Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

“เคทีซี” ชี้เทรนด์เงิน เลิกเป็นผู้ถูกเลือก สู่เลือกชีวิต 5 เทรนด์เงินใหม่ของคนไทย โฟกัสเงินเหลือมากกว่ายอดรายได้ สุขภาพ-เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน

เลิกเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” สู่ “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้”

เคทีซีชี้ 5 เทรนด์การเงินใหม่ คนไทยโฟกัส “เงินเหลือ” มากกว่า “เงินเข้า”

เงินเดือนชนเดือน ไม่ได้เป็นแค่คำอธิบายชีวิตคนทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ในวันที่ผู้คนต้องดำเนินชีวิตภายใต้ข้อจำกัดทางการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 86.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปี 2568 (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะเดียวกันค่าครองชีพโดยเฉพาะอาหารและพลังงาน ยังคงกดดันรายจ่ายประจำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพของ “เงินเดือนชนเดือน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความจริงของคนไทยจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เคทีซีมองเห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือการที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของตนเอง จากการเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” ตามข้อจำกัดของรายรับ ไปสู่การเป็น “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้” ด้วยการบริหารเงินอย่างมีเป้าหมาย โดยจุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การหาเงินเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ “เงินเหลือ” กลายเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของคุณภาพชีวิต

ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น แต่การใช้จ่ายในหมวดที่สะท้อนคุณค่าในระยะยาวกลับยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดสุขภาพในปี 2568 มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 หมวดฟิตเนสเติบโตมากกว่า 20% ต่อปีต่อเนื่องในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หมวดโรงพยาบาลและสุขภาพความงามขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 30–40 ปีในเมืองใหญ่ ที่แม้รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่กลับเลือกจัดสรรงบประมาณให้กับการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการใช้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับการวางแผนการชำระเงินให้สอดคล้องกับรอบรายรับ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนการขยับจากใช้เงินให้พอเดือน ไปสู่ใช้เงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและทางเลือกในระยะยาว

คำถามไม่ใช่ว่าคนไทยมีเงินมากพอหรือไม่? แต่คือเริ่มใช้เงินเพื่อเลือกชีวิตของตัวเองแล้วหรือยัง? จากอินไซต์ดังกล่าว เคทีซีได้สรุป 5 เทรนด์การเงินสำคัญ ที่กำลังกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน

1. “เงินเหลือ” คือ KPI ใหม่ของชีวิต

ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มวัดความมั่นคงของชีวิตจาก เงินคงเหลือหลังค่าใช้จ่าย มากกว่าตัวเลขรายได้รวม ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ (First Jobber) ที่เริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยการแยกบัญชีเงินใช้และเงินออม ตั้งงบประมาณตามรายรับจริง และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยไม่ลดคุณภาพชีวิต แม้รายได้ยังอยู่ในระดับต้น แต่สามารถมีเงินสำรองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความเปราะบางทางการเงินและสร้างวินัยระยะยาว

2. กระแสเงินสด สำคัญกว่ายอดเงินในบัญชี

ทักษะการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) กำลังกลายเป็นทักษะทางการเงินหลักของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนรอบบิล (Billing Cycle) ให้ตรงกับวันเงินเดือน หรือการเลือกจัดการช่วงเวลาการชำระเงินเพื่อไม่ให้เงินตึงในระยะสั้น ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ กลุ่มฟรีแลนซ์หรือผู้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ที่สามารถบริหารสภาพคล่องได้ดี ด้วยการกำหนดลำดับการใช้จ่ายและกันเงินสำรองล่วงหน้า ทำให้ยังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้ฉุกเฉิน

3. สุขภาพการเงิน เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 22% ของประชากรทั้งหมดในปี 2568 ทำให้การวางแผนด้านสุขภาพและการเงินกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ตัวอย่างคือ กลุ่มคนทำงานวัย 40–50 ปี ที่เริ่มจัดสรรงบประมาณให้กับประกันสุขภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี และการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต สุขภาพจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

4. เทคโนโลยีการเงิน ช่วยให้ทุกคนบริหารเงินได้ “เหมือนมืออาชีพ”

