Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

กองทัพเรือลุยจัดหาเรือน้ำมัน ทดแทนเรือหลวงจุฬากว่า 45 ปี เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงทางทะเล ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ จ้างสร้างกับบริษัทไทยในปี 2571

กองทัพเรือจัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงในทะเล และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ดำเนินโครงการจัดหาเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือหลวงจุฬา ซึ่งขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2523 และมีอายุการใช้งานมากกว่า 45 ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายอายุการใช้งานตามเกณฑ์ และมีแผนปลดระวางประจำการในปี พ.ศ. 2570 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 – 2580 (ทบทวน พ.ศ. 2566) เพื่อคงไว้ซึ่งขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงทางทะเลในพื้นที่ทัพเรือภาคต่างๆ

การจัดหาเรือน้ำมันครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านส่งกำลังบำรุงในภารกิจทางทหารและการช่วยเหลือประชาชน โดยเป็นการจัดจ้างอู่ต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทย เรือน้ำมันลำใหม่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของกองทัพเรือ ได้แก่ มาตรฐานของสถาบันจัดชั้นเรือ RINA อนุสัญญา SOLAS และ MARPOL รวมทั้งมาตรฐานวิศวกรรมทางเรือที่เกี่ยวข้อง โดยติดตั้งระบบขนถ่ายน้ำมันที่มีความปลอดภัยสูง สามารถปฏิบัติการรับ–ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

สำหรับความคืบหน้าโครงการ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ จากบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด (TINDY) โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น 434,634,000 บาท กำหนดส่งมอบในปี พ.ศ. 2571 และในวันนี้ กองทัพเรือได้มีการลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัท TINDY ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของคนไทยที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานร่วมกับกองทัพเรือมาก่อน เป็นที่เรียบร้อย

กองทัพเรือยืนยันว่า โครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุง และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือให้สามารถรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

วันที่ 28 เมษายน 2569

“เอ็นเอ็กซ์” ลุยซื้อเมโทร!! บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นเมโทร ค่ากิจการกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา ขยายตลาดอเมริกาเหนือเต็มสูบ เสริมแกร่งโลจิสติกส์ครบวงจร

เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป เตรียมเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป จากแคนาดา พร้อมเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อย

นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์ (NIPPON EXPRESS HOLDINGS, INC.) ซึ่งต่อจากนี้จะเรียกว่า "เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป" (NX Group) ได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป อิงค์ (Metro Supply Chain Group Inc.) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569

ธุรกรรมครั้งนี้ประเมินมูลค่าของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป ไว้ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 207,000 ล้านเยน) โดยพิจารณาจากมูลค่ากิจการ นับเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป นอกจากนี้ อาจมีการจ่ายเงินเพิ่มเติมตามผลการดำเนินงาน (earn-out) สูงสุดถึง 400 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 46,000 ล้านเยน) ให้แก่ผู้ขายกิจการ ขึ้นอยู่กับการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น

เมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป มีเครือข่ายการดำเนินงานที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วทั้งแคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร โดยให้บริการโลจิสติกส์บุคคลที่สาม (3PL) แก่หลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์ การผลิต และการดูแลสุขภาพ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป สามารถขยายการดำเนินงานในตลาดอเมริกาเหนือได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร อีกทั้งธุรกรรมครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป ตามแผนการจัดการ "NX Group Management Plan 2028 Dynamic Growth 2.0" เพื่อมุ่งสู่การเป็น "บริษัทโลจิสติกส์ที่มีบทบาทโดดเด่นในตลาดโลก"

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://drive.google.com/file/d/1SvzqxdP0zEEDCtmm2yhpGjBuDkM3iJea/view?usp=drive_link

เกี่ยวกับเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://drive.google.com/file/d/1mbvBL6C8THZNrR5LREgGeafNkEdaAmV-/view?usp=drive_link

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.nipponexpress.com/

บัญชีลิงด์อินอย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.linkedin.com/company/nippon-express-group/

