Wednesday, 2 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน!!

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน
ผู้คนต้องตาย คนจำนวนมากต้องตาย เราไม่ต้องการแบบนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พูดเกี่ยวกับอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1363674019254288/?rdid=z8PK9zBfmbxBXXmJ#

รณรงค์คัดแยกขยะต้องเริ่มที่ระบบ!! เมื่อประชาชนยังไม่มั่นใจว่าแยกแล้วไม่ถูกเทรวม “ไม่แยก ไม่เก็บ” อบจ.นครศรีฯ ถูกตั้งคำถาม ทำได้จริงหรือไม่ หากระบบเก็บขยะยังไม่พร้อมทั้งจังหวัด

แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” ของ อบจ.นครศรีฯ จะสัมฤทธิ์ผลหรือ….?

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกแคมเปญใหม่รณรงค์คัดแยกขยะด้วยวลี “ไม่แยก ไม่เก็บ เริ่ม 1 สิงหาคม

การรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะมาจากภาคครัวเรือน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเก็บขยะ แต่การบอกว่า ”ไม่แยก ไม่เก็บ“ ไม่หน้าจะถูกต้อง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยัง ไม่พบข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.นครศรีฯ) มีภารกิจจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของตนเอง หรือมีการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะในครอบครอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติ อบจ.นครศรีฯ ไม่น่าจะมีรถเก็บขยะเป็นของตนเอง และไม่รู้จะไปเก็บขยะตรงไหน เพราะไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

การเก็บขยะมูลฝอยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหลัก ไม่ใช่ อบจ. ซึ่ง อบจ. มักมีบทบาทสนับสนุน เช่น การจัดทำศูนย์กำจัดขยะ การสนับสนุนงบประมาณ หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้คัดแยกขยะ เป็นต้น

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ ถามว่าอบจ.นครศรีฯ มีรถเก็บขยะหรือไม่?
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีรถเก็บขยะสำหรับออกให้บริการเก็บขยะประจำพื้นที่ มีกี่คันก็ยังไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะของ อบจ.นครศรีฯ

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ จึงไม่น่าจะเป็นแคมเปญที่ถูกต้อง แต่การรณรงค์ให้คัดแยกจากครัวเรือนเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่การใส่คำว่า ไม่เก็บไปด้วย ได้คุยได้หารือกับ อบต./เทศบาล ทั้งหมดในนครศรีฯแล้วหรือยัง เพราะถ้า อบต./เทศบาล ไม่ร่วมด้วยแคมเปญนี้ก็จบข่าว

ลอง อบต./เทศบาล ไม่เก็บขยะดูสิ น่าจะยุ่งแน่ๆ ขยะก็จะถูกใส่ถุงดำมากองไว้เต็มหน้าบ้านแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อ อบต./เทศบาลนั้นๆโดยตรง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของผู้บริหาร ชาวบ้านที่ไม่สำนึกคัดแยกขยะก็จะไม่แยแส ไม่สนใจ และเอาขยะยัดใส่ถุงดำกองไว้หน้าบ้านประจานผู้บริหารเองนั้นแหละ

ถามว่าสำนึกรับผิดชอบในการคัดแยกขยะของคนไทยมีแค่ไหน ตอบได้ว่า “ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง” และยังมีช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “การลงมือทำ”

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญ ได้แก่
-คนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแยกต่อจริงหรือไม่
-ระบบจัดเก็บของบางพื้นที่ยังเก็บรวมกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “แยกไปก็เท่านั้น”
-การแยกขยะมีต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
-แรงจูงใจทางเศรษฐกิจยังมีผลสูง คนมักแยกเฉพาะของที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ หรือกระป๋องอลูมิเนียม มากกว่าขยะประเภทอื่น

หากประเมินภาพรวมแบบคร่าว ๆ อาจแบ่งได้ดังนี้
-ประมาณ 20-30% คัดแยกเป็นประจำ
-ประมาณ 40-50% คัดแยกเป็นบางครั้ง หรือแยกเฉพาะของที่มีมูลค่า
-ที่เหลือ ยังทิ้งรวมเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภาพรวมของงานวิจัยหลายชิ้น ไม่ใช่สถิติระดับประเทศอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “จิตสำนึก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบ ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเห็นรถเก็บขยะเทรวมทุกประเภทเข้าคันเดียว ความตั้งใจในการคัดแยกก็ลดลง แม้ในหลายพื้นที่จะมีการแยกขยะในภายหลังโดยพนักงานหรือผู้รับซื้อของเก่า แต่ภาพที่ประชาชนเห็นคือ “ขยะถูกเทรวมกัน” ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

