน โดยการเจริญสัญญาทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ทำให้รัฐมั่งคั่งเป็นอันมาก

ที่มา : Wikipedia / ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 1

“พีทีที สเตชั่น” ลุยโปรเติมเอง!! ขยายบริการเติมเอง 204 สถานีทั่วประเทศ ลดเพิ่ม 1 บาทต่อลิตรผ่านแอป เพิ่ม Blue Wallet เพิ่มความสะดวก เน้นเติมง่าย จ่ายครบในที่เดียว

พีทีที สเตชั่น จัดโปรเติมเอง (Self Serve) ลด 1 บาท/ลิตร กว่า 204 สถานีทั่วไทย

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) เดินหน้าขยายบริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ

ชูจุดเด่น "สั่ง เติม จ่าย ครบ" ในที่เดียวผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ยกระดับความสะดวก ด้วยการเพิ่ม Blue Wallet เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินให้กับผู้ใช้บริการพร้อมจัดโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 เพื่อมอบประสบการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและยกระดับบริการเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ การขยายจุดให้บริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ใช้รถเข้าถึงบริการได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ช่วยลดระยะเวลาการรอคิว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
Self Serve ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Easy & Smart ให้ลูกค้าจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่ สั่ง เติม จ่าย ได้ครบจบผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ บริการ Self Serve ให้คุณเติมน้ำมันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเพียง 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

1. สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
2. ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
3. เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
4. เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
5. วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

สัมผัสประการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวก คุ้มค่า และรวดเร็วด้วยบริการ Self Serve ได้แล้ววันนี้ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

“เวียดนาม” จ่อลดมหาวิทยาลัย!! ปรับลดมหาวิทยาลัยรัฐ 20% กำหนดเสร็จ 1 เม.ย. 70 โอนสถาบันข้ามสาขาให้กระทรวงดูแล ควบรวมหรือปรับโครงสร้างมหาวิทยาลัยในพื้นที่เดียวกัน

เวียดนามจ่อลดจำนวน 'มหาวิทยาลัยรัฐ' อย่างน้อย 20%

กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (CPVCC) ชุดที่ 14 มีคำสั่งให้ปรับลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลงอย่างน้อยร้อยละ 20 ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2027 โดยปัจจุบันเวียดนามมีสถาบันอุดมศึกษารวม 291 แห่ง แบ่งเป็นสถาบันของรัฐ 228 แห่ง

มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาและครอบคลุมหลายสาขา จะถูกโอนให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม หรือรัฐบาลท้องถิ่น

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐที่ตั้งอยู่ในจังหวัดหรือเมืองเดียวกันจะถูกควบรวมหรือปรับโครงสร้างเข้าด้วยกัน ส่วนสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

ญี่ปุ่นไม่ฟ้องหญิงไทยวัย 28 ปี!! จากผู้ต้องสงสัยสู่การไม่ฟ้อง เชื่อไม่รู้ว่ากาแฟมีไอซ์ซุกซ่อน หลังอัยการเห็นเป็นผู้หิ้วสินค้าโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

อัยการญี่ปุ่นสั่ง “ไม่ฟ้อง” น.ส.จุฑาทิพย์ หญิงไทยวัย 28 ปี หิ้วกาแฟซุกไอซ์ ถูกจับได้ที่สนามบินฟุกุโอกะ

โดยมองว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีเจตนา หรือน่าเชื่อได้ว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นเพียงผู้หิ้วนำเอาสินค้าซึ่งไม่รู้ว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดเข้าญี่ปุ่น

อีกทั้งไม่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือพัวพันในเรื่องยาเสพติดมาก่อน จึงเตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

หมายเหตุ โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3740121786140488/?rdid=tSFE6xilmVkkbMXc#

‘ทรัมป์’ ชูดีลสันติภาพกาซา!! Board of Peace บรรลุข้อตกลงกาซา ปลดอาวุธฮามาส–กลุ่มติดอาวุธในกาซา แลกอิสราเอลทยอยถอนทัพ เปิดทางกองกำลังนานาชาติดูแลความมั่นคง

