Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

'มจธ.' ชี้วิธีประหยัดไฟ แนะตั้งแอร์ 25-26 องศาไม่ต่ำเกินไป เลือกแอร์ขนาดเหมาะสมลดค่าไฟ ขับรถนิ่งสม่ำเสมอประหยัดน้ำมัน เข้าใจพฤติกรรมช่วยสู้ภาระค่าไฟ

นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ “ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน” ทางรอดสู้วิกฤตพลังงานแพง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยในช่วงนี้ ทำให้หลายครัวเรือนต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศกันหนักขึ้น ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกำหนดปรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เย็นสบายโดยที่บิลค่าไฟไม่พุ่งจนน่าตกใจ

รศ.ดร.วันชัย อัศวภูษิตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ทางออกไม่ได้อยู่ที่การฝืนทนร้อนจนคุณภาพชีวิตแย่ลง แต่คือการทำความเข้าใจหลักฟิสิกส์ของการถ่ายเทความร้อนและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความสบายกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดร.วันชัย อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์นั้น "ความเย็น" ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการถ่ายเทความร้อน ที่ความร้อนจะไหลไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ โดยปกติร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส หากอากาศรอบตัวต่ำกว่านี้เราจะรู้สึกสบายตัว แต่เมื่อใดที่อากาศภายนอกร้อนจัดเกินกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเกิดอาการอึดอัดและหัวใจเต้นเร็ว หรือหายใจแรงขึ้น หรือมีเหงื่อออก เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย “หลักการนี้ใช้อธิบายการทำงานของเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ได้ เพราะแอร์ไม่ได้สร้างความเย็นขึ้นมาใหม่ แต่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนจากในห้องไปทิ้งไว้ข้างนอก ดังนั้นยิ่งเราตั้งอุณหภูมิต่ำมากเท่าไหร่ แอร์ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเพื่อซับความร้อนออกไปมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น เคล็ดลับสำคัญที่ทำได้ทันทีคือการตั้งอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 10 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 25 - 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายคนส่วนใหญ่รู้สึกสบายและประหยัดพลังงาน ยิ่งตั้งอุณหภูมิแอร์สูงขึ้นก็ยิ่งประหยัดพลังงานมากขึ้นดังนั้นเราอาจตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงกว่านี้ได้เช่น 27 - 29 องศาเซลเซียส ให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำแต่เรายังรู้สึกสบาย และที่สำคัญหากรู้สึกร้อนเมื่อเริ่มเปิดเครื่อง ไม่ควรใจร้อนกดลดอุณหภูมิลงไปต่ำมากเพราะจะทำให้เครื่องทำงานเหวี่ยงไปมาจนกินไฟ แต่ควรใช้วิธีเพิ่มความแรงพัดลมแอร์และกระจายลมแอร์ให้ทั่วถึง เพื่อให้ลมช่วยพาความร้อนออกจากผิวหนังได้เร็วขึ้น ซึ่งประหยัดกว่าการเร่งการทำงานของตัวเครื่องแอร์โดยลดอุณหภูมิลงไปต่ำมาก”

อีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ คือการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับการใช้งาน โดยควรดู 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ขนาดเครื่อง (BTU/hr) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง เทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ และค่าประสิทธิภาพพลังงาน โดยการเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ เพราะหากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักและนานกว่าจะลดอุณหภูมิได้ตามต้องการ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น ขณะที่แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อย่างไรก็ตาม การเลือกขนาดแอร์ต้องคำนวณปัจจัยร่วมด้วย เช่น ทิศทางแดด ความสูงของเพดาน จำนวนคนในห้อง สภาพแวดล้อม และลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในห้อง ส่วนด้านเทคโนโลยี แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ (Invertor) จะปรับรอบการทำงานตามภาระความร้อนของห้องได้อย่างต่อเนื่อง จึงใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพกว่าระบบปกติแบบ Fixed Speed ที่ทำงานด้วยการตัด-ต่อ จึงมีแนวโน้มกินไฟมากกว่าเมื่อใช้งานในระยะยาว

“การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรดูแค่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ควรดูที่ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio : อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล) ด้วย ซึ่งค่า SEER ยิ่งมีค่าสูงยิ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการใช้ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบแอร์ขนาด 12,000 BTU/hr เท่ากัน เราพบว่าเครื่องแบบ Fix Speed ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ที่มีค่า SEER 13.82 BTU/W-hr มีค่าไฟเฉลี่ยต่อปี 12,677 บาทต่อปี ขณะที่เครื่อง Inverter ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ค่า SEER 18 BTU/W-hr มีค่าไฟลดลงเหลือ 9,733 บาทต่อปี รุ่น 2 ดาว ค่า SEER 20 BTU/W-hr มีค่าไฟ 8,734 บาทต่อปี และรุ่น 3 ดาว ค่า SEER 23 BTU/W-hr มีค่าไฟเพียง 7,617 บาทต่อปี ข้อมูลนี้ชี้ชัดเลยว่า แม้จะเป็นแอร์ขนาดเท่ากัน แต่หากเลือกเทคโนโลยีและค่าประสิทธิภาพพลังงานที่ดีกว่า ก็สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้หลายพันบาทต่อปี ดังนั้น การซื้อแอร์จึงไม่ควรมองแค่ราคาตอนซื้อ แต่ต้องมองถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่มีแผนจะซื้อเครื่องใหม่ การหมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น หรือล้างแอร์ทุก 6 เดือน ก็เป็นวิธีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของแอร์และยืดอายุการใช้งานเครื่องได้เป็นอย่างดี” ดร.วันชัย กล่าว

นอกจากการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ดร.วันชัยยังเสริมอีกว่า การประหยัดพลังงานควรครอบคลุมไปถึงการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันด้วย โดยหลักง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันทีคือ ขับให้เหมือนการทำงานของแอร์แบบอินเวอร์เตอร์ คือเน้นการขับขี่ให้ “นิ่ง” และ “สม่ำเสมอ” ในความเร็วประมาณ 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะประหยัดน้ำมันได้ดีกว่าการขับด้วยความเร็วสูง หรือขับแบบกระชากที่เปลี่ยนความเร็วสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ที่สิ้นเปลืองพลังงานมาก

“เคล็ดลับทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง ปรับวิธีใช้พลังงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูก เราก็อยู่อย่างสบายได้โดยไม่ต้องเปลืองเงินในกระเป๋าเกินจำเป็น” ดร.วันชัยกล่าวทิ้งท้าย

ซิกท์–เคทีซี ดันตลาดรถเช่า EV พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่ารถแทนซื้อโตตามกระแส EV Rental เติบโตสูง 20% ซิกท์นำรถพรีเมียมหลากรุ่น

เคทีซี–ซิกท์ ชี้เทรนด์ “เช่ารถแทนซื้อ” มาแรง

ดัน EV Rental โต รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผันผวน ผู้บริโภคไทยกำลังปรับพฤติกรรมการเดินทาง จากการ “เป็นเจ้าของ” สู่การเลือกใช้บริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเริ่มถูกมองเป็นทั้งทางเลือกด้านกาปรเดินทางและ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวัน

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดรถเช่าในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขยายตัว 20% สูงกว่าการเติบโตของรถเช่าโดยรวมที่ 10% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มมอง “การเช่า” เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่าย มากกว่าการลงทุนระยะยาว

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า สภาพคล่องทางการเงิน และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยการเช่ารถ EV ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้ “ทดลองใช้งานจริง” ก่อนตัดสินใจซื้อในอนาคต

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองรถ EV เป็นเพียงเทรนด์ แต่เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความไม่แน่นอน การเช่าจึงช่วยทั้งควบคุมต้นทุน และเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้ประมาณ 40–60% เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของ EV ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและภาคองค์กร

ด้านนายภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจรถเช่ายังคงเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากทั้งผู้บริโภคที่ต้องการทดลองใช้งานจริง และภาคองค์กรที่ให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG มากขึ้น โดย SIXT Thailand เป็นผู้นำด้านการเช่ารถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น รวมถึงแบรนด์พรีเมียมเช่น BMW, XPeng และ Zeekr