ที่มา: นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์

อุตสาหกรรมไทยปรับใหญ่!! “วราวุธ” ดันกรมโรงงานฯ ติวเข้ม 158 องค์กร เตรียมพร้อมจัดการวัตถุอันตรายตามกรอบ OECD จัดการวัตถุอันตรายสู่มาตรฐานเดียวกัน ลดอุปสรรคการค้า ผลักมาตรฐานวัตถุอันตรายไทยสู่เวทีโลก

"วราวุธ" หนุน กรมโรงงานฯ ยกระดับ จัดการวัตถุอันตราย ให้ได้มาตรฐานสากล ของ OECD หวัง ประหยัดต้นทุนอุตสาหกรรม ปกป้องมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อม ก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development  : OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามเจตจำนงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครซึ่งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) 

ทั้งนี้เป็นไปตามมติครม.วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ได้มอบหมายให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทางเทคนิค ร่วมกับคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee: CBC) ของโออีซีดีที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากความเสี่ยงของสารเคมีและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ รวมถึง ป้องกันการสร้างอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร การประหยัดต้นทุนให้แก่ประเทศและอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบการจัดการสารเคมีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงขานรับนโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโออีซีดี ในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

“สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ รวม 158 องค์กร ร่วมฟังแนวทาง การเตรียมความพร้อม และประโยชน์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD  และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารภายใต้คณะกรรมการ CBC ให้กับภาครัฐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ความสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก โออีซีดี เพื่อจะยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พยายามเร่งรัดกระบวนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของโออีซีดีให้แล้วเสร็จภายในปีหน้านี้“ นายวราวุธ กล่าว
 

ไทยลุยสนามสุขภาพโลก!! “จิตรเทพ” ขึ้นเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ชี้อนาคตสุขภาพไทยต้องสร้างระบบครบ ดันไทยจากฐานผลิต สู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก ชี้โอกาสใหญ่ อยู่ที่การเชื่อมนวัตกรรม ผลิต ตลาด และทุน

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Health & Innovation ของไทย

กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ Millennium Hilton Bangkok ได้มีการจัดงาน HEALTH TRENDSETTER 2026 ภายใต้แนวคิด “Wellness for Life: Innovation and Capital” ซึ่งรวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมสุขภาพ นวัตกรรม และการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

ภายในงานครั้งนี้ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเวที Panel Discussion เพื่อสะท้อนภาพอนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพในมิติของ

“การวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม การผลิตที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การเข้าถึงตลาด และการเงินการลงทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพยุคใหม่ ที่จะยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิต สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการนำเสนอศักยภาพของบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ในการพัฒนา Health & Wellness Ecosystem แบบครบวงจร ภายใต้การบริหารของ

ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ดร.พิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการขายและการตลาด

นายสรสิช แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการผลิตและปฏิบัติการ

โครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร (Supply Chain)

ต้นน้ำ คือ การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

กลางน้ำ คือ การผลิต การพัฒนาแบรนด์ และการตลาด โดย บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ สมุนไพร อาหารเสริม และเวชภัณฑ์

ปลายน้ำ คือ การเข้าถึงผู้บริโภคและบริการสุขภาพ ได้แก่

ตู้จัดจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอัตโนมัติ โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัท แคร์ซูติก จำกัด ภายใต้การนำของ ทศพร ปัญญาอรรถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และอาหารเสริมสำหรับคนและสัตว์

บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ ธงชัย ปามิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำด้านโซลูชันการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบครบวงจร

รวมถึงเชี่ยมโยงกลไกการเงินและการลงทุน

กลุ่มบริษัทอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุน Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ HealthTech และนวัตกรรมใหม่ โดยมี Piyanat Aranyakasemsuke Managing Partner, QuantiFin เป็นผู้ดูแลด้านการเงินและโครงสร้างการลงทุน

