Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ปกป้องชาติทำไมกลายเป็นผิด รู้ทัน 'Cognitive Warfare' สงครามทางความคิดที่อันตรายกว่ากระสุน ใช้วาทกรรมบิดเบือนเปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย ทำสังคมลังเลที่จะปกป้องอธิปไตย

จากสนามรบสู่สนามความคิด: ทำความเข้าใจ Cognitive Warfare ในสังคมไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่ได้กำลังเผชิญกับสงครามเพียงรูปแบบเดียว หากแต่กำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งซ้อนทับกันอย่างน้อยสามระดับ ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบ และส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระดับแรกคือสงครามในความหมายดั้งเดิม นั่นคือความขัดแย้งด้านความมั่นคงและชายแดน เป็นสงครามที่มีพื้นที่ มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บ มีความสูญเสียของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาพของคนขาขาด บ้านเรือนเสียหาย หรือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายมาก ทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือภัยคุกคามต่อชาติและอธิปไตย

ระดับที่สองคือสงครามทางการเมืองภายใน ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้สังคมอ่อนแรงจากภายใน เกิดสภาวะแตกแยก ขาดฉันทามติ และนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด หากประเทศเลือกผู้นำหรือกลไกทางอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง ก็ย่อมเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูภายนอกได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ เลย

แต่เหนือกว่าสองระดับแรก คือสงครามรูปแบบที่อันตรายที่สุด และหลายคนยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ สงครามทางความคิด หรือ Cognitive Warfare

ในเชิงวิชาการ Cognitive Warfare คือการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง “กระบวนการรับรู้และการตัดสินใจ” ของประชาชน ไม่ได้ใช้กระสุน ไม่ได้ใช้รถถัง แต่ใช้ข้อมูล วาทกรรม อารมณ์ และกรอบความคิดเป็นอาวุธ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้แพ้ในสนามรบ แต่ทำให้สังคม คิดผิด ตีความผิด และตัดสินใจผิด โดยที่ผู้คนยังเชื่อว่านั่นคือความคิดของตนเอง

สิ่งที่ทำให้สงครามทางความคิดรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคนี้ คือมันเกิดขึ้นเป็นหลักบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็ว ถูกคัดเลือกด้วยอัลกอริธึม และเจาะจงอารมณ์ของผู้รับสารได้อย่างแม่นยำ ความจริงจึงไม่จำเป็นต้องถูกทำให้หายไป เพียงแค่ถูกจัดวางใหม่ในกรอบที่บิดเบี้ยว ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมทั้งสังคมได้แล้ว

เราจะสังเกตเห็นสัญญาณของ Cognitive Warfare ได้จากคำถามง่าย ๆ ที่หลายคนเริ่มตั้งกับตัวเองในช่วงนี้ เช่น
“เราปกป้องชาติบ้านเมืองของเรา ทำไมเรากลายเป็นฝ่ายผิด”
“เราอยู่ของเรา ประชาชนเราถูกยิง บาดเจ็บ สูญเสีย แต่พอเราตอบโต้กลับ ทำไมเราถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกราน”
“ทำไมการปกป้องตัวเองถึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นความคลั่งชาติ”

เมื่อมีนักวิชาการหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดออกมาบอกว่า การรักชาติหรือการปกป้องอธิปไตยคือความสุดโต่ง ทั้งที่บริบทคือการป้องกันตนเอง นั่นไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางวิชาการธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของสงครามทางความคิดที่กำลังทำงานอยู่

Cognitive Warfare ไม่ได้สั่งให้ใครเชื่อโดยตรง แต่ทำให้ผู้คนเริ่ม “ลังเลในสิทธิของตนเอง” เริ่มตั้งคำถามกับการป้องกันประเทศ เริ่มรู้สึกผิดกับการยืนอยู่ข้างบ้านของตัวเอง และในที่สุดก็อาจนำไปสู่การเลือกทางการเมืองที่อ่อนแอ เปิดช่องให้ผลประโยชน์ของชาติถูกลดทอนโดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ในภาคประชาชน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดไม่ใช่แค่ข่าวปลอมหรือข้อมูลผิด แต่คือกรอบความคิดที่กำลังถูกปลูกฝังอย่างแนบเนียน การดู การฟัง และการอ่านในช่วงนี้จึงต้องมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่า ข้อมูลนี้กำลังพาเราไปสู่การปกป้องตัวเอง หรือกำลังทำให้เราอ่อนแรงลง

เพราะในท้ายที่สุด ต่อให้เราชนะในสนามรบ แต่ถ้าแพ้ในสนามความคิด ต่อให้เรามีกองทัพเข้มแข็ง แต่สังคมตัดสินใจผิด ประเทศก็ยังแพ้ได้อยู่ดี

และนั่นแหละ คือแก่นแท้ของ Cognitive Warfare ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

'ตรีนุช' สยบข่าวมั่ว!! ยันแรงงานกัมพูชาไม่ต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ ย้ำ อยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 วอนนายจ้างอย่าตื่นตระหนก

‘ตรีนุช’ แจงไม่มีแรงงานกัมพูชาต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ 
ย้ำอยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยต้องเดินทางกลับประเทศในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน นั้น  กระทรวงแรงงานขอชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีเพียงคนต่างด้าวสัญชาติลาวและเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้ผ่อนผันให้คนต่างด้าวดังกล่าว สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570   