ตลาดรถเช่ากำลังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักและแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมผู้ใช้งาน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคจากการเน้น “การเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “การเข้าถึงการใช้งาน” ที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและการบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากกว่า

ทั้งนี้ เคทีซีได้ร่วมกับพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) และซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เดินหน้าพัฒนาทางเลือกด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเชื่อมโยงประสบการณ์การเดินทาง การใช้จ่าย และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศผ่านแคมเปญ “EAT THE EAST: The Grand Road Trip” ที่ชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางด้วยรถยนต์ สัมผัสเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ค้นหาทุกเรื่องที่คุณสนใจได้เลย | KTC  KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

หมายเหตุ: บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

‘รักชาติ’ ลุยขยายฐาน!! จัดประชุมใหญ่เน้นพลังคนรุ่นใหม่ เจาะปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ เดินหน้าเตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า ตั้งเป้าสมาชิกทั่วประเทศเข้มแข็ง

พรรครักชาติ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 "ชัยวุฒิ" เน้น ดึงพลังคนรุ่นใหม่ เข้าสู่การเมือง พร้อมประกาศขยายฐานสมาชิกทั่วประเทศ รับศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

[ขอนแก่น]  28 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น.  -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เป็นประธานจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 พรรครักชาติ ของสาขาลำดับที่ 3 ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเมเจอร์แกรนด์ ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิด "เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด พร้อมดึงพลังคนรุ่นใหม่ บ้านเมืองโปร่งใส ไร้คอรัปชั่น" โดยมีทีมบริหารพรรครักชาติเข้าร่วม อาทิ นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค, นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค, นายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค,  นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค รวมถึงสมาชิกพรรค เข้าร่วมประมาณ 300 คน

โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ระบุว่า การประชุมใหญ่ของพรรคในวันนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างเรียบร้อยและราบรื่น ซึ่งวาระสำคัญคือการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้สะท้อนปัญหาและแสดงความคิดเห็น พบว่าเสียงสะท้อนส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ความกังวลด้านวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

​"อย่างที่เราทราบกันดีในตอนนี้ว่า น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สมาชิกพรรคจึงได้เรียกร้องและฝากความหวังให้พรรครักชาติ เป็นกลไกสำคัญในการเข้าไปช่วยขับเคลื่อนและเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้" นายชัยวุฒิ กล่าว

​นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว นายชัยวุฒิ ยังได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนพรรคหลังจากนี้ โดยระบุว่า พรรครักชาติ มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจนในการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า

​"ยุทธศาสตร์สำคัญของเรานับจากนี้ คือการเดินหน้าหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติม และเร่งสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เราต้องการสร้างพรรครักชาติให้มีความเข้มแข็ง เมื่อพรรคมีสมาชิกและมีพี่น้องประชาชนเข้ามาให้การสนับสนุนมากขึ้น เราก็จะมีพลังในการช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของพรรคให้เป็นจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน และพัฒนาบ้านเมืองของเราให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ครับ" นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ญาติวีรชน จี้ พ.ร.บ.สามัคคี จี้ฟื้นพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ย้ำไม่แตะคดีทุจริตและมาตรา112 เปิดโอกาสนิรโทษเยาวชนต่ำ16ปี หวังลดความแตกแยกประเทศยั่งยืน

คกก.ญาติวีรชน พฤษภา 35" จี้รัฐบาลฟื้นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติ ย้ำไม่แตะคดีทุจริต -คดีอาญาร้ายแรง และมาตรา 112 เว้นแต่อายุต่ำกว่า16 ปีนิรโทษกรรมได้

เมื่อวันที่ 28 เมย.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล  นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์  ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล

ผลักดันร่างพ.ร.บบสริมสร้างสังคมสันติสุขเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ

โดยมีรายละเอียดว่า กราบเรียน นายกรัฐมนตรี นายอนุหีน ชาญวีรกูล อ้างถึง

สร้างความสามัคคีสมานฉันท์สังคมไทยตามพระราชดำรัชในหลวงร.10เนื่องด้วยร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุขพ...ซึ่งได้ด่านความเห็นชอบจากสภา ผู้แทนราษฎร 3ร่าง ประกอบด้วยร่างของพรรคภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และ ต่อมาได้ผ่านวาระแรกของวุฒิสภา

