Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ทรูบิสิเนสโชว์ล้ำ!! จับมือสตาร์ตอัปจากไต้หวัน ใช้ 5G + AI เฝ้าไข้แบบไม่ต้องสัมผัส ลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาล 9.6% เตรียมพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปีหน้า

ทรูบิสิเนส จับมือ SymptomTrace สร้างนวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานศักยภาพเครือข่าย 5G และ AI พลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังแบบเชิงรุก เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดแบบไร้สัมผัสตลอด 24 ชั่วโมง

(21 ธันวาคม 2568) - ทรูบิสิเนส เดินหน้าทรานสฟอร์มอุตสาหกรรมสาธารณสุขไทยสู่ดิจิทัล ผนึกกำลังร่วมกับ SymptomTrace สตาร์ทอัพด้านเฮลท์เทคสัญชาติไต้หวันที่มุ่งใช้ AI ขับเคลื่อนการบริหารจัดการโรคเรื้อรัง พัฒนานวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานอัจฉริยภาพเครือข่ายทรู 5G และ AI เปลี่ยนวิถีการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ชูเทคโนโลยีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าสุขภาพได้แบบไร้การสัมผัสขั้นสูง ดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย ครอบคลุมทั้งการวัดสัญญาณชีพและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายทรู 5G เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลด้วย Edge AI Analytics 

พร้อมเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยโดยรวมผ่านแพลตฟอร์มศูนย์กลาง สามารถแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติหรือเหตุฉุกเฉิน ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลสุขภาพ ภายใต้ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูง เพื่อวางแผนฟื้นฟูดูแลรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแพทย์เฉพาะบุคคลให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย เผยเตรียมส่งโซลูชัน 5G Patient Digital Twin เข้าสู่ตลาดผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ ในปี 2569

นวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G และระบบตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสผ่านอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ผสานการทำงานร่วมกับ AI เปลี่ยนรูปแบบการดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยจากเชิงรับไปสู่เชิงรุก ด้วยระบบติดตามสุขภาพที่มีความปลอดภัยสูง ต่อเนื่อง และมีความเป็นส่วนตัว สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรการแพทย์ และความคุ้มค่าด้านต้นทุนสำหรับโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจ ทรูบิสิเนสบูรณาการเครือข่ายทรู 5G คลาวด์ เทคโนโลยี AI และอุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับแบบไร้สัมผัส พัฒนานวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ที่จะช่วยให้โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้ป่วยสามารถเฝ้าระวังและส่งมอบบริการดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 

หลายงานวิจัย*เกี่ยวกับ 5G Patient Digital Twin ได้ระบุผลการศึกษาเชิงประจักษ์ว่า การตรวจวัดสัญญาณชีพระยะไกล ช่วยให้ตรวจพบภาวะทรุดลงได้เร็วยิ่งขึ้น และในหลายกรณีสัมพันธ์กับการลดการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30-60 วัน ทั้งยังสามารถตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ช่วยพัฒนาผลลัพธ์ด้านการรักษา ลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 9.6% และลดอัตราการเสียชีวิต 3% นอกจากนี้ ระบบเฝ้าระวังสัญญาณชีพระยะไกลแบบอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการดูแลตามขั้นตอนประจำและการประสานงานได้ประมาณ 45.9% ทำให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยโดยตรง”

นายจอร์จ ไท ประธานกรรมการบริหาร บริษัท SymptomTrace เปิดเผยว่า “ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงของทรูบิสิเนส เสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำของอินเทล (Intel) เราสามารถขยายการให้บริการเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ Digital Twin ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ ติดตามอาการของผู้ป่วยเรื้อรังได้อย่างปลอดภัยและชาญฉลาด”

สำหรับ เทคโนโลยีที่เบื้องหลัง 5G Patient Digital Twin ทำงาน 2 ฟังก์ชันหลัก คือ การวัดสัญญาณชีพ และ การตรวจจับความเคลื่อนไหว ตลอดจนแนวโน้มการพลัดตกเตียงและการล้ม โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสขั้นสูง และเรดาร์ (Radio Detection And Ranging) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวและสร้างข้อมูลแผนที่ 3 มิติของอัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และลักษณะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ขณะที่ยังคงความเป็นส่วนตัว ด้วยการตรวจจับเพียงโครงร่างและรูปแบบการเคลื่อนไหวเท่านั้น สามารถดูแลและเฝ้าระวังได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย

ธปท. ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME ยังโหด เพราะแบงก์มอง “ความเสี่ยงผิดนัด” ก่อน เงินเข้าไม่ชัด = ผ่านยาก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.25% แบบ “เอกฉันท์” เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอและรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทแข็ง และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

