Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

โป๋ไห่ทุบสถิติ!! แหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งใหญ่สุดจีน ปี 2568 ผลผลิตน้ำมัน-ก๊าซสูงสุด สนับสนุนความมั่นคงพลังงาน เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและรักษ์โลก

(23 ธ.ค. 68) บริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งชาติจีน หรือ CNOOC รายงานว่า บ่อน้ำมันโป๋ไห่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดของจีน สร้างสถิติใหม่ด้วยผลผลิตน้ำมันและก๊าซรวมกันกว่า 40 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบในปี 2568

CNOOC ชี้ว่า บ่อน้ำมันโป๋ไห่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งชั้นนำทั้งในด้านขนาดและปริมาณ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของจีนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

บ่อน้ำมันโป๋ไห่มีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซมากกว่า 60 แห่ง ปัจจุบันมียอดการผลิตน้ำมันดิบสะสมกว่า 600 ล้านตัน และมีอัตราการเพิ่มผลผลิตน้ำมันและก๊าซถึง 5% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บ่อน้ำมันแห่งนี้กำลังเดินหน้าใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบดิจิทัลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมประสบความสำเร็จในการติดตั้งระบบผลิตใต้ทะเลน้ำตื้นที่พัฒนาภายในประเทศเป็นครั้งแรก ร้อยละ 80 ของแหล่งน้ำมันเชื่อมต่อไฟฟ้าจากบนบกแล้ว

CNOOC กล่าวว่า "การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ทันสมัยและยั่งยืนนี้จะผลักดันให้บ่อน้ำมันโป๋ไห่มีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนพลังงานของประเทศ"

ที่มา : Xinhua

“ฉี ยู่ฉี” เผยจุดได้เปรียบ คว้าชัยเหนือวิว 2 เกมรวด เผยสภาพร่างกายตัวแปรสำคัญ ชี้ "วิว" ความเร็วตกเพราะล้าสะสม ปัจจัยความล้ารอบแบ่งกลุ่ม ทำเกมเปลี่ยน

(23 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา ในการแข่งขันแบดมินตัน HSBC BWF World Tour Finals 2025 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน "ฉี ยู่ฉี" มือ 1 โลกชาวจีน เอาชนะ "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันไทย ด้วยคะแนน 21-16 และ 21-13 ใช้เวลาประมาณ 51 นาที ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

หลังการแข่งขัน "ฉี" ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือลักษณะทางกายภาพของคู่แข่งที่ชาวไทยดูเหมือนจะมีความเร็วในการเคลื่อนที่ลดลง เนื่องจากความล้าสะสมจากการลงสนามหนักในรอบแบ่งกลุ่ม เขากล่าวว่า "การเคลื่อนไหวของ กุลวุฒิ ดูช้าลงไปอย่างเห็นได้ชัดในเกมนี้…อาจเพราะสภาพร่างกายของเขาล้าเนื่องจากใช้พลังมากไปในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ความเร็วของเขาลดลงไป"

นอกจากนี้ "ฉี" ยังเผยว่า พยายามควบคุมจังหวะเกมและใจเย็น เพราะเคยเจอสถานการณ์ที่เขานำแต่ถูก "วิว" พลิกเกมกลับมาได้ "เราเคยเจอกันมาแล้วหลายครั้ง…เคยเจอสถานการณ์ที่ผมเป็นฝ่ายนำ แต่สุดท้ายโดนเขาพลิกเกม…ดังนั้นเกมนี้ผมเลยต้องเตือนตัวเองให้ประคองเกม และอดทนก่อนเก็บชัยได้สำเร็จ"

เกมรอบรองชนะเลิศนี้ถูกมองว่าเป็นการควบคุมเกมของ "ฉี ยู่ฉี" ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ฝ่ายจีนออกตัวมั่นใจและคุมเกมได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ฝ่ายไทยพยายามเร่งเกมแต่ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ สื่อไทยชี้ว่า "ฉี" มีความโดดเด่นในการคุมจังหวะหน้าเน็ต ทำให้ "วิว" ต้องทำหน้าที่วิ่งไล่ตามและทำผิดพลาดบ่อยครั้ง

