Saturday, 13 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

THAILAND DIECAST EXPO 2026 งานไดแคสต์ยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM จับมือ 'Chupa Chups' ปลุกกระแสรอยยิ้ม รวมกิจกรรมสร้างสรรค์ทุกเพศวัย พื้นที่รวมตัวคนรักสะสมอย่างครบวงจร

“Thailand Diecast Expo” ผนึก Chupa Chups เขย่าวงการไดแคสต์ ปลุกกระแส ‘สยามอมยิ้ม x Diecast’ สู่ประสบการณ์แห่งรอยยิ้มระดับโลก

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานยานยนต์ระดับนานาชาติ Bangkok International Motor Show เดินหน้าสานต่อความสำเร็จเป็นปีที่ 2 ของงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026 ” งานมหกรรมไดแคสต์และของสะสมที่มากกว่าคำว่าของเล่น แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแพสชันของคนรักงานสะสมทุกเจเนอเรชัน โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL ชั้น 7  ICONSIAM
ไฮไลท์สำคัญในปีนี้ คือการยกระดับประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการจับมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง   Chupa Chups ในฐานะ Official Partner อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “สยามอมยิ้ม x Diecast” ที่ผสานโลกของรถโมเดลเข้ากับความสนุกสดใส สร้างบรรยากาศภายในงานให้เต็มไปด้วยสีสันและรอยยิ้มในทุกมุม

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการขยายฐานผู้เข้าชมจากกลุ่มนักสะสม สู่กลุ่มเด็ก ครอบครัว คนรุ่นใหม่ และสายไลฟ์สไตล์ พร้อมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ “เห็นแล้วต้องยิ้ม” และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจาก Chupa Chups ผ่านกิจกรรมและพื้นที่ ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก และกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ของงานให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่คือ “พื้นที่แห่งความสุข สนุก และความทรงจำ”
นอกจากนี้ยังจับมือพันธมิตรชื่อดังอย่าง Bangkok Hot Rod และ ICONSIAM ร่วมรังสรรค์พื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้ Diecast & Collectible ที่ครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย ภายในงานยังรวมแบรนด์ชั้นนำ ผู้ผลิต นักสะสม และครีเอเตอร์จากทั่วประเทศ ที่พร้อมนำเสนอสินค้าคอลเลกชันพิเศษ ไอเทมหายาก และลิมิเต็ดเอดิชัน พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การประกวด การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายของคนในวงการ

ภายในงานอัดแน่นด้วยโซนกิจกรรมหลากหลาย ครอบคลุมทุกมิติของโลกคนรักงานสะสมและของเล่น ไม่ว่าจะเป็น โซนไดแคสต์ (Diecast), โซนของสะสม (Collectible), โซนไดโอรามาหรือแบบจำลองสามมิติ (Diorama), โซนของเล่น (Toy), โซนงานอดิเรก (Hobby), โซนตลาดซื้อขาย (Marketplace), โซนพื้นที่กิจกรรม (Playground) และความบันเทิง (Entertainment), โซนให้ความรู้ (Knowledge) รวมถึงกิจกรรมการประกวด (Contest) และการสร้างเครือข่าย (Networking) ของกลุ่มไลฟ์สไตล์เดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าชมทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักสะสมตัวจริง ผู้เริ่มต้น ครอบครัว เด็ก เยาวชน ไปจนถึงสายครีเอเตอร์และนักออกแบบอย่างครบครัน

ขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในโลกของไดแคสต์ ของสะสม และงานอดิเรกทุกรูปแบบ มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ เติมเต็มแรงบันดาลใจ และเชื่อมต่อทุกแพสชันไว้ในที่เดียว กับงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” ในวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL  ชั้น 7  ICONSIAM  มหกรรมไดแคสต์ระดับประเทศที่คุณไม่ควรพลาด  ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของงานได้ที่ https://www.thailanddiecastexpo.com และโซเชียลมีเดีย Thailand Diecast Expo ทุกช่องทาง

สวนนงนุชเปิดลูกช้าง!! รับขวัญ "พังฟ้ารุ่ง" เชือกที่ 2 ใน 1 เดือน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ มาตรฐานสูงดูแลช้างดี เสริมสิริมงคลประเพณีไทย

“สัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์! สวนนงนุชพัทยาต้อนรับ ‘พังฟ้ารุ่ง’ ลูกช้างเชือกที่ 2 ใน 1 เดือน”

สวนนงนุชพัทยาเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ “ความต่อเนื่องแห่งชีวิต” อีกครั้ง หลังลูกช้างเกิดใหม่เป็นเชือกที่ 2 ของปี 2569 ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ และความพร้อมของระบบการดูแลช้างอย่างมีมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้จัดพิธีรับขวัญลูกช้าง โดยนิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต มาประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ท่ามกลางบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ มีขบวนนางรำและโขลงช้างกว่า 30 เชือก ร่วมต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างอบอุ่น

ภายในพิธี มีการคล้องพวงมาลัย พร้อมประกอบพิธีเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้างด้วยสายสิญจน์ ตามประเพณีไทยที่สืบทอดมา เพื่อเสริมสิริมงคลและต้อนรับชีวิตใหม่เข้าสู่โขลง  ลูกช้างเพศเมียเชือกนี้ เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 จากแม่ช้าง “พังฟ้าใส” อายุ 27 ปี และพ่อช้าง “พลายหนิงหน่อง” อายุ 30 ปี ได้รับการตั้งชื่อจากท่านประธานสวนนงนุชพัทยาว่า “พังฟ้ารุ่ง” ซึ่งมีความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งความหวัง

การเกิดของ “พังฟ้ารุ่ง” ในช่วงเวลาที่ใกล้กับลูกช้างเชือกแรกของปีเพียง 1 เดือน สะท้อนให้เห็นคุณภาพของปางช้างสวนนงนุชพัทยา ที่ได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดูแลช้างทุกเชือกอย่างมีมาตรฐาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ช้างสามารถให้กำเนิดลูกได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