กรรมาธิการของวุฒิสภาพิจารณาใกล้จะแล้วเสร็จแต่มีเหตุยุบสภาเสียก่อน ดังนั้นขอให้นายกรัฐมนตรี ได้แสดงภาวะความเป็นผู้นำ ด้วยการให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้รัฐสภาได้ดำเนินการพิจารณาต่อไป เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติในภาวะวิกฤติเช่นปัจจุบัน

ทั้งนี้กรรมการญาติวีรชนฯได้เรียกร้องความสามัคดีมากว่า 30ปี โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ ประเด็นหลักของร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังสมสันติสุข จะยกโทษกับผู้ชุมนุมทางการเมืองที่มีความผิดตามบัญชีท้ายพ.ร.บ.แต่ไม่ยกโทษให้ 3 ความผิดสำคัญคือ 1) คดีทุจริต 2)คดีอาญาร้ายแรง และ3)ความผิดตามมาตรา 112 ได้เปิดช่องทาง" นิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไขให้เยาวชนอายุไม่เกิน16 ปีที่ถูกคำเนินคดีได้กลับเนื้อกลับตัว กรรมการญาติวีรชนจึงเห็น ว่ากว่าสองทศวรรษ บ้านเมืองไทยบอบช้ำและซ่อนลึกความแตกแยก แบ่งค่ายแยกขั้วอย่างรุนแรง การปฏิรูปใดๆยากที่จะประสบความสำเร็จภายใต้บ้านเมืองที่แตกร้าวลึก หากร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุขมีผสบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อใด

เชื่อได้ว่าความปรองลองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนรัฐบาลก็เท่ากับได้ทำบุญใหญ่ให้กับประเทศและสังคมไทย ดังพระราชดำรัช"ไม่มีบุญใดเท่ากับการให้อภัย"

คณะกรรมการญาติวีรชนฯที่เป็นผู้เสียหายทุกครอบครัว ขอเรือกร้องดำเนินการก่อนงานร่ำลึกเหตุการพฤษภาในวันที่ 17 พฤษภาคม 2569

สำรองพลังงานพอใช้ 101 วัน!! “พลังงานไทย” ชี้สถานการณ์ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง ดีเซลผลิตเกินจำหน่ายพอสมควร กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 6 หมื่นล้าน

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวลด้านอุปทานที่ตึงตัว หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ       ได้ยกเลิกกำหนดการเยือนปากีสถานของตัวแทนเจรจา ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประกอบกับตลาดยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามและพัวพันไปถึงอิสราเอลและเลบานอน สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปิดตลาดในแดนบวก โดยข้อมูลล่าสุด ณ ปัจจุบัน (28 เมษายน 2569) ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 108.30 - 109.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคาปิดตลาดรอบล่าสุดที่ 108.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ระดับ 96.61 - 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคาปิดตลาดรอบล่าสุดที่ 96.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) และราคาน้ำมันดิบ Dubai ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 105.99 - 106.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คาดว่าราคาจะยังคงผันผวนและมีความอ่อนไหวสูงตราบใดที่เส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 101 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 21 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 26 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 75.45 ล้านลิตร และจำหน่าย 53.37 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 40.20 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 33.20 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่     42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 – 118.56 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 ติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท

‘พริก ไชยชิต’ เปิดนิทรรศการ นิทรรศการเดี่ยว "Unseen" ที่กรุงเทพฯ จัดแสดงผลงานสีน้ำมันชุดล่าสุด ชวนชมภาพชีวิตและความสัมพันธ์ เน้นความคลุมเครือและความรู้สึกภายใน

Richard Koh Fine Art (กรุงเทพฯ) มีความยินดีนำเสนอ Unseen นิทรรศการเดี่ยวโดยศิลปินชาวไทย พริก ไชยชิต จัดแสดงระหว่างวันที่ 2 ถึง 30 พฤษภาคม 2569 นิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นผลงานชุดล่าสุดของศิลปิน ภายหลังจากการแสดงผลงานครั้งแรกกับแกลเลอรีในปี 2568