ข้อมูลปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปริมาณธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ของคนไทยเติบโต 10.6% ต่อปี สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องมือบริหารเงินได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวคนทำงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายหลายด้าน ใช้แอปติดตามรายรับรายจ่ายและระบบแจ้งเตือน เพื่อมองเห็นภาพรวมการเงินแบบเรียลไทม์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำให้ผู้บริโภค “ใช้จ่ายน้อยลง” แต่ช่วยให้ใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทางและควบคุมได้มากขึ้น

5. อิสรภาพทางการเงิน จากความฝันสู่เป้าหมายที่จับต้องได้

แนวคิดอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) กำลังกลายเป็นเป้าหมายของคนทำงานในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มรายได้สูง ตัวอย่างที่เห็นมากขึ้นคือ พนักงานประจำที่มองหารายได้เสริม หรือใช้ทักษะเฉพาะตัวสร้างรายได้เพิ่มเติม ควบคู่กับการลดภาระหนี้ระยะยาว แนวคิดนี้ทำให้การใช้เงินมีเป้าหมาย และชีวิตไม่ผูกติดอยู่กับรายได้ทางเดียว

ท้ายที่สุด ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ถูกเลือก” กับ “ผู้เลือก” ไม่ได้อยู่ที่ใครมีรายได้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถบริหารเงินจนชีวิตมีทางเลือกได้มากกว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินจึงต้องก้าวไกลกว่าการเป็นเพียงแหล่งสินเชื่อ ไปสู่การเป็นผู้ช่วยบริหารชีวิตการเงิน ที่ทำให้ผู้บริโภคคิด วางแผนและใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทาง และสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่เงินเหลือในบัญชี แต่คืออำนาจในการเลือกชีวิต ที่กำหนดได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง

30 เมษายน 2231 หมุดหมายวิทยาศาสตร์สยาม “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทอดพระเนตรสุริยุปราคา ทรงเปิดรับองค์ความรู้ใหม่จากฝรั่งเศส

30 เมษายน พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรสุริยุปราคา ร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศส หมุดหมายสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยอยุธยา

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เมื่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทอดพระเนตร สุริยุปราคาบางส่วน ที่เมืองลพบุรี ร่วมกับคณะ บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ เหตุการณ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกของราชสำนักสยามในปลายสมัยอยุธยาอย่างเด่นชัด

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้มีอายุครบ 338 ปี ไม่ใช่ 337 ปี และยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะตัวอย่างสำคัญของการที่สยามไม่ได้ปิดตนเองจากโลกภายนอก หากแต่พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิทยาการกับนานาชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสูงมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เหตุการณ์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นที่ พระราชวังลพบุรี หรือบริเวณที่เกี่ยวเนื่องกับ พระที่นั่งเย็น ตามที่บันทึกไทยร่วมสมัยและภาพเขียนฝรั่งเศสสะท้อนเอาไว้ แหล่งข้อมูลจาก UNESCO ด้านมรดกดาราศาสตร์ระบุชัดว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและคณะเยซูอิตชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1688 ที่พระราชวังลพบุรี ขณะที่แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์และบทความประวัติศาสตร์ไทยก็ระบุสอดคล้องกันว่าเป็นการทอดพระเนตรในเมืองลพบุรีช่วงเช้าของวันดังกล่าว

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ไม่ได้เป็นเพียง “ราชทูต” ทางการทูตเท่านั้น แต่เป็น บาทหลวงเยซูอิต ซึ่งเป็นนักบวชคาทอลิกที่มีบทบาทด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการสำรวจในโลกยุคใหม่อย่างมาก งานศึกษาทางวิชาการระบุว่า คณะเยซูอิตฝรั่งเศสชุดที่เข้ามาในสยามช่วงปี 1687–1688 มีภารกิจสำคัญด้านการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ การคำนวณตำแหน่ง และการเผยแพร่วิทยาการจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่น่าแปลกที่ราชสำนักสยามจะสนพระราชหฤทัยความรู้ของพวกเขาอย่างจริงจัง

ในความหมายทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลสืบเนื่องจากพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่อง ดาราศาสตร์ มาแล้วก่อนหน้านั้น งานของ Vatican Observatory และบทความวิชาการเกี่ยวกับดาราศาสตร์เยซูอิตในเอเชียชี้ว่า ก่อนหน้าสุริยุปราคา 2231 ราชสำนักลพบุรีเคยร่วมสังเกต จันทรุปราคาในปี 1685 กับคณะเยซูอิตด้วย และประสบการณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แบบใหม่จากยุโรป