แม้ "วิว กุลวุฒิ" จะจอดแค่รอบรองชนะเลิศ แต่ผลงานครั้งนี้ยังถือเป็นเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งในระดับโลกก่อนปิดฤดูกาล ขณะที่ "ฉี" ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแต่พ่ายแพ้ให้กับ 'คริสโต โปปอฟ' มือดังจากฝรั่งเศสซึ่งคว้าแชมป์ชายเดี่ยว เวิลด์ทัวร์ ไฟนอลส์ ปี 2025

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1627883/

23 ธันวาคม 2491 ‘นายพลโตโจ’ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ถูกแขวนคอ ในความผิดฐานเป็นอาชญากรสงคราม ปิดฉากผู้นำสงครามญี่ปุ่นในศาลโตเกียว เปิดคำถาม “ยุติธรรมหรือศาลผู้ชนะ?”

(23 ธ.ค. 68)  เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2491 อดีตนายกรัฐมนตรี ญี่ปุ่น ‘โตโจ ฮิเดกิ’ ถูกประหารชีวิต ด้วยการแขวนคอ ในฐานะอาชญากรสงคราม

โตโจ ฮิเดกิ (Tojo Hideki) คือนักการทหารและนักบริหารที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ เขาได้รับการแต่งตั้งให้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 1 ในปี 1928 (พ.ศ. 2471) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปราบกลุ่มกบฏ 'ยังเติร์ก' ในปี 1936 (พ.ศ. 2479) ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาใหญ่กองทัพญี่ปุ่นในแมนจูเรียในปีต่อมา

ตำแหน่งหน้าที่ของ โตโจ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนับแต่นั้นมา ในปี 1938 (พ.ศ. 2481) เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงคราม และเขาก็ได้เป็นหัวแรงสำคัญที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้าเป็นภาคีของกลุ่มอักษะสำเร็จในปี 1940 (พ.ศ. 2483) ปีเดียวกันกับที่เข้าได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสงครามเต็มตัว จากนั้นอีกเพียงหนึ่งปี เขาก็ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก ฟูมิมาโระ โคโนเอะ โดยยังยึดเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่อไป

โตโจ นอกจากจะเป็นข้าราชการที่ได้ชื่อเรื่องการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เขายังเป็นนักการทหารที่มีนโยบายก้าวร้าวที่สุดในบรรดาผู้นำญี่ปุ่น เขาคือผู้นำประเทศเข้าสู่สงครามกับสหรัฐฯ ด้วยการบุกโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในวันที่ 7 ธันวาคม 1941 (พ.ศ. 2484) ซึ่งเบื้องต้นได้ทำให้ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกตะวันตก

ในปี 1944 (พ.ศ. 2487) โตโจ ก้าวขึ้นมาดูแลกิจการของกองทัพทั้งหมดโดยตรงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิหมู่เกาะมาเรียนา (Mariana Islands) เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 16 กรกฎาคม 1944 ก่อนที่เขาและรัฐมนตรีทั้งคณะจะประกาศลาออกในอีกสองวันถัดมา และถูกกันไม่ให้เข้ามามีส่วนในการใช้อำนาจบริหารประเทศอีก

หลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการ โตโจพยายามใช้ปืนยิงตัวตายในวันที่ 11 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) แต่ไม่สำเร็จ เขาได้รับการรักษาและมีชีวิตรอดมาได้

ปีถัดมา โตโจถูกดำเนินคดีในความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงครามโดยศาลทหารระหว่างประเทศภาคพื้นตะวันออกไกล (International Military Tribunal for the Far East) หรือศาลอาชญากรสงคราม กรุงโตเกียว ซึ่งศาลได้ตัดสินว่าเขามีความผิดให้ต้องโทษประหารชีวิต

วันที่ 23 ธันวาคม 1948 (พ.ศ. 2491) ฮิเดกิ โตโจ ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ และแม้ว่าเขาจะถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรสงคราม และมีผู้ประท้วงจำนวนมากที่เห็นว่าเขาคือผู้ที่นำหายนะมาให้ญี่ปุ่น แต่ชื่อของเขาก็ยังได้รับการยกย่องในฐานะนายทหารที่สละชีพเพื่อพระจักรพรรดิ ในศาลเจ้ายาสุกุนิ

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_5069

ส่องแพ็กเกจ Quick Big Win รัฐอัด 2.67 แสนล้าน เติมสภาพคล่อง SME แต่ติด 3 ด่าน “เอกสาร-เครดิต-ความเร็ว” คู่มือเตรียมตัวยังไงให้เงินถึงมือจริง

รัฐบาลอนุมัติแพ็กเกจ “Quick Big Win” วงเงินรวม 2.67 แสนล้านบาท เพื่ออัดสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SME ที่กำลังตึงมือ แบ่งเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) 2.17 แสนล้านบาท และวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขใหญ่ ฟังแล้วเหมือนทางรอด แต่คำถามที่เจ้าของกิจการอยากรู้คือ ‘เงินจะไหลถึงมือจริงกี่ราย’ หรือจะเป็นมาตรการใหญ่ที่สะดุดอยู่ที่ด่านเดิม: เอกสาร-เครดิต-ความเร็ว

3 ด่านที่ทำให้เงินรัฐไปไม่ถึง SME (ในชีวิตจริง)

1) ด่านเอกสาร: SME ตัวเล็กมักไม่พร้อม
หลายกิจการเดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ รายได้จริงไม่ชัด งบการเงินไม่แข็ง หรือภาษียังไม่เรียบร้อย พอเข้าระบบคัดกรองก็ถูกปัดตกทันที ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในภาษาธนาคาร

2) ด่านธนาคาร: Soft loan ไม่ได้แปลว่า ‘ปล่อยง่าย’
ต่อให้เป็นโครงการรัฐ ธนาคารยังต้องประเมินความสามารถชำระหนี้และความเสี่ยงผิดนัด ยิ่งเศรษฐกิจโตช้า มาตรฐานเครดิตมักยิ่งเข้ม คนที่ไม่มี “หลักฐานเงินสด” จะถูกขอหลักประกัน/ผู้ค้ำหนักขึ้น

3) ด่านความเร็ว: ใครพร้อมก่อนมักได้ก่อน
มาตรการขนาดใหญ่จำนวนมากจบที่ ‘ใครยื่นก่อน-เอกสารครบก่อน’ ทำให้ SME ที่ระบบบัญชีอ่อน ถูกทิ้งท้ายแถว ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ต้องการสภาพคล่องมากที่สุด

แล้วแพ็กเกจนี้มีประโยชน์ตรงไหน?

จุดที่น่าจับตาคือ ‘ค้ำประกัน 5 หมื่นล้าน’ เพราะช่วยลดแรงเสียดทานการปล่อยกู้ในบางเคส โดยเฉพาะรายที่ธุรกิจยังไปได้ แต่ติดเงื่อนไขหลักประกัน

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะเกิดจริงหรือไม่ อยู่ที่ 2 เรื่อง: เงื่อนไขที่ไม่ปิดทางคนตัวเล็ก และระบบปฏิบัติการที่ปล่อยได้เร็ว ไม่ใช่เร็วแค่วันแถลงข่าว

คู่มือ SME ถ้าอยาก “ได้จริง” ต้องเตรียมอะไร
• สรุปงบ 12 เดือนล่าสุด + กระแสเงินสด 6-12 เดือนหน้า (แบบที่อธิบายได้)
• ระบุชัดว่าเงินกู้เอาไปทำอะไร และทำเงินกลับมายังไง (ไม่ใช่แค่ ‘หมุน’)
• เตรียมหลักฐานรายได้จริง: statement, POS, e-tax invoice, สัญญาลูกค้า, PO/ใบสั่งซื้อ
• ถ้าถูกปฏิเสธ: ขอเหตุผลเป็นลายลักษณ์ แล้วแก้จุดนั้นก่อนยื่นใหม่ อย่ายื่นซ้ำแบบเดิม

มาตรการ 2.67 แสนล้านอาจเป็น ‘อากาศหายใจ’ ให้ SME แต่จะเป็นอากาศที่เข้าปอดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะลดด่านเดิมให้ได้แค่ไหน โดยเฉพาะด่านเอกสารและเครดิตที่ทำให้ SME ตัวเล็ก “หายใจรวยริน” อยู่แล้วในวันนี้

แหล่งข้อมูล/อ้างอิง
-Reuters: Thailand plans 267 billion baht support package for SMEs (2 Dec 2025)
-สำนักงานประชาสัมพันธ์รัฐบาล (PRD): รายละเอียดโครงการค้ำประกัน SMEs Quick Big Win (2 Dec 2568)
-Thai Government Spokesman (Facebook): สรุปแพ็กเกจ Quick Big Win 267,000 ล้านบาท

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

‘สีหศักดิ์’ เผยผลประชุม รมว.การต่างประเทศ อาเซียนไร้ข้อตกลงหยุดยิง โยนใช้เวที GBC รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา คุยกันที่จันทบุรี 24 ธ.ค.นี้

(22 ธ.ค. 2568) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2025 เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยขอขอบคุณมาเลเซียที่เปิดเวทีการประชุมในกรอบภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นสันติภาพ และมีความปรารถนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นที่ไทยเคยมีบทบาทช่วยฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาคมาแล้ว พร้อมย้ำว่าไทยต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกรอบทวิภาคีมาโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชากลับพยายามนำประเด็นเข้าสู่กรอบสหประชาชาติ แทนการเจรจาระหว่างสองประเทศ รวมถึงการเผยแพร่เทปเสียงจากการหารือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา

นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และข้อตกลงสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนความตั้งใจจริงของไทยในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ พร้อมยืนยันว่าข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาเป็นเส้นทางสู่สันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งการลดอาวุธ ลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดนและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ ซึ่งทั้ง 4 ประเด็นถือเป็นสาระสำคัญ

โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดมาแล้ว 6 ครั้ง และหลังการลงนามข้อตกลงยังเกิดเหตุซ้ำเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นรูปธรรมจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวโทษฝ่ายใด แต่ต้องการให้เกิดกระบวนการหยุดยิงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศฝ่ายเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้กัมพูชาจะพูดถึงการหยุดยิงในเวทีต่าง ๆ แต่กลับไม่เคยหารือกับไทยโดยตรง ซึ่งทำให้การเดินหน้าสู่สันติภาพเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ไทยเสนอให้มีการหารือระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย โดยใช้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอ และเห็นชอบให้มีการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำไปสู่การหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และต้องรอผลการหารือในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม ที่จังหวัดจันทบุรี ต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9680000123279

'พีระพันธุ์ – อรรถวิชช์ - นราพัฒน์' 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง - ศก. – ปากท้อง ครบทุกมิต

'รทสช.' เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์' ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง- ศก.-ปากท้อง พร้อมส่งกทม. ครบ 33 เขต