หากจะทำให้คนไทยคัดแยกขยะมากขึ้น ต้องมีทั้ง 3 เรื่องเดินไปพร้อมกัน คือ

1. สร้างความรู้และปลูกฝังพฤติกรรม
2. จัดระบบเก็บขยะที่แยกประเภทอย่างชัดเจนและโปร่งใส
3. สร้างแรงจูงใจ เช่น ระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้คัดแยก

เมื่อประชาชนเชื่อว่า “แยกแล้วไม่สูญเปล่า” พฤติกรรมการคัดแยกขยะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลการศึกษาหลายฉบับในประเทศไทย

ถ้าศึกษาจากข้อมูลนี้ แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” จึงไม่น่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบเท่าที่ยังไม่แก้ทั้งระบบ

ม.รังสิตจับมือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย!! คณะไอที ม.รังสิต เปิดเกม AI การเงิน ปั้นบัณฑิตลงทุนรุ่นใหม่ วิเคราะห์งบ–สแกนความเสี่ยงตลาดทุน เร่งตลาดทุนไทยโตยั่งยืน

ปลดล็อกศักยภาพตลาดทุนไทย! วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี (คณะไอที) ม.รังสิต จับมือ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ดึง AI ปฏิวัติหลักสูตรวางแผนการเงิน มุ่งผลิตบัณฑิตสายการลงทุนพันธุ์ใหม่ พร้อมติดอาวุธ AI ให้ผู้ลงทุนและอาสาพิทักษ์สิทธิฯ วิเคราะห์งบ สแกนความเสี่ยงบริษัทจดทะเบียนอย่างแม่นยำ      

รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน  รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี  (คณะไอที) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงในตลาดทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การวางแผนการเงินด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรสารสนเทศการลงทุนที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2556                               

รศ.ดร.เชฏฐเนติ กล่าวว่า หลักสูตรใหม่นี้เป็นการนำประสบการณ์การเรียนการสอนด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีสารสนเทศที่สั่งสมมากว่า 1 ทศวรรษ มาผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์งบการเงิน วางแผนการลงทุนส่วนบุคคล และสรุปข้อมูลซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในตลาดทุนผ่านการฝึกงานและสหกิจศึกษา บนแนวคิดสำคัญว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวางแผนการเงิน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยผู้ใช้งานยังคงต้องใช้วิจารณญาณ จริยธรรม และความรับผิดชอบในการตัดสินใจเป็นสำคัญ” รศ.ดร.เชฏฐเนติระบุ             

ด้าน นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับศักยภาพของนักลงทุนและบุคลากรในตลาดทุนให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น โดยได้เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการอบรม “การให้ความรู้นักลงทุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่จะมีการอบรมทุกวันเสาร์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์  โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ 1, 8 และ 15 สิงหาคม 2569เพื่อเตรียมความพร้อมให้อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายมงคล อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการใช้ AI ค้นหาและประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์งบการเงิน และแบบ 56-1 One Report รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ประเมินมูลค่ากิจการด้วยเทคนิค Reverse DCF ตลอดจนทำหน้าที่เป็น “Devil’s Advocate” ในการตั้งคำถามและท้าทายสมมติฐานทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเสี่ยงเชิงลึกและสรุปข้อมูลออกมาในรูปแบบ Infographic 2 หน้าที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย

“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า เมื่อผู้ลงทุนรายบุคคลมีทักษะในการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบด้าน และทำให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI
ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง
แต่คือการตระหนักว่ายังมีอีกมากที่เราไม่รู้
เพราะการยอมรับความไม่รู้
คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งใหม่

ชิต เหล่าวัฒนา
ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

EECO ชวนชิมช็อปไอคอนสยาม เรียนรู้ธุรกิจในงาน EEC Select Best ชิม ช็อป สินค้าและบริการคุณภาพจากอีอีซี รวมผู้ประกอบการ 25 ราย จังหวัดระยอง ชลบุรี กิจกรรม DIY และส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ร่วมงาน

EECO พาผู้ประกอบการ EEC Select Best Service ปักหมุดไอคอนสยาม 1 – 2 ส.ค. นี้ ชวนชิม ช๊อป พักผ่อน สัมผัสเสน่ห์สินค้าและบริการคุณภาพจากพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 1 ส.ค. 2569) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO พร้อมด้วยนายวัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Head of Retail Concept Store บริษัท ดิสคอฟเวอรี่