การบูรณาการตั้งแต่ R&D → Production → Market → Distribution → Healthcare → Investment สะท้อนการยกระดับจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้สร้างระบบอุตสาหกรรมสุขภาพครบวงจร”

จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า

“อนาคตของธุรกิจสุขภาพ ไม่ได้อยู่ที่ใครมีสินค้า แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้าง ‘ระบบ’ ที่เชื่อมโยงนวัตกรรม การผลิต ตลาด และเงินทุนเข้าด้วยกันได้อย่างครบวงจร—และนั่นคือโอกาสของประเทศไทยในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก”

อิหร่านเร่งกระจายเส้นทางนำเข้า!! เพิ่มใช้ทางทะเลแคสเปียนแทนช่องแคบฮอร์มุซ โครงสร้างท่าเรือพัฒนาขึ้นมากในช่วงปีหลัง รัฐสั่งรับมือปิดล้อมและเร่งค้าข้ามพรมแดน หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านขยายเวลาอีกจนกว่าจะเจรจาเสร็จ

อิหร่านเพิ่มการนำเข้าผ่านทะเลแคสเปียน โดยใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นช่องทางลำเลียงสินค้าเข้าสู่ประเทศแทนช่องแคบฮอร์มุซ นายโมฮัมหมัด เรซา มอร์ตาซาวี ประธานหอการค้าเตหะราน กล่าวเมื่อวันจันทร์

“ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อเส้นทางทางเลือก ปริมาณการขนส่งผ่านเส้นทางเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือ รวมถึงศักยภาพในการขนถ่ายสินค้า ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ทะเลแคสเปียนกำลังอยู่ในช่วงที่มีความคึกคักมากที่สุดในด้านการขนส่งสินค้า” มอร์ตาซาวีกล่าวกับสำนักข่าวทัสนิม

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเสริมว่า พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงสินค้าเข้าสู่อิหร่าน โดยสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ผ่านด่านศุลกากรทางตอนใต้ของประเทศ เขาไม่ได้กล่าวถึงการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้โดยตรง แต่ระบุว่า เส้นทางทางเลือกแทนฮอร์มุซจะถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ “เฉพาะหน้า”

รายงานระบุว่า บทบาทของทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ต่อการนำเข้าสินค้าของอิหร่านจึงเพิ่มมากขึ้น
เมื่อวันที่ 14 เมษายน เอสกันดาร์ โมเมนี รัฐมนตรีมหาดไทยอิหร่าน กล่าวว่า เขาได้สั่งการให้รัฐบาลในจังหวัดชายแดนต่าง ๆ ดำเนินมาตรการรับมือผลกระทบจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ด้วยการกระตุ้นการค้าข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงในกรุงเตหะราน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีดินแดนอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่การเจรจาต่อเนื่องที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีผลลัพธ์

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาจะขยายเวลาหยุดยิงออกไปจนกว่าเตหะรานจะยื่นข้อเสนอเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง และจนกว่าการเจรจาจะเสร็จสิ้น

ที่มา : Sputnik

นักศึกษารังสิตลุยเวทีโลก!! คว้าทุนเยาวชนเอเชียแปซิฟิก ร่วมประชุมเศรษฐกิจอาเซียน เข้าร่วมฟอรั่มความยั่งยืน UN ESCAP สะท้อนศักยภาพและวิสัยทัศน์การทูต

นักศึกษาคณะการทูตฯ ม.รังสิต โชว์ศักยภาพระดับสากล คว้าทุนตัวแทนเยาวชนเอเชียแปซิฟิก ร่วมเวทีเศรษฐกิจ ASEAN และประชุมความยั่งยืนระดับภูมิภาคโดย UN ESCAP