Unseen รวบรวมผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันชุดหนึ่งที่สำรวจสถานการณ์ซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้น ผ่านทั้งการตั้งคำถามเชิงแนวคิดและการรับรู้ทางอารมณ์ ภายในองค์ประกอบเหล่านี้ ศิลปินได้นำชิ้นส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และวัตถุในชีวิตประจำวันมาจัดวางร่วมกัน องค์ประกอบเหล่านี้ดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจัดฉากอย่างประณีต โดยแต่ละภาพนำเสนอเหตุการณ์เฉพาะตัวที่ถ่ายทอดอย่างชัดเจนและแม่นยำ

นอกเหนือจากเรื่องราวที่ปรากฏให้เห็น ผลงานยังยึดโยงอยู่กับสภาวะที่ไม่อาจจับต้องได้ สภาวะเหล่านี้—ตั้งแต่ความคุ้นเคยไปจนถึงความแปลกแยก—ทำงานควบคู่ไปกับภาพที่ปรากฏ ก่อให้เกิดชั้นความหมายที่ไม่อาจแยกออกและยากต่อการตีความโดยตรง แนวทางการทำงานของศิลปินมุ่งเน้นไปที่ความตึงเครียดระหว่างสิ่งที่มองเห็นได้กับสิ่งที่ยังคงถูกปกปิด โดยสำรวจว่าพื้นที่ เวลา และการดำรงอยู่ สามารถอยู่ร่วมกันภายในพื้นที่ของภาพเดียวได้อย่างไร

แทนที่จะมอบความหมายที่ตายตัว Unseen เชื้อเชิญให้ผู้ชมเผชิญหน้ากับความคลุมเครืออย่างต่อเนื่อง ภาพวาดไม่ได้มุ่งสู่ข้อสรุปในทันที หากแต่เน้นย้ำถึงการคงอยู่ของอารมณ์และสภาวะที่ยากจะถ่ายทอดเป็นคำพูด ผ่านแนวทางนี้ ศิลปินได้เปิดพื้นที่แห่งการใคร่ครวญที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมกับความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างการรับรู้และการพินิจภายในตนเอง ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบเหล่านี้สะท้อนถึงการสำรวจอย่างต่อเนื่องของศิลปินต่อบรรยากาศเชิงจิตวิทยาที่แฝงอยู่ในภาพชีวิตประจำวัน

เกี่ยวกับศิลปิน

พริก ไชยชิต (PIK CHAICHIT) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2545 ในประเทศไทย เป็นบัณฑิตจบใหม่จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางศิลปะ แต่ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาษาทัศนศิลป์ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างการสังเกตโลกภายนอก และประสบการณ์ภายในจิตใจ

การศึกษา

พ.ศ. 2568 — คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

นิทรรศการเดี่ยว

พ.ศ. 2569 — Unseen, Richard Koh Fine Art, กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

พ.ศ. 2568 — The Visual Diary, Richard Koh Fine Art, กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

นิทรรศการกลุ่ม

พ.ศ. 2568 — CIMB Artober, Malaysia International Trade and Exhibition Centre (MITEC), กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (ร่วมกับ Richard Koh Projects)

— iris77, Art Thesis Exhibition, มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

พ.ศ. 2567 — Thai Trair, Bangkok Design Week 2024, โรงกรองน้ำแม้นศรี กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

— Prismatic, ICONSIAM กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

— Domestic Violence, Art4C Art Centre กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

 

ภูชิต (พริก) ไชยชิต

2 – 30 พฤษภาคม 2569

พิธีเปิดนิทรรศการ: 2 พฤษภาคม 2569 (วันเสาร์) เวลา 16.00 – 19.00 น.