รีเทล จำกัด เข้าร่วมงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) โดย EECO ได้นำผู้ประกอบการคุณภาพที่ได้รับการการันตีจากโครงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ (EEC Select Best Service) ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมกว่า 25 ราย เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจ ได้เลือกใช้ชิม ช็อปสินค้า หรือเข้าใช้บริการ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ร่วมงาน EEC at ICON SIAM ครั้งนี้ จะประกอบด้วย ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ร้านอาหารคาเฟ่ชื่อดัง ที่พักและโรงแรมระดับ 4 – 5 ดาว สปาและ Wellness รวมทั้งจะมีกิจกรรม Workshop และ DIY ให้ร่วมสนุกและได้ความรู้ เช่น การสอนทำพิมเสนน้ำสมุนไพร ก้านไม้หอม พวงกุญแจจากขยะทะเล และกิจกรรม Coffee Stories ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้การเปิดร้านกาแฟ และการทำธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการอบรมให้ความรู้
เป็นต้น

รวมไปถึงความพิเศษภายในงานครั้งนี้ ห้ามพลาดกับ Experience Storie หากซื้อสินค้า หรือบริการภายในงานครบ 1,000 บาท จะได้รับสิทธิ์เลือก ร่วมกิจกรรม DIY ฟรี 1 กิจกรรม หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อสินค้าและบริการ มูลค่า 100 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

สำหรับงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานฟรี โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 1 – 2 สิงหาคม 2569 นี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) EECO จึงขอเชิญชวนให้ท่านที่สนใจร่วมงานครั้งนี้ เพื่อได้รับสินค้าและบริการดี มีคุณภาพ จากพื้นที่

อีอีซี และถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีอีซีอีกด้วย

Eat Play Root Fest เทศกาลสร้างเมืองด้วยอาหาร เปลี่ยนความสัมพันธ์ผ่านมื้อข้าว รวมกิจกรรมเวิร์กชอปและบทสนทนา 30 ส.ค. ที่ Na Café กรุงเทพฯ

Eat Play Root Fest เมืองที่น่าอยู่ เริ่มต้นจากผู้คนที่นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน
ชวนมาสร้างเมืองที่อบอุ่น...ผ่านอาหารหนึ่งมื้อไปด้วยกัน
เทศกาลที่เชื่อว่า "อาหาร" คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชน

ถ้าเมืองที่เราอยากอยู่ ไม่ได้เริ่มจากการสร้างตึกใหม่ แต่เริ่มจากการที่ผู้คนรู้จักกันมากขึ้น แบ่งปันกันมากขึ้น และนั่งกินข้าวร่วมกันมากขึ้นล่ะ?

Eat Play Root Fest คือเทศกาลแห่งประสบการณ์ ที่ชวนทุกคนมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ผู้คน และธรรมชาติ ผ่านเวิร์กชอป อาหาร และบทสนทนาที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจภายใต้แนวคิด Deep Ecology ที่เชื่อมคนด้วยความคิดว่าเรามีมากพอที่จะแบ่งปันกัน

ผู้เข้าร่วมสามารถเดินเลือกเข้าร่วมฐานกิจกรรมได้ตามความสนใจตลอดทั้งวัน ผ่าน Event Passport ที่จะพาคุณออกเดินทางไปตามแต่ละประสบการณ์

ไฮไลต์ของงาน
Community Meal มื้ออาหารร่วมกันกับเชฟและผู้เข้าร่วม ภายใต้แนวคิด Eating Therapy เพราะเราเชื่อว่า "การกินข้าวร่วมกัน" คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี (เฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า)

ปิดท้ายด้วย Community Dialogue ชวนทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดีย และออกแบบ "ชุมชนและเมืองที่เราอยากเห็น" ไปด้วยกัน

เราอยากให้คุณกลับบ้านพร้อมความรู้สึก...
- อิ่มใจ
- อิ่มท้อง
- และอิ่มความหวัง ว่าเมืองที่อบอุ่นเริ่มต้นได้จากผู้คนธรรมดาที่เลือกเชื่อมโยงและแบ่งปันกัน

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
- 09.00 – 16.00 น.
-Na Café at Bangkok 1899
https://maps.app.goo.gl/SFUMAtz7D6L7XUJx6