Miss. Sint Phoo Wai นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการคัดเลือกจากเยาวชนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ได้รับทุนเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญในระดับนานาชาติถึง 2 วาระสำคัญในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม ‘ASEAN YOUTH ECONOMIC FORUM’ ซึ่งจัดโดยองค์กรเยาวชนอาเซียน (ASEAN Youth Organization) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและขับเคลื่อนบทบาทของเยาวชนต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมการประชุมระดับสูง ‘The Asia-Pacific Forum on Sustainable Development (APFSD)’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP) ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมหารือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการบ่มเพาะนักศึกษาสู่เส้นทางนักการทูตและบุคลากรด้านการต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์บนเวทีโลกจริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่านหลักสูตรที่เข้มข้นและความเป็นนานาชาติที่เอื้อต่อการสร้างเครือข่ายระดับสากล มหาวิทยาลัยรังสิตเชื่อมั่นว่าการผลักดันให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับภูมิภาคและระดับโลกเช่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สายอาชีพด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสง่างามและมีประสิทธิภาพ

“มาห์เล” ลุยลดคาร์บอน!! รายงานยั่งยืนปี 68 เด่นชัด ลดคาร์บอน Scope 1 และ 2 ได้เกือบครึ่ง วัสดุรีไซเคิลใช้เพิ่ม ปลอดภัยขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้าขยายทั่วเยอรมนี

มาห์เล ดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง มุ่งบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน

-มาห์เลเผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของบริษัท

-มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

-มาห์เลยังคงมุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

-มาห์เลเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุหมุนเวียน โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น

-อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบถือเป็นหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์องค์กรของมาห์เล (MAHLE) และแนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับการเน้นย้ำความสำคัญในรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของกลุ่มบริษัทเป็นครั้งแรก รายงานดังกล่าวระบุว่า มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง (Scope 1 และ 2) ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้วนับจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม นอกจากนี้ ในปีที่มีการรายงานนั้น มาห์เลได้ยกระดับความมุ่งมั่นในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น ทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างมากในการเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานลดลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 และอัตราการเกิดอุบัติเหตุของบริษัทอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

“การที่มาห์เลผนวกรายงานความยั่งยืนไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนมีความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ในอนาคตของบริษัท” เกออร์ก ดีทซ์ (Georg Dietz) กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทมาห์เล ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืน ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าว “มาห์เลกำลังดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงานในปี 2568”

ในปีที่ผ่านมา มาห์เลสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้ถึง 19% โดยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานเพียง 1.7 ครั้ง ต่อชั่วโมงทำงาน 1 ล้านชั่วโมง ซึ่งแนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวยังสะท้อนผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่องค์กรภายนอกมอบให้แก่สถานประกอบการของมาห์เล เพื่อยกย่องผลการดำเนินงานที่โดดเด่นด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานกลยุทธ์ที่หลากหลายในการลดคาร์บอน “เราได้เสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบทั่วทั้งบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ” คัทริน อาเพิล (Kathrin Apel) ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน สุขภาพ ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมของมาห์เล กล่าว “แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การใช้พลังงานและวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการผนวกรวมปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจในด้านการพัฒนา การจัดซื้อ และการผลิต”

ในปี 2568 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 จากกระบวนการผลิตของบริษัทและการใช้พลังงาน ลดลงกว่า 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ทำให้เหลืออีกไม่ถึงสองจุดเปอร์เซ็นต์ก็จะบรรลุเป้าหมายปี 2573 ซึ่งตั้งไว้ที่ 49% ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 3 จากห่วงโซ่อุปทานและการใช้ผลิตภัณฑ์ ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีฐานเดียวกัน

มาห์เลลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่หลากหลาย บริษัทใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วน 17% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2568 ขณะที่โรงงานของมาห์เลในเยอรมนีบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวและการชดเชยการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้านโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองโมกีกัวซู ได้กลายเป็นโรงงานแห่งที่สี่ในบราซิลที่ทำข้อตกลงจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวในปี 2568 นอกจากนี้ โรงงานของมาห์เลหลายแห่งทั่วยุโรป อเมริกาใต้ อินเดีย จีน (กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นหยาง) รวมถึงในจังหวัดสมุทรปราการของไทย ล้วนใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทันสมัย 