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ในส่วนของคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา หากเป็นกลุ่มที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 จะได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 และกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแล้ว (ที่ใบอนุญาตเดิมหมดอายุในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 และสามารถต่ออายุได้อีกครั้งเดียวไม่เกิน 2 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2572ดังนั้น จึงไม่มีแรงงานสัญชาติกัมพูชากลุ่มใดที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางาน  อยู่ระหว่างหามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับแรงงานกัมพูชาอย่างรอบคอบรัดกุม เกิดความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ ติดตามข่าวสารจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

จีนไม่ได้ “ขายของออนไลน์” แต่สร้าง “เครื่องจักรการซื้อขาย” แล้ว SME ไทยต้องเตรียมตัวยังไง หากไม่อยากโดนคลื่น eCommerce ซัดหายไป

ถ้าคุณยังคิดว่า eCommerce คือ “เปิดร้านบนแพลตฟอร์ม + ยิงแอด + ส่งของ” คุณกำลังมองจีนเล็กไป เพราะจีนไปไกลกว่านั้นมาก

เขากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการบริโภคที่เอา คอนเทนต์-การปิดการขาย-การชำระเงิน-โลจิสติกส์-บริการหลังบ้าน-AI มาร้อยเป็นเส้นเดียว จนผู้บริโภคติดความเร็ว และผู้ขายถูกบังคับให้บริหารแบบเรียลไทม์มากขึ้น

ภาพรวมหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงคือ “ค้าปลีกออนไลน์” ในจีนกลายเป็นตลาดหลัก ไม่ใช่ตลาดทางเลือก และการแข่งขันจึงไม่ใช่แค่ราคา แต่คือระบบทั้งยวง ตั้งแต่คอนเทนต์จนถึงการส่งถึงมือ

5 สิ่งที่ทำให้ eCommerce จีน “ล้ำ” จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่

1) ตลาดใหญ่จนแพลตฟอร์มลงทุนเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน”
ขนาดตลาดทำให้แพลตฟอร์มจีนกล้าลงทุนหนักในเครื่องมือสำหรับผู้ขาย ระบบโฆษณา/แนะนำสินค้า และบริการหลังบ้าน เพื่อเร่งให้ทั้งระบบวิ่งเร็วขึ้น “ใครช้าจะถูกทิ้ง”

2) Content-Commerce: คนดูเพลิน แล้วซื้อเลย
จีนทำให้ “ดูคอนเทนต์ = ช้อป” เป็นพฤติกรรมมาตรฐาน โดยเฉพาะ short video และไลฟ์ ที่ย่นวงจรการตัดสินใจให้สั้นที่สุด: ดู-เชื่อ-กดซื้อ จบในแพลตฟอร์มเดียว

3) Instant retail: จาก “ส่งพรุ่งนี้” → “ส่งภายในชั่วโมง”
การแข่งขันเรื่องความเร็วส่งกดมาตรฐานผู้บริโภคขึ้นเรื่อย ๆ จนคำว่า “ได้ไว” ไม่ใช่ข้อได้เปรียบ แต่กลายเป็นขั้นต่ำที่ลูกค้าคาดหวัง

4) Price war หนักจนรัฐต้องออกมาส่งสัญญาณเบรก
สงครามราคาทำให้ทุกคนกำไรบางลงทั้งระบบ และเสี่ยงลากคุณภาพลงตามราคา จีนเริ่มมีสัญญาณจากภาครัฐ/ผู้กำกับดูแลให้ลดการแข่งขันแบบ race-to-the-bottom เพราะท้ายที่สุดจะทำลายทั้งผู้ขายและผู้บริโภค

5) เทศกาลลดราคายังเงียบ แปลว่า “ส่วนลด” ไม่พออีกต่อไป
ต่อให้แคมเปญใหญ่แค่ไหน หากกำลังซื้อไม่ฟื้นหรือผู้บริโภคไม่มั่นใจ รายการลดราคาก็ไม่อาจการันตียอดขาย เกมต่อไปจึงเป็นเรื่อง “ทำให้ซื้อได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเชื่อใจได้มากขึ้น” ด้วยระบบ

แล้ว SME ไทยควร “เรียนรู้ล่วงหน้า” อะไร ก่อนคลื่นจีนกลืนตลาด?

บทเรียนที่ 1: เปลี่ยนจาก “เปิดร้าน” เป็น “ทำรายการ”
แบรนด์ที่ชนะไม่ใช่แค่ขายเก่ง แต่เล่าเรื่องเก่ง ทำให้คนติดตามทุกวัน แล้วค่อยผูกตะกร้าให้จบในที่เดียว

บทเรียนที่ 2: สร้าง Content Factory (ใช้ AI ลดต้นทุน)
คุณไม่ต้องมีทีมใหญ่แบบจีน แต่ต้องมีเวิร์กโฟลว์ผลิตคอนเทนต์ที่ทำซ้ำได้และวัดผลได้: ไอเดีย → สคริปต์ → ถ่าย/ตัด → รีไซเคิล → A/B test