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 22 ธ.ค. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค แถลงนโยบายพรรค พร้อมเปิดสโลแกนพรรค “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ นายอรรถวิชช์ และนายนราพัฒน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้นำพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมาประกาศให้ประชาชนรู้ว่าเรารวมไทยสร้างชาติจะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไรบ้าง ทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคง การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริต การโกงชาติ สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจฐานราก คนรากหญ้าจะตายอยู่แล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้ว ประเด็นคือเราปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศ และปล่อยให้เป็นอย่างนี้เพราะไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาด้วยความเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ปัญหาธรรมดาเลยเป็นวิกฤต และจากวิกฤตคือความเดือดร้อนของคนไทยทั้งชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ที่ผ่านมาตนประกาศมาตลอดว่ารวมไทยสร้างชาติไม่ได้เล่นการเมือง แต่เรามาทำงานการเมืองให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาทั้งหมดที่ตนมองวันนี้รวมไทยสร้างชาติไม่ได้มาแค่ทำงาน จากนี้ไปเราล้างบางความเสียหาย ความชั่ว ความที่ไม่มีการเอาจริงเอาจัง ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤต เราจะมาล้างบางความชั่วเหล่านี้ให้หมดแผ่นดินไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ภารกิจหลักของเราประการหนึ่งเรื่องความมั่นคงประเทศ หลักๆ เรื่องของอธิปไตยประเทศ เราจะทำอย่างไรกำจัดคนโกงให้หมดจากแผ่นดิน ทำอย่างไรจะให้ค่าครองชีพ ค่าพลังงานถูกลงไปอีก ทำอย่างไรจะฟื้นเศรษฐกิจฐานราก นโยบายหลักที่สำคัญของเราทั้งหมดนี้ รวมไทยสร้างชาติจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งในปี 2569 เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ อันดับแรกต้องรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งตารางนิ้วของประเทศไทยเสียไม่ได้เด็ดขาด เรายกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทำตัวเป็นคนดีแต่ถูกรังแกมาตลอด ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำถูกรังแก เราจะไม่ยอมอีกต่อไป แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วต้องกลับคืน เส้นเขตแดนทางทะเลต้องเป็นของเราที่ถูกต้องตามกฎหมายสากลทั้งหมด ปัญหาพลังงานใต้ท้องทะเลประเทศไทยต้องนำกลับขึ้นมา เราไม่ได้ไปโกงใคร แต่เราต้องทำเด็ดขาด เราต้องสร้างรั้วชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาเข้า-ออกทั้งผู้ค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ ทุนเทา ค้ามนุษย์ แต่ที่แย่ที่สุดมีการเข้ามาฝังทุ่นระเบิด เราจะไม่ปล่อยให้ใครทำแบบนี้กับแผ่นดินไทยและทหารไทยเด็ดขาด เราจะสร้างรั้วใช้งานอย่างจริงจัง จะป้องกันอธิปไตยของชาติจากการรุกรานทุกรูปแบบและการเข้ามาของคนชั่วที่มาทำมาหากินในประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้ขวัญกำลังใจของชาติคือทหาร รั้วของจริงสร้างด้วยเหล็ก รั้วของชาติสร้างด้วยจิตวิญญาณเลือดเนื้อ ขาขาดกี่ขา บาดเจ็บกี่คน เราต้องดูแล เพราะฉะนั้นทุกคนที่ออกรบจะได้เบี้ย 200,000 บาท ในการดูแล และทหารใหม่ที่สมัครใจเกณฑ์ทหารรับไปเลยคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ประการที่สอง เราต้องกำจัดพิฆาตคนชั่ว คนโกงชาติ โกงแผ่นดินต้องประหารให้หมด พวกสแกมเมอร์ต้องโทษหนักประหารชีวิตสูงสุด รวมไทยสร้างชาติจะแก้กฎหมายทันทีที่เราเป็นรัฐบาลออกพระราชกำหนดประหารคนชั่วเหล่านี้ให้ออกจากแผ่นดิน และคนชั่วที่โกงเงินชาติ นอกจากประหารชีวิตแล้ว ลูกหลานต้องชดใช้เงินแผ่นดินด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า และวันนี้ภาระของทุกคนคือค่าครองชีพที่รัฐบาลสามารถช่วยได้คือทุบค่าพลังงาน ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี น้ำมันเบนซิน ดีเซล 30 บาทเท่านั้น และได้เตรียมการไว้แล้วสามารถทำได้ทันที ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับนายทุน ไม่ว่าทุนเทาหรือทุนพลังงาน ส่วนค่าไฟถูกลงได้อีก 3.3 บาท/หน่วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่พ่อแม่เครียดเรื่องอนาคตลูก เด็กเครียดในการสอบเข้า เราจะปฏิรูปการศึกษา เด็กอยากเรียนอะไรต้องได้เรียนทุกคน ยุติการสอบเข้า ขอให้สอบจบให้ได้ก็แล้วกัน เด็กทุกคนมีความสามารถอะไรก็ได้เรียนทุกคนไม่ต้องเครียดกับการสอบเข้าและการติวอีกต่อไป และให้ใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วยการทำงาน จะไม่มีการฟ้องคดีอีกต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า รวมไทยสร้างชาติเข้าสนามรบเลือกตั้งเพื่อเอาชนะวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรค ทั้งนี้ รวมไทยสร้างชาติ จะส่งตัวแทนของผู้สมัครกรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง

ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่มา 20 กว่าปี เพราะประเทศไทยไม่สามารถมีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้ และถูกย้ำด้วยการผูกขาดทางธุรกิจอยู่สองอย่าง คือ ธุรกิจพลังงาน กับ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอสองนโยบาย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน คือ

1.การปล่อยเสรีโซลาร์เซลล์ ให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟแล้ว ก็จะตอบสนองต่อธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจเหล่านี้ต้องการพลังงานมหาศาล แต่รัฐส่งไฟให้เขาไม่ได้ เพราะมัวแต่เกรงใจทุนพลังงาน ซึ่งนโยบายนี้จะเปิดให้ประชาชนสามารถขายได้เลย

2.ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบกู้ใหม่ได้ทันที เพราะคนที่ติดเครดิตบูโรในประเทศนี้มี 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน กล่าวคือ หนี้ครัวเรือนสูง แต่ไม่เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ วันนี้เรากำลังเอาคนชั้นกลางไปเจอดอกเบี้ยแพง เพราะปล่อยให้ธนาคารผูกขาด ดังนั้น นโยบายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้เกิดการแช่แข็งลูกหนี้ และเป็นการชนกับทุนธนาคารที่ต้องใช้ความเด็ดขาด

3.นโยบายราชการงานไว หลายใบอนุญาต จบที่หนึ่งคำขอ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ข้าราชการเกิดการโกงกิน

ส่วนนายนราพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยเราจะเห็นภาพของน้ำมหาศาลที่ท่วมและไม่สามารถกักเก็บได้ ถึงเวลาแล้งน้ำก็หมดประเทศ ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำจะมีกรมชลประทานดูแล แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้มีพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยกรมทรัพยากรน้ำหรือประชาชนต้องดูแลตัวเอง อย่างจังหวัดพิจิตรมีโครงการบางระกำเพื่อกักเก็บน้ำ รัฐบาลทำได้หรือไม่ที่จะทุ่มงบประมาณให้ทุกจังหวัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำ โดยให้ทุกจังหวัดขยายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะไปทำพื้นที่แก้มลิงที่สามารถกระจายน้ำไปยังเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้ ซึ่งจะใช้งบประมาณไม่เยอะ เพราะกรมชลทานมีงบประมาณมหาศาล และถ้าเสรีโซลาร์สำเร็จการสูบน้ำและการดึงน้ำไปยังทุกพื้นที่ให้เกษตรกรก็สามารถทำได้โดยมีต้นทุนต่ำ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปุ๋ยที่เรามีทรัพยากรโพแทสเซียม แต่ไม่สามารถเอามาทำเป็นแม่ปุ๋ยใช้ได้ ตนเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะดึงโพแทสเซียมมาทำปุ๋ย และทำให้ราคาปุ๋ยไม่เกินกระสอบละ 500 บาท นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าน้ำและปุ๋ยคือต้นทุนชีวิตของเกษตรกร

"วันนี้เราจะไม่มีการทะเลาะกันระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องที่ดินทำกิน ตรงไหนคือที่ดินของรัฐ ตรงไหนคือที่ดินของประชาชน รวมถึงการออกโฉนดที่ดิน ที่ใช้เวลายาวนาน โดยเราจะมีการตั้งศาลที่ดินดูแลประชาชนในเรื่องที่ดินทำกินโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งราคากลางพืชผลทางการเกษตร เรื่องการต่อยอดขายผลผลิตจะต้องได้กำไรจากการขายด้วย โดยจะมีกฎหมายต่างๆ สินค้าเกษตรไม่จำเป็นจะต้องขายแค่ผลผลิตเราต้องต่อยอดเอากำไรจากผลิตภัณฑ์มาคืนให้กับเกษตรกร รวมถึงให้สหกรณ์การเกษตรจัดหาเครื่องจักร ให้เกษตรกรเช่าเครื่องจักรได้ในราคาถูกมีโรงสี มีโรงอบ มีตู้แช่แข็งต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรมีสถานที่ในการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่เป็นธรรมขึ้น

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เราทำคือการลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแข่งขันและประเทศไทยเห็นทางออก ถ้าเรามีผู้นำที่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า ปัญหาทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะไปสู่วิกฤติ เรามาร่วมกันต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ต่อสู้กับทุนเทาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศและประชาชน

บินโดรนผิดที่ มีโทษหนัก!! สมช. เคาะมาตรการด่วนสกัดโดรน บินพื้นที่ควบคุม “7 จังหวัดชายแดน-สนามบิน-สถานที่สำคัญ” ออกกฎเข้ม 4 ข้อ พร้อมเตือนฝ่าฝืนมีโทษร้ายแรง ส่วนมีมาตรการอะไรบ้างไปส่องกันเลย

บินโดรนผิดที่ มีโทษหนัก!! สมช. เคาะมาตรการด่วนสกัดโดรน บินพื้นที่ควบคุม “7 จังหวัดชายแดน-สนามบิน-สถานที่สำคัญ” ออกกฎเข้ม 4 ข้อ พร้อมเตือนฝ่าฝืนมีโทษร้ายแรง ส่วนมีมาตรการอะไรบ้างไปส่องกันเลย

ไทยที่แรกในอาเซียน!! บีโอไอเซ็น MOU ประวัติศาสตร์ "China EV100" คลังสมองของจีน ปูทางสู่ฮับอีวีโลก ดึงเทคโนโลยีอัจฉริยะ-ซอฟต์แวร์ขั้นสูง เสริมแกร่งซัพพลายเชนผู้ประกอบการไทย

‘บีโอไอ’ ผนึก ‘China EV100’ คลังสมองของจีน ปูทางสู่ฮับอีวีโลก ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนอีวีระดับโลกผ่าน 5 เสาหลัก มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบอัจฉริยะ 

( 22 ธันวาคม 2568) ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว หลังบีโอไอลงนาม MOU ประวัติศาสตร์กับ "China EV100" คลังสมองระดับโลกของจีน มุ่งเป้าดึงเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าไทย พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศอีวีที่ยั่งยืน

MOU ฉบับแรกในอาเซียน: ยุทธศาสตร์เชื่อมไทย-จีน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ นายจาง หยงเหว่ย รองประธานและเลขาธิการ สถาบันพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (China EV100) ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลสูงสุดในการกำหนดนโยบายอีวีของรัฐบาลจีน โดยการลงนามครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ China EV100 เลือกทำข้อตกลงกับประเทศในอาเซียน โดยมี 8 องค์กรพันธมิตรชั้นนำของไทย ประกอบด้วย กรมสรรพสามิต สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สถาบันยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

 5 เสาหลักแห่งความร่วมมือ: จากแบตเตอรี่สู่ระบบอัจฉริยะ

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงลึกใน 5 ด้านสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย:

1. การแลกเปลี่ยนนโยบาย: เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและวิธีการพัฒนาอุตสาหกรรมอีวีระดับโลกจากจีน
2. การพัฒนาซัพพลายเชน: เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับผู้ผลิตระดับโลก และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
3. การถ่ายทอดเทคโนโลยี: จีนพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต แบตเตอรี่ และระบบอัดประจุไฟฟ้า (Charging System) ให้กับคนไทย
4. ระบบอัจฉริยะและซอฟต์แวร์: เปิดโอกาสให้กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบรถยนต์อัจฉริยะในอนาคต
5. เวทีความร่วมมือระดับโลก: จัดงาน Thailand–China EV Forum ทุกปีในเดือนพฤษภาคม เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนการร่วมทุนระหว่างสองประเทศ