“เอ็มจี” โชว์นวัตกรรม!! เปิดตัว IM LS8 SUV หรู MG4 URBAN ยอดขายพุ่ง เทคโนโลยีล้ำหน้ายกระดับ ขยายตลาด EV ครึ่งปีหลัง

เอ็มจี ยกทัพยนตรกรรมล้ำสมัยโชว์ศักยภาพในงาน Beijing Auto Show 2026
ประเดิมด้วย 2 ไฮไลท์เด็ด IM LS8 และ MG4 URBAN

ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน – 28 เมษายน 2569 - บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของบริษัทแม่อย่าง SAIC MOTOR CORPORATION ผ่านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลกในงาน Beijing Auto Show 2026 โดยในปีนี้นำ 2 ไฮไลท์สำคัญอย่าง IM LS8 เอสยูวีเรือธงรุ่นล่าสุดจาก IM Motors ที่เต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต กับความโดดเด่นของการเป็น “Flagship SUV ที่ครบจบในคันเดียว” และ MG4 URBAN จาก เอ็มจี ที่อัปเกรดความคุ้มค่าขึ้นอีกขั้น พร้อมด้วยทัพยนตรกรรมล้ำสมัยหลากเซกเมนต์ครอบคลุมทั้งระดับพรีเมียมและรุ่นที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนมาร่วมจัดแสดงด้วยการตกแต่งจากศิลปินชื่อดัง สะท้อนศักยภาพด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

เริ่มต้นด้วยไฮไลท์แรกที่ได้รับความสนใจกับ IM LS8 ยนตรกรรมอัจฉริยะจาก IM Motors ซึ่งเผยโฉมสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมความแกร่งและความหลากหลายให้กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ IM 

IM LS8 นิยามใหม่ของ “Flagship SUV ที่ครบจบในคันเดียว” มอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมพร้อมระบบอัจฉริยะที่เต็มศักยภาพ
IM LS8 ได้รับการพัฒนามาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย คุณภาพระดับพรีเมียม และมาตรฐานการผลิตจากผู้ผลิตชั้นนำ เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่าแบบครบจบในคันเดียว ด้านเทคโนโลยี IM LS8 มอบประสบการณ์การควบคุมรถที่แม่นยำพร้อมโครงสร้างความปลอดภัยระดับสูง

ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ IM AD ได้รับการพัฒนาโดย NVIDIA ประสิทธิภาพสูง ทำงานร่วมกับ LiDAR ความละเอียดสูง ตรวจจับวัตถุได้ไกลสูงสุด 300 เมตร พร้อมแพลตฟอร์มจาก Momenta ที่ช่วยให้ระบบสามารถใช้งานได้ทุกเส้นทางและพร้อมอัปเกรดสู่ระบบขั้นสูงในอนาคต

สมรรถนะเหนือระดับ พลิกมาตรฐาน SUV ขนาดใหญ่ให้ขับง่าย และประสบการณ์หรูหราระดับใหม่ของ IM LS8
IM LS8 ยกระดับมาตรฐานของ SUV ขนาดใหญ่ด้วยสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงอย่าง Digital Chassis ที่มอบทั้งความนิ่งในการทรงตัว ระบบเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ รองรับมุมเลี้ยวสูงสุด ±24 องศา ส่งผลให้รถเอสยูวีขนาดกว่า 5 เมตร มีรัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.85 เมตร ให้ความคล่องตัวเทียบเท่ารถขนาดเล็กอย่าง Eco car และรองรับการใช้งานในพื้นที่จำกัดได้อย่างง่ายดาย 

เทคโนโลยีขับเคลื่อน “Super Range Extender” ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
IM LS8 โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ Extended Range รุ่นใหม่ ที่ให้ทั้งพลังแบบเครื่องยนต์ V8 แต่ให้ความเงียบกับผู้โดยสารในแบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สามารถวิ่งได้กว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งครั้ง พร้อมระบบชาร์จเร็ว 800V ที่ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกยิ่งขึ้น 

ภายในงาน IM MOTORS ยังได้นำรถยนต์ทุกรุ่นครบเซกเมนต์มานำเสนอ ได้แก่
IM LS6 โดดเด่นในฐานะ SUV อัจฉริยะขนาดใหญ่แบบ 5 ที่นั่ง กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 5.09 เมตร
IM LS8 สะท้อนนิยามของ Flagship ที่ครบจบในคันเดียว กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.85 เมตร
IM LS9 ที่สุดของมาตรฐาน SUV ระดับพรีเมียม 6 ที่นั่ง กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.95 เมตร
IM 5 ที่สุดของความคล่องแคล่ว กับ Premium e-Intelligent Sedan กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.99 เมตร 

โดดเด่นด้วยดีไซน์ป็อปอาร์ต สะท้อนตัวตนที่มีสไตล์ สู่ MG4 URBAN ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์
อีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์อย่าง MG4 URBAN ที่นำนวัตกรรมความฉลาดในรถระดับพรีเมียมมาอยู่ในระดับรถที่เข้าถึงได้ง่าย ต่อยอดสู่การใช้งานจริง ด้วยยอดขายที่เติบโตต่อเนื่องกว่า 10,000 คันต่อเดือน ติด Top 3 ใน B Segment และมีผู้ใช้งานสะสมมากกว่า 80,000 ราย รวมถึงการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียที่ในครั้งนี้ได้รับการยกระดับรอบด้านพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพิ่มสีตัวถังใหม่ Ice Crystal Blue และ Almond Beige เสริมด้วยหลังคาดำแบบ Floating Roof และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ภายในงาน เอ็มจี ได้นำรถบางส่วนมาตกแต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากศิลปินชื่อดังอย่าง Jacky Tsai ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนที่มีฐานอยู่ในลอนดอน (UK)และถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปินที่ “นำวัฒนธรรมตะวันออก ป็อปอาร์ตตะวันตก” มาผสมผสานกันทำให้รถมีรายละเอียดที่โดดเด่นมากขึ้น