บทเรียนที่ 3: โลจิสติกส์ต้องเป็น “จุดขาย” ไม่ใช่หลังบ้าน
ตั้งมาตรฐานส่ง/แพ็ก/คืนของให้ชัด (SLA) และออกแบบสต๊อกให้ใกล้ลูกค้าเท่าที่ทำได้ เพราะความเร็วกำลังกลายเป็นขั้นต่ำ

บทเรียนที่ 4: อย่าตายเพราะสงครามราคา
ถ้าคุณมีคำตอบได้แค่ว่า “ถูกกว่า” คุณจะเหนื่อยตลอดชีวิต ต้องสร้างเหตุผลให้จ่ายแพงกว่า เช่น คุณภาพ บริการ รับประกัน ความเฉพาะทาง และสื่อสารให้คม

บทเรียนที่ 5: ความน่าเชื่อถือคือกำแพงกันของเลียนแบบ
รีวิวจริง ใบรับรอง QC แพ็กมาตรฐาน แชทตอบไว และนโยบายคืนของชัด คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกซ้ำ แม้คู่แข่งลอกสินค้าได้

บทเรียนที่ 6: วัดผลแบบแพลตฟอร์ม (ไม่ใช่วัดแค่ยอดวิว)
วัดเป็น funnel และ retention: View→Click, Click→Cart, Cart→Buy, CAC, Repeat rate, Return rate แล้วปรับแผนทุกสัปดาห์

แผน “ทำก่อน 30 วัน” (ฉบับ SME ไทย)
•วาง 3 เสาคอนเทนต์: เดโม / เปรียบเทียบ / รีวิวลูกค้า
•ไลฟ์ขายสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง แล้วตัดไฮไลต์เป็นคลิปสั้นทุกครั้ง
•ตั้ง SLA ส่ง-แพ็ก-คืนของ ให้ชัดเจนบนหน้าร้าน
•ทำชุดข้อความ “เหตุผลที่ต้องซื้อของเรา” 5 ข้อ (ห้ามมีแค่ “ถูก”)
•ตั้งแดชบอร์ดตัวเลข 6 ตัว และประชุมปรับแผนทุกสัปดาห์

จีนไม่ได้ล้ำเพราะเทคโนโลยีเท่เพียงอย่างเดียว แต่ล้ำเพราะเอาคอนเทนต์มาบังคับการค้า เอาความเร็วโลจิสติกส์มาบังคับประสบการณ์ และเอาข้อมูล/AI มาบังคับการตัดสินใจ SME ไทยที่รอดไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุด แต่คือคนที่ทำระบบให้ลูกค้าซื้อได้ง่าย เชื่อใจได้ และกลับมาซื้อซ้ำได้ก่อนคนอื่น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: National Bureau of Statistics of China (สถิติยอดค้าปลีกออนไลน์/สัดส่วนค้าปลีกออนไลน์); U.S. International Trade Administration (ITA)-China Country Commercial Guide (อ้างอิง GlobalData); Reuters (การแข่งขัน instant retail, สัญญาณเบรกสงครามราคา, และบรรยากาศแคมเปญ Singles’ Day)

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ‘พลเอก’ ให้ ‘พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ พร้อม 14 ทหารราชองครักษ์พิเศษ ทั้งเลื่อนยศ - รับพระราชทานเครื่องราชย์ฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พลเอก” แก่ ‘แม่ทัพกุ้ง - พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ เตรียมเข้าพิธีรับพระราชทานยศ 28 ธ.ค. 68

(23 ธ.ค. 2568) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ร.อ.วีระศักดิ์ อ๊อกกังวาล ผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ประจำพระองค์ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงกลาโหม ลงวันที่ 21 ธ.ค. เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารองครักษ์พิเศษ

สาระสำคัญระบุว่า ด้วยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 15 นาย การนี้ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำนักงานราชองครักษ์ประจำพระองค์ จึงขอแจ้งกำหนดพิธีเข้ารับพระราชทานประดับเครื่องหมายยศ และพิธีเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ อาคาร 606 สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต

สำหรับบัญชีรายชื่อนายทหารราชองครักษ์พิเศษ สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แนบท้ายหนังสือฉบับดังกล่าว พบว่าลำดับที่ 15 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ขอรับพระราชทานยศ พล.อ. (พลเอก)

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตํารวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตํารวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 38 นาย หนึ่งในนั้นคือ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง

สำหรับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริหาร ด้านความมั่นคง ตลอดจนด้านการป้องกันประเทศ และกิจการอื่นๆ ให้แก่ ผบ.ทบ. และปฏิบัติงานเป็นการเฉพาะเรื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจให้กับ ผบ.ทบ. ตามที่ได้รับมอบหมาย

ไวรัลกลายเป็นงานจริง!! “เจนิส–แพต” จับมือเปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก งานไวรัลกลางทองหล่อ เคมีเพื่อนซี้สายปั่น จุดไฟโซเชียล ด้วยวลี “คอไม่พับไม่กลับบ้าน”

(23 ธ.ค. 68) "เจนิส–เจณิสตา พรหมผดุงชีพ" และ "แพต–ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช" ผนึกรวมความสนุกในงาน "Pat x Janis เปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก" ที่จัดขึ้นที่ทองหล่อ พร้อมกิจกรรมร่วมกับ Samsung Galaxy Z Flip7 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะจากแฟนคลับที่รู้ดีว่าเมื่อทั้งคู่มารวมตัว เรื่องสนุกไม่มีหยุด