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต กรุงเทพฯ

อาคารปีเตอร์สัน เลขที่ 712/1 ชั้น 9 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย

กองทัพเรือลุยจัดหาเรือน้ำมัน ทดแทนเรือหลวงจุฬากว่า 45 ปี เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงทางทะเล ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ จ้างสร้างกับบริษัทไทยในปี 2571

กองทัพเรือจัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงในทะเล และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ดำเนินโครงการจัดหาเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือหลวงจุฬา ซึ่งขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2523 และมีอายุการใช้งานมากกว่า 45 ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายอายุการใช้งานตามเกณฑ์ และมีแผนปลดระวางประจำการในปี พ.ศ. 2570 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 – 2580 (ทบทวน พ.ศ. 2566) เพื่อคงไว้ซึ่งขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงทางทะเลในพื้นที่ทัพเรือภาคต่างๆ

การจัดหาเรือน้ำมันครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านส่งกำลังบำรุงในภารกิจทางทหารและการช่วยเหลือประชาชน โดยเป็นการจัดจ้างอู่ต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทย เรือน้ำมันลำใหม่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของกองทัพเรือ ได้แก่ มาตรฐานของสถาบันจัดชั้นเรือ RINA อนุสัญญา SOLAS และ MARPOL รวมทั้งมาตรฐานวิศวกรรมทางเรือที่เกี่ยวข้อง โดยติดตั้งระบบขนถ่ายน้ำมันที่มีความปลอดภัยสูง สามารถปฏิบัติการรับ–ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

สำหรับความคืบหน้าโครงการ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ จากบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด (TINDY) โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น 434,634,000 บาท กำหนดส่งมอบในปี พ.ศ. 2571 และในวันนี้ กองทัพเรือได้มีการลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัท TINDY ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของคนไทยที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานร่วมกับกองทัพเรือมาก่อน เป็นที่เรียบร้อย

กองทัพเรือยืนยันว่า โครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุง และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือให้สามารถรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

วันที่ 28 เมษายน 2569

“เอ็นเอ็กซ์” ลุยซื้อเมโทร!! บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นเมโทร ค่ากิจการกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา ขยายตลาดอเมริกาเหนือเต็มสูบ เสริมแกร่งโลจิสติกส์ครบวงจร

เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป เตรียมเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป จากแคนาดา พร้อมเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อย

นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์ (NIPPON EXPRESS HOLDINGS, INC.) ซึ่งต่อจากนี้จะเรียกว่า "เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป" (NX Group) ได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป อิงค์ (Metro Supply Chain Group Inc.) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569

ธุรกรรมครั้งนี้ประเมินมูลค่าของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป ไว้ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 207,000 ล้านเยน) โดยพิจารณาจากมูลค่ากิจการ นับเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป นอกจากนี้ อาจมีการจ่ายเงินเพิ่มเติมตามผลการดำเนินงาน (earn-out) สูงสุดถึง 400 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 46,000 ล้านเยน) ให้แก่ผู้ขายกิจการ ขึ้นอยู่กับการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น

เมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป มีเครือข่ายการดำเนินงานที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วทั้งแคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร โดยให้บริการโลจิสติกส์บุคคลที่สาม (3PL) แก่หลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์ การผลิต และการดูแลสุขภาพ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป สามารถขยายการดำเนินงานในตลาดอเมริกาเหนือได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร อีกทั้งธุรกรรมครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป ตามแผนการจัดการ "NX Group Management Plan 2028 Dynamic Growth 2.0" เพื่อมุ่งสู่การเป็น "บริษัทโลจิสติกส์ที่มีบทบาทโดดเด่นในตลาดโลก"

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://drive.google.com/file/d/1SvzqxdP0zEEDCtmm2yhpGjBuDkM3iJea/view?usp=drive_link

เกี่ยวกับเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://drive.google.com/file/d/1mbvBL6C8THZNrR5LREgGeafNkEdaAmV-/view?usp=drive_link

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.nipponexpress.com/

บัญชีลิงด์อินอย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.linkedin.com/company/nippon-express-group/

ที่มา: นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์

อุตสาหกรรมไทยปรับใหญ่!! “วราวุธ” ดันกรมโรงงานฯ ติวเข้ม 158 องค์กร เตรียมพร้อมจัดการวัตถุอันตรายตามกรอบ OECD จัดการวัตถุอันตรายสู่มาตรฐานเดียวกัน ลดอุปสรรคการค้า ผลักมาตรฐานวัตถุอันตรายไทยสู่เวทีโลก