ทรัมป์ประกาศ คณะเจรจาสันติภาพ (Board of Peace) ได้บรรลุ "ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์สำหรับการปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซา"

ตามคำประกาศของทรัมป์ การดำเนินการจะเป็นไปแบบ ทยอยเป็นระยะ โดยเมื่อกระบวนการปลดอาวุธเสร็จสิ้น กองทัพอิสราเอลจะทยอยถอนกำลังออกจากกาซา ขณะที่กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (International Stabilization Force) จะเข้ามารับผิดชอบด้านความมั่นคงร่วมกับกองกำลังตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่ เพื่อให้กาซาปลอดภัยทั้งต่อประชาชนในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน

ทรัมป์ยังระบุว่า ในระยะต่อไป กาซาจะอยู่ภายใต้การบริหารของ รัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ ที่จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการสันติภาพกาซา พร้อมกล่าวขอบคุณ อียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ที่มีบทบาทในการเป็นคนกลางเจรจา และย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้กาซาถูกใช้เป็นฐานโจมตีอิสราเอลอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1361166772838346/?rdid=JsOsA0ZHGvBSL1tL#

เปิดแนวทางจัดการมรดกดิจิทัล ลิขสิทธิ์ 50 ปี จากคลิปท่องเที่ยวสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ‘ฮลุน โซโล่’ ยังได้รับคุ้มครองลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินฯ แนะทายาทยื่นจัดการมรดก ก่อนดูแลบัญชียูทูบและผลประโยชน์ของ ‘ฮลุน โซโล่’

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจง คลิปยูทูบของ “ฮลุน โซโล่” ยังได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ 50 ปีนับจากวันเผยแพร่ครั้งแรก ขณะที่สิทธิในช่องและรายได้สามารถตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรมได้ พร้อมแนะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการดูแลบัญชีต่อไป

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของ “ฮลุน โซโล่” ภายหลังเสียชีวิต โดยระบุว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนยูทูบถือเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์

คลิปวิดีโอมีองค์ประกอบสร้างสรรค์หลายส่วน เช่น ภาพสถานที่ท่องเที่ยว การเลือกและเรียบเรียงฟุตเทจ จังหวะการตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสียงเอฟเฟกต์ และข้อความบรรยาย เมื่อบันทึกไว้ในอุปกรณ์หรือหน่วยความจำและสามารถนำกลับมาเล่นซ้ำได้ จึงเข้าข่าย “งานโสตทัศนวัสดุ” ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ฮลุน โซโล่ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างคลิปขึ้น และมีสิทธิในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ผลงาน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้

สำหรับระยะเวลาคุ้มครอง งานโสตทัศนวัสดุจะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับจากวันที่สร้างสรรค์ผลงาน แต่หากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะคุ้มครองต่อเนื่อง 50 ปีนับจากวันที่เผยแพร่ครั้งแรก ดังนั้น วันที่อัปโหลดคลิปแต่ละชิ้นลงยูทูบจึงถือเป็นวันเผยแพร่ครั้งแรกของคลิปนั้น

ลิขสิทธิ์ยังถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถโอนหรือส่งต่อเป็นมรดกได้เช่นเดียวกับบ้าน รถยนต์ เงินฝาก หรือที่ดิน หากผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมไว้ สิทธิในลิขสิทธิ์จะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมตามที่ระบุ แต่หากไม่มีพินัยกรรม สิทธิจะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เช่น บุตร บิดามารดา พี่น้อง ปู่ย่าตายาย และญาติในลำดับถัดไป โดยคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแนะนำให้ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทรวบรวมเอกสารของผู้เสียชีวิต และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นสามารถนำคำสั่งศาลไปใช้จัดการบัญชียูทูบ สิทธิในช่อง และรายได้ที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลและจัดสรรผลประโยชน์ต่อไป 

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000074972

อมตะซิตี้ ลาว ดันแลนด์ลิงก์!! เร่งพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน เชื่อมโยงอาเซียน เฟสแรก 900 เฮกตาร์ เปิดรับนักลงทุนปี 2569 หนุนโลจิสติกส์ยานยนต์ไฟฟ้า 30% ภายใน 2573