ปัจจุบัน มาห์เลได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PVT) ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ณ โรงงานของบริษัทในเมืองไวฮิงเงิน/เอนซ์ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 21,500 ตารางฟุต เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน มาห์เลยังดำเนินการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งจุดชาร์จ MAHLE chargeBIG มากกว่า 300 จุดในลานจอดรถของพนักงานตามโรงงานหลายแห่งทั่วประเทศเยอรมนี

สำหรับการขนส่งภายในบริษัทระหว่างคลังสินค้ากลางของมาห์เลใกล้เมืองชตุทท์การ์ทกับโรงงานที่เมืองมูห์ลักเกอร์และไวฮิงเงิน มีการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันดีเซลจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ HVO100 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 90%

นอกจากนี้ มาห์เลได้พัฒนาวัสดุหลากหลายประเภทที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุที่ผ่านการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งนำมาใช้ในการผลิตไส้กรองอากาศสำหรับห้องโดยสารรถยนต์

ห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบในระดับโลก

มาห์เลเข้าร่วมโครงการ Responsible Supply Chain Initiative (RSCI) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินการจัดซื้ออย่างโปร่งใส โดยบริษัทดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการของซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงพิจารณาสภาพการทำงานและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยกระดับความโปร่งใสของซัพพลายเออร์เช่นนี้ ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ของมาห์เล

สามารถอ่านรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ได้ที่เว็บไซต์ของมาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/publications/

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ: สามารถดูข่าวประชาสัมพันธ์และภาพประกอบได้ที่ห้องข่าวของ

มาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/

ตกหลุมรักไม่ไหว!! ชวนรู้จัก “บลิ้งค์ ณิชพน” หนุ่มตาหวานแห่งวง FAVIQ เอเนอจี้ล้น เสน่ห์แรงเกินต้าน ยิ้มละมุนจนแฟน ๆ ต้องตกหลุมรัก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินหน้าใหม่ที่กำลังถูกพูดถึงไม่น้อย สำหรับ “บลิ้งค์” หรือ ณิชพน ไพฑูรย์พงษ์ หนุ่มตาหวานแสนซนจากบอยกรุ๊ปน้องใหม่ FAVIQ (เฟ-วิค) ภายใต้สังกัด G’NEST ที่แค่รอยยิ้มก็ชนะใจแฟน ๆ ได้แบบไม่ต้องพยายาม ด้วยภาพลักษณ์ขี้เล่น มาดกวน และเอเนอจี้ที่ล้นเหลือเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ แต่เบื้องหลังความสดใสนั้น เมื่อถึงเวลาขึ้นเวที บลิ้งค์กลับเปลี่ยนโหมดเป็นศิลปินที่จริงจัง ทุ่มเท และเปล่งประกายเสน่ห์บนสเตจได้อย่างน่าทึ่ง

ปัจจุบันบลิ้งค์มีอายุ 21 ปี และกำลังเดินหน้าความฝันในเส้นทางศิลปินอย่างเต็มตัว

ด้านการศึกษา บลิ้งค์เป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเบนเข็มเข้าสู่วงการบันเทิงไทย และได้เป็นศิลปินฝึกหัดในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 

นอกจากนี้ยังมีพื้นฐานสายศิลปะการแสดงจากวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง SCA (Superstar College of Arts) ที่ช่วยหล่อหลอมทักษะการแสดงและเพอร์ฟอร์แมนซ์ให้โดดเด่นตั้งแต่ยังไม่เดบิวต์ด้วย