แต่สำหรับเจ้าของกิจการจำนวนมาก ข่าวนี้ให้ความรู้สึกเหมือน “ดีต่อภาพรวม” มากกว่า “ดีต่อกระเป๋าตัวเอง” เพราะความจริงในตลาดสินเชื่อคือ ดอกเบี้ยลง แต่สินเชื่อ SME ยังยากเหมือนเดิม บางรายยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ทำไมดอกเบี้ยลง แต่ SME ยังติดด่านกู้

(1) ธนาคารไม่ได้ดูแค่ ‘ราคาเงิน’ แต่ดู ‘โอกาสผิดนัด’ ก่อนเสมอ
ช่วงเศรษฐกิจโตช้า ธนาคารจะเข้มการคัดกรองโดยอัตโนมัติ ต่อให้ดอกเบี้ยลง แต่ถ้าเห็น cash flow แกว่ง ลูกค้าจ่ายช้า ยอดขายไม่แน่น บัญชีไม่สะท้อนจริง…คำตอบก็ยังเป็นคำเดิม: ไม่อนุมัติ หรืออนุมัติวงเงินน้อย พร้อมขอหลักประกันหนัก

(2) ยุคนี้คือ ‘ดอกเบี้ยขาลง แต่เครดิตขาล็อก’
ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ธนาคารพาณิชย์ต้องดูพอร์ตหนี้เสีย (NPL) และการกันสำรอง จึงเลือกปล่อยกู้กับลูกหนี้ที่ ‘พิสูจน์ได้’ มากขึ้น ผลคือคนที่เอกสารไม่พร้อมหรือรายได้ไม่ชัด ถูกดันออกนอกระบบโดยไม่รู้ตัว

(3) หลักประกันกลายเป็น ‘ภาษากลาง’ เมื่อข้อมูลธุรกิจยังไม่ชัด
SME จำนวนมากยังมีปัญหา classic: แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทไม่ชัด เดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ รายได้จริงอยู่ “นอกสเตทเมนต์” พอธนาคารประเมินยาก ก็หันไปพึ่งสิ่งที่จับต้องได้อย่างหลักประกันเพื่อปิดความเสี่ยง

SME ต้องทำอะไรเพื่อเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน (ทำได้ทันที)

• ทำรายได้ให้ ‘พิสูจน์ได้’ : เดินบัญชีให้สม่ำเสมอ ใช้ช่องทางรับเงินที่ตรวจสอบได้ (POS/โอน/ออกเอกสารภาษี) และแยกบัญชีให้ชัด

• ทำแผนเงินสดให้เป็นภาษาแบงก์: สรุปกระแสเงินสด 6-12 เดือนหน้า + เหตุผลรองรับ (ออเดอร์/สัญญา/ประวัติรับชำระ)

• เลือกสินเชื่อให้ตรงโจทย์: ถ้ารายได้หมุนเร็ว ให้ดูสินเชื่อที่ผูกกับลูกหนี้การค้า/ใบแจ้งหนี้/PO แทนการขอวงเงินก้อนใหญ่แบบไม่มีที่มา

• ต่อรองอย่างมีข้อมูล: ถ้าโดนขอค้ำหนัก ให้ขอคำอธิบาย ‘เหตุผลความจำเป็น’ และเสนอปรับโครงสร้างวงเงิน/สัดส่วนค้ำให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงจริง

ดอกเบี้ย 1.25% อาจช่วยภาพรวมเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME คือ “ความน่าเชื่อถือของกระแสเงินสด” ใครทำให้ธนาคารเชื่อได้ว่าเงินจะกลับมาแน่ คนนั้นถึงจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงจริง ๆ

แหล่งข้อมูล/อ้างอิง
-Reuters: Thai central bank cuts policy rate by 25 bps to 1.25% (17 Dec 2025)
-Bangkok Post: Bank of Thailand cuts rates to support weak economy (17 Dec 2025)
 

เตือนก่อนสาย!! ญี่ปุ่นประเมินแผ่นดินไหวใหญ่ โอกาสเกิดในโตเกียวสูงภายใน 30 ปี สูญเสียหนักทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ มาตรการป้องกันช่วยลดความรุนแรงได้

(21 ธ.ค. 68) รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่อาจเกิดขึ้นในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 ราย

คณะทำงานของรัฐบาลแจ้งว่าการประเมินเกิดจากสมมติฐานแผ่นดินไหวศูนย์กลางทางตอนใต้ของใจกลางโตเกียว ซึ่งมีความเสียหายลดลงราว 20% จากการประเมินในปี 2013 เนื่องจากการพัฒนาอาคารที่ทนทานและมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ที่ 82.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 16.65 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเดิมที่ 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19.11 ล้านล้านบาท)

โดยมีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดภายใน 30 ปีข้างหน้าในพื้นที่กรุงโตเกียวและรอบข้าง ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งอาจเกิดในช่วงเย็นฤดูหนาว รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,000 รายในโตเกียวเพียงแห่งเดียว หรือมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด

คำเตือนนี้สะท้อนผ่านมาตรการป้องกันที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คงอยู่และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีความหนาแน่นทางประชากรสูงเช่นญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

 

สงครามพิมพ์เงิน!! TISCO ESU ชี้ปี 69 "การคลัง" นำโลก! สหรัฐฯ-จีนแข่งพิมพ์เงินพยุงเศรษฐกิจ ชูเทรนด์ AI ยังร้อนแรงและยั่งยืนกว่ายุค Dotcom พร้อมเตือนไทยเผชิญ "ปีม้าไฟ" จีดีพีโตเพียง 1.6%

TISCO ESU ชี้ปี 2569 การคลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก สหรัฐ vs จีน แข่งพิมพ์เงิน - AI ยังร้อนแรง – ด้านไทยโตต่ำเสี่ยงปากเหว

(20 ธันวาคม 2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโตภายใต้บริบทใหม่  โดยนโยบายการคลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ส่วนนโยบายการเงินลดบทบาทลงชัดเจน พร้อมจับตากระแสลงทุน AI ยังร้อนแรง ด้านสหรัฐฯ - จีนแข่งพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยยังไม่พ้นปากเหว  โตต่ำจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง - การเมืองไม่แน่นอน แม้มีแรงหนุนจาก FDI

เศรษฐกิจโลกภายใต้เกมการคลังของประเทศมหาอำนาจ
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวภายใต้บริบทใหม่ โดยมีนโยบายการคลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่บทบาทของนโยบายการเงินลดลงอย่างชัดเจน หลังธนาคารกลางทั่วโลกทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวใกล้ระดับเป้าหมาย นโยบายการคลังจึงกลายเป็นกลไกหลักสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

สหรัฐฯ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) เพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษี หนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือน พร้อมออกมาตรการจูงใจลงทุนภาคเอกชน เช่น การหักค่าเสื่อมราคาแบบพิเศษ (Bonus Depreciation) และการบันทึกรายจ่ายทันที (Expensing) อีกทั้งกระแสลงทุนในเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังมีความร้อนแรง หากอ้างอิงจากแผนธุรกิจและนักวิเคราะห์คาดว่าการลงทุนใน Data Center และ Software ของบริษัทชั้นนำใน S&P จะเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในปี 2569 หนุนอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 1.9% และมีพลวัตที่สมดุลมากขึ้น

ยูโรโซน คาดว่าจะขยายตัวราว 1.1% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเยอรมนีที่เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มงบกลาโหม ประกอบกับสภาวะการเงินที่ผ่อนคลายและการลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและหนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นตามรายได้ที่แท้จริง หลังเงินเฟ้อชะลอและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

จีน คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงเล็กน้อยในปีหน้า ตามภาคการส่งออกที่จะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้น้อยลง แต่รัฐบาลยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Nets) ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมไฮเทค ส่วน ญี่ปุ่น คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กับจีนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังยังมุ่งไปยังการบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

ด้าน นโยบายการเงิน คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 0.25–0.50% ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ขณะที่ ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 2.0% จากเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมายและอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว ส่วนญี่ปุ่นแตกต่าง คาดว่า BoJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ตามเงินเฟ้อที่ทรงตัวใกล้เป้าหมาย

AI Boom vs Dotcom Bubble ทำไมรอบนี้ไม่เหมือนเดิม
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายคนตั้งคำถามว่า เรากำลังเข้าสู่ฟองสบู่แบบยุค Dotcom หรือไม่ โดย TISCO ESU ประเมินความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุค และเหตุผลว่าทำไมการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม

1. มูลค่าหุ้นไม่ได้สูงเกินจริงเหมือนอดีต: ในยุค Dotcom ปี 2000 หุ้นผู้นำเทคโนโลยีมีค่า P/E เฉลี่ยสูงถึง 95.6 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่ม Magnificent 7 รวม Microsoft, Apple, Nvidia และ Amazon มีค่าเฉลี่ยเพียง 35.5 เท่า ไม่นับรวม Tesla  ที่มีค่า P/E สูงถึง 308.7 เท่า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้อยู่ในระดับฟองสบู่แบบเดิม
2. IPO Activity ไม่มีความร้อนแรงแบบ FOMO: ปัจจุบันจำนวนและมูลค่า IPO ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 1999–2000 ที่มีการระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกหรือการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง (FOMO : Fear of Missing Out)
3. โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง: ยุค Dotcom ใช้เงินทุนจากหนี้สินเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงสูงเมื่อกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามคาด แต่รอบนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีงบดุลแข็งแกร่งและใช้เงินสดลงทุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าตลาดของ S&P 500 ลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
4. สภาพคล่องและเครดิตยังแข็งแรง: Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีสัญญาณความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงและสภาพคล่องยังคงผ่อนคลาย ซึ่งต่างจากช่วงก่อนฟองสบู่แตกในอดีต
5. แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด: EPS ของ S&P500 คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า หากกำไรยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานแรงจะต่ำลง

“การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI แตกต่างจากยุคฟองสบู่ Dotcom อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้จะมีความผันผวนตามธรรมชาติของตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้รอบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม”
 
เมื่อเศรษฐกิจโลกผูกโยง “สงครามพิมพ์เงิน” สหรัฐฯ–จีน
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่อาจแยกออกจากการแบ่งแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก (Decoupling) และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ “สหรัฐ ฯ และจีน” จากเดิมที่เน้นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ปัจจุบันสมรภูมิใหม่เริ่มชัดเจนขึ้น นั่นคือ “สงครามพิมพ์เงิน” ที่ทั้งสองประเทศใช้เป็นเครื่องมือเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

ฝั่งสหรัฐฯ ระบุในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะเน้นเสริมศักยภาพการผลิต การพึ่งพาตนเอง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสำคัญ ความพยายามลดการพึ่งพาจีนและดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้โมเดลเศรษฐกิจที่เรียกว่า “4F” ที่อาศัยความยืดหยุ่นของระบบการเงินแบบ Fiat Currency เพื่อผลักดันนโยบายการคลังเชิงขยายตัว จนนำไปสู่ภาวะ Fiscal Dominance ที่ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ใช้นโยบาย Financial Repression กดอัตราดอกเบี้ยแท้จริงให้อยู่ในระดับต่ำ จูงใจเงินทุนเข้าสู่การลงทุนมากกว่าการออม ส่งผลให้เกิด Passive Flows ที่หล่อเลี้ยงตลาดทุนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเงินออมในประเทศและเงินทุนต่างชาติ

“ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับตลาดทุนอย่างแนบแน่น และขยายตัวแรงกว่าศักยภาพ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสำคัญเช่นกัน”

ด้านจีน เคยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อทศวรรษก่อน โดยลดบทบาทอสังหาริมทรัพย์ และย้ายทรัพยากรสู่ภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นผู้นำการผลิตโลกที่สามารถยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่ได้ ล่าสุดจีนส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศอีกครั้ง ผ่านมาตรการ Anti-Involution และแผน 19 ประการ เน้นพัฒนาธุรกิจขนาดย่อม กระตุ้นการบริโภค ฟื้นความมั่งคั่งครัวเรือน และกระจายรายได้ออกจากภาคการผลิต ขณะเดียวกันต้องขยายปริมาณเงินเพื่อสกัดแรงแข็งค่าของเงินหยวน ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากกลยุทธ์ 4F ของสหรัฐฯ

“เมื่อทั้งสองมหาอำนาจต่างเร่งสร้างในสิ่งที่ตนเองขาด สภาพคล่องโลกจึงยังถูกคงไว้ในระดับสูงในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ และจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิภาคนิยม”
 
เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟยังไม่พ้นปากเหว
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง และประเมินว่าจะเป็น “ปีม้าไฟ” ที่ยังไม่พ้นจากปากเหว โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.6% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมองครึ่งปีแรกยังคงอ่อนแรง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในครึ่งหลัง แรงกดดันสำคัญมาจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะมีผลเต็มปี ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งชายแดน ตลอดจนภาคการผลิตที่อ่อนแอและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการขาดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับก่อนโควิด สวนทางกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้เครื่องยนต์หลักทั้งสองอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกแผ่วลงจนไม่สามารถจะเป็นแรงส่งที่สำคัญได้เหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากภายในก็เผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้สินต่อจีดีพีที่สูง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังสูงเกือบ 90% ของจีดีพี และหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว ทำให้การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญกับข้อจำกัด และมีแนวโน้มชะลอลงจากปีนี้ นอกจากนี้ หากไม่มีการปฏิรูปแผนการใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ก็จะทำให้อันดับเครดิตของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดอันดับลงในปี 2570

สำหรับปัจจัยบวกนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะต่ำลงแล้ว คือการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) หากมาตรการ Fast Pass สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเสรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt. แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายและระยะเวลาในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่มีแนวโน้มจะล่าช้าไปไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน นอกจากนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดเวลาเดิมส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยออกมาช่วยฟื้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอย่าง “คนละครึ่งพลัสเฟสสอง” หรือ “ช็อปดีมีคืน” เป็นอันต้องสะดุด ไปทำให้กำลังซื้อในไตรมาสแรก และภาพรวมเศรษฐกิจอาจซึมกว่าที่คาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนกับกัมพูชา หากยืดเยื้ออาจทำให้มีความเสี่ยงที่การเลือกตั้งอาจล่าออกไป โดยประเด็นความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนได้ ดังนั้นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ด้านนโยบายการเงิน หลัง กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% ตามที่คาด และเน้นย้ำว่านโยบายต้องสอดประสานกันทั้งการคลัง และการเงิน ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ามา ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่จะยังต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 1.00%  ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดูแลค่าเงินบาทและลดภาระหนี้ รวมถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไป อีกทั้งเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันด้านลบ (Negative Shocks) ที่รุนแรงเพิ่มเติม ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 1-2 ครั้งเป็น 0.50% ได้