ลงทะเบียนล่วงหน้า 30 ที่นั่ง

ผู้ลงทะเบียนทุกประเภทบัตรจะได้รับ
- คูปอง Community Meal
- คูปองเครื่องดื่มจาก Na Café
มูลค่ารวม 150 บาท

เมื่อครบ 30 สิทธิ์ จะปิดการจองอาหารกลางวัน แต่ยังสามารถ Walk-in เข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์กชอปต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน

สมัครวันนี้ได้ที่: https://forms.gle/CGjmaTcZG1uu871a6
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม
Facebook : Eat-Play-Root Journey
Instagram : @eatplayroot.journey

“มาสด้า” ผลักดันเยาวชน!! เปิดกิจกรรมกีฬาเพื่อพัฒนา เสริมทักษะ ปลูกวินัยและแรงบันดาลใจ ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพฟุตบอลไทย

มาสด้าสานต่อกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3”
เปิดโอกาสเยาวชน เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักเตะอาชีพ

สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, -30 กรกฎาคม 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยผ่านกิจกรรม “Mazda
Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักฟุตบอลอาชีพและทีมผู้ฝึกสอนอย่างใกล้ชิด พร้อมปลูกฝังวินัย ความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม
และสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต โดยมีเยาวชนจากอะคาเดมี
จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา
นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์
(ประเทศไทย) จำกัด

“มาสด้าเชื่อว่าความสุขในการใช้ชีวิตเริ่มต้นจากการได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Joy Drives Lives ที่มุ่งส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุขในการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าและผู้คนในสังคมไม่ใช่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโต เพราะมาสด้าเชื่อว่า เมื่อผู้คนมีโอกาสได้ค้นพบศักยภาพของตนเองและมีความสุขกับการใช้ชีวิตพวกเขาจะสามารถส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงขับเคลื่อนที่ดีให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรม Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการสนับสนุนเยาวชนให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกฝนทักษะที่จำเป็น และกล้าที่จะก้าวตามความฝัน
เพราะมาสด้าเชื่อว่าทุกโอกาสในการเรียนรู้สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตที่สดใส ความร่วมมือกับ
สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซีจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนเจตนารมณ์ของมาสด้าในการสร้างความสุข สร้างแรงบันดาลใจและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาสด้าได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมรสรฯอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี ซึ่งเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนความฝันของเยาวชนและสร้างการเติบโตให้กับวงการฟุตบอลไทยต่อไป

ครั้งนี้ เยาวชนได้ฝึกทักษะฟุตบอลผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 4 ฐาน ได้แก่
การเคลื่อนที่และการสัมผัสบอลเบื้องต้น (Ball Feeling & Basic Movement) การส่งบอลและการเลี้ยงบอล (Passing & Dribbling) การเลี้ยงบอลและการรับบอล (Dribbling & Receiving)
และการเลี้ยงบอลพร้อมการยิงประตู (Dribbling & Shooting)

โดยมีทีมผู้ฝึกสอนและนักฟุตบอลอาชีพของสโมสรฯ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์อย่างใกล้ชิด
ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันแบบแบ่งทีม

เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำทักษะที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
กิจกรรมครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี
กล่าวเปิดงาน Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายศุภรัศมิ์
ตัณฑเศรณีวัฒน์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนคร นครราชสีมา และ ผู้อำนวยการสโมสร นครราชสีมา
มาสด้า เอฟซี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม และให้โอวาสแก่เยาวชน
โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีวินัย ความมุ่งมั่น และการไม่หยุดพัฒนาตนเอง
พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม
มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ
และการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดจนถึงส่งมอบประสบการณ์ความสุขไปยังผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์!! คว้ารองแชมป์โลก Excel ที่สหรัฐฯ เมืองแอนาไฮม์ แข่งขันปีที่ 24 ทั่วโลก 36 ประเทศ ทักษะดิจิทัลเยาวชนไทยโดดเด่น

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้ารองแชมป์โลก Microsoft Excel บนเวที Microsoft Office Specialist
World Championship 2026

ARIT ภูมิใจส่งตัวแทนเยาวชนไทยสร้างชื่อเสียงระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพทักษะดิจิทัลของประเทศไทย

บริษัท เออาร์ไอที จำกัด (ARIT) ขอแสดงความยินดีกับ นายธนวิชญ์ ถาวรกาญจน์
นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย
ด้วยการคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 (2nd Place) ในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist
World Championship 2026 โปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งจัดขึ้น ณ เมือง Anaheim รัฐ California
ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship จัดขึ้นโดย Certiport, a Pearson VUE Business เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชนผู้มีความสามารถด้านการใช้ Microsoft Office จากทั่วโลก
และนับเป็นเวทีการแข่งขันทักษะดิจิทัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับสูงสุดรายการหนึ่งของโลก
ในปี 2026 การแข่งขันจัดขึ้นเป็นปีที่ 24 โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจำนวน 135 คน จาก 36 ประเทศที่มีอายุระหว่าง 13–22 ปี เข้าร่วมแข่งขันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศตอกย้ำคุณค่าของการรับรองทักษะ Microsoft Office Specialist (MOS) ในการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต

ในฐานะผู้แทนอย่างเป็นทางการของ Certiport ในประเทศไทย บริษัท เออาร์ไอที จำกัด
ได้รับสิทธิในการดำเนินการคัดเลือกและส่งตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Microsoft Office
Specialist World Championship มาอย่างต่อเนื่องโดยมีพันธกิจในการยกระดับมาตรฐานทักษะดิจิทัลของเยาวชนไทยและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับโลก
ความสำเร็จของนายธนวิชญ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสามารถและความมุ่งมั่นของผู้เข้าแข่งขัน
แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับผู้แทนจากนานาประเทศได้อย่างทัดเทียม หากได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง นายวรเทพ มงคลวาที ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอที จำกัด กล่าวว่า

เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของน้องเจมส์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยอีกจำนวนมาก ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า

ทักษะดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเรียนหรือการทำงาน
แต่สามารถสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลกได้จริง

ARIT ยังคงมุ่งมั่นผลักดันการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล ผ่านการจัดการแข่งขัน MOS Olympic Thailand Competition 2027 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ Microsoft Word, Excel และ PowerPoint พร้อมก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship 2027 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับเยาวชนที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารการสมัครเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปได้ที่
www.aritcompetition.com

จากสงครามเย็นถึงสงครามชิป!! ไทยกลางเกมมหาอำนาจ สหรัฐฯ–จีน ในฐานะมิตรประเทศ กับโจทย์การทูตสมดุลยุคใหม่ สหรัฐฯ คือพันธมิตรมั่นคง จีนคือคู่ค้าใหญ่ ไทยต้องเดินเกมไผ่ลู่ลมในโลกสองขั้ว

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.1)

ปัจจุบันทุกวันนี้ แม้ว่า สงครามเย็น (Cold War) ได้สิ้นสุด หยุดลงลงอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 1991 พร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต แต่โลกยังคงถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา และ จีน

ขั้วที่ 1: สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ระบบทุนนิยม และพันธมิตรตะวันตก (เช่น นาโต และชาติพันธมิตรในเอเชีย) เน้นการรักษาอิทธิพลทางทหาร กฎระเบียบโลกดั้งเดิม และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ขั้วที่ 2: จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเต็มตัวมีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น BRICS หรือความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระดับโลก

ความแตกต่างจากยุคสงครามเย็นในอดีต คือ การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา (ค่ายเสรีนิยม) กับ สหภาพโซเวียต (ค่ายคอมมิวนิสต์) ซึ่งตัดขาดจากกันทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ยุคปัจจุบัน กลับเป็นการแข่งขันกันระหว่าง สหรัฐฯ และจีน บนพื้นฐานที่ระบบเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานของโลกยังคงเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันอยู่ แต่มีความขัดแย้งเข้มข้นในด้านเทคโนโลยี, สงครามชิป, ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีกับทั้งสหรัฐและจีน เราดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบสมดุล และเป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาพันธมิตรที่ยาวนาน: ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตยาวนานกว่า 190 ปี โดยไทยเป็นมิตรประเทศชาติแรกๆ ของสหรัฐฯ ในเอเชีย และสหรัฐฯ มองไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาด้านความมั่นคงที่สำคัญและยาวนานของไทย โดยมีการรักษาสายสัมพันธ์ผ่านการฝึกทางทหารร่วมกันเป็นประจำ เช่น การฝึกคอบราโกลด์ (Cobra Gold)

ความสัมพันธ์กับจีนความผูกพันทางประวัติศาสตร์: ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานกว่า 700 ปี มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมที่กลมกลืน ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของไทย รวมถึงมีความร่วมมือด้านโครงสร้างและการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์