เอ็มจี เตรียมเสริมทัพตลาดอีวี จ่อเปิดตัว MG 4X และ MG 07
และในช่วงครึ่งปีหลัง เอ็มจี ยังมีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นด้วยการเสริมไลน์อัปผลิตภัณฑ์ด้วยการเตรียมเปิดตัว MG 4X เอสยูวีไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่น ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ และ MG 07 สปอร์ตคูเป้พลังงานใหม่ ซึ่งนับเป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงจาก Momenta รองรับการขับขี่อัตโนมัติในเมือง (Urban NOA) และการใช้งานแบบไร้รอยต่อจากจุดเริ่มต้นจนถึงที่หมาย 

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและสัมผัสประสบการณ์จริงของยนตรกรรมรุ่นต่าง ๆ จาก เอ็มจี และ IM Motors ได้ที่งาน Beijing International Auto Show 2026 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคาร A4 ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติกรุงปักกิ่ง

อิหร่านไม่คอยตั้งรับ โจมตีเป้าหมายปลายท่อ Habshan–Fujairah สะเทือนเส้นทางส่งออกน้ำมัน UAE สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รับมือสถานการณ์ ส่งสัญญาณคุมตลาดพลังงานต่อไป

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Thanong Fanclub ได้กล่าวว่า

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า ระบบป้องกันทางอากาศของตนสามารถสกัดขีปนาวุธ 15 ลูก และโดรน 4 ลำ ที่อิหร่านยิงเข้ามาในวันนี้ ขณะที่ทางการในฟูไจราห์รายงานว่าเกิดไฟไหม้ที่สถานีอุตสาหกรรมน้ำมัน

ทั้งนี้ ยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการจากอิหร่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

การโจมตีของอิหร่านต่อปลายทางท่อส่งน้ำมัน Habshan–Fujairah มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์

การโจมตีในวันนี้มุ่งเป้าไปที่คลังน้ำมัน VTTI ที่ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งเป็นปลายทางของท่อส่งน้ำมัน Habshan–Fujairah ไม่ใช่ตัวท่อส่งโดยตรง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่งถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการผลิต และเดิมพันทุกอย่างกับท่อส่ง Habshan–Fujairah ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวในการส่งออกน้ำมันโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีความสามารถในการขนส่ง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถขยายได้ถึง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

การโจมตีด้วยโดรนในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโจมตี แต่เป็น “การส่งสัญญาณเตือน” ว่าอิหร่านต้องการคงอำนาจควบคุมตลาดพลังงานไว้จนกว่าสงครามจะสิ้นสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/100044539804977/posts/1527959498698696/?rdid=FsrKHm6WUPMyDzit#

“เคทีซี” ลุยยกระดับความเป็นธรรม ขับเคลื่อน ESG มุ่งสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพิ่มความรู้แรงงานผ่านเวทีพนักงานและหัวหน้า สร้างวัฒนธรรมเปิดโอกาสเท่าเทียมกัน ผลักดันโค้ชและพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ

เคทีซียกระดับ “ความเป็นธรรมในที่ทำงาน” ขับเคลื่อน ESG สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้และความสุข

ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน (ESG) ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติสิ่งแวดล้อมหรือผลประกอบการ “การดูแลและพัฒนาคน” กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็น “ความเป็นธรรมในที่ทำงาน” ซึ่งเป็นรากฐานของความไว้วางใจ วัฒนธรรมองค์กร และศักยภาพของบุคลากร

"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับมิติด้านสังคม (Social) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างองค์กรแห่งความสุขและการเรียนรู้ (Happy & Learning Organization) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ ทั้ง Soft Skill และ Hard Skill ควบคู่กับการส่งเสริมความเท่าเทียมและการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในทุกระดับขององค์กร ล่าสุด เนื่องในโอกาสวันแรงงานที่กำลังจะมาถึง เคทีซีได้จัดเวทีให้ความรู้แก่พนักงานและหัวหน้างานในหัวข้อ “กฎหมายแรงงานและการบริหารจัดการทีมอย่างเป็นธรรม” เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านสิทธิ หน้าที่ และแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล โดยได้รับเกียรติจาก นายวรวิทย์ เปรมสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านแรงงานสัมพันธ์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และมุมมองเชิงลึก

นายวรวิทย์ กล่าวว่า “ความเป็นธรรมในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่คือสิ่งที่คนทำงานต้องรู้สึกได้จริงในทุกวัน ทั้งความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ การประเมินผลที่โปร่งใสและการสื่อสารอย่างให้เกียรติ เพราะรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจ เมื่อพนักงานเข้าใจเป้าหมายของงาน รู้ว่าตนเองถูกประเมินจากผลงานจริง และได้รับการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ”

“ในระดับองค์กร การดูแลสิทธิพนักงานจึงไม่ควรหยุดเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือสวัสดิการพื้นฐาน แต่ต้องยกระดับไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีคุณภาพ ทั้งในมิติของความเป็นธรรม โอกาสในการเติบโต และการทำให้คนทำงานรู้สึกมีคุณค่าในสิ่งที่ทำ เช่น การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการพัฒนาอย่างเท่าเทียม และได้รับโอกาสที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง”  ขณะเดียวกัน การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่เปิดรับความหลากหลาย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าพูด และมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ องค์กรที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน และมองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ จะสามารถปลดล็อกศักยภาพคนได้อย่างแท้จริง และเมื่อคนรู้สึกว่าองค์กรให้คุณค่ากับคนพอๆ กับผลลัพธ์ ความไว้วางใจ ความผูกพัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริงในระยะยาว”

ด้าน นางสาวปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานทรัพยากรบุคคล "เคทีซี" กล่าวว่า “เคทีซีเชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นจาก ‘คน’ องค์กรที่เติบโตได้อย่างแข็งแรงต้องให้ความสำคัญกับทั้งผลลัพธ์และวิธีการทำงานร่วมกัน เราจึงมุ่งสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกเสียงมีความหมายและได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม หนึ่งในแนวทางที่เคทีซีให้ความสำคัญ คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เช่น แนวคิด ‘Junior Speaks First’ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ได้สะท้อนมุมมองก่อนในที่ประชุม รวมถึงการผลักดันวัฒนธรรมในการโค้ช (Coaching Culture) ที่ผู้บริหารทำหน้าที่เป็นโค้ช สนับสนุนการเติบโตของพนักงานในทุกช่วงของการทำงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทั้งในมิติทักษะวิชาชีพและทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์” 