ใจบุญของจริง “ไฮโซเมย์” มอบรถพยาบาล เติมกำลังทีม “บุ๋ม ปนัดดา” ลุยช่วยสังคม พร้อมเครื่องมือครบครัน เพิ่มโอกาสช่วยชีวิตได้มากขึ้น

(21 ธ.ค. 68) "ไฮโซเมย์ วาสนา" ร่วมกับ บริษัท ไบโอแอคทีฟ เอ็นแซด 1984 จำกัด มอบรถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ครบครัน 1 คัน มูลค่า 1.59 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิองค์กรทำดีของ "บุ๋ม ปนัดดา" เพื่อเสริมศักยภาพการช่วยเหลือภารกิจฉุกเฉินทั่วประเทศ

"บุ๋ม ปนัดดา" เผยผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า "จัดซื้อรถพยาบาลพร้อมใช้งาน 1 คัน…มอบให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อนำไปช่วยเหลือเคสต่าง ๆ ในสังคม" พร้อมชื่นชมผู้สนับสนุนที่ทำให้ภารกิจจิตอาสาเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

รถพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงพาหนะแต่เป็น "ระบบช่วยชีวิตเคลื่อนที่" ที่จำเป็นสำหรับการรับมือผู้ป่วยฉุกเฉินและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง ยิ่งทีมองค์กรทำดีซึ่งลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและขยายความช่วยเหลือในหลายจุดพร้อมกัน

ก่อนหน้านี้ บุ๋ม ปนัดดา เคยส่งมอบรถพยาบาลแรงดันลบพร้อมเจ้าหน้าที่ฟรีในช่วงโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ขณะที่ภาคเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างแคปซูลความดันลบ ช่วยเสริมความมั่นใจในปฏิบัติงานของทีมจิตอาสา

ความช่วยเหลือครั้งนี้ของ "ไฮโซเมย์ วาสนา" ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจ แต่เป็นการส่งมอบเครื่องมือที่จับต้องได้ เพื่อเสริมความพร้อมในการทำงานภาคสนาม ช่วยให้ระบบช่วยเหลือสังคมเดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://entertainment.trueid.net/detail/n1JA9bJVZw0X

‘สลิ่ม’ เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม จาก “กันส้ม” ถึง “ขอคุมเกม” โค้งสุดท้าย สลิ่มจะไหลไปพรรคไหน

“สลิ่ม” เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว—แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม

คำว่า “สลิ่ม” เป็นสแลงการเมืองที่คนใช้เรียก “กลุ่มคิดแบบการเมืองเดิม” (เน้นเสถียรภาพ/ความมั่นคง/ไม่อยากเปลี่ยนเร็ว) บางคนรับคำนี้ บางคนไม่รับ—แต่ “พฤติกรรมทางการเมือง” ของกลุ่มนี้พอจับสัญญาณได้: เขาเลือกแบบคำนวณมากกว่าเลือกด้วยอุดมการณ์ล้วน

และการคำนวณรอบนี้เกิดในบริบทที่เกมใหญ่ถูกรีเซ็ตไปแล้ว: นายกฯอนุทินยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และ กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 (สมัครรับเลือกตั้งเริ่ม 27 ธ.ค.)

สัญญาณสำคัญ: “ฝ่ายเดิม” ไม่มีเจ้าของตลาดคนเดียวแล้ว
นิด้าโพล (4–12 ธ.ค. 2568) ถามว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” อันดับ 1 คือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% แล้วค่อยตามด้วย ณัฐพงษ์ 17.20%, อนุทิน 12.32%, อภิสิทธิ์ 10.76%, จุลพันธ์ 6.28% ขณะที่ชื่อสายเดิม/ทหารบางส่วนอยู่ระดับต่ำกว่านี้และกระจาย

อ่านเป็นตรรกะ: กลุ่มที่เคยเทใจให้ “การเมืองเดิม” ตอนนี้ไม่ได้รวมศูนย์แล้ว มันแตกเป็น 3 ก๊ก—และจะไหลไปตาม “ประโยชน์ที่คิดว่าได้จริงในระบบเลือกตั้ง”