อมตะซิตี้ ลาว ปักหมุด“นาหม้อ” เมืองอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งลุ่มน้ำโขง ดัน สปป.ลาว สู่แลนด์ลิงก์ลงทุนบนเส้นทางรถไฟลาว-จีน

อมตะซิตี้ ลาว เดินหน้าเร่งพัฒนาโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ หลังรัฐบาล สปป.ลาว หารือและติดตามความคืบหน้า ผลักดันโครงการสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค บนทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงจีน ไทย เวียดนาม และอาเซียน ยกระดับ สปป.ลาว สู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุน (Land Link) ของแห่งใหม่ลุ่มน้ำโขง สร้างโอกาสการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนถาวร และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนส่วนกลาง สปป.ลาว เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างการจ้างงาน และการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ให้ดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและแผนพัฒนาที่กำหนด พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญของอมตะใน สปป.ลาว โดยต่อยอดจากประสบการณ์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม สู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนทำเลศักยภาพในแขวงอุดมไซ ครอบคลุมพื้นที่โครงการ 3,150 เฮกตาร์ เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลัก โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟลาว-จีน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง พร้อมยกระดับบทบาทของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล สู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน (Land Link) ของภูมิภาค ทั้งนี้ โครงการได้เริ่มก่อสร้างเฟสแรกบนพื้นที่ 900 เฮกตาร์ และพร้อมเปิดรับนักลงทุนภายในปลายปี 2569 นี้

“อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ใช้ประโยชน์แบบผสมผสาน เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศสมาชิกอาเซียน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอมตะมุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างนักลงทุน ชุมชน และประเทศ ภายใต้ปรัชญา "ALL WIN" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายวงสวรรค์ ไชยวงศ์ ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงอุดมไซ และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนแขวงอุดมไซ กล่าวถึงรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ พร้อมนำเสนอประเด็นอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยระบุว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการลงทุนของแขวงอุดมไซ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันโครงการให้เป็นไปตามแผน

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ทางอมตะได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาโครงการในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมกันศึกษาการพัฒนาพื้นที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งข้ามพรมแดน สอดรับนโยบายของรัฐบาล สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2573

นอกจากนี้ อมตะยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าและแนวทางการจัดหาพลังงานที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับทุกภาคส่วน

ผู้อพยพชาวแอฟริกันหลายพันคน ซึ่งรวมถึงชาวโมร็อกโก พากันข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งมีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในดินแดนแอฟริกาเหนือ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิทักษ์ชายแดน ของสเปนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์

กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากส่งเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจหลังสามารถเข้าสู่ดินแดนของสเปนได้สำเร็จ

ช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้อพยพราว 1,500 คน เข้าสู่เซวตาในวันเดียว โดยหลายคนว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นชายฝั่ง ขณะที่บางส่วนปีนรั้วชายแดน ส่งผลให้กองกำลัง Guardia Civil ต้องระดมกำลังรับมืออย่างเร่งด่วน และรัฐบาลท้องถิ่นของเซวตาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางประกาศภาวะฉุกเฉิน รวมถึงส่งกองทัพเข้ามาสนับสนุนการรักษาความมั่นคงบริเวณชายแดน

"เซวตา" เป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ มีพรมแดนติดกับโมร็อกโก และเป็นหนึ่งในสองจุดผ่านแดนทางบกระหว่างทวีปแอฟริกากับสหภาพยุโรป จึงเป็นเส้นทางสำคัญที่ผู้อพยพใช้ในการพยายามเข้าสู่ยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง

แม้เมือง เซวตา (Ceuta) จะเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่สหภาพยุโรป และมีความพยายามลักลอบข้ามพรมแดนเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เหตุการณ์ที่มีผู้อพยพหลายพันคนหลั่งไหลเข้าพร้อมกันในครั้งนี้ถือว่า ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 และได้เรียกร้องให้รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังศูนย์รองรับผู้อพยพมีผู้เข้าพักเกินขีดความสามารถอย่างหนัก และกำลังตำรวจไม่เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2123323488563393&set=pcb.1360735539548136


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top