ความประทับใจต่อวิทยาการของคณะเยซูอิตไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล ที่ลพบุรี ซึ่งหลายแหล่งยกให้เป็นหอดูดาวแบบตะวันตกแห่งแรกในสยามหรือแห่งแรกของไทยในเชิงโครงสร้างสมัยใหม่ บทความของ NECTEC และ Vatican Observatory ระบุว่า การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1686 และแล้วเสร็จในปี 1687 สะท้อนว่าการรับวิทยาศาสตร์ของราชสำนักอยุธยาในช่วงนั้นมีลักษณะเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงความสนใจเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีการเท่านั้น

จุดนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องแปลกแยกจากราชสำนัก แต่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้โลก การติดต่อกับต่างประเทศ และการแสดงพระปรีชาสามารถของรัฐสยามในเวทีนานาชาติ งานศึกษาด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เยซูอิตในเอเชียระบุว่าลพบุรีในช่วงปลายรัชกาลของพระนารายณ์เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการถ่ายทอดดาราศาสตร์ยุโรปเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ปรากฏการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จะเป็น สุริยุปราคาบางส่วนในสยาม แต่ในระดับภูมิภาค ปรากฏการณ์เดียวกันนี้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงในบางพื้นที่นอกสยาม แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์อธิบายว่า เส้นทางคราสเต็มดวงพาดผ่านบางส่วนของอินเดีย พม่า จีน และพื้นที่ทางเหนือของเอเชีย ขณะที่บริเวณลพบุรีและสยามเห็นเพียงคราสบางส่วน การที่ราชสำนักอยุธยาและคณะเยซูอิตให้ความสำคัญกับการสังเกตปรากฏการณ์นี้ จึงแสดงถึงความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าการมองคราสเป็นเพียงเรื่องลางหรือความเชื่อเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อน ความสัมพันธ์สยาม–ฝรั่งเศส ที่แน่นแฟ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงเวลานั้นราชสำนักสยามเปิดรับคณะทูต มิชชันนารี และผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการทูต การทหาร สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การทอดพระเนตรสุริยุปราคาร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศสจึงเป็นมากกว่ากิจกรรมดูท้องฟ้า แต่เป็นภาพแทนของยุคที่สยามกำลังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอย่างคึกคักและมีวิสัยทัศน์มากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้น คือมันเกิดขึ้นใน ปีสุดท้ายของรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์เยซูอิตระบุว่า สุริยุปราคา 30 เมษายน 1688 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญลำดับท้าย ๆ ก่อนที่กระแสวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกในสยามจะสะดุดลงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นทั้งยอดคลื่นของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ในราชสำนักพระนารายณ์ และเป็นภาพสุดท้ายของยุคเปิดรับวิทยาการตะวันตกอย่างเข้มข้นในสมัยอยุธยา

เมื่อมองจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จึงควรถูกจดจำในฐานะ หมุดหมายด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะแสดงให้เห็นชัดว่า สยามในสมัยอยุธยาไม่ได้ล้าหลังหรือปิดตัวจากองค์ความรู้โลก แต่มีพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยวิทยาศาสตร์ มีราชสำนักที่พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาการอย่างหอดูดาวเพื่อรองรับการเรียนรู้จริง เหตุการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มีรากเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ไทยมานานกว่าที่หลายคนคิด

ดังนั้น 30 เมษายน พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงวันทอดพระเนตรสุริยุปราคาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากคือวันที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในการเปิดรับวิทยาการโลกตะวันตก และเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กรุงศรีอยุธยาเคยก้าวขึ้นสู่การเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับที่เชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่อย่างน่าทึ่งมาแล้วในประวัติศาสตร์ไทย

ที่มา : https://guru.sanook.com/26139/

HYROX ดันเทรนด์ลงทุนสุขภาพ ลงแข่งขันฟิตเนสเรซ ลงทุนเฉลี่ย 2-6 หมื่น เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ฟิตเกมชีวิตต้องวินัยการเงิน