3 ทางที่ “สลิ่ม/กลุ่มการเมืองเดิม” มีแนวโน้มไหลไป
ทางที่ 1: “ขอคนคุมเกม–คุมวิกฤต” → ไหลไปฝั่งภูมิใจไทย/อนุทิน
ช่วงนี้สังคมอยู่ในโหมดความมั่นคงและความขัดแย้งชายแดน ซึ่งเป็นฉากหลังสำคัญของการยุบสภา และทำให้ผู้นำรัฐบาลวางท่าชาตินิยมได้แต้มทางการเมือง
ถ้าคนกลุ่มนี้คิดแบบ “อย่าเสี่ยง—เอาคนคุมสถานการณ์ก่อน” เขาจะเทไปหาพรรคที่ดูตั้งรัฐบาลได้/คุมอำนาจได้จริง
ฟาดแบบตรง: คนกลุ่มนี้ไม่ได้ถามว่า “ใครดีที่สุด” แต่ถามว่า “ใครคุมเกมได้พรุ่งนี้”

ทางที่ 2: “ขอภาพมือเก๋า–เป็นสถาบัน–ชนชั้นกลางเมือง” → ไหลไปฝั่งประชาธิปัตย์/อภิสิทธิ์
ชื่ออภิสิทธิ์ยังถูกเลือกเป็นนายกฯในระดับบนของโพล นี่คือฐานคนที่อาจเบื่อทั้งเกมดีลและเกมปฏิรูปเร็ว แต่ยังอยากได้ “ความเป็นทางการ” และ “ความเป็นระบบ” มากกว่า “ความมันส์ทางการเมือง”
ฟาดแบบตรง: ไม่ได้อยากได้ “นายกฯสายไฟแรง” แต่อยากได้ “นายกฯที่ไม่ทำบ้านล้มทั้งหลัง”

ทางที่ 3: “สายแข็งกันส้ม–ชาตินิยมจัด–คิดถึงยุคเดิม” → กระจายไป รทสช./พปชร./พรรคเล็กสายเดิม
กลุ่มนี้ยังมีอยู่แน่ แต่ปัญหาคือ “กระจาย” และ “แย่งฐานกันเอง” ทำให้ไม่รวมเป็นก้อนใหญ่ในคูหา
ฟาดแบบตรง: เสียงดังได้ แต่ถ้าแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ได้แค่ “แค้น” ไม่ได้ “อำนาจ”

จุดชี้ขาดจริง: “สลิ่ม” จะเลือกด้วยหลักอะไรในวันจริง?
ถ้าดูจากโพลสเปกผู้นำ คนไทยอยากได้ ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์, ไม่เล่นเกม, ไม่โกงไม่เทา แต่นี่แหละคือบททดสอบของกลุ่มการเมืองเดิม:
- ถ้าอยากได้ “เสถียรภาพ” แต่ยังเลือกพรรคที่ทำให้การเมืองต้องรีเซ็ตบ่อย ๆ → คุณกำลังเลือกความวุ่นวายแบบเดิมในชื่อใหม่
- ถ้าเกลียดเกมการเมือง แต่ยังเลือกจาก “ความกลัว” มากกว่า “การบ้านผลงาน” → เกมเดิมก็ชนะอีกครั้ง
- ถ้าบอกว่ารักชาติ แต่ยอมให้ชาตินิยมกลบปัญหาปากท้อง → ประเทศถูกปั่นง่ายเหมือนเดิม

โค้งสุดท้าย “สลิ่ม” ไม่ได้เทใจให้พรรคเดียว แต่จะเทไปหา “พรรคที่คิดว่ามีลุ้นคุมอำนาจ” และ “กันฝ่ายที่กลัว” ได้จริง—และนี่ทำให้คะแนนไหลแบบยุทธศาสตร์ในช่วงสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

‘เจ้าสัวธนินท์’ คืนถิ่น!! กล่าวสุนทรพจน์ปลุกพลังแต้จิ๋วโลก หนุนธุรกิจปรับตัวรับยุคปัญญาประดิษฐ์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เวทีสากล แนะเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคฯอย่างจริงจัง

ประธานอาวุโสซีพีกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 ณ เมืองเฉาโจว ย้ำจีนคือโอกาสสำคัญ พร้อมแนะนักธุรกิจทั่วโลกเร่งปรับตัวผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันยุคใหม่ 
(20 ธันวาคม 2568) นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับเกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์ใน การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 (The 23rd International Teochew Convention) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รากเหง้าแน่นแฟ้น บ้านเมืองมั่นคง” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ เมืองเฉาโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

นายธนินท์ ได้ถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีในฐานะกลไกสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยระบุว่า จีนเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมในการยกระดับการเติบโตสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกและบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า “การพัฒนาของจีน คือโอกาสสำคัญของนักธุรกิจชาวแต้จิ๋วทั่วโลก”

สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ กล่าวว่า ซีพียังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดจีน และมีความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของเมืองเฉาโจวในอนาคต

พร้อมทั้งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค AI โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งจำเป็นต้องนำ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ขณะที่ การแข่งขันในอนาคตจะเป็นการแข่งขันในระดับโลก และผู้ที่อยู่รอดได้ คือผู้ที่สามารถผสานการลงทุนเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเหมาะสม

การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลายรายการ อาทิ การเปิดตัว ทำเนียบนักธุรกิจชาวแต้จิ๋ว, การเริ่มต้นความร่วมมือด้านซัพพลายเชนระหว่างประเทศ, การเปิดศูนย์จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวแต้จิ๋วโลก และการเผยแพร่ข้อริเริ่มเพื่อรวมพลังเครือข่ายชาวแต้จิ๋วทั่วโลก

ในโอกาสนี้ ผู้แทนจากแวดวงวิชาการและภาคสังคมที่เข้าร่วมงานต่างสะท้อนความประทับใจต่อ ความเฉียบคมทางความคิดและวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ของท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ในวัย 86 ปี ท่านยังคงสามารถวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกได้อย่างลึกซึ้ง ตรงประเด็น และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ท่านประธานอาวุโสและคณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักเฉาโจว เพื่อเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชาวเฉาโจว

นอกจากนี้ ในการเยือนเมืองแต้จิ๋วครั้งนี้ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ยังได้ร่วมพิธีเข้าเมืองเก่า และเยี่ยมชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเล ซึ่งมีการจัดแสดงภาพของ ท่านเจี่ย เอ็กชอ บิดาของท่านประธานอาวุโส ผู้บุกเบิกชีวิตด้วยความวิริยะอุตสาหะในต่างแดน ภาพดังกล่าวสะท้อนรากเหง้าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และคุณค่าการทำงานที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเครือเจริญโภคภัณฑ์มาจนถึงปัจจุบัน

21 ธันวาคม 2484 วันที่ไทยจับมือญี่ปุ่น ลงนามพันธมิตร เปิดสนธิสัญญาพันธมิตรกลางวัดพระแก้ว จุดเริ่มต้นมรสุมสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องเลือกข้างที่ยังถกเถียงกัน

เมื่อ 21 ธ.ค. 2484 วันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อรัฐบาลไทยโดย 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' ลงนามสนธิสัญญาพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่พระอุโบสถวัดพระแก้วอย่างเป็นทางการ การลงนามครั้งนี้ทำให้ไทยเปลี่ยนสถานะจากผู้วางตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ

เริ่มจากเหตุการณ์เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้ายึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในไทย ทหารไทยบางส่วนสู้เต็มกำลังแต่ต้องหยุดยิงเพื่อเปิดทางผ่านให้ญี่ปุ่น จากนั้นรัฐบาลไทยเริ่มเจรจาให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรโดยสมัครใจ

สาระสำคัญของสนธิสัญญาคือความร่วมมือทางทหารทั้งเชิงรุกและรับ หากฝ่ายหนึ่งทำสงครามกับประเทศที่สาม อีกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ไทยได้รับแนวคิดและบทบาทใน "วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา" ภายใต้การนำของญี่ปุ่นและยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการ

แม้ว่าการลงนามนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุดเพื่อรักษาเอกราชและผลประโยชน์ชาติ แต่ก็ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะอย่างชัดเจน เมื่อมกราคม 2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ แต่สหรัฐยังไม่ยอมรับการประกาศสงครามผ่านทางเอกอัครราชทูต ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศถูกญี่ปุ่นกดดัน

หลังสงคราม สิ่งที่ช่วยให้ไทยรอดโทษหนักคือบทบาทของขบวนการ "เสรีไทย" ที่ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรและการทูตของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนให้ไทยถูกมองเป็นผู้ถูกกดดัน ไม่ใช่ผู้รุกราน ความทรงจำของวันที่ 21 ธันวาคมจึงเป็นบทเรียนเรื่องการเลือกฝ่ายท่ามกลางความขัดแย้งและมหาอำนาจโลก

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

 

เปิดเส้นทางบินใหม่!! SCAT Airlines เปิดรูทชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ เชื่อมไทยกับคาซัคสถานให้ใกล้กว่าเดิม หนุนการค้า -การลงทุน- การท่องเที่ยว หลังเที่ยวบินปฐมฤกษ์ลงจอด 16 ธ.ค. 68