"วราวุธ" หนุน กรมโรงงานฯ ยกระดับ จัดการวัตถุอันตราย ให้ได้มาตรฐานสากล ของ OECD หวัง ประหยัดต้นทุนอุตสาหกรรม ปกป้องมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อม ก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development  : OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามเจตจำนงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครซึ่งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) 

ทั้งนี้เป็นไปตามมติครม.วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ได้มอบหมายให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทางเทคนิค ร่วมกับคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee: CBC) ของโออีซีดีที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากความเสี่ยงของสารเคมีและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ รวมถึง ป้องกันการสร้างอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร การประหยัดต้นทุนให้แก่ประเทศและอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบการจัดการสารเคมีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงขานรับนโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโออีซีดี ในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

“สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ รวม 158 องค์กร ร่วมฟังแนวทาง การเตรียมความพร้อม และประโยชน์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD  และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารภายใต้คณะกรรมการ CBC ให้กับภาครัฐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ความสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก โออีซีดี เพื่อจะยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พยายามเร่งรัดกระบวนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของโออีซีดีให้แล้วเสร็จภายในปีหน้านี้“ นายวราวุธ กล่าว
 

ไทยลุยสนามสุขภาพโลก!! “จิตรเทพ” ขึ้นเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ชี้อนาคตสุขภาพไทยต้องสร้างระบบครบ ดันไทยจากฐานผลิต สู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก ชี้โอกาสใหญ่ อยู่ที่การเชื่อมนวัตกรรม ผลิต ตลาด และทุน

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Health & Innovation ของไทย

กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ Millennium Hilton Bangkok ได้มีการจัดงาน HEALTH TRENDSETTER 2026 ภายใต้แนวคิด “Wellness for Life: Innovation and Capital” ซึ่งรวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมสุขภาพ นวัตกรรม และการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

ภายในงานครั้งนี้ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเวที Panel Discussion เพื่อสะท้อนภาพอนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพในมิติของ

“การวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม การผลิตที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การเข้าถึงตลาด และการเงินการลงทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพยุคใหม่ ที่จะยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิต สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการนำเสนอศักยภาพของบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ในการพัฒนา Health & Wellness Ecosystem แบบครบวงจร ภายใต้การบริหารของ

ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ดร.พิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการขายและการตลาด

นายสรสิช แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการผลิตและปฏิบัติการ

โครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร (Supply Chain)

ต้นน้ำ คือ การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

กลางน้ำ คือ การผลิต การพัฒนาแบรนด์ และการตลาด โดย บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ สมุนไพร อาหารเสริม และเวชภัณฑ์

ปลายน้ำ คือ การเข้าถึงผู้บริโภคและบริการสุขภาพ ได้แก่

ตู้จัดจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอัตโนมัติ โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัท แคร์ซูติก จำกัด ภายใต้การนำของ ทศพร ปัญญาอรรถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และอาหารเสริมสำหรับคนและสัตว์

บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ ธงชัย ปามิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำด้านโซลูชันการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบครบวงจร

รวมถึงเชี่ยมโยงกลไกการเงินและการลงทุน

กลุ่มบริษัทอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุน Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ HealthTech และนวัตกรรมใหม่ โดยมี Piyanat Aranyakasemsuke Managing Partner, QuantiFin เป็นผู้ดูแลด้านการเงินและโครงสร้างการลงทุน

การบูรณาการตั้งแต่ R&D → Production → Market → Distribution → Healthcare → Investment สะท้อนการยกระดับจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้สร้างระบบอุตสาหกรรมสุขภาพครบวงจร”

จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า

“อนาคตของธุรกิจสุขภาพ ไม่ได้อยู่ที่ใครมีสินค้า แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้าง ‘ระบบ’ ที่เชื่อมโยงนวัตกรรม การผลิต ตลาด และเงินทุนเข้าด้วยกันได้อย่างครบวงจร—และนั่นคือโอกาสของประเทศไทยในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top