จุดเริ่มต้นของงานนี้มาจากโพสต์ของเจนิสที่ประกาศอยากจัดปาร์ตี้ โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตที่แท็กเรียก "แพต–ชญานิษฐ์" มาร่วมเล่นด้วย ก่อนที่แพตจะเข้ามารับคำท้าผ่านคอมเมนต์ และ Samsung จะเข้ามาช่วยจัดงานให้กลายเป็นความจริง

ความพิเศษของงานปรากฏตั้งแต่ทางเข้างานที่ทั้งสองสาวจับคู่ "โบกรถเมล์แดง" เป็นคอนเซ็ปต์สร้างเสียงฮือฮา และโดยแฟชั่นลุคของทั้งคู่ที่สร้างมีมใหม่ "จากมอเตอร์ไซค์สู่รถเมล์แดง" ซึ่งกลายเป็นภาพจำไม่เหมือนใครในช่วงงาน

ระหว่างงานมีการท้าดวลฝีปากกันอย่างน่าติดตาม พร้อมทั้งกิจกรรมชาเลนจ์ "พับ" มือถือ Galaxy Z Flip7 ที่ดึงดูดความสนใจจากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก

ที่สุดของงานคือการประกาศต้อนรับ "แพต–ชญานิษฐ์" และ "เจนิส–เจณิสตา" เข้าสู่ครอบครัว #TeamGalaxy อย่างเป็นทางการ พร้อมสัญญาว่าจะมีสิ่งใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์ในปี 2026 ต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10071131

เจาะลึกภัยเงียบ GenAI!! การ์ทเนอร์เตือน "5 จุดบอดอันตราย" ทั้งปัญหาอธิปไตยข้อมูล – ต้นทุนบำรุงรักษา หากองค์กรไม่รีบแก้ไขภายในปี 2573 อาจล้าหลังและเผชิญภาวะทักษะมนุษย์เสื่อมถอย

การ์ทเนอร์เตือน "จุดบอดอันตราย GenAI" คลื่นใต้น้ำทำลายความสำเร็จองค์กร

อรุณ จันทรเศกการัน รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า แม้เทคโนโลยี GenAI จะพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมความคาดหวังสูงจากองค์กร แต่ซีไอโอกำลังเผชิญความท้าทายจาก "จุดบอดสำคัญ" ที่มักถูกมองข้าม

5 จุดบอดคุกคามความสำเร็จระยะยาว
การ์ทเนอร์ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความท้าทายเร่งด่วนอย่างคุณค่าทางธุรกิจ ความปลอดภัย และความพร้อมข้อมูล แต่มักมองข้ามผลกระทบระดับรองที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก ได้แก่ Shadow AI หนี้ทางเทคนิค การเสื่อมถอยของทักษะ ความต้องการอธิปไตยข้อมูล และปัญหา Vendor Lock-In ซึ่งล้วนเป็น "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาว

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 จุดบอดเหล่านี้จะสร้างเส้นแบ่งระหว่างองค์กรที่นำ AI มาใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีกลยุทธ์ กับองค์กรที่ติดกับดัก ล้าหลัง หรือถูกรบกวนจากภายใน

1. Shadow AI ระเบิด - พนักงานแอบใช้เครื่องมือต้องห้าม
ผลสำรวจผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 302 ราย (มี.ค.-พ.ค. 2568) เผยว่า 69% ขององค์กรสงสัยหรือมีหลักฐานว่าพนักงานกำลังใช้ GenAI สาธารณะที่ต้องห้าม
การใช้เครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเผยข้อมูล และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 มากกว่า 40% ขององค์กรจะเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับ Shadow AI
แนวทางแก้ไข: ซีไอโอควรกำหนดนโยบายชัดเจนสำหรับการใช้เครื่องมือ AI ทั่วองค์กร ตรวจสอบกิจกรรม Shadow AI เป็นประจำ และบูรณาการการประเมินความเสี่ยง GenAI เข้ากับกระบวนการประเมินและตรวจสอบ SaaS

2. หนี้ทางเทคนิคกัดกร่อนผลตอบแทน
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 องค์กร 50% จะเผชิญการอัปเกรด AI ที่ล่าช้าและ/หรือต้นทุนการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากหนี้ทางเทคนิคของ GenAI ที่ไม่ได้รับการจัดการ
แม้องค์กรจะตื่นเต้นกับความเร็วของ GenAI แต่ต้นทุนสูงในการบำรุงรักษา แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่ AI สร้างขึ้น (โค้ด เนื้อหา การออกแบบ) อาจกัดกร่อนผลตอบแทนที่คาดหวัง
แนวทางแก้ไข: จัดทำมาตรฐานชัดเจนสำหรับการตรวจสอบและจัดทำเอกสารสินทรัพย์ที่ AI สร้างขึ้น และติดตามตัวชี้วัดหนี้สินทางเทคนิคในแดชบอร์ดไอที

