Tuesday, 20 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

อดีต ส.ส.แก้วตา ร่วมงานพรรคเพื่อไทย!! ดันสิทธิความปลอดภัยและศักดิ์ศรีในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนแก้ปัญหาความรุนแรง เน้นกลไกคุ้มครองผู้เสียหาย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

วันนี้มาร่วมแลกเปลี่ยนกับพรรคเพื่อไทยและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในประเด็น ความรุนแรงในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่ที่นักศึกษา บุคลากร หรือผู้มีอำนาจน้อยกว่าต้องเผชิญกับการคุกคาม การล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรง หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ

การแก้ปัญหาต้องไม่จบแค่การรับเรื่องร้องเรียน แต่ต้องมีกลไกคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นอิสระ โปร่งใส เข้าถึงได้ และทำให้ผู้ร้องเรียนมั่นใจว่าจะไม่ถูกตอบโต้หรือทำให้ต้องเผชิญความรุนแรงซ้ำอีก
ขอบคุณพรรคเพื่อไทยและกระทรวง อว. ที่เปิดพื้นที่ให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง เพราะ สิทธิในความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องมีอยู่ในทุกสถานศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1704686124994021&id=100063579491094&rdid=G4YiNOfqAkiwqt35#

อ.เชน “สั่งย้ายอุเทนถวาย ทันที”!! ปิดช่างกล ปทุมวัน 3 เดือน ห้ามจัดการเรียนทั้งสองสถาบัน จุฬา ย้ำ ใช้พื้นที่อุเทนถวายทำศูนย์เรียนรู้ไม่ทำศูนย์การค้า ลั่นห้ามใช้พื้นที่เดิมโดยเด็ดขาด

กรุงเทพฯ 9 ก.ย.-”ดร.เชน“ เอาจริง สั่งย้ายอุเทนถวาย ออกพื้นที่ ให้เวลา 3 เดือน ระหว่างนี้ห้ามจัดการเรียนการสอน ส่วนเทคโนปทุมวัน สั่งปิด 3 เดือน หากกลับมายังก่อเหตุ ให้หาสถานที่ใหม่เช่นกันด้านจุฬาฯ ย้ำ ไม่นำพื้นที่ไปใช้ในเชิงการค้า เตรียมสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กล่าวภายหลังการหารือมาตรการป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท 2 สถาบัน ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยมีพล.ต.ท. สยาม บุญสม ผบช.น. และ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะรับผิดชอบพื้นที่อุเทนถาย ผู้บริหารสถาบันเทคโนฯ ปทุมวัน มาร่วมหาทางออก พร้อมเชิญคณะครูจากทั้ง 2 สถาบันมาร่วมรับฟังด้วย

หลังการประชุม นายยศชนัน เปิดเผยว่า ในเขตปทุมวันเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการศึกษาของเยาวชน จึงจำเป็นต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยที่ประชุมกำหนด 4 มาตรการในการแก้ปัญหาศึก 2 สถาบันที่มีมาอย่างยาวนาน

1. สั่งปิดสถาบัน 3 เดือน จะไม่มีการจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 สถาบัน จนพื้นที่ใหม่แล้วเสร็จ หากสถานที่ยังไม่พร้อมก็จะให้งดการเรียนไปเรื่อยเรื่อย
2. ฝั่งปทุมวัน ได้สั่งการให้ทางสถาบันจัดหาสถานที่ใหม่รองรับเช่นกัน
3. ฝั่งอุเทนถวาย สั่งให้อธิการบดี หาสถานที่ใหม่ให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน หากสถานที่ใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ให้จัดหาสถานที่รองรับการเรียนการสอน โดยไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่เดิมโดยเด็ดขาด
4. มอบหมายให้จุฬาฯ นำพื้นที่ของอุเทนถวาย กลับคืนมา โดยห้ามนำไปเป็นพื้นที่ทางการค้า แต่จะให้ใช้เป็นพื้นที่สำหรับนวัตกรรม และเป็นประโยชน์สำหรับคนไทย โดยตั้งกรรมการพัฒนาพื้นที่ขึ้นมา ดึงทุกสถาบันเข้ามามีส่วนร่วม และประชาชนสามารถใช้ได้ทุกคน.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/167740