 จีนยันไม่กลัวก๊อปปี้ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีหนีความเสี่ยง

ด้านนายจาง หยงเหว่ย จาก China EV100 ระบุว่า จีนเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และพร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจีนใช้ชิ้นส่วนในไทยมากขึ้น โดยย้ำว่า "ไม่กังวลเรื่องการลอกเลียนเทคโนโลยี" เนื่องจากจีนมีการวิจัยและพัฒนาที่ก้าวกระโดดตลอดเวลา การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทยจะช่วยให้จีนลดความเสี่ยงจากการลงทุนต่างประเทศเพียงลำพัง และช่วยให้การผลิตออกสู่ตลาดทำได้รวดเร็วขึ้น

 สถิติการลงทุนล่าสุด: ทะลุ 1.4 แสนล้านบาท

บีโอไอเปิดเผยตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอีวี ณ เดือนตุลาคม 2568 พบว่ามีมูลค่ารวมสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น:

 การผลิตรถยนต์ BEV: 21 โครงการ (40,449 ล้านบาท)
 การผลิตแบตเตอรี่: 54 โครงการ (79,473 ล้านบาท)
 ชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ: 45 โครงการ (10,002 ล้านบาท)
 สถานีชาร์จ/สับเปลี่ยนแบตเตอรี่: 32 โครงการ (6,066 ล้านบาท)

"ความร่วมมือนี้จะเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่จะทำให้ไทยไม่ใช่แค่ฐานการผลิต แต่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค" นายนฤตม์ 

ทั้งนี้ การลงนาม MOU ระหว่างไทยกับ China EV100 ดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยการเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีจากประเทศที่เป็นผู้นำด้าน EV ของโลก พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก สอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

ดราม่าหยุดก่อน!! “บอย พิษณุ” ประกาศขายบ้านหรู บ้าน 2 หลัง 5 ห้องนอน 4 ที่จอด ย้ำดราม่า “ไม่ได้ถังแตก” บอกชัดแค่ปรับให้เหมาะกับปัจจุบัน

(22 ธ.ค. 68) นักแสดงและพิธีกร 'บอย พิษณุ นิ่มสกุล' ประกาศขายบ้านหรูราคา 70 ล้านบาทในซอยโพธิ์แก้ว ผ่านโพสต์โซเชียลส่วนตัว พร้อมถ่ายทอดบรรยากาศภายในบ้านอย่างชัดเจน พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้ตกอับหรือถังแตก เพียงแค่ต้องการปรับที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับชีวิตปัจจุบัน

บ้านหลังนี้มีเนื้อที่ 268 ตารางวา ตั้งอยู่ในทำเลที่เข้าถึงได้หลายเส้นทาง เช่น ถนนนวมินทร์ ลาดพร้าวซอย 101 และถนนเลียบทางด่วนเอกมัย–รามอินทรา โดยเป็นซอยตันสงบ มีบ้าน 2 หลังในพื้นที่เดียวกัน รวม 5 ห้องนอน และที่จอดรถ 4 คัน

'บอย' เสริมอีกว่า เขาตั้งใจจะย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กกว่า ไม่ใช่เพราะปัญหาการเงิน หรือชีวิตตกต่ำ โดยเขาโพสต์ว่า "ไม่ดราม่านะ แค่ปรับตามความเหมาะสมในปัจจุบัน" และฝากเชิญชวนผู้สนใจให้ติดต่อทางอินบ็อกซ์

โพสต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก มีแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นชื่นชมบ้านพร้อมแซวขำๆ จากเพื่อนในวงการอย่าง 'ต้นหอม ศกุนตลา' ที่เล่นมุก "ขายเสร็จขอยืมเงินสักล้าน" สร้างเสียงหัวเราะในโลกออนไลน์

ก่อนหน้านี้ 'บอย' เคยเป็นที่พูดถึงจากการยุติธุรกิจปลาแซลมอน เนื่องจากปัญหารุมเร้าหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เขาได้ขอบคุณทุกกำลังใจที่ได้รับจากแฟนๆ และติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/5426899/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top