HYROX กับการเดินทาง 90 วัน สู่ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ไม่ได้เริ่มจากการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการกดสมัครเพียงครั้งเดียว สำหรับใครหลายคน การเข้าร่วมการแข่งขันฟิตเนสเรซอย่าง HYROX Bangkok 2026 อาจดูเหมือนเป็นเพียงอีกหนึ่งกิจกรรมในปฏิทินชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นกลับลึกซึ้งกว่านั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ได้มีแค่ร่างกาย แต่รวมถึง “วิธีใช้ชีวิต” ในทุกวันก่อนถึงเส้นชัย

90 วันที่ไม่ใช่แค่การเตรียมตัว แต่คือการกลับมาใส่ใจตัวเอง
ระยะเวลา 8-12 สัปดาห์ก่อนวันแข่งขัน คือ ช่วงที่หลายคนเริ่มจัดระเบียบชีวิตใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป การตื่นเช้าอาจไม่ใช่เรื่องฝืนอีกต่อไป การเลือกอาหารกลายเป็นเรื่องที่ตั้งใจมากขึ้น และเวลาหลังเลิกงานเริ่มถูกใช้ไปกับการดูแลตัวเอง แทนที่จะปล่อยผ่านไปอย่างเร่งรีบ และเริ่มจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้  ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “การฝึกซ้อม” แต่คือการสร้างวินัยเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

การกลับมาของการแข่งขันฟิตเนสเรซระดับโลก HYROX Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 จึงไม่ได้เป็นแค่เวทีทดสอบความฟิต แต่กำลังสะท้อนเทรนด์ใหม่ของคนเมือง ที่เปลี่ยน “การออกกำลังกาย” ให้กลายเป็น “โปรเจกต์ชีวิต” ที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างจริงจัง ฟิตจริง…ก็ต้องจ่ายจริง เบื้องหลังการลงแข่ง 1 ครั้ง ไม่ได้มีแค่ค่าสมัคร แต่คือการลงทุนกับตัวเองแบบครบวงจร ตั้งแต่คอร์สเทรนเนอร์ อุปกรณ์กีฬา โภชนาการ ไปจนถึงบริการฟื้นฟูร่างกาย

เมื่อการดูแลสุขภาพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิด
ข้อมูลจาก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมลักษณะนี้มีการลงทุนกับตัวเองในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การฝึกซ้อม ชุดกีฬา อุปกรณ์ ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกาย โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 20,000–60,000 บาทต่อครั้ง และที่สำคัญ เงินก้อนนี้ไม่ได้จ่ายในวันเดียว แต่ค่อย ๆ กระจายตัวตลอดช่วง 8–12 สัปดาห์ หรือประมาณ 90 วันก่อนวันแข่ง ตัวเลขนี้อาจไม่ได้สะท้อนแค่ “การใช้เงิน” แต่สะท้อนถึง “การให้คุณค่ากับตัวเอง” ในรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภค จากการใช้จ่ายเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น สู่การใช้จ่ายที่มีเป้าหมาย และสอดคล้องกับชีวิตที่อยากเป็น

มากกว่าการเข้าเส้นชัย คือการเข้าใจตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจของ HYROX ไม่ใช่เพียงการแข่งขันในวันจริง แต่คือการที่สร้างจุดหมายให้กับชีวิตช่วงหนึ่ง  “วิธีคิด” ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจใช้เงินเพราะอยากลองหรืออยากได้ วันนี้หลายคนเริ่มใช้เงินแบบมีเป้าหมาย เช่น อยากทำเวลาให้ดีขึ้น อยากฟิตขึ้น หรืออยากพิชิตเส้นชัยให้ได้ เมื่อมี “เดดไลน์” จากวันแข่ง การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งการกิน การนอน การซ้อม และแน่นอน…การใช้เงิน นี่คือรูปแบบการใช้จ่ายที่เรียกว่า “การใช้จ่ายตามเป้าหมาย (Goal-based Spending)” ที่ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่วคราว แต่เกิดจากความตั้งใจระยะยาว ฟิต = ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนเมือง

ในมุมของเคทีซี เทรนด์นี้สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมเสริมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” โดยในปี 2568 หมวดใช้จ่ายด้านกีฬาของเคทีซีเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น ฟิตเนสเรซ มาราธอน และไตรกีฬา เพื่อตอบรับพฤติกรรมนี้ เคทีซีได้พัฒนาแนวคิด “KTC Wellness: The Journey to Well-being – เส้นทางของชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทุกวัน” ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่ปลายทาง แต่คือ “การเดินทาง” ที่เริ่มได้ทุกวัน แต่ฟิตอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ฟิตการเงิน” ด้วย แม้การลงทุนกับตัวเองจะเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้จ่ายล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นก่อนวันแข่งจริง หากไม่มีการวางแผน อาจกระทบกับสภาพคล่องในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น นอกจากวินัยในการซ้อมแล้ว “วินัยการเงิน” ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องมาคู่กัน เพื่อให้การดูแลสุขภาพไม่กลายเป็นภาระในระยะยาว

จากวันแข่ง…สู่การเปลี่ยนชีวิต
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ HYROX หรือกิจกรรมลักษณะนี้กำลังสร้าง อาจไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนจากการใช้เงินเพื่อ “ความสุขระยะสั้น” สู่การใช้เงินเพื่อ “ผลลัพธ์ระยะยาว” เพราะวันนี้ คนไม่ได้จ่ายเพื่อแค่ “วันแข่ง” แต่จ่ายเพื่อ “เวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเอง” และบางครั้ง การตัดสินใจกดสมัครเพียงครั้งเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทั้งร่างกาย ชีวิต…และวิธีใช้เงินไปพร้อมกัน

BCPG ลุยคลังน้ำมัน!! ลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี เน้นรับโอนสินทรัพย์ธุรกิจเท่านั้น รายได้ 900 ล้านต่อปีประเมินค่าตามกระแสเงินสด สร้างรายได้รองรับพลังงานแสงอาทิตย์

การลงทุนในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรีของ BCPG

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและรายงานข่าวในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี บริษัทฯ ขอให้ข้อมูลเพื่อประกอบความเข้าใจดังนี้

บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในโครงการดังกล่าวในรูปแบบการเข้าซื้อกิจการ โดยกำหนดให้ผู้ขายจัดตั้งบริษัทใหม่ คือ บริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด (“ALT”) และโอนเฉพาะสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ ALT เท่านั้น

โครงสร้างการทำธุรกรรมในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเข้าซื้อกิจการเป็นการรับโอนเฉพาะทรัพย์สินและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง และแยกภาระหนี้สินหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการดำเนินงานในอดีตของผู้ขายออกจากกิจการที่เข้าซื้อ เพื่อให้การประเมินมูลค่าและการดำเนินธุรกิจภายหลังการเข้าลงทุนสะท้อนศักยภาพของกิจการจริงโดยไม่ปะปนกับภาระในอดีต

ภายหลังการโอนแล้วเสร็จ บริษัท บีซีพีจี เอ็นเนอร์ยี โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ ALT ซึ่งมีเพียงสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว 

การประเมินมูลค่าการลงทุนเป็นไปตามหลักการลงทุนทางธุรกิจทั่วไป โดยพิจารณาจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ ซึ่งเกิดจากสินทรัพย์ที่สามารถให้บริการได้ และสัญญาเช่าคลังระยะยาวที่ก่อให้เกิดรายได้ระยะยาวในอนาคต การลงทุนดังกล่าวจึงเป็นการพิจารณาบนฐานของกระแสเงินสดและรายได้ที่กิจการสามารถสร้างได้ ไม่ใช่มูลค่าทางกายภาพของสินทรัพย์ โดยปัจจุบัน ALT มีรายได้ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง 

ตามหลักการทางบัญชี บริษัทฯ ต้องดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ธุรกรรมแล้วเสร็จ โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีเสร็จสิ้นในไตรมาส 2 ของปี 2567 ทั้งนี้ การประเมินมูลค่ายุติธรรมมิได้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดมูลค่าการลงทุนแต่อย่างใด

การลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว โดยธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ และเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ช่วยรองรับรายได้ในช่วงที่โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยทยอยสิ้นสุดสิทธิ Adder

การเข้าทำรายการดังกล่าวเป็นธุรกรรมทางธุรกิจตามปกติ โดยผู้ซื้อและผู้ขายดำเนินการอย่างเป็นอิสระ และไม่มีความเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

เยาวชนสยายปีกสู่ฝัน!! กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมหนุน เวที WINGS OF DREAMS Season 4 โชว์พลังศิลปะสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายฝันเยาวชนไทย

26 เมษายน 2569 สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงาน WINGS OF DREAMS สยายปีกสู่ฝัน  

SERSON 4  โดยท่าน ดร. ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตวุฒิสภาสมาชิก ท่านเลขานุการกรมส่งเสริมวัฒนธรมผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นประธานร่วม และ มล. ทวีปัญญา 

เกษมสันต์ อดีตนายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน และอดีตผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศเป็นแขกพิเศษร่วมชมการแสดง การแสดงจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ TOT  เวลา 13.00 น - 17.30 น.