จีนเตรียมปรับกฎทรัพย์สินทางปัญญา!! ตั้งเป้าพัฒนา AI บล็อกเชน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ ยกระดับความร่วมมือสากล ลิขสิทธิ์โตทั่วโลกเพิ่มรายได้

จีนเตรียมปรับกฎคุ้มครอง 'ทรัพย์สินทางปัญญา' รับยุค AI-เศรษฐกิจดิจิทัล

ปักกิ่ง, 8 ก.ย. (ซินหัว) -- จีนเตรียมปรับปรุงกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อัลกอริธึม และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่นๆ เช่น บล็อกเชน บิ๊กดาต้า และการประมวลผลคลาวด์ เพื่อปรับปรุงระบบลิขสิทธิ์ของเศรษฐกิจดิจิทัลให้ทันสมัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ว่าด้วยการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของจีน โดยมุ่งกำหนดลำดับความสำคัญในการพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในช่วงปี 2026-2030

ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ นิยายออนไลน์ และวิดีโอเกมของจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในต่างประเทศช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยรายได้จากเกมที่จีนพัฒนาเองในตลาดต่างประเทศทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.58 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ขณะที่วรรณกรรมออนไลน์ของจีนเข้าถึงผู้อ่านหลายร้อยล้านคนในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค จีนจึงมีเป้าหมายยกระดับการคุ้มครองลิขสิทธิ์และกฎระเบียบการทำธุรกรรมทั้งในด้านการเผยแพร่ทางออนไลน์ บริการภาพและเสียงออนไลน์ และวรรณกรรมและศิลปะออนไลน์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนั้น ทางการจะปรับปรุงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากลให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อพิพาทและควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสร้างฐานข้อมูลกรณีข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาข้ามพรมแดน
แผนดังกล่าวระบุว่าจีนจะยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และกลไกพหุภาคีอื่นๆ เพิ่มการหารือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับคู่ค้ารายสำคัญ รวมถึงมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานสากลด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสาขาเกิดใหม่

แผนข้างต้นยังมุ่งปั้นจีนสู่การเป็นประเทศชั้นนำด้านทรัพย์สินทางปัญญาภายในปี 2030 ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้อยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลกภายในปี 2035 รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นร้อยละ 7.53 ภายในปี 2030 พร้อมเรียกร้องให้ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ที่มีคุณภาพสูง ยกระดับการแปลงและนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนเดินหน้าส่งเสริมผลงานในระดับนานาชาติเพื่อผลักดันผลงานของจีนสู่ผู้ชมทั่วโลกมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

CAAT ทูลเกล้าฯ ถวายใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่นักบิน!! หลังทั้งสองพระองค์ทรงผ่าน Proficiency Check ในฐานะนักบิน B737 รุ่น 300–900 พร้อมศักยภาพเครื่องมือวัดประกอบการบิน และการบินระบบ PBN อย่างครบถ้วน

CAAT ทูลเกล้าฯ ถวายใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่นักบินแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เนื่องในพระราชวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงต่ออายุศักยทำการอากาศยานเฉพาะแบบ B737 300–900 ศักยการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน (Instrument Rating: IR) และการปฏิบัติการบินด้วยวิธีการแบบ Performance-Based Navigation (PBN) โดยทรงเข้ารับการทดสอบความเชี่ยวชาญตามวาระ (Proficiency Check) และทรงผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 45 ว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ และการบันทึกศักยในใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วย นายขจรพัฒน์ มากลิ่น รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าฯ ถวายใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่นักบิน ซึ่งได้รับการบันทึกศักยทำการอากาศยานเฉพาะแบบ B737 300–900 ศักยการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน (Instrument Rating: IR) และการปฏิบัติการบินด้วยวิธีการแบบ Performance-Based Navigation (PBN) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

ที่มา : https://www.facebook.com/100064795145989/posts/1543609634475527/?rdid=mly75kOn88nl3E4u#