3. ความต้องการอธิปไตยข้อมูลเพิ่มสูง
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2571 รัฐบาล 65% ทั่วโลกจะนำข้อกำหนดด้านอธิปไตยทางเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระและป้องกันการแทรกแซงด้านกฎระเบียบจากต่างแดน
ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลข้ามประเทศสามารถชะลอการปรับใช้ AI ทั่วองค์กร เพิ่ม TCO (Total Cost of Ownership) และส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมาะสม
แนวทางแก้ไข: สร้างอธิปไตยข้อมูลเข้าไปในกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น ให้ทีมกฎหมายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ และเลือกผู้ให้บริการที่ตอบสนองความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูลและ AI

4. ทักษะมนุษย์เสื่อมถอย
การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจกัดกร่อนความเชี่ยวชาญ การตัดสินใจ และความรู้โดยนัยของมนุษย์ที่มีความสำคัญและไม่สามารถถ่ายทอดหรือทดแทนได้ง่าย
การเสื่อมถอยนี้เกิดขึ้นค่อยเป็นค่อยไปและมักไม่มีใครสังเกตเห็น ผู้บริหารอาจไม่รับรู้ถึงความเสี่ยงจนกว่าองค์กรจะมีปัญหาในการทำงานเมื่อไม่ได้ใช้งาน AI หรือเมื่อ AI ล้มเหลวและต้องใช้สัญชาตญาณมนุษย์
แนวทางแก้ไข: ระบุว่าการตัดสินใจและงานที่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้นมีความจำเป็นในด้านใด และออกแบบโซลูชัน AI เพื่อเสริม ไม่ใช่แทนที่ทักษะเหล่านี้

5. ติดกับดัก Vendor Lock-In
องค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์ GenAI ในวงกว้างมักเลือกผู้ให้บริการเพียงรายเดียวเพื่อความรวดเร็วและง่าย แต่การพึ่งพาเชิงลึกนี้ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวทางเทคนิคและอำนาจในการต่อรองด้านราคา เงื่อนไข หรือระดับการให้บริการในอนาคต

ผู้บริหารจำนวนมากมักประเมินความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล โมเดล หรือเวิร์กโฟลว์ต่ำไป และยึดติดกับ API ที่ออกแบบเฉพาะจากผู้ให้บริการ

ดังนั้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่น ซีไอโอต้องจัดการทั้งความท้าทายที่มองเห็นได้และความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นในการนำ GenAI มาใช้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญเพื่อแก้ไขจุดบอดเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม มิฉะนั้น องค์กรอาจตกเป็นเหยื่อของ "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาวได้

รู้ทัน...Scammers!! เปิดจิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้เล่นงานเหยื่อ "กล้าเสี่ยง-ยับยั้งชั่งใจต่ำ-ใช้อารมณ์นำ" 3 นิสัยอันตรายเป้าหมายชั้นดีของนักต้มตุ๋น ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน "ต้นน้ำ" สู้จิตวิทยามืด

รู้ทัน...Scammers EP#3 จิตวิทยาของมิจฉาชีพในการหลอกลวงและฉ้อโกง

การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นั้น เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำในการจัดการกับ Scammers ของภาครัฐ จะเห็นได้จากสถิติคดีหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากนับจากปี พ.ศ. 2565 บ้านเรามีสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์มากมายมหาศาลเป็นล้าน ๆ คดี และมูลค่าความเสียหายรวมแล้วร่วม 100,000 ล้านบาท

สถิติและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมากจนน่ากลัวนี้ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเหล่ามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงทางออนไลน์มากขึ้นทุกวัน จนน่าจะเกินกำลังของหน่วยงานที่รับผิดเกี่ยวข้องแล้ว แม้การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายจะทำไปด้วยความเด็ดขาด และวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ”

ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำ การกวาดล้างมิจฉาชีพที่เป็นขบวนการ Scammers  นั้น จำเป็นต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการนี้ ได้แก่การป้องกันไม่ให้เกิดมิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งทำได้ยาก มีความเป็นนามธรรมสูง และการสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อ ด้วยการให้ ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันสามารถรับมือกับมิจฉาชีพเหล่านั้นได้

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงต้องให้ ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของเครื่องมือที่มิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นำมาใช้แก่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของ “จิตวิทยาในการหลอกลวงและฉ้อโกง” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกบรรดามิจฉาชีพออนไลน์นำมาใช้ 100% อาจารย์ ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาปริชาน คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุในบทความ “จิตวิทยาของการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ (Victim of scams)” ว่า งานวิจัยทางจิตวิทยาที่วิเคราะห์การหลอกลวงทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมากกว่า 580 ประเภท ชี้ว่ามิจฉาชีพมักใช้เทคนิคจิตวิทยาการโน้มน้าว 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การอ้างอำนาจ (authority) และการกดดันโดยการจำกัดเวลาหรือจำนวนรางวัลตอบแทน (scarcity) หรือเสริมด้วย การสร้างความเชื่อใจ (building trust หรือ gaining trust) ด้วยการทำให้เหยื่อคล้อยตามเห็นด้วย

โดยมิจฉาชีพอาจสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจโดยการแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอที่นำมาล่อลวงนั้นมีความถูกต้องตามกฎหมายและมีหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือรองรับ หรือแม้กระทั่งการอ้างอิงว่าตนเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกเชื่อใจและไว้ใจ อีกทั้ง ผู้หลอกลวงมักใช้การโน้มน้าวทางอารมณ์มากกว่าการโน้มน้าวด้วยเหตุผล เช่น จงใจจำกัดระยะเวลาในการส่งข้อมูลหรือโอนเงิน จำกัดจำนวนสินค้าที่จำหน่าย หรือจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการลงทุน ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกว่าต้องรีบส่งข้อมูลหรือโอนเงินเพื่อจะได้รับผลตอบแทนที่ล่อตาล่อใจ และหลงเชื่อว่าตนจะได้รับผลตอบแทนตามที่ผู้หลอกลวงสัญญาไว้

อาจารย์ ดร.สุภสิรี ยังได้ระบุด้วยว่า คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นกลุ่มเป้าหมายของการหลอกลวงฉ้อโกง ทั้งนี้ เพศหญิงมักตกเป็นเหยื่อเป้าหมายของการหลอกล่อให้รักเพื่อหลอกลวงโกงทรัพย์สิน ส่วนผู้สูงวัยมักเป็นเหยื่อของการโกงทรัพย์หรือหลอกล่อเอาข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ และบุคคลที่มีการศึกษาและมีรายได้ค่อนข้างสูงมักเป็นเหยื่อของการล่อลวงให้ลงทุน อีกทั้ง งานวิจัยทางจิตวิทยาชี้ว่ามี 3 ลักษณะนิสัยที่เพิ่มความเสี่ยงการถูกโกงทรัพย์สินโดยมิจฉาชีพ ดังนี้

1. นิสัยและพฤติกรรมเสี่ยง (risk-taking) บุคคลที่มีนิสัยกล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ และรับความเสี่ยงนั้นมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอของผู้หลอกลวงมากกว่าบุคคลที่ไม่ชอบความเสี่ยงถึงสองเท่า ลักษณะชอบความเสี่ยงจึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่า บุคคลนั้นมีแนวโน้มจะทำตามข้อเสนอผู้หลอกลวงและเชื่อใจผู้หลอกลวง เพราะไม่ได้ใส่ใจกับการประเมินระดับความสุ่มเสี่ยงของข้อเสนอ แต่กลับมุ่งความสนใจไปที่รางวัลผลตอบแทนที่อาจได้รับจากการลองเสี่ยง

2. ความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) โดยการกำกับตนเองเป็นทักษะสำคัญที่รวมถึงการควบคุมอารมณ์ชั่วขณะ การควบคุมพฤติกรรม และการควบคุมความต้องการของตนเอง บุคคลที่ชอบตัดสินใจเสี่ยงมักมีความสามารถในการกำกับตนเองต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ชี้ว่าคนที่เคยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมักมีทักษะในการควบคุมตนเองค่อนข้างต่ำ อาท เวลาซื้อของมักไม่ทันยั้งคิด ผู้ที่มีความบกพร่องในการควบคุมตนเองจึงไม่สามารถยับยั้งการตัดสินใจลงทุนหรือโอนเงินแบบหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะกรณีที่มิจฉาชีพใช้วิธีการจำกัดเวลาหรือจำกัดจำนวนรางวัลตอบแทนเพื่อโน้มน้าวและชักใยทางอารมณ์

3. ความสามารถในการจัดการอารมณ์ (emotional competence) ความฉลาดทางอารมณ์คือความสามารถในการรับรู้และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางการธุรกิจการเงินที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่มีทักษะจัดการและควบคุมอารมณ์ตนเองต่ำจะมีความสามารถในการไตร่ตรองข้อมูลลดลง และอาจตัดสินใจทางการเงินโดยใช้อารมณ์ชั่วขณะ อาทิ กลัวพลาดโอกาสทองในการทำกำไร หรือรู้สึกคล้อยตามแนวคิดโน้มน้าวของมิจฉาชีพ จึงมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอการล่อลวงทรัพย์สินมากกว่าผู้ที่สามารถกำกับควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี (ยังมีตอนต่อไป)

ทำไมเราถึงควรมีเพื่อน แบบ ‘คุริริน’ สักคนในชีวิต

หากพูดถึงการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Dragon Ball หลายคนอาจจะนึกถึงความเก่งกาจระดับจักรวาลของซุนโกคู   ความอำมหิตเลือดเย็นของฟรีเซอร์ หรือความทะนงตัวแบบสุดโต่งของเบจิต้า แต่ถ้าเรามองย้อนกลับมาในมุมของ "มิตรภาพและความเป็นมนุย์" ตัวละครที่คู่ควรกับการเป็นต้นแบบเพื่อนแท้ที่สุด ไม่ใช่ชาวไซย่าผู้ทรงพลัง แต่คือผู้ชายชาวโลกธรรมดาตัวเล็กๆที่ชื่อ "คุริริน"

ทำไม ใดๆDigestถึงบอกว่าในชีวิตจริงที่แสนวุ่นวายนี้ เราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินไว้สักคน นี่คือเหตุผลครับ

1. คุริรินคือ "คนธรรมดา" ที่พยายามยืนเคียงข้างเพื่อนของเขาเสมอ
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ อาจจะเก่งกาจเป็นอัจฉริยะ (โดยเฉพาะบรรดาชาวไซย่าทั้งหลาย) แต่คุริรินคือ "มนุษย์โลก" ที่มีขีดจำกัดชัดเจน เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีพลังระดับทำลายล้างโลกได้ แต่เขาก็ไม่เคยหนีไปไหนในยามที่เพื่อนตกที่นั่งลำบาก คุริรินคือคนที่จะไม่ทิ้งเพื่อนไปเพียงเพราะเขาช่วยไม่ได้ทั้งหมด แต่เขาจะเลือกยืนอยู่ข้างๆ และสู้ไปพร้อมกับเพื่อนเท่าที่แรงเขาจะมี

2. ความซื่อสัตย์ระดับที่ "ตายแทนกันได้"
เราคงจำฉากบนดาวนาเม็กหรือตอนสู้กับนัปป้าได้ คุริรินมักจะเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวสุดขีด แต่เขาก็ยังก้าวออกไปเพื่อปกป้องเพื่อน เอาตัวเองเข้าขวางระหว่างเพื่อนและอันตรายตรงหน้าเสมอ ความตายของคุริรินหลายครั้งคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โกคูระเบิดพลัง (เช่น การเป็นซูเปอร์ไซย่าครั้งแรก)
การมีเพื่อนที่รักและหวังดีกับเราอย่างจริงใจจนสามารถเป็น "แรงผลักดัน" ให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ คือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

3. เขาคือ "เสียงแห่งเหตุผล" และความเห็นอกเห็นใจ
ในขณะที่ตัวเอกอาจจะมุ่งแต่จะสู้หรือทำตามเป้าหมาย คุริรินมักจะเป็นคนที่คอยเตือนสติ คอยดูแลความรู้สึกของคนรอบข้าง เขาเป็นตัวประสานรอยร้าวในกลุ่ม และเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงด้วยอารมณ์ขันและความถ่อมตัว

4. เขาพร้อมจะเติบโตไปกับคุณ
คุริรินเริ่มต้นจากการเป็นคู่แข่งที่ชอบแก่งแย่งกับโกคูในสำนักของผู้เฒ่าเต่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับเปลี่ยนความอิจฉาให้กลายเป็นความนับถือและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น เขาคือตัวอย่างของเพื่อนที่พร้อมจะยอมรับความสำเร็จของเราโดยไม่ริษยา และยินดีที่จะเติบโตไปในเส้นทางของตัวเองอย่างมั่นคง รวมทั้งเป็นลมใต้ปีกที่คอยผลักดันเพื่อนอย่างจริงใจ

ทำไมต้องเป็นคุริริน?
เพราะชีวิตจริงเราไม่ได้ต้องการแค่คนที่พยุงเราให้บินได้ แต่เราต้องการ "ใครสักคนที่พร้อมจะเดินต้วมเตี้ยมไปบนพื้นดินพร้อมกับเรา" ในวันที่เราเหนื่อยล้า คุริรินอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เขาคือคนที่ "จริงใจ" ที่สุดในชีวิตของซุนโกคู

เมื่อถึงเวลาคุริรินเลือกที่จะสร้างครอบครัวกับหมายเลข 18 และมีลูกสาว เขาสอนเราว่าชีวิตไม่ได้มีแค่การแข่งขันและการเป็นที่หนึ่ง ความสุข ความรัก และครอบครัวก็มีค่าเท่าๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

แม้คุริรินจะเป็นหนึ่งในนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก (ในมาตรฐานของมนุษย์) แต่เขาไม่เคยหยิ่งผยอง เขารู้ว่ายังมีคนที่แข็งแกร่งกว่า และเขาก็โอเคกับมัน เขายอมรับและเฉลิมฉลองความสำเร็จของเพื่อนๆ โดยไม่อิจฉา

ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและอีโก้ การมีเพื่อนที่อ่อนน้อมถอมตนและไม่รู้สึกขมขื่นกับความสำเร็จของคุณ เป็นของขวัญอันล้ำค่า

คุริรินสอนเราว่ามิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้วัดจากความแข็งแกร่ง ความสำเร็จ หรือความสามารถ แต่วัดจากความจริงใจ ความภักดี ความกล้าหาญ และหัวใจที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกสถานการณ์

ในชีวิต เราอาจไม่ต้องการเพื่อนที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือคนที่สมบูรณ์แบบ แต่เราต้องการเพื่อนที่เป็นมนุษย์ เป็นคนจริง และจริงใจกับเรา เพื่อนแบบคุริรินจะเตือนเราให้ระลึกอยู่เสมอว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต พวกเขาจะไม่ผลักดันให้เราไล่ตามความสำเร็จจนลืมความสุข แต่จะช่วยให้เราไม่ลืมภาพใหญ่ของชีวิตและเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีเสมอ

การมีเพื่อนแบบคุริรินเพียงคนเดียว จึงอาจมีค่ามากกว่าการมีคนรู้จักนับพันคน และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินสักคนในชีวิต

รัสเซียเร่งสอบสวน!! เหตุลอบสังหาร “พลโท ซาร์วารอฟ” ในมอสโก ระเบิดปริศนากลางเมืองหลวง คร่าชีวิตหัวหน้าฝึกยุทธการกองทัพ เครมลินเผย “ข่าวกรองรายงานปูตินทันที” หลังเกิดเหตุ