หากย้อนดูเส้นทางที่ผ่านมา บลิ้งค์ไม่ใช่หน้าใหม่ธรรมดา เพราะเคยสร้างชื่อจากการคว้าชัยชนะในโครงการ Z-POP Dream และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดบิวต์ที่ประเทศเกาหลีใต้ในฐานะสมาชิกวง Z-BOY เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ร่วมกับสมาชิกจากอีก 6 ประเทศ นอกจากนี้ยังเคยเป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มคาลพิส แลคโตะ และมีผลงานการแสดงในซีรีส์วาย “LOVE STAGE!!” ในบท “บุ๊ค” ที่ทำให้แฟน ๆ เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากันมากขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกวง FAVIQ บลิ้งค์ก็ยิ่งเผยตัวตนที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเจ้าตัวนิยามตัวเองแบบน่ารัก ๆ ว่าเป็นคนที่มี “ดวงตาหวานที่สุดในวง” คล้ายกวางหรือกระต่าย ทำให้ดูขี้อ้อนและขี้เล่น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้สายตาสื่ออารมณ์ได้อย่างทรงพลังจนถึงขั้น “ข่มขู่” ได้เช่นกัน

บลิ้งค์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปินเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 จากการไปออดิชั่นที่ประเทศเกาหลีใต้ และยึดเป็นเส้นทางอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน โดยจุดเด่นของเขาคือความสามารถในการเล่นสีหน้าและสายตาที่โดดเด่น รวมถึงสกิลพิเศษสุดคิวต์อย่าง “ขยับหูได้” ที่ทำเอาแฟน ๆ เอ็นดูไม่ไหว

สิ่งที่เขารักที่สุดในการเป็นศิลปินคือการได้ขึ้นแสดงบนเวที และได้เห็นผู้ชมรู้สึก “ว้าว” ไปกับโชว์ พร้อมทั้งได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ซึ่งเบื้องหลังความมั่นใจนั้น บลิ้งค์ยอมรับว่าเป็นคนที่มีความกังวลสูง แต่เขาเรียนรู้ที่จะดึงกำลังใจให้ตัวเองก่อนขึ้นเวที และใช้ความมั่นใจเข้ามาแทนที่ความกลัว จนวันนี้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้มากขึ้น

ในมุมความฝัน บลิ้งค์เผยแบบจริงใจว่าอยากเป็นศิลปินระดับโลก Top Number One Billboard และมีโอกาสคว้ารางวัลแกรมมี่ รวมถึงการได้จัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ เพื่อทำให้ครอบครัวภูมิใจ 

ขณะที่บทบาทในวง เขามองว่าตัวเองคือ “แหล่งพลังงาน” ที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกให้กับเพื่อนๆ ในทีม

และอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำเอาแฟนๆ ใจฟู คือคำขอบคุณที่เขาส่งถึงครอบครัว แม้จะเป็นคนขี้อายไม่ค่อยบอกรัก แต่ก็อยากใช้โอกาสนี้บอกว่า “รัก” พ่อกับแม่ ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในทุกก้าวของชีวิต

ใครที่เริ่มตกหลุมรักหนุ่มตาหวานเอเนอจี้ล้นคนนี้ สามารถติดตามผลงานของ “บลิ้งค์” ได้ที่ Instagram : blink._.np และร่วมเอาใจช่วย 8 หนุ่มบอยกรุ๊ป FAVIQ จากค่าย G’NEST ได้ทาง Instagram และ TikTok : @faviq_official 

บอกเลยว่านาทีนี้ ใครยังไม่รู้จัก…ต้องรีบทำความรู้จักแล้วน้าา

มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพ มอบเงินบริจาค 150,000 บาท สนับสนุนสร้างห้องปลอดฝุ่น ช่วยปกป้องเด็กภาคเหนือจากฝุ่น ร่วมมือพัฒนาอากาศปลอดภัยให้ชุมชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มอบเงินบริจาคจำนวน 50,000 บาท ในนามมูลนิธิสุรเกียรติ์-ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ 

เพื่อสมทบทุนในการจัดสร้างห้องปลอดฝุ่น ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ เป็นผู้ดำเนินการโครงการในการสนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอากาศ ในการร่วมปกป้องสุขภาพของเด็กเล็กจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 

ณ ห้องรับรอง มล.ปิ่น มาลากุล อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย 1 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