ไทยพยายามรักษาสมดุล ด้วยวิธีการทางการทูตแบบไผ่ลู่ลม (Bamboo Diplomacy) โดยใช้กลยุทธ์นโยบายต่างประเทศของไทยที่เน้นความยืดหยุ่น การปรับตัวตามสถานการณ์ และการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาเอกราช ผลประโยชน์แห่งชาติ และความมั่นคงของประเทศ โดยไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ

ลักษณะเด่นของการทูตแบบไผ่ลู่ลมเน้นความยืดหยุ่นสูง พร้อมปรับเปลี่ยนท่าทีและทิศทางตามกระแสการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เปรียบเสมือนต้นไผ่ที่เอนเอียงตามแรงลมเพื่อไม่ให้หักโค่นหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง: รักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจทุกฝ่ายพร้อมกัน เช่น ในปัจจุบัน คือ การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งชาติ:

ยึดความอยู่รอด ปากท้องของประชาชน และเสถียรภาพภายในประเทศเป็นตัวตั้ง มากกว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างตายตัว ตัวอย่างความสำเร็จในประวัติศาสตร์ ยุคล่าอาณานิคม (ศตวรรษที่ 19) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงใช้การทูตถ่วงดุลอำนาจระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงการผูกมิตรกับรัสเซีย ทำให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก

สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยอมลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นภายใต้ภาวะจำยอม แต่ในขณะเดียวกันก็มีขบวนการเสรีไทยร่วมมือลับๆ กับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม หลังจากญี่ปุ่นยอมจำนน

ยุคสงครามเย็น ไทยเริ่มจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในทศวรรษ 1970 ไทยก็รีบปรับตัวโดยการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เพื่อคานอำนาจและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ความท้าทายในโลกยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 นโยบายนี้กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญจาก สงครามเย็นครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างกดดันให้ไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ทำให้ "การลู่ตามลม" ทำได้ยากขึ้นและจำเป็นต้องใช้ศิลปะทางการทูตที่ระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความระแวงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ว่า ไทยจะหลีกเลี่ยงการเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาโดยตลอด เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยมุ่งเน้นการร่วมมือกับทั้งสองมหาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ไทยได้ใช้นโยบายการรักษาสมดุลและการบริหารความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Hedging) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นอิสระทางนโยบายต่างประเทศและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยมีการพัฒนาในภูมิภาคด้วยการทูตแบบยืดหยุ่นรอบด้าน (Multi-vector Diplomacy) ไทยพยายามร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงมหาอำนาจกลางอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและอินเดีย เพื่อถ่วงดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ

ความท้าทายในมิติใหม่ ไทยต้องรับมือกับแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ ตลอดจนการบริหารจัดการความท้าทายระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจในยุคแบ่งขั้ว อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบริบททั้งที่เป็นอยู่ และอนาคตที่จะเป็นไปให้ได้

2 สิงหาคม 2464 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 สิ้นพระชนม์ ผู้เป็นแบบอย่างแห่งสันติและศรัทธา บุคคลสำคัญของโลกด้านสันติภาพ

วันนี้เมื่ออดีต เป็นวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิริรวมอายุได้ 61 ปี
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระนามเดิม พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ พระสนมเอก เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ทรงศึกษาเบื้องต้นในสำนักเจ้านายฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาบาลีและอักษรขอมกับพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ วิชาการสมัยใหม่ตามพระราชดำริในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ 14 ปี จนพระชนมายุได้ 18 ปี จึงทรงลาผนวช แล้วเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานสารบบฎีกา กรมราชเลขานุการ เมื่อมีพระชนมายุ 20 ปี ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงอยู่ในสมณเพศตลอดพระชนม์ชีพ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองเมื่อพ.ศ.2424
ต่อมา พ.ศ. 2449 เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส ทรงสมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระราชาคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อพ.ศ. 2453 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และพ.ศ. 2464 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ดำรงตำแหน่งสกลสังฆปริณายก นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี

สมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 พระชนมายุได้ 62 ปี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 40 มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในวาระปี 2563-2564 ได้ยกย่อง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ในโอกาสครบ 101 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม 2464) ในการนี้ พุทธศาสนิกชนชาวไทย ควรร่วมจิตน้อมใจจัดกิจกรรม เพื่อเชิดชูพระเกียรติคุณ และเผยแพร่ คุณงามความดีและจริยวัตรอันงดงามให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนคนรุ่นหลังซึ่งจะส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ สืบไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top