(23 ธ.ค. 68) ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน เปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของรัสเซียได้รายงานเหตุลอบสังหาร พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ หัวหน้ากรมฝึกเตรียมกำลังปฏิบัติการของกองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ทันทีหลังเกิดเหตุ

เปสคอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "หน่วยข่าวกรองรายงาน (เรื่องนี้) ทันที" ซึ่งตอบคำถามว่าประธานาธิบดีได้รับแจ้งแล้วหรือไม่

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียระบุว่า พลโทซาร์วารอฟเสียชีวิตจากระเบิดที่ถูกลอบวางไว้ใต้รถยนต์ ภายในเขตทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เหตุการณ์นี้สร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ความมั่นคงของรัสเซีย

เหตุการณ์ลอบสังหารนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงและส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ทางการรัสเซียยังคงเร่งสอบสวนหาผู้รับผิดชอบต่อไป

ที่มา : Sputnik

รุกฆาตเขมร!! 'อาจารย์อุ๋ย' งัดมาตรา 20 กฎบัตรอาเซียน แนะ กต. กดดันขับกัมพูชาพ้นสมาชิกอาเซียน หลังพบพฤติกรรมรุกรานอธิปไตยชัด ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์-หนุนสแกมเมอร์

อาจารย์อุ๋ย จี้! ‘สีหศักดิ์’ เปิดเกมเดือด! กดดัน ‘อาเซียน’ ขับ ‘เขมร’ พ้นสมาชิก ไม่งั้นไทยเดินออกเอง 

(23 ธ.ค. 2568) - นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

เนื่องจากในสถากรณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงมุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ใช้ประชาชนของไทยและตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนเชื่อมโยมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ทั่วโลกต้องการปราบปรามกวาดล้าง ไทยต้องดําเนินตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อรุกไล่และเพิ่มแรงกดดันบนเวทีโลกกับกัมพูชา โดยใช้อาเซียนเป็นเวที ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ไทยต้องยื่นคำขาดให้อาเซียนลงมติขับกัมพูชาออกจากการเป็นสมาชิก!

ตามหลักของกฎบัตรอาเซียน ในส่วนอารัมภบท ให้ความสําคัญกับการเคารพในสิทธิมนุษยชน อธิปไตย หลักนิติธรรม สันติภาพ ความเอื้ออาทร และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน แต่ทว่า นับแต่วันที่กัมพูชาได้รุกลํ้าดินแดนไทย และโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล และใช้ประชาชนของตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งหลักการพื้นฐานของอาเซียนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไทยจึงจําเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตามหลักความได้สัดส่วน และจนถึงปัจจุบัน กัมพูชาก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุดคุกคามไทย นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นภัยคุกคามของประชาคมโลกเนื่องจากรัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงจังในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ซึ่งเป็นอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายกับคนทั่วโลกนับล้านล้านบาทต่อปี 

ดังนั้น ไทยจึงต้องอาศัยอํานาจตาม ข้อ 20 (4) แห่งกฎบัตรอาเซียน เรื่องการละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรง โดยไทยต้องเสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนให้ลงมติ "ขับกัมพูชาออกจากสมาชิกภาพ" เพราะกัมพูชาละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนอย่างรุนแรง คือการไม่เคารพอธิปไตย ใช้กำลังอาวุธรุกรานสมาชิกด้วยกันเอง และละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเลยการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ที่สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติ หากอาเซียนยังเก็บรัฐที่ละเมิดกฎหมายไว้ ก็เท่ากับอาเซียนกำลังฆ่าตัวตายในเชิงหลักการ!

2. หากเสียงส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคง "แทงกั๊ก" หรือไม่กล้าลงมติขับกัมพูชาออกเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องจอมปลอม วินาทีนั้น ไทยจะใช้สิทธิ ถอนตัว (Withdrawal) อย่างเป็นทางการ
โดยเราจะแจ้งต่อชาวโลกว่า ‘ไทยไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับองค์กรที่โอบอุ้มผู้รุกรานได้’ เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) บนเวทีโลก ว่าที่ไทยออก ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะองค์กรนี้ ‘หมดความศักดิ์สิทธิ์’ ในการรักษาสันติภาพไปแล้ว

3. เมื่อไทยออกมาแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เพราะเราจะใช้วิธี Bilateral Bypass กล่าวคือเราเดินหน้าทำ Bilateral FTA และข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคีกับเพื่อนสมาชิกรายประเทศที่ยังเห็นความสำคัญของไทย ซึ่งต้องไม่มีกัมพูชา! เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้และเมื่อไหร่ที่อาเซียนปฏิรูปตัวเองจนเดินไปในทิศทางที่ไทยต้องการ หรือเมื่อมีการกำจัด ‘เนื้อร้าย’ ที่ละเมิดกฎหมายออกไปแล้ว ไทยก็สามารถกลับเข้าสู่สมาชิกภาพได้อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้กอบกู้หลักการอาเซียน’ ได้อย่างสง่างาม และทําให้โลกมองไทยเป็นตัวอย่างของ ‘ผู้กอบกู้หลักการของระบบพหุพาคีประชาคมโลก’ ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top