28 เมษายน 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง ร.9 - สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ นับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

28 เมษายน พ.ศ. 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9 – สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ ครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียงหนึ่งสัปดาห์ และในวาระนั้นเอง ได้เกิดหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เมื่อทั้งสองพระองค์ทรง ลงพระปรมาภิไธยและลงนามในสมุดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ด้วยพระองค์เอง อันนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการตามกฎหมายสมัยใหม่

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 วันดังกล่าวจึงเป็น ครบรอบ 76 ปี ของพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะวันแห่งความรักและความผูกพันของทั้งสองพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันสำคัญที่สะท้อนการผสานกันอย่างงดงามระหว่าง ราชประเพณีของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ระเบียบกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ ในสังคมไทย

ข้อมูลจากบันทึกพระราชพิธีระบุว่า พระราชพิธีมีขึ้นที่วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โดยเมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังสถานที่ประกอบพระราชพิธี และในวาระสำคัญนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส โดยมีราชสักขีร่วมในพิธีตามแบบแผนกฎหมายบ้านเมืองอย่างครบถ้วน

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ในอดีต พระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระมหากษัตริย์ไทยมักดำเนินไปตาม พระราชประเพณี เป็นหลัก แต่พระราชพิธีในวันที่ 28 เมษายน 2493 ได้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญของสังคมไทยในยุคใหม่ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่แยกขาดจากพัฒนาการของกฎหมายและรัฐสมัยใหม่ หากแต่สามารถดำรงพระเกียรติยศแห่งราชประเพณีควบคู่กับกระบวนการทางกฎหมายของประเทศได้อย่างสง่างามและสมบูรณ์

หลังเสร็จพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ได้มี พระบรมราชโองการสถาปนา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ โดยราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษลงวันที่ 28 เมษายน 2493 ระบุชัดว่า การประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งนั้นเป็นไปโดย “ถูกต้องตามกฎหมายและราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการ” ก่อนมีพระบรมราชโองการให้ดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

เมื่อมองในบริบทประวัติศาสตร์ พระราชพิธีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของแผ่นดินไทย เพราะรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัตพระนครภายหลังการศึกษาในต่างประเทศ และอยู่ในช่วงเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ดังนั้น พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 28 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงพิธีส่วนพระองค์ หากยังเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่ของการเริ่มต้นรัชสมัยอย่างสมบูรณ์ ทั้งในมิติของราชวงศ์ พระราชพิธี และความชอบธรรมตามแบบแผนรัฐไทยสมัยใหม่

อีกด้านหนึ่ง วันดังกล่าวยังมีความหมายอย่างลึกซึ้งในความทรงจำของคนไทย เพราะตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษหลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันอย่างต่อเนื่องในแทบทุกภูมิภาคของประเทศ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในปี 2493 จึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะพิธีแห่งความเป็นสิริมงคลของราชวงศ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ประชาชนชาวไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดรัชสมัย

หากพิจารณาให้ลึกลงไป เหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2493 ยังสะท้อนพัฒนาการสำคัญของสังคมไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบแบบแผนของรัฐสมัยใหม่มากขึ้น การที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายด้วยพระองค์เอง จึงเป็นภาพแทนของการที่ สถาบันสูงสุดของชาติ สามารถดำรงพระเกียรติยศตามราชประเพณี พร้อมกับเคารพและรับรองกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองไปพร้อมกัน นี่คือรายละเอียดที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนั้นมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าความเป็นพิธีการทั่วไป

ดังนั้น วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นมากกว่าวันคล้ายวันราชาภิเษกสมรสของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หากแต่เป็นวันแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่แสดงให้เห็นทั้งความสง่างามของราชประเพณี ความสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่ และการเริ่มต้นสายสัมพันธ์แห่งพระราชกรณียกิจอันยาวนานที่ผูกพันอยู่ในใจคนไทยทั้งชาติ


ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1034


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top