กพช. ไฟเขียวพลังงานใหม่!! ปรับค่าไฟก้าวหน้า ช่วยลดภาระครัวเรือน ส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน รับซื้อไฟฟ้า 10 ปี ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยจ่ายไม่เกิน 3 บาท หนุนติดตั้งโซลาร์หลังคา กระตุ้นพลังงานสะอาด

กพช. ไฟเขียว! 2 มาตรการสำคัญ
ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) และส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 176) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (29 เมษายน 2569) ได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ได้แก่ (1) การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และ (2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน โดยนายเอกนัฏฯ เปิดเผยรายละเอียดดังนี้

1 การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น กพช. จึงได้ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้มีความยั่งยืนและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยปรับปรุงค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานอย่างเร่งด่วน และมุ่งเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้

●เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
● มอบหมาย กกพ. ร่วมกับ กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และให้ กกพ. กำกับดูแลการชดเชยและอุดหนุนรายได้ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้เป็นธรรมโดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละราย
● มอบหมาย กกพ. นำเงิน Bypass Gas จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ตามมติ ครม. วันที่ 28 เมษายน 2569
● มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กฟน. และ กฟภ. ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทาง
 การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษา ต่อ กพช. โดยเร็ว

2. การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)ภาคประชาชน
กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้

● รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์
 ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
● มอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569
●มอบหมาย กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

นายเอกนัฎฯ เปิดเผยด้วยว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

คกก.พักโทษ 'ทักษิณ' !! ลงมติพักโทษอดีตนายกฯ ไม่ต้องติดกำไลอีเอ็ม เตรียมปล่อยตัว 11 พ.ค. เข้าสู่คุมประพฤติ 4 เดือน

29 เมษายน 2569 คณะกรรมการพักการลงโทษ ระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมราชทัณฑ์ โดย พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์, กรมคุมประพฤติ, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อพิจารณาคุณสมบัติผู้ต้องขังเด็ดขาดจากทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษ

โดยเฉพาะกรณีการพักโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอดีตนายกฯ ทักษิณเข้าเกณฑ์การพักโทษ เพราะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และรับโทษจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด

ซึ่งที่ผ่านมา อดีตนายกฯทักษิณ ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบมาแล้ว 2 คณะ คือ คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ และคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จึงเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย ที่เป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการพักการลงโทษ ระดับกระทรวงยุติธรรม 

ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ใช้เวลาในการพิจารณานานกว่า 3 ชั่วโมง มีรายงานข่าวจากที่ประชุม ระบุว่า ที่ประชุมมีมติพักการลงโทษ อดีตนายกฯ ทักษิณ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขในการติดกำไลอีเอ็ม (EM) เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ต้องขังสูงวัย ที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป เพราะอดีตนายกทักษิณอายุ 76 ปีแล้ว และมีโรคประจำตัว

โดย นายทักษิณ จะได้รับปล่อยตัวพักโทษวันที่ 11 พ.ค.นี้ ซึ่งทักษิณจะเข้าสู่การคุมประพฤติอีก 4 เดือน

ที่มา : https://www.nationtv.tv/news/politics/378976743

'ก.อุตฯ' ดันสินเชื่อใหม่!! ช่วย SME ไทยฝ่าวิกฤตพลังงาน อัดฉีด 1,500 ล้านบาท ผ่านกองทุนประชารัฐ เปิดโครงการ 'เสือติดปีก-คงกระพัน' รอบ 2 เน้นเพิ่มนวัตกรรมและสภาพคล่องธุรกิจ

“ก.อุตฯ” อัดฉีด 1,500 ล้านบาท ผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ สานต่อสินเชื่อ 
"เสือติดปีก - คงกระพัน" รอบ 2 ปั้นเกราะคุ้มกัน SME ไทย ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง!

กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการไทยสู้ศึกต้นทุนพลังงานโลก เปิดฉากลุยต่อกับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องผ่าน "กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ" เปิดรับสมัครโครงการสินเชื่อ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ โครงการสินเชื่อ “คงกระพัน” รอบ 2 อัดฉีดเม็ดเงินรวม 1,500 ล้านบาท มุ่งประคองสภาพคล่องและติดอาวุธนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจภูมิภาค 

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนา
เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคการผลิต การค้า และการส่งออกของไทย 
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ตามนโยบาย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ให้ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ได้ภายใต้สภาวะวิกฤต โดยเน้นการสร้างความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการดำเนินงานผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ใน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ โครงการ “คงกระพัน” รอบ 2

“ในการกลับมาเปิดฉากลุยต่อใน รอบที่ 2 นี้ เรามุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ตรงจุด โดยโครงการ ‘เสือติดปีก’ รอบ 2 จะทำหน้าที่อัดฉีดทุนเพื่อการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน ขณะที่โครงการ ‘คงกระพัน’ รอบ 2 จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางธุรกิจ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการมีกำลังเพียงพอในการรักษาประคองกิจการ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก” นายณัฐพล กล่าว

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ มีวงเงินรวมกว่า 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ (เสือติดปีก) รอบ 2 กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการให้กู้ยืมเพื่อลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% - 5% ต่อปี และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) รอบ 2 กรอบวงเงิน 500 ล้านบาท ที่เน้นการรักษาสภาพคล่องเป็นเกราะป้องกันธุรกิจด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5% - 7% ต่อปี 

โครงการ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ “คงกระพัน” รอบ 2 จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นความประสงค์ขอรับสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ https://i-next.industry.go.th หรือ www.thaismefund.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ทั่วประเทศ

“บีโอไอ” ลุยลงทุน!! ไตรมาสแรกทะลุ 1 ล้านล้านบาท ดิจิทัล-AI นำทัพ ดันไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมอนาคต สิงคโปร์-อังกฤษ-ญี่ปุ่น นำลงทุน บูมดิจิทัล AI พลังงานสะอาด

ยอดขอบีโอไอ ไตรมาสแรกกว่า 1 ล้านล้านบาท ดิจิทัล-AI นำโด่ง บูมไทยฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บีโอไอ เผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรก ปี 2569 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการเติบโตของ AI ตามด้วยพลังงานสะอาด เกษตรและอาหาร โลจิสติกส์ และยานยนต์ โดยสิงคโปร์ อังกฤษ และญี่ปุ่นลงทุนสูงสุด ตอกย้ำบทบาทไทยจุดหมายการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและกระแสโยกย้ายฐานการผลิต ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรก มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 624 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 873,741 ล้านบาท (48 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย เช่น บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม, สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, โกลบอล สวิตช์ และอีโวลูชั่น ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นต้น ช่วยเสริมบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 40,456 ล้านบาท (80 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ใน Data Center เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูล (HDD) อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลผ่านแสง (Optical Transceiver) และเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI Data Center โดยบริษัทชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง เช่น บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์, ซิเลซติกา, อินเวนเทค, แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์, เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์, ฟาบริเนท และแคนนอน ไฮ-เทค ซึ่งหลายบริษัทมีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว และขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยี AI และความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่

3. อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน มูลค่า 17,103 ล้านบาท (108 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และลม โดยผู้ประกอบการไทย เช่น บริษัทโวลต์ซิงค์ โซลูชั่น, วังขอนขว้าง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, เอ็นพี วัตต์, กาญจนบุรี โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, หนองแขม โซล่าร์ เอนเนอร์ยี และบ้านโป่ง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี ซึ่งโครงการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่พลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

4. อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มูลค่า 16,963 ล้านบาท (61 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ แป้งโมดิฟายด์สตาร์ช รวมถึงกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์โดยบริษัทไทย เช่น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี, สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช และฟาร์มลักษณ์ สะท้อนศักยภาพของไทยในการต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปตลาดโลก

5. กิจการโลจิสติกส์และบริการที่มีมูลค่าสูง มูลค่า 14,548 ล้านบาท (68 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการขนส่งทางอากาศ เช่น บริษัทการบินไทย, ไทย ไลอ้อน เมนทารี และการบินกรุงเทพ กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือบรรทุกสินค้าของบริษัทบางกอก เกทเวย์ เทอร์มินอล และกิจการขนส่งทางเรืออีกหลายโครงการ