เด็กเอเชียค่ะแนน PISA พุ่ง ผลจากขยัน-เรียนหนัก เด็กไทยปีนี้คะแนนพุ่ง วิทย์-เลข-การอ่าน จีนนำโด่ง โดยเฉพาะเขตปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซูและเจ้อเจียง ตามด้วยสิงคโปร์ มาเก๊า ไทเป ญี่ปุ่น วิทย์-เลข อาเซียน สิงคโปร์นำลิ่ว ตามด้วย เวียดนาม บรูไนและไทย

สสวท. เผยผล PISA 2025 นักเรียนไทยพัฒนาขึ้นทั้ง 3 ด้าน “วิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์–การอ่าน” เดินหน้าสร้างสมรรถนะสู่โลกอนาคต

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมมอบนโยบายการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวรายงานและแถลงผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมด้วย ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA รวมถึงคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในงาน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมปรินซ์ บอลรูม 3 โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

PISA เป็นโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลที่ริเริ่มโดย OECD มุ่งวัดความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปีในการนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง โดยการประเมิน PISA 2025 เน้นด้านวิทยาศาสตร์เป็นด้านหลัก ควบคู่กับคณิตศาสตร์และการอ่าน รวมถึงการประเมินด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World) โดยประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมิน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมทุกสังกัดการศึกษา

ผลการประเมิน PISA 2025 สะท้อนสัญญาณเชิงบวกของการศึกษาไทย โดยคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้านเมื่อเทียบกับ PISA 2022 ได้แก่ วิทยาศาสตร์ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนน คณิตศาสตร์ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน ส่งผลให้ประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 ในปี 2022 สู่อันดับ 53 ในปี 2025 และเป็นหนึ่งใน 8 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้ง 3 ด้าน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเร่งฟื้นฟูและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กล่าวว่าผลการประเมินครั้งนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันของนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาทุกฝ่าย โดยผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็นเครื่องยืนยันว่าเด็กไทยมีศักยภาพและระบบการศึกษาไทยสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม คะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลให้หยุดพัฒนา แต่ต้องใช้เป็นแรงส่งในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น เข้มข้นขึ้น และเข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงศึกษาธิการจะนำข้อมูล PISA มาวิเคราะห์เชิงลึกทั้งในระดับประเทศ พื้นที่ สถานศึกษา และกลุ่มผู้เรียน เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ใช้ความรู้

ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาครูและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. ในฐานะผู้แถลงผลการประเมิน PISA 2025 กล่าวรายงานและนำเสนอภาพรวมผลการประเมิน โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาของนักเรียนไทยที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน พร้อมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านสมรรถนะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นด้านหลักของ PISA 2025 รวมถึงผลการประเมินด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณที่ประเทศไทยได้ 476 คะแนน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงระบบการแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการเรียนรู้และการทำงานในโลกดิจิทัลขณะเดียวกันผลการประเมินยังสะท้อนประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการอ่าน การทำความเข้าใจ วิเคราะห์และประเมินข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงการส่งเสริมทักษะการคิดและการใช้หลักฐานประกอบการตัดสินใจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญ ต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับผลการประเมินในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยมีคะแนนวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน สูงกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ส่วนคณิตศาสตร์ 407 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD อยู่ที่ 482, 463 และ 461 คะแนน ตามลำดับ สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสูงขึ้นและลดช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้เรียน

สสวท. ในฐานะศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ จะนำข้อมูลจากผลการประเมินมาใช้สนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ การพัฒนาครู ตลอดจนการส่งเสริมสื่อและทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผลจาก PISA นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน และร่วมกันยกระดับศักยภาพผู้เรียนไทยให้สามารถ “คิดเป็น ใช้ความรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต” สอดรับกับความต้องการของโลกอนาคตอีกด้วย 

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://pisathailand.ipst.ac.th/news-23/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02kNisD69TUjjXFviJCyqh1zs2b6ydqnDECvQycoFYeNkJKbNTCP982rWj94ifCMsVl&id=100064706947347&_rdr

บางจากฯ คว้ารางวัลระดับ Diamond !! จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร ผ่านระบบควบคุมเข้มข้นทุกขั้นตอน สร้างความยั่งยืนพร้อมรักษาสิ่งแวดล้อม