(19 ธันวาคม 2568) - SCAT Airlines (สแก๊ตแอร์ไลน์ส) สายการบินของคาซัคสถานที่มีฐานการบินหลักอยู่ที่นครชิมเคนท์ เมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศได้เริ่มให้บริการเส้นทางบินใหม่ระหว่างชิมเคนท์(CIT) กับกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ(BKK) โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ออกเดินทางจากชิมเคนท์เมื่อ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา และลงจอดที่กรุงเทพฯ เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สแก๊ตแอร์ไลน์สจะช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างคาซัคสถานกับประเทศไทย เสริมเพิ่มเติมจากสายการบินอื่น ๆ ที่ทำการบินอยู่ก่อน เช่น แอร์อัสตานา(KC) และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์(XJ) ซึ่งให้บริการเชื่อมเมืองอื่นของคาซัคสถานกับไทยอยู่แล้ว ทำให้เที่ยวบินระหว่างคาซัคสถานกับไทยจะเพิ่มเป็น 1,100 เที่ยวบินต่อปี

สแก๊ตแอร์ไลน์สนั้นจะเริ่มให้บริการเส้นทางระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติชิมเคนท์ กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะให้บริการ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยนอกเหนือจากการเดินทางตรงระหว่าง 2 เมืองแล้ว ผู้โดยสารยังสามารถเดินทางเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายเส้นทางการบินของสแก๊ตแอร์ไลน์สไปยังจุดบินอื่น ๆ เช่น บูดาเปสท์ อิสตันบูล มอสโก มิวนิก ทบิลิซี เป็นต้น

เส้นทางบินดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวคาซัคสถานในการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองชิมเคนต์ เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศคาซัคสถานที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและ มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทาง ตลอดจนเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานได้สัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติอันงดงามของประเทศไทย ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็สามารถเดินทางไปยังคาซัคสถานและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลางได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น  ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบินของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค

ตลาดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000–60,000 คน ก่อนที่ลดลง อย่างมีนัยสำคัญในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 

อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดคาซัคสถานสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเข้าไทย จำนวน 172,489 คน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 189 จากปี 2565 และในปี  2567 มีจำนวน 195,089 คน ขยายตัวร้อยละ 13.10 สำหรับสถานการณ์ การเดินทางปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 152,783 คน ซึ่งจำนวนลดลงกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่กระแสการเดินทางดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความภักดีของนักท่องเที่ยว และศักยภาพของประเทศไทยที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานให้เดินทางมาในประเทศไทยได้ แม้ตลาดจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายภายในประเทศคาซัคสถานจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านจำนวนที่นั่งเที่ยวบินในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวกลางปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ไทยและคาซัคสถานมีการยกเว้นการตรวจลงตรา(วีซ่า) ระหว่างกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางมาเที่ยวไทยได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เช่นเดียวกับคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวคาซัคสถานโดยไม่ต้องใช้วีซ่าเช่นกัน
สำหรับตารางบินเส้นทางชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ ของสแก๊ตแอร์ไลน์ส มีดังนี้
ชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ
DV469 ออกเดินทาง 20.20 น. ถึงปลายทาง 04.30 น.(วันรุ่งขึ้น) ทำการบินทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี
กรุงเทพฯ - ชิมเคนท์
DV470 ออกเดินทาง 05.40 น. ถึงปลายทาง 10.05 น. ทำการบินทุกวันอังคารและศุกร์

ดีลยักษ์ยังไม่จบ!! EU–เมอร์โกซูร์เลื่อนเซ็น หลังเสียงค้านลามทั้งทวีป เสนอขอชะลอทำข้อตกลง กังวลผลกระทบเกษตรกรยุโรป

(20 ธ.ค. 68) การลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับกลุ่มการค้าเมอร์โกซูร์ ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนมกราคม ตามรายงานข่าวสื่อที่อ้างแหล่งทางการทูต

อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แจ้งผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของ EU ว่าการลงนามซึ่งเดิมมีกำหนดในวันเสาร์นี้ จะถูกเลื่อนออกไป ต่อมา ลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ระบุในวันเดียวกันว่าเขาจะเสนอให้พันธมิตรในเมอร์โกซูร์พิจารณาเลื่อนการลงนามข้อตกลงนี้ตามคำร้องขอของอิตาลี

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้แนะนำให้สภายุโรปและรัฐสภายุโรปอนุมัติข้อตกลงนี้ แม้จะพบการคัดค้านจากประเทศสมาชิกบางส่วนและองค์กรเกษตรกรรมยุโรปที่กังวลเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า

ตลอดปี 2024 เกษตรกรยุโรปประท้วงอย่างหนักเนื่องจากความกังวลว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การนำเข้าสินค้าราคาถูกที่แข็งขันด้วย "การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม" และจะส่งผลกระทบต่อรายได้และยอดขายของพวกเขาในตลาดยุโรป

สถานการณ์นี้แสดงถึงความซับซ้อนในการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างภูมิภาคสำคัญ เมื่อความสมดุลระหว่างการเปิดตลาดและการปกป้องภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่ต้องตกลงกันอย่างละเอียดลออ

ที่มา : Sputnik

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top