ทั้งนี้ เคทีซีมุ่งยกระดับมาตรฐานการดูแลพนักงานให้สอดคล้องกับหลัก ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพขององค์กร” และ “คุณภาพชีวิตของคนทำงาน” โดยเชื่อว่าเมื่อบุคลากรรู้สึกได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีโอกาสพัฒนา และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กร จะนำไปสู่ความผูกพัน (Engagement) ที่แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

งานวิจัยน้ำฝุ่นลุยแพร่-น่าน วช. สกสว. สรุปผลงานวิจัยล่าสุด แผนที่น้ำท่วมเผยเสี่ยงพื้นที่น่าน เสวนา PM2.5 - น้ำมั่นคงเน้นประโยชน์ชุมชน เกษตรอินทรีย์ใช้ชีวมวลสร้างรายได้และนวัตกรรม

วีระศักดิ์ ประธานกรรมการส่งเสริมแผนงานงานวิจัยมุ่งเป้า แถลงสรุปความคืบหน้างาน วิเคราะห์ข้อมูลน้ำ-ฝุ่น ของพื้นที่ แพร่-น่าน  ผ่านงานวิจัยกองทุน ววน.  ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสกสว. 

30 เมษายน 2569

ที่ ห้องประชุมดอกเสี้ยว โรงแรม น่าตรึงใจ จังหวัดน่าน

โดยมีนายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านกล่าวต้อนรับ  ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติกล่าวเปิด
และมอบแผนที่แสดงระดับความเสี่ยงน้ำท่วมของเขตอำเภอเมืองน่านให้ผํว่าราชการจังหวัดน่านใช้ประโยชน์ 

จากนั้นเป็นการเสวนา "Thailand Clean Air & Water Security Forum 2026 " episode 4 โดยมีผู้แทนกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ด้าน PM2.5  ผู้แทนผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่แพร่-น่านขึ้นเสวนาบนเวที
ต่อด้วยผู้แทนกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ด้านน้ำมั่นคง และผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรมจ
ในจังหวัดน่านขึ้นเสวนา โดยมีดร.วิจารณ์ สิมาฉายา อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ดร.ประลอง ดำรงค์ไทยและ รศ.ดร.สุจริต คูณคุณากุลวงศ์เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

จากนั้นออกเยี่ยมติดตามผลงานวิจัยระดับสนามที่ วิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ ตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ที่สามารถทำรายได้จากงานวิจัยด้วยการแปรรูปเศษเหลือทิ้งชีวมวลทางการเกษตรมาเเปรเป็นสินค้าหลากหลาย ทั้งผลิตไบโอชาร์ สารอินทรีย์บำรุงพืช บำรุงดิน ไล่แมลง ตลอดจนนำเศษวัสดุการเกษตรมาพัฒนาเป็นสารฉีดพ่นบนเเผ่นเยื่อกรองอากาศให้มีคุณสมบัติเพิ่มทางไฟฟ้าสถิตให้จับสกัดฝุ่นขนาดเล็กได้ดียิ่งขึ้นในราคาที่ชุมชนและโรงเรียน ตลอดจนศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใช้ได้ง่าย

ทรัมป์คืนชีพ ‘Department of War’ เขย่าภาพลักษณ์กองทัพสหรัฐฯ ยุคใหม่ สหรัฐฯ ชุบชื่อ ‘กระทรวงสงคราม’ ทรัมป์ไฟเขียวใช้แทนกลาโหมในที่สาธารณะ ฟื้นจากหน้าประวัติศาสตร์สู่ยุคทรัมป์

กระทรวงสงครามแห่งสหรัฐอเมริกา (US Department of War)

ผู้อ่านหลายท่านคงไม่ทราบว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ได้อนุมัติให้ใช้คำว่า "กระทรวงสงคราม" (US Department of War: DoW) เป็นชื่อรองของ “กระทรวงกลาโหม” (US Department of Defense: DoD) 

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 ประธานาธิบดี Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเลขที่ 14347 ซึ่งชื่อว่า "การฟื้นฟูกระทรวงสงครามของสหรัฐอเมริกา" คำสั่งดังกล่าวอนุญาตให้หน่วยงานและผู้บริหารใช้ชื่อเดิมในบริบทที่ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายได้ โดยมีรายละเอียดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือ:

ชื่อทางการเทียบกับชื่อรอง: ในทางเทคนิคแล้ว ชื่อยังคงเป็นกระทรวงกลาโหมตามกฎหมายของ

รัฐบาลกลาง เนื่องจากมีเพียงรัฐบัญญัติของรัฐสภาเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนชื่อกระทรวงระดับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คำสั่งบริหารอนุญาตให้ใช้คำว่า "กระทรวงสงคราม" และ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม" ในการสื่อสารสาธารณะ พิธีการ และจดหมายราชการได้ 

 เว็บไซต์และการสร้างแบรนด์: ไม่นานหลังจากคำสั่งดังกล่าว เว็บไซต์อย่างเป็นทางการก็ได้รับการ

ปรับปรุงแบรนด์ใหม่ และย้ายไปที่ war.gov มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเกิดขึ้นตามมา รวมถึงการติดตั้งแผ่นป้ายทองสัมฤทธิ์ "กระทรวงสงคราม" ใหม่ทีตรงทางเข้าหลัก และทางเข้าด้านแม่น้ำของเพนตากอน 

เหตุผล: ฝ่ายบริหารระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารข้อความแห่ง "ชัยชนะ"

"ความพร้อม" และ "ความมุ่งมั่น" Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ฝ่ายบริหารเรียกว่า "ท่าทีที่ถูกต้องตามหลักการทางการเมือง" หรือท่าทีที่ตั้งรับอย่างเดียว 

บริบททางประวัติศาสตร์: "กระทรวงสงคราม" เป็นชื่อเดิมของหน่วยงานนี้ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1789 จนกระทั่งรัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 (และการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 1949) ได้ปรับโครงสร้างใหม่เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน 

แม้ว่า พรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสจะเสนอกฎหมายเพื่อให้การเปลี่ยนชื่อเป็นไปอย่างถาวรและเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในขณะนี้ "กระทรวงสงคราม" ยังคงเป็นชื่อที่สาธารณชนรับรู้เป็นหลัก ในขณะที่ "กระทรวงกลาโหม" ยังคงเป็นชื่อทางกฎหมายสำหรับวัตถุประสงค์ด้านการออกกฎหมายและงบประมาณ

กระทรวงกลาโหม หรือเรียกอีกอย่างว่า กระทรวงสงคราม (ในยุคแรกเรียกว่า สำนักงานสงคราม) เป็นหน่วยงานในคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอเมริกา ที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการบำรุงรักษา กองทัพบกของสหรัฐอเมริกานอกจากนี้ยังมีความรับผิดชอบด้านกิจการทางทะเลตั้งแต่ปี 1794 จนกระทั่งมีการจัดตั้งกระทรวงกองทัพเรือในปี 1798 และรับผิดชอบกองทัพอากาศส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่สังกัดกองทัพเรือ จนกระทั่งมีการจัดตั้งทบวงกองทัพอากาศเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1947

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) ซึ่งเป็นพลเรือนที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเงินและการจัดซื้อ และมีบทบาทเล็กน้อยในการกำกับดูแลกิจการทางทหาร เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงกลาโหมตลอดระยะเวลาการดำรงอยู่ในตำแหน่ง

กระทรวงสงครามดำรงอยู่เป็นเวลา 158 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 1789 ถึงวันที่ 18 กันยายน 1947 ภายใต้รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ 1947 กระทรวงสงครามได้แยกออกเป็นกระทรวงกองทัพบก และทบวงกองทัพอากาศ ซึ่งได้รวมกับทบวงกองทัพเรือ และก่อตั้งเป็นหน่วยงานทางทหารแห่งชาติ (The National Military Establishment (NME)) ต่อมาในปี 1949 หน่วยงานทางทหารแห่งชาติได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมจนปัจจุบันนี้

โครงสร้างของกระทรวงสงคราม (กลาโหม) แบ่งหลัก ๆ ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ: กองทัพ, หน่วยบัญชาการร่วม, และหน่วยงานสนับสนุน

1)  เหล่าทัพ (Military Departments) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายการเมือง:

1.1 Department of the Army (ทบวงกองทัพบก) กำกับดูแล กองทัพบกสหรัฐฯ (United

States Army)

1.2 Department of the Navy (ทบวงกองทัพเรือ)  กำกับดูแลทั้ง United States Navy

(กองทัพเรือ) และ United States Marine Corps (กองกำลังนาวิกโยธิน)

1.3  Department of the Air Force (ทบวงกองทัพอากาศ) กำกับดูแลทั้ง United States Air Force (กองทัพอากาศ) และ United States Space Force (กองทัพอวกาศ)

2)  หน่วยบัญชาการร่วม (Combatant Commands) เป็นหน่วยบัญชาการทำหน้าที่ที่สั่งการใน

ปฏิบัติการจริง (ทุกเหล่าทัพ) แบ่งตามภูมิภาคและหน้าที่ เช่น:

United States Indo-Pacific Command (กองบัญชาการภาคพื้น Indo-Pacific) ควบคุม-สั่งการภาคพื้น Indo-Pacific

United States Central Command (กองบัญชาการภาคพื้นตะวันออกกลาง) ควบคุม-สั่งการภาคพื้นตะวันออกกลาง (ส่วนใหญ่)

United States European Command (กองบัญชาการภาคพื้นตะวันออกกลาง) ควบคุม-สั่งการภาคพื้นยุโรป-รัสเซีย-คอเคซัส-ตุรกี และบางส่วนของแอตแลนติก/อาร์กติก

United States Cyber Command (กองบัญชาการ Cyber) ) ควบคุม-สั่งการทั่วโลก (Global) “เครือข่ายและข้อมูล” มากกว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์

 United States Strategic Command (กองบัญชาการยุทธศาสตร์) ไม่ยึดตามภูมิศาสตร์ ขอบเขตทั่วโลก (Global) เน้น “ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าพื้นที่

-     ดูแล “อาวุธนิวเคลียร์ และปฏิบัติการสกัดกั้นในระดับโลก”

-     มีความสามารถโจมตีทั่วโลก

-     ควบคุมระบบเตือนภัยและสั่งการในสถานการณ์วิกฤต

3)  หน่วยงานสนับสนุนและข่าวกรอง ด้านเทคโนโลยี ข่าวกรอง โลจิสติกส์ ฯลฯ เช่น:

Defense Intelligence Agency (หน่วยข่าวกรองทางทหาร)

National Security Agency (หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ)

Defense Logistics Agency (หน่วยงานขนส่ง ลำเลียง และพัสดุ)

DARPA (หน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีล้ำสมัย)

Missile Defense Agency (หน่วยป้องกันขีปนาวุธ)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม เป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้ากระทรวงสงคราม รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ 1947 ได้หน่วยงานทางทหารแห่งชาติ (The National Military Establishment (NME)) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาในวันเดียวกันกับที่รัฐบัญญัตินี้ได้รับการลงนาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอเมริกัน (และรัฐบาลประเทศอื่นๆ ทั่วโลก) ตัดสินใจเลิกใช้คำว่า "สงคราม" เมื่อกล่าวถึงผู้นำพลเรือนของกองทัพ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีชื่อของวิทยาลัยการสงครามของแต่ละเหล่าทัพหลงเหลืออยู่ เช่น วิทยาลัยการสงครามกองทัพบก วิทยาลัยการสงครามกองทัพเรือ และวิทยาลัยการสงครามกองทัพอากาศ ซึ่งยังคงฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ ทหารสหรัฐฯ ในด้านยุทธวิธีปฏิบัติการและกลยุทธ์อยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

1 พฤษภาคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญของประเทศ หมุดหมายสำคัญของสิทธิ ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีของแรงงานไทย

1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” วันที่สังคมไทยร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญเบื้องหลังการขับเคลื่อนประเทศ

วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ “วันแรงงานแห่งชาติ” ของไทย และเชื่อมโยงกับ วันแรงงานสากล หรือ International Workers’ Day ซึ่งมีรากมาจากการเคลื่อนไหวของแรงงานโลกในช่วงทศวรรษ 1880 เพื่อเรียกร้องสิทธิด้านเวลาทำงานและความเป็นธรรมในสถานประกอบการ กระทรวงแรงงานไทยระบุชัดว่า วันที่นี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน และเพื่อผลักดันการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และสิทธิอันชอบธรรมของแรงงานไทยอย่างจริงจัง ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO ก็อธิบายว่า 1 พฤษภาคมมีความหมายในฐานะวันแห่งแรงงานและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ใช้แรงงานทั่วโลก

ความสำคัญของวันแรงงานแห่งชาติไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันหยุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการย้ำให้เห็นว่า แรงงานคือกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การขนส่ง การบริการ การเกษตร หรือแรงงานในระบบใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ทุกภาคส่วนล้วนขับเคลื่อนได้ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และทักษะของผู้ใช้แรงงานทั้งสิ้น กระทรวงแรงงานจึงใช้วันดังกล่าวเป็นโอกาสในการยกย่องบทบาทของแรงงาน ควบคู่กับการเน้นเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาทักษะ และคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมของผู้ใช้แรงงานไทย

ในทางประวัติศาสตร์ วันแรงงานสากลมีจุดกำเนิดจากการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานเพื่อเรียกร้อง ชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่อง “ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของขบวนการแรงงานสมัยใหม่ ILO ระบุว่าความหมายของวันที่ 1 พฤษภาคมโยงกับการต่อสู้ของแรงงานทั่วโลกตั้งแต่ยุค 1880 และยังคงเป็นวันแห่งความเป็นปึกแผ่นของแรงงานมาจนถึงปัจจุบัน นั่นทำให้วันแรงงานไม่ใช่แค่วันเชิงพิธีกรรม หากแต่เป็นวันที่เตือนให้โลกไม่ลืมว่าหลายสิทธิที่แรงงานได้รับในวันนี้ ล้วนเกิดจากการต่อสู้และการเรียกร้องอย่างยาวนานในอดีต

สำหรับประเทศไทย กระทรวงแรงงานระบุว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ และเป็น วันหยุดตามประเพณีของลูกจ้าง เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานไทยมากขึ้น ในทางปฏิบัติ วันดังกล่าวจึงเป็นหมุดหมายที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรแรงงานใช้ในการจัดกิจกรรมรำลึก ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย และผลักดันประเด็นสำคัญด้านแรงงาน เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิทธิในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ทำให้ “วันแรงงานแห่งชาติ” มีความหมายลึกซึ้ง คือมันสะท้อนความจริงพื้นฐานข้อหนึ่งของสังคมว่า ทุกความเจริญเติบโตของประเทศมีแรงงานอยู่เบื้องหลังเสมอ ถนน โรงงาน อาคาร ระบบขนส่ง โรงพยาบาล ร้านค้า แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ล้วนไม่อาจเดินหน้าได้หากปราศจากแรงงานที่ลงมือทำจริงในทุกระดับ ดังนั้น วันที่ 1 พฤษภาคมจึงเป็นวันที่สังคมควรหันกลับมาถามตัวเองว่า เราให้คุณค่าแก่ผู้ใช้แรงงานมากเพียงใด และสิ่งที่แรงงานได้รับนั้นสอดคล้องกับคุณูปการของพวกเขาต่อประเทศหรือไม่

อีกด้านหนึ่ง วันแรงงานแห่งชาติยังมีความหมายในมิติของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะแรงงานไม่ได้ต้องการเพียงค่าจ้างเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่ยังต้องการสภาพการทำงานที่ปลอดภัย เวลาทำงานที่เป็นธรรม โอกาสในการพัฒนาทักษะ และระบบคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ กระทรวงแรงงานไทยมักใช้วันดังกล่าวในการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงสิทธิอันชอบธรรมของแรงงาน ขณะที่มุมมองของ ILO ก็ย้ำว่าการคุ้มครองแรงงานไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมด้วย

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันแรงงานยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม เพราะโครงสร้างการจ้างงานเปลี่ยนไปมาก แรงงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำงานอยู่ในโรงงานหรือสำนักงานแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กระจายอยู่ในระบบงานแพลตฟอร์ม งานรับจ้างอิสระ งานชั่วคราว และงานนอกระบบ ดังนั้น การระลึกถึงวันแรงงานในยุคนี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่แรงงานรูปแบบเดิม แต่ต้องขยายไปสู่การคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม ให้เข้าถึงสิทธิ ความปลอดภัย และโอกาสที่เป็นธรรมท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ในบริบทของไทย วันแรงงานแห่งชาติยังเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้เสียงของผู้ใช้แรงงานถูกมองเห็นมากขึ้น ทั้งผ่านกิจกรรมภาครัฐ การรวมตัวของเครือข่ายแรงงาน และการสื่อสารต่อสังคมวงกว้างว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานไม่ใช่เรื่องของแรงงานเพียงกลุ่มเดียว แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับคุณภาพเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ถ้าแรงงานเข้มแข็ง มีทักษะ และได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ประเทศก็มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น 1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” จึงไม่ใช่เพียงวันหยุดของผู้ใช้แรงงาน แต่คือวันที่ทั้งสังคมควรร่วมกันยกย่องผู้คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าของประเทศ และเป็นวันที่เตือนให้เห็นว่า ความเป็นธรรมในโลกการทำงานยังคงเป็นภารกิจสำคัญของทุกยุคทุกสมัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เห็นคุณค่าของแรงงานอย่างแท้จริง ย่อมเป็นประเทศที่มีรากฐานมั่นคงและมีอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเสมอ

คืนพิเศษของดนตรีไทย คอนเสิร์ตรำลึกบทเพลงศตวรรษที่ 20 นำโดย มาเอสโตร 'สมทรง' พลิกประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง สะท้อนพลังดนตรีดิบเถื่อน ซิมโฟนี 4 ของ 'มาห์เลอร์' เสียงสวรรค์บริสุทธิ์อบอุ่น

กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2569 —คอนเสิร์ตบางงานเป็นเพียงงานแสดง แต่บางงานคือการรำลึก เป็นการส่งต่อแสงไฟที่ไม่ให้มอดดับ คอนเสิร์ตของสยามซินโฟนิเอตตา ในวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ คือคืนแห่งการรำลึกอย่างแท้จริง

ภายใต้การอำนวยเพลงของมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล วงออร์เคสตราจะนำเสนอผลงานชิ้นเอกสองชิ้นแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ได้แก่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ของสตราวินสกี้ และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ ทั้งสองบทเพลงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เพราะทั้งคู่ได้รับการแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดย พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ศิลปินแห่งชาติ นักการศึกษาผู้มีวิสัยทัศน์ และผู้ที่เปิดประตูสู่ดนตรีออร์เคสตราแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มาเอสโตร สมทรง เองก็คือผู้อำนวยเพลงในการแสดงครั้งที่สองในประเทศไทยของทั้งสองบทเพลงนี้เช่นกัน คืนนี้จึงเป็นการเดินทางที่วนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น เป็นการสานต่อมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การจดจำ

บทเพลงในคืนนี้

สตราวินสกี้ — เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง (ค.ศ. ๑๙๑๓)

ไม่มีบทเพลงใดในโลกที่สร้างความวุ่นวายได้เท่านี้ และไม่มีบทเพลงใดที่ถูกรักอย่างลึกซึ้งได้เท่ากัน เมื่อครั้งที่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ได้รับการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๓ ผู้ชมในหอแสดงดนตรีถึงกับก่อจลาจล ดนตรีที่กระหึ่มดังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางเสียง ประกอบกับท่าเต้นที่แปลกประหลาดสุดขีด ทำให้ผู้คนตะโกน ชกต่อย จนตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ

สตราวินสกี้ได้สร้างภาพแทนพิธีกรรมแห่งฤดูใบไม้ผลิของรัสเซียโบราณ — ดิบ เข้มข้น และดุดัน ซึ่งในพิธีกรรมนั้นหญิงสาวผู้ถูกเลือกจะต้องเต้นรำจนสิ้นลมเพื่อบูชาเทพเจ้า ดนตรีสะท้อนเรื่องราวนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะที่ไม่หยุดหย่อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสียงประสานที่ชนกันอย่างรุนแรง และวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ที่ถูกผลักไปสู่ขีดจำกัด เพียงแค่โน้ตเปิดของบาสซูนเพียงอย่างเดียวที่ถูกเขียนให้เล่นในช่วงเสียงสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ แขวนอยู่ระหว่างเสียงครวญคราญและความน่าสะพรึง ก็บอกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ดนตรีที่ทำให้รู้สึกสบาย

ทว่าภายในเวลาไม่กี่ปี เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานชิ้นเอก วันนี้บทเพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดแห่งยุคสมัยใหม่ เป็นจุดที่ดนตรีคลาสสิกก้าวพ้นจากห้องรับแขกที่ประณีตและก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่เก่าแก่และดั้งเดิมกว่านั้น หลายคนรู้จักบทเพลงนี้ผ่านภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง Fantasia (ค.ศ. ๑๙๔๐) ซึ่งนำเพลงนี้มาประกอบฉากยุคไดโนเสาร์ และนั่นก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในเพลงนี้มีบางอย่างที่ดึกดำบรรพ์ บางอย่างที่พูดถึงพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าอารยธรรม การได้ฟังบทเพลงนี้สด ๆ  ได้รู้สึกถึงจังหวะอันน่าตื่นตะลึงนั้นในร่างกายของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่เกินกว่าคำบรรยาย

มาห์เลอร์ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ในบันไดเสียง G major (ค.ศ. ๑๙๐๐)

หากสตราวินสกี้คือพลังธรรมชาติ มาห์เลอร์ก็คือบางสิ่งที่ใกล้ชิดกว่า และในแบบของมันเอง ก็ไม่น้อยหน้ากันเลย

กุสตาฟ มาห์เลอร์ (ค.ศ. ๑๘๖๐–๑๙๑๑) คือหนึ่งในนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโรแมนติกตอนปลาย ผู้ที่เขียนซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่อลังการและเต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง ตั้งคำถามกับชีวิต ความตาย และสิ่งที่อาจรออยู่เบื้องหน้า ทว่า ซิมโฟนีหมายเลข ๔ กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าประหลาดใจในผลงานทั้งหมดของเขา มันคือสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่องสว่างที่สุดที่เขาเคยเขียน ซิมโฟนีที่สวมใส่ใบหน้าแห่งความบริสุทธิ์ไว้

บทเพลงเปิดต้นด้วยเสียงกระดิ่งเลื่อนหิมะที่ระยิบระยับ ราวกับว่าเรากำลังถูกเชิญเข้าสู่นิทานฤดูหนาว ท่อนแรกมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์ที่แทบจะปิดบังฝีมือการประพันธ์อันสมบูรณ์แบบได้สำเร็จ ท่อนที่สองแปลกประหลาดกว่านั้น: ไวโอลินเดี่ยวที่ถูกขึ้นสายสูงกว่าปกติโดยเจตนา เพื่อให้เสียงออกมาได้ยิน เฉียบแหลม น่าขนลุก สื่อถึงภาพแห่งความตายที่กำลังเล่นซอในงานเต้นรำพื้นบ้าน เป็นอุปมานิทัศน์ยุคกลางที่ถ่ายทอดผ่านภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาห์เลอร์ ท่อนที่สามเปิดออกสู่หนึ่งในท่อนช้าที่สงบและงดงามที่สุดในซิมโฟนีทั้งหมดของโลก ห้วงแห่งความสงบสุขที่ดูเหมือนดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา

และแล้วท่อนสุดท้ายก็เผยให้เห็นสิ่งที่ซิมโฟนีนี้กำลังสร้างขึ้นมาตลอด นักร้องโซปราโนก้าวออกมาขับร้อง Das himmlische Leben "ชีวิตในสวรรค์" บทกวีจากหนังสือรวมเพลงพื้นบ้านเยอรมันโบราณ Des Knaben Wunderhorn (ขลุ่ยวิเศษแห่งเยาวชน) ในบทกวีนี้สวรรค์ถูกบรรยายผ่านสายตาของเด็กน้อย เป็นแดนแห่งการเลี้ยงฉลอง ของลูกแกะและทูตสวรรค์ ของความสุขเรียบง่าย ภาพเหล่านี้อาจดูไร้เดียงสาเกือบเกินไป แต่ในมือของมาห์เลอร์ มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ส่องสว่างและซาบซึ้งอย่างลึกล้ำ มุมมองของสวรรค์ที่กรองผ่านเลนส์ที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บทบาทของนักร้องโซปราโนในคืนนี้ตกเป็นของ ปุณณิกา มเหมือง นักร้องสาวผู้มีความสามารถจากโครงการ Opera Siam Young Soloist การที่ผลงานระดับนี้จะถูกมอบให้กับศิลปินชาวไทยรุ่นใหม่ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนที่นี่ในกรุงเทพฯ รู้สึกถูกต้องอย่างยิ่งสำหรับคอนเสิร์ตที่โดยแก่นแท้แล้วพูดถึงการส่งต่อสิ่งที่มีค่าจากรุ่นสู่รุ่น

คืนแห่งการสืบทอด

พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยเชื่อว่าดนตรีที่ยิ่งใหญ่เป็นของทุกคน — ว่าผู้ฟังชาวไทยสมควรได้พบกับบทเพลงที่เคยสั่นสะเทือนหัวใจผู้คนในเวียนนา ปารีส และนิวยอร์ก และท่านถูกต้อง ความจริงที่ว่าบทเพลงที่ท่านเลือกนำมาเป็นผู้บุกเบิก เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติดนตรีโลก แสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบแหลมและหัวใจที่รักดนตรีของท่านอย่างชัดเจน

มาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล หนึ่งในบุคคลที่สร้างสรรค์ที่สุดของประเทศไทย ทั้งในฐานะนักประพันธ์เพลงและวาทยากรระดับโลก ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษสานต่อมรดกนี้ คอนเสิร์ตนี้คือเครื่องบรรณาการของท่าน ไม่เพียงแต่ต่อผู้บุกเบิกที่มาก่อน แต่ต่อความเชื่อที่ว่าดนตรีมีพลังข้ามทุกพรมแดน และกรุงเทพมหานครก็คู่ควรกับบทเพลงชิ้นเอกเหล่านี้เช่นเดียวกับทุกเมืองในโลก

ไม่ว่าคุณจะรักดนตรีคลาสสิกมาทั้งชีวิต หรือกำลังก้าวเข้าสู่หอแสดงดนตรีเป็นครั้งแรก คืนนี้เป็นคืนที่ไม่ควรพลาด

เกี่ยวกับสยามซินโฟนิเอตตา

สยามซินโฟนิเอตตา คือหนึ่งในวงออร์เคสตราเยาวชนที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล และมีความเชื่อมโยงกับมูลนิธิโอเปร่ากรุงเทพและ Opera Siam นับตั้งแต่ก่อตั้ง วงได้นำเสนอผลงานออร์เคสตราที่ท้าทายที่สุดในโลกให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ

 

บัตรและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองบัตร: VIP: ๑,๒๐๐ บาท | ทั่วไป: ๖๐๐ บาท จำหน่ายบัตรที่: ticketmelon.com/operasiam/rite สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @operasiam

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น เปิดแคมเปญลดค่าครองชีพ สินค้าราคาพิเศษกว่า 60% ลดภาระประขาชน จัดที่ค้าส่งค้าปลีก 99 แห่งทั่วประเทศ แคมเปญจัดทุกไตรมาสช่วยผู้บริโภค

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น ช่วยลดค่าครองชีพ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประชุมหารือ ตัวแทน ผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้มากยิ่งขึ้น จากระยะแรก ที่ ห้าง Modern Trade นำ ‘สินค้า House Brand’ และ ‘สินค้าแบรนด์ทางเลือก’ มาลดราคาพิเศษภายใต้โครงการไทยช่วยไทย

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว จะมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภค มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% ผ่านทางค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นขนาดใหญ่ จำนวน 99 แห่ง รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 10 พฤษภาคม 2569  ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ 25-60%  ทำภายใต้คอนเซ็ป “ขายปลีกราคาส่ง-ขายส่งราคาถูก“ หรือ  “ลดแล้วลดอีก” ถือเป็นการขยายช่องทางสินค้าราคาประหยัดสู่พี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงมากขึ้น  ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ค.) ก็จะมีการ คิ๊กออฟ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าคองชีพ เปิดจุดจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ

นายวชิรวิชญ์  ศิริไชย นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ย้ำว่าภาวะการค้าที่ทรงตัวในปัจจุบัน และต้นทุนการผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก แต่ผู้ค้า ยังยืนยันที่จะประคองราคาสินค้าให้ได้นานที่สุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน รวมทั้งพร้อมร่วมนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มาลดราคาในโครงการไทยช่วยไทยด้วย โดยย้ำว่าเป็นสินค้าคุณภาพทุกรายการ ซึ่งแคมเปญนี้ นอกจากพี่น้องประชาชนทั่วไป จะได้ประโยชน์แล้ว ยังได้ช่วยผู้ประกอบการร้านค้า ด้วยการลดราคาสินค้าแบบยกแพ็ค ที่ประหยัดกว่าเดิมด้วย  โดยเบื้องต้น แคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ จะจัดทุกครั้งไตรมาส  ครั้งต่อไป ไตรมาสที่ 3 ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม  และไตรมาสสุดท้ายของปี จะจัดระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1442047407957592&id=100064570394286&rdid=qauxoY4KxkDB9uQ2#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top