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะการปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์รองรับเทคโนโลยีใหม่ การผลิตยางรถยนต์และยางอากาศยาน และชิ้นส่วนยานยนต์อื่น ๆ รวม 13,328 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรมแร่ โลหะและวัสดุ 11,739 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 10,717 ล้านบาท (65 โครงการ) อุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 8,081 ล้านบาท (38 โครงการ)

ทั้งนี้ การลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 ของเงินลงทุนในไตรมาสนี้ สาเหตุเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูล บริการคลาวด์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 

อย่างไรก็ตาม บีโอไอตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ จึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องได้รับการรับรองความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสอดคล้องกับแผนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ และเพื่อป้องกันปัญหาการจัดสรรไฟฟ้ากับผู้ใช้รายอื่น นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ต้องเสนอแผนงานสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เช่น การพัฒนาบุคลากรและ SMEs ไทย หรือการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผน ก่อนการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 427 โครงการ เงินลงทุนรวม 965,869 ล้านบาท โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 837,941 ล้านบาท อังกฤษ 47,150 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22,593 ล้านบาท จีน 17,327 ล้านบาท ฮ่องกง 16,097 ล้านบาท ไต้หวัน 14,679 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 1,282 ล้านบาท เนเธอร์แลนด์ 915 ล้านบาท มาเลเซีย 625 ล้านบาท และสวีเดน 352 ล้านบาท

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 831,531 ล้านบาท จาก 237 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก 149,994 ล้านบาท ภาคใต้ 7,395 ล้านบาท ภาคตะวันตก 5,978 ล้านบาท ภาคเหนือ 5,279 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,078 ล้านบาท

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart และ Sustainable Industry) ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ยังมีผู้ให้ความสนใจต่อเนื่อง ในไตรมาสแรก ปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 61 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7,071 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกิจการ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีจำนวน 649 โครงการ เงินลงทุนรวม 330,132 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี เกิดการจ้างงานคนไทยมากกว่า 42,000 ตำแหน่ง และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 5.2 แสนล้านบาท/ปี ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 738 โครงการ เงินลงทุนรวม 382,954 ล้านบาท

“มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกที่สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นสัญญาณชัดว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเกมจากฐานผลิตดั้งเดิม สู่ฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะดิจิทัลและ AI Supply Chain  ที่กลายเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ท้าทาย ประเทศไทยได้พิสูจน์แล้วว่าเรามีความพร้อมที่จะรองรับการลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรคุณภาพ ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งเป็นประเทศที่ไม่อยู่ในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์  บีโอไอจะทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง เพื่อปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นฐานการเติบโตและสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับคนไทยในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

ปตท. ผนึก ทอท. ร่วมมือยกระดับองค์กร ตั้งเป้าพลังงานสะอาดใหม่ ใช้ดาต้าและ AI จัดการพลังงาน ฝึกอบรมเพิ่มความปลอดภัยเข้ม

ปตท. ผนึกกำลัง ทอท. ยกระดับการบริหารจัดการองค์กรสู่ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ซ้าย) และ นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) (ขวา) ร่วมหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้โครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ณ สำนักงานใหญ่ ทอท. หลังบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Core Business Enablers ที่ระดับคะแนน 2.5000 ได้ก่อนกำหนดในปี 2569

ทั้งสององค์กรเตรียมเร่งเดินหน้าแผนปฏิบัติการหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การผลักดันพลังงานสะอาดผ่านการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนสู่ท่าอากาศยานภูเก็ต ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ตอบสนองมาตรฐาน ICAO และ ISCC การดึงเทคโนโลยี Data Science และ AI มาใช้ในระบบ Energy Platform ยกระดับการจัดการพลังงานในท่าอากาศยาน การร่วมมือด้านความปลอดภัยครบวงจรผ่านหลักสูตรฝึกอบรมดับเพลิงและการใช้แพลตฟอร์มบริหารผู้รับเหมา รวมทั้งสร้างช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ทอท. ผ่านแพลตฟอร์มชุมชนยิ้มได้ ตอกย้ำความร่วมมือในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไปในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top