บางจากฯ คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงาน คว้าโล่ประกาศเกียรติคุณระดับ “Diamond” รางวัลสูงสุดจากโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง “DOEB Fuel Management Award” โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบและครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการส่งมอบถึงผู้บริโภค สร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันบางจากทุกลิตรคงคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "รางวัลระดับ Diamond ที่บางจากฯ ได้รับ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้ค้าน้ำมันที่ผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างเข้มข้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ระบบการควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน (End-to-End Quality Control) ตั้งแต่การผลิตและจัดหาน้ำมันคุณภาพสูง การจัดเก็บที่คลังน้ำมัน และการขนส่ง ไปจนถึงการตรวจรับและควบคุมคุณภาพ ณ สถานีบริการน้ำมัน โดยบางจากฯ มีระบบการตรวจคุณภาพที่สถานีบริการด้วย Mobile Lab เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งมอบถึงผู้บริโภคทุกลิตรมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัล "Diamond" ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงคุณภาพน้ำมันทุกลิตรที่ส่งมอบให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Greenovative Destination” ที่มุ่งหวังให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์และสร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการทุกท่านอย่างยั่งยืน”

'อรรถวิชช์' ซัด กกพ.!! ชี้โครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน จี้พลังงานดันเสรีโซลาร์–ปลดล็อก Data Center แนะเพิ่มงบปี 70 ดัน เสรีโซลาร์ ลดภาระค่าไฟช่วยประชาชน

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ทำโครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน-ดอง Data Center แนะกระทรวงพลังงานใช้งบปี 70 เพิ่มรายได้รัฐ ดัน “เสรีโซลาร์” ลดภาระประชาชน

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกระทรวงพลังงานว่า แม้จะได้รับงบประมาณปกติน้อยที่สุดในบรรดาทุกกระทรวง เพียงราว 1,000 กว่าล้านบาท แต่ปีนี้ได้รับเงินมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ จาก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท และงบกลางช่วยเหลือวิกฤตพลังงานอีกราว 12,000 ล้านบาท จึงเสนอให้ตัดงบประมาณส่วนปกติของกระทรวงลง 1% เพื่อความสมเหตุสมผล

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงรายได้ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งหารายได้เป็นอันดับสองให้รัฐ ลดลงจาก 83,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 20% ส่วนหนึ่งเกิดจากแหล่งก๊าซหลักอย่างบงกชและเอราวัณกำลังจะหมดลง จึงเรียกร้องให้กระทรวงเร่งสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ในทะเลน้ำลึกฝั่งอันดามัน และผลักดันพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) เพื่อดึงรายได้กลับคืนมา

ส่วนโครงสร้างการกำกับดูแลพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ มองว่า ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่การแปรรูป ปตท. เพราะธุรกิจน้ำมันแปรรูปเป็นเอกชนไปแล้ว แต่ไม่มีองค์กรกำกับดูแลเฉพาะ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งศาลสั่งห้ามแปรรูปและยังเป็นของรัฐ 100% ทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายสายส่ง (นครหลวงและภูมิภาค) แต่กลับถูกตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขึ้นมากำกับตั้งแต่ปี 2550 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดลงจาก 77% ในปี 2543 เหลือ 31% ในปัจจุบัน ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดแทน

สำหรับการใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้ กฟผ. เข้าซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังปิดตัวเพื่อดำเนินการเองเพื่อช่วยลดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Go Green หลังโรงไฟฟ้าหลายแห่งหมดสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบพิเศษ (Adder) และต้องขายไฟในราคาที่ไม่คุ้มทุนเสี่ยงปิดกิจการหรือถูกกลุ่มทุนใหญ่ซื้อไปทำกำไร

นอกจากนี้ เสนอให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Data Center โดยให้ กฟผ. จับมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ใช้ที่ดินของ กฟผ. ในพื้นที่ที่มีกำลังไฟฟ้าเหลือ เพื่อดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าสู่ประเทศ หลังนักลงทุนบางส่วนเลือกไปลงทุนในเวียดนาม เพราะการขอใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้ารองรับ Data Center ในต่างจังหวัดทำได้ยาก

ส่วนปัญหาค่าไฟสำหรับผู้เช่าหอพักและอพาร์ตเมนต์ เสนอให้ปรับระบบเรียกเก็บค่าไฟฟ้า (Billing) ให้ครอบคลุมผู้เช่าโดยตรง เนื่องจากมาตรการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท ไม่ช่วยผู้เช่ากลุ่มนี้ เพราะมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นชื่อเจ้าของอาคาร จึงควรให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทำระบบเรียกเก็บบิลในชื่อผู้เช่าโดยตรงตามแบบที่ใช้ในต่างประเทศ

พร้อมเรียกร้องให้สภาฯ เร่งผลักดันกฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้เสนอรัฐบาลและประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระแล้ว โดยจะยกเลิกการขออนุญาตจาก 5 หน่วยงาน 3 กระทรวง เหลือเพียงการจดแจ้งและตรวจสอบความปลอดภัย โดยชี้ว่าปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เวลาขออนุญาต 1 ปี และมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท จากค่าติดตั้ง 180,000 บาท หากไม่ต้องขออนุญาตจะลดต้นทุนเหลือ 150,000 บาท และหากรัฐบาลช่วยอีก 50,000 บาท จะเหลือเพียง 100,000 บาท จึงจะทำให้โครงการของกระทรวงพลังงานเดินหน้าได้

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังเสนอตัดงบ 3% ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยทวงถามมาตรการรับมือปาล์มน้ำมัน หลัง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2562 กำหนดให้ยุติการอุดหนุนน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ โดยวันที่ 24 กันยายน 2569 กองทุนน้ำมันจะไม่สามารถชดเชยดีเซล B5 และ B7 ที่มีส่วนผสมปาล์มได้อีก ซึ่งจะกระทบปาล์มน้ำมัน 1 ใน 3 ของประเทศ จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการเร่งพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันปาล์มที่อาจต่ำลงได้

‘อนุทิน’ ถึงนอร์เวย์ เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ร่วมพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พบปะคนไทยในต่างแดนอย่างอบอุ่น แลกเปลี่ยนพรด้วยความปิติยินดี

นายกฯอนุทินเดินทางถึงนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมพระราชพิธีพระศพ ‘กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5’ เผยความประทับใจ เจอคนไทยในต่างแดนทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกัน

วันนี้ (8 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีพระศพของกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในวันที่ 9 ก.ย. ในระหว่างที่เดินสำรวจเส้นทางของงานพระราชพิธี ได้มีคนไทยที่มาจากอเมริกา และคนไทยที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกันด้วยความปิติยินดี ขอบพระคุณมากๆ ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1561610199334645&id=100064570394286&rdid=2im4HCwRDbY4goUt#

พันธมิตรฝรั่ง ออกอาการรังเกียจอิสราเอล! แรง!! 12 ชาติรวมอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เตรียมใช้มาตรการจำกัดสินค้า นิคมในเวสต์แบงก์ถูกตัดสิทธิ์ เตือนทำลายความหวังสองรัฐ

12 ชาติตะวันตก รวมอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา เตรียมจำกัดการค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ หลังสถานการณ์ความรุนแรงจากนโยบายการขยายพื้นที่นิคมชาวยิวทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมในวันนี้ ประกาศเตรียมใช้หรือสนับสนุนมาตรการจำกัดการค้าสินค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งทั้ง 12 ประเทศระบุว่าเป็นนิคมที่ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดาจะเดินหน้ามาตรการระดับชาติเพื่อ ห้ามการค้าสินค้าจากนิคมเหล่านี้

ทั้ง 12 ประเทศยังเตือนอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวกำลังทำลายโอกาสของแนวทาง “สองรัฐ” (Two-State Solution) สำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1395042532784103/?rdid=BOdh3qrw22sKRNyj#

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว ต้องจัดหนักไทยเอื้อเทาให้เต็มที่ แก้กฎหมายด่วน !

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/28588894677403405/?rdid=1kA9eJbBzd3jUDns#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top