Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

ผลไม้ไทยแรงต่อเนื่อง!! ทุเรียนสดกว่า 6,300 ตันถึงกว่างโจว ช่วงวันแรงงานปี 2026 คึกคัก ศุลกากรตรวจกักกันโรคเข้มงวด ตลาดจัดเทศกาลขายสดทั้งไทย-มาเลเซีย

ทุเรียนสดจากไทยกว่า 6,300 ตัน บุกตลาดจีนช่วงหยุดวันแรงงาน

เรือขนส่งทุเรียนด่วน 3 ลำ ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์รวม 356 ตู้ บรรจุทุเรียนสดกว่า 6,300 ตัน ทยอยเทียบท่าเรือหนานซาในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ระหว่างช่วงเช้าวันเสาร์ (25 เม.ย.) จนถึงเช้าวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) โดยทุเรียนสดจากไทยชุดนี้สะท้อนความคึกคักของการขนส่งทุเรียนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และจะแบ่งกระจายสู่ตลาดทั่วจีนเพื่อเสิร์ฟผู้บริโภคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน

ท่าเรือหนานซา ซึ่งเป็นท่าเรือทะเลสำหรับนำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของจีน จะรับรองการนำเข้าทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของแหล่งเพาะปลูกทุเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดว่าฤดูทุเรียน ปี 2026 อยู่ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน โดยข้อมูลสถิติระบุว่าศุลกากรหนานซาได้ตรวจสอบการนำเข้าทุเรียนสดในช่วงวันที่ 15-26 เม.ย. มากกว่า 9,500 ตันแล้ว

ศุลกากรหนานซาได้ดำเนินการตรวจสอบและกักกันโรคอย่างเข้มงวดกับทุเรียนสดนำเข้าชุดนี้เพื่อรับประกันความปลอดภัยทางอาหารให้ผู้บริโภค โดยหลินเสี่ยวจิ้ง หัวหน้าฝ่ายห่วงโซ่ความเย็นของศุลกากรหนานซา เผยว่ามีการตรวจหาศัตรูพืชและโรคพืช ซึ่งสามารถตรวจสอบด้วยตาเปล่า รวมถึงสุ่มตรวจตัวบ่งชี้ด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย เช่น ยาฆ่าแมลงและโลหะหนัก ซึ่งต้องใช้วิธีการอันเข้มงวด

ทั้งนี้ ตลาดผลไม้สดของท่าเรือหนานซาจะจัดงานเทศกาลทุเรียนในวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งจะปรับใช้โมเดลการดำเนินงาน "เรือเทียบท่า เปิดตู้คอนเทนเนอร์ ซื้อขายทันที" และคาดว่าจะมีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นให้ผู้บริโภคสามารถซื้อทุเรียนสดโดยตรง ทั้งทุเรียนหมอนทองจากไทยและทุเรียนมูซังคิงจากมาเลเซีย

ที่มา : Xinhua

“Maxim” ช่วยคนขับ รับมือราคาน้ำมันพุ่ง เร่งแพ็กเกจช่วยรายได้คนขับ ดันรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มออเดอร์ รักษาสมดุลผู้โดยสารและรายได้

Maxim ประเทศไทย เร่งช่วยเหลือคนขับ ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

กรุงเทพฯ — ในปี 2569 ประเทศไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% และดีเซลเพิ่มขึ้น 50% ภายในระยะเวลาอันสั้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนขับและไรเดอร์ที่มีรายได้แปรผันตามระยะทาง

Maxim ประเทศไทย เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั้งแพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชัน แพ็กเกจค่าคอมมิชชันแบบเหมาจ่าย โบนัสรายวันสำหรับคนขับที่มีใบอนุญาต รย.17 และ รย.18 การสนับสนุนทางการเงินช่วงสงกรานต์ แคชแบ็กสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และแคมเปญฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้จำนวนออเดอร์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน
แพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับการเดินทางระยะสั้น ได้ช่วยเหลือคนขับแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่โบนัสรายวันช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% ต่อรอบงาน นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แพลตฟอร์มยังมอบเงินสนับสนุนเฉพาะกิจให้แก่คนขับที่ให้บริการในช่วงดังกล่าว เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีความต้องการใช้บริการสูง

หนึ่งในมาตรการสำคัญของกลยุทธ์ คือ การเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เปิดให้บริการฟรีค่าคอมมิชชันใน 7 จังหวัด ส่งผลให้คนขับ EV สามารถรับรายได้แบบเต็มจำนวน 100% จากค่าโดยสาร โดยในสัปดาห์แรก จำนวนออเดอร์ของคนขับ EV เพิ่มขึ้น 9.8% ขณะที่จำนวนออเดอร์รวมบนแพลตฟอร์มยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะวิกฤต

ปัจจุบัน สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% โดยมีการเติบโตโดดเด่นในจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 11.2% รองลงมาคือกรุงเทพมหานครที่ 8.3% และหาดใหญ่ที่ 7.7% นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถานีชาร์จ เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนขับพาร์ตเนอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสนับสนุนผู้โดยสาร โดยแพลตฟอร์มมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเข้าถึงบริการในราคาที่เหมาะสมของผู้โดยสาร และรายได้ของคนขับ ภายใต้ขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้โดยสารยังคงเข้าถึงบริการในราคาเดิม แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความท้าทายมากขึ้น แพลตฟอร์มพร้อมพิจารณามาตรการทางเลือก เพื่อให้ผู้โดยสารยังสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และคนขับยังคงมีโอกาสในการสร้างรายได้ แม้อาจมีการปรับราคาในบางกรณี ทั้งนี้ Maxim ยังคงให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการเดินทางในเมืองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า “วิกฤตราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของคนขับ เราจึงออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่แคชแบ็กสำหรับคนขับรถสันดาป ไปจนถึงกะวิ่งงานแบบไม่หักค่าคอมมิชชันสำหรับคนขับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทั้งปริมาณออเดอร์และเสถียรภาพรายได้ของคนขับขยายตัวต่อเนื่อง”

Maxim ประเทศไทย จะยังคงติดตามแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมรักษาสมดุลระหว่างค่าโดยสารที่เหมาะสมและรายได้ของพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง

“ตราเพชร” เปิดเกมรีโนเวท!! ชวนใช้วัสดุป้องกันความร้อน ลดอุณหภูมิในบ้านได้ถึง 95% ช่วยลดภาระค่าไฟและเพิ่มความสบาย ตอบโจทย์ฟังก์ชันและดีไซน์ทันสมัย

‘ตราเพชร’ ชวนรีโนเวทบ้านรับมือฤดูร้อน

คืนความเย็นสบายเพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูร้อน ปัญหาความร้อนภายในที่พักอาศัยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง พลังงานความร้อนมหาศาลที่สะสมอยู่ใต้หลังคาตลอดทั้งวัน ได้เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็น "เตาอบ" ไม่เพียงส่งผลต่อเครื่องปรับอากาศทำงานหนักจนค่าไฟพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนสุขภาพและอารมณ์ของผู้พักอาศัยในระยะยาว

การรีโนเวทบ้านด้วยนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างเพื่อป้องกันความร้อน จึงเป็นโซลูชันสำคัญที่จะช่วยลดอุณหภูมิสะสมภายในบ้าน และสร้างสุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัย

กลไกสำคัญในการตัดวงจรความร้อนตั้งแต่ต้นทาง คือการติดตั้งวัสดุที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันบนฝ้าเพดานหรือใต้หลังคา โดย ฉนวนกันความร้อน Air Cool ความหนา 3 และ 8 มิลลิเมตร ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานบ้านเย็นด้วยชั้นอะลูมิเนียมเคลือบสองด้านที่เสมือนเกราะป้องกันความร้อนชั้นแรก สามารถสะท้อนความร้อนได้สูงถึง 95% และฉนวนใยแก้ว Very Cool ความหนา 2 และ 3 นิ้ว จึงช่วยสกัดกั้นมวลความร้อนจากใต้หลังคาก่อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัสดุที่มีน้ำหนักเบาและติดตั้งง่ายได้ทั้งงานหลังคา ฝ้า และผนัง ประกอบกับการเสริมสารหน่วงไฟเพื่อความปลอดภัย จึงช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการพักอาศัยให้เย็นสบายและอุ่นใจได้ทันทีหลังการติดตั้ง

เพื่อให้ระบบจัดการความร้อนทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ การระบายมวลอากาศร้อนที่หลงเหลืออยู่ใต้หลังคาออกสู่ภายนอกบริเวณชายคาบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ ฝ้าระบายอากาศ ตราเพชร รุ่นผิวเรียบ รูแคปซูล ที่ออกแบบมาเพื่อบ้านยุคใหม่โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์ "รูแคปซูล" อันเป็นเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนและพาความร้อนออกจากใต้หลังคาได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุณหภูมิภายในบ้านลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศและประหยัดค่าไฟฟ้า ทั้งยังคงความแข็งแรงทนทานและมีรูปลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยสอดรับกับบ้านทุกสไตล์

ส่วนพื้นที่ต่อเติมอย่างโรงจอดรถหรือครัวหลังบ้าน ที่มักประสบปัญหาความร้อนสะสมเป็นพิเศษ นวัตกรรมอย่าง หลังคายูพีวีซี AIR ROOF จากตราเพชร คือคำตอบที่ผสานทั้งความสวยงามและฟังก์ชันการกันความร้อนไว้ด้วยกัน ด้วยคุณสมบัติของวัสดุยูพีวีซีที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ จึงช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดีกว่าวัสดุทั่วไป อีกทั้งยังโดดเด่นเรื่องการซับเสียงรบกวนเวลาฝนตก มีน้ำหนักเบาช่วยลดภาระค่าโครงสร้าง และทนทานต่อทุกสภาพอากาศโดยไม่เป็นสนิม พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 15 ปี หรือหากต้องการเปลี่ยนหลังคาบ้านให้มีดีไซน์สวยงามเสมือนหลังคาชิงเกิ้ลแต่ทนทานกว่า สามารถเลือกใช้หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ DIAMOND STONE COATED METAL ROOF ช่วยป้องกันความร้อนและแสงยูวีที่จะผ่านชั้นผิวเหล็ก รวมถึงดูดซับเสียงฝนตกกระทบ พร้อมเคลือบ AZ150 ไม่เป็นสนิม ทนทานแรงกระแทกได้ดี รวมถึงกระเบื้องจตุลอนและลอนคู่ วินเทอร์ไวท์ เป็นอีกทางเลือกช่วยลดอุณหภูมิ ด้วยเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน TSR สูงถึง 90%

นอกจากนี้ หากต้องการต่อเติมหรือรีโนเวทบ้านให้กันความร้อนได้ดียิ่งขึ้น อิฐมวลเบา ไดมอนด์บล็อก สามารถตอบโจทย์การกันความร้อน กันเสียง แข็งแรงทนทาน ทนไฟ โดยมีให้เลือกทั้งอิฐมวลเบา G2 เหมาะกับบ้านและทาวน์โฮม และ อิฐมวลเบา G4 เหมาะกับคอนโดมิเนียมและอาคารสูง ความหนา 7.5 – 20 เซนติเมตร ผ่านมาตรฐาน มอก. 1505-2541 สามารถก่อผนังได้รวดเร็วกว่าอิฐมอญและอิฐบล็อกประมาณ 1 เท่าตัว รวมถึงอิฐมวลเบา MAX BLOCK ขนาด 60x60x7.5 เซนติเมตร นวัตกรรมเพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วขึ้น 3 เท่า ลดเวลา ลดค่าแรง ลดปริมาณปูนก่อ ลดต้นทุนงานก่อผนัง

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันความร้อนที่สอดประสานกันนี้ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างยั่งยืน

จับตา ‘แลนด์บริดจ์ไทย’ !! จากเมกะโปรเจกต์ขนส่ง สู่ยุทธศาสตร์พลังงาน ทำไม ‘แลนด์บริดจ์’ จึงสำคัญกว่าเดิม เพราะ Landbridge ไม่ใช่แค่ทางลัดขนส่ง แต่คือโอกาสปั้นไทยเป็นฮับพลังงานแห่งใหม่

ชวนจับตา #โครงการแลนด์บริดจ์  ประเด็นร้อน #Landbridge🇹🇭จะคุ้มค่ามั้ยและจะสำเร็จมั้ย มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วย

#ฝ่ายผลักดัน ให้เหตุผลว่า เพื่อใช้ศักยภาพของไทยแลนด์ 🇹🇭 เชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรสำคัญของโลกด้วยระยะทางประมาณ 90 กม. (ดูภาพประกอบ) จะมีทั้งการสร้างเส้นทางรถไฟ four-track railway จะมีทั้งรางคู่ที่รองรับขนาดราง 1 เมตร และรางคู่ที่รองรับขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร + บางช่วงต้องมีการทำอุโมงค์รถไฟด้วย + สร้างถนน motorway อีก 6 เลน + สร้างท่อขนส่งน้ำมันดิบ Fuel Pipeline + ยกระดับ 2 ท่าเรือ 2 ฝั่งทะเลให้เป็น Smart Port ท่าเรืออัจฉริยะ #SmartPort ใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำ transshipment (ไม่ใช่ท่าเรือบ้านๆ แบบเดิมๆ) #ท่าเรือชุมพร ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และ #ท่าเรือระนอง ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย (เลือกแนวเส้นทางเชื่อม 2 จังหวัดนี้ เพราะระยะทางประมาณ 90 กม ไม่ยาวเกินไป มีความเป็นไปได้ในเชิงพื้นที่)

ส่วน #ฝ่ายคัดค้าน  ที่ไม่เห็นด้วย  มีทั้งบอกว่า #ไม่คุ้มค่า ทั้งเรื่องระยะเวลา และเปลืองงบ และหลายคน #ไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจโครงการรัฐบาล  มีแต่จะ #คอรัปชั่น มีแต่หวังจะ #โกงกิน มีแต่ #กลุ่มนายทุน รองาบ มีแต่ #กลุ่มผลประโยชน์ รอกินหัวคิว บลาๆๆๆ  (บางคนค้านเก่งเกิ๊นข้ามไปโจมตีประเทศอื่นที่ยังไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยยยย ) 

Note : โครงการนี้แม้จะมีประโยชน์มากและจะพลิกโฉมประเทศไทยในระดับโลก แต่ถ้าถามว่า แล้วจะเกิดได้จริงมั้ย ขอตอบว่า ยากส์  มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านสุดซอยเลยค่า  ดูทรงจากพลังคัดค้านของผู้เชี่ยวชาญอินฟูลทั้งหลายมีตรึม (น่าจะเสียงดังกว่า + สื่อสายปั่นชอบแนวนี้ซะด้วย) ก็เนอะ บ้านนี้เมืองนี้คงยากที่จะขยับทำ mega project โครงการอะไรใหม่ๆ

สำหรับความเห็นส่วนตัวที่ไม่ใช่วิศวกร และไม่ใช่นักกม. แต่ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่จับตาจีนในมุม geoeconomics คิดว่า จุดขายควรเน้นการก่อสร้าง Fuel Pipeline #ท่อขนส่งน้ำมันดิบ คู่ขนานไปกับแนวเส้นทางรถไฟที่จะสร้าง 90 กิโลเมตร นี้ก็น่าจะดึงความสนใจของจีนและอีกหลายประเทศที่สนใจจะมาลงทุนได้มากขึ้นนะคะ (อย่ามองแค่ #มุมขนส่งโลจิสติกส์ หรือ #มุมการลงทุน เพียงอย่างเดียว !! ) ยุคนี้ ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับ #ประเด็นพลังงาน ทุกประเทศต้องการสร้าง Energy Security ความมั่นคงทางพลังงาน คือ #ทางรอด ในยุคที่โลกปั่นป่วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนะคะ

FB ดร อักษรศรี พานิชสาส์น 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0nW4BENpNAJ2Ti6HsSGxcxXxvYHtyrcb21i768J1gALDnAuPag6U8XaXk7kwAqTJFl&id=1037140385

DayOne ดันงานดิจิทัล เปิด Career Expo 500 ตำแหน่ง จับมือ 30 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ รองรับอุตสาหกรรม Data Center และ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ “DayOne” ผนึก 30 บริษัท

จัด Career Expo เฟ้นหาคนไทย 500 ตำแหน่ง ลุยงานดิจิทัล

บีโอไอร่วมเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดย DayOne Data Center ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ จับมือบริษัทเทคโนโลยีและวิศวกรรมชั้นนำกว่า 30 แห่ง เปิดโลกเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสคนไทยเข้าถึง 500 ตำแหน่งงาน ทักษะแห่งอนาคต และเส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรม Data Center และ AI  

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดยบริษัท DayOne Data Center ผู้พัฒนาและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ ร่วมกับบีโอไอ อีอีซี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ได้จัดงานนี้ขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ ผู้ที่กำลังมองหางาน และผู้เริ่มต้นสายอาชีพด้านดิจิทัล ได้เข้ามาเรียนรู้เส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายในงานได้รวบรวมตำแหน่งงานกว่า 500 อัตรา จาก 30 บริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรของ DayOne ครอบคลุมสายงานด้านวิศวกรรม ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไอที คลาวด์ AI และงานสนับสนุนธุรกิจ เช่น บริษัท Analog Devices (ADI), Hitachi, Schneider, KBTG, Symphony, iTel, Data Wow, B Global Tech เป็นต้น

การจัดงานโดย Data Center รายใหญ่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการมองประเทศไทยเป็นฐานธุรกิจระยะยาว และความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และสนับสนุนการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ของภูมิภาค โดยตำแหน่งงานที่เปิดรับในครั้งนี้ครอบคลุมหลายระดับ ตั้งแต่วิศวกรไฟฟ้าและระบบทำความเย็น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ช่างเทคนิคระบบเครือข่ายและไฟเบอร์ออปติก ผู้เชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ไปจนถึงผู้บริหารโครงการและงานสนับสนุนธุรกิจ โดยส่วนใหญ่รับผู้จบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรี โดยไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น

การพัฒนากำลังคนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า AI ได้สร้างงานใหม่แล้วกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลกสะท้อนความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Deloitte รายงานว่า ระหว่างปี 2566–2568 ตำแหน่งงานในกลุ่ม Data Center เพิ่มขึ้นถึง 64% แนวโน้มดังกล่าวแสดงถึงโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ด้านระบบทำความเย็น ด้านระบบเครือข่ายคลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และการบริหารระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากการจ้างงานโดยตรงแล้ว Data Center ยังสร้างงานในซัพพลายเชนของไทย ตั้งแต่งานก่อสร้าง งานวิศวกรรม ธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน งานด้านระบบสื่อสาร เป็นต้น

“บีโอไอให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างงานคุณภาพ ควบคู่กับการยกระดับทักษะของคนไทย กิจการ Data Center มิได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่กำลังทำให้เกิดระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เริ่มพัฒนาหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างคนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม Data Center โดยตรง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กำลังเปิดรับสมัครหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering เป็นแห่งแรก ความร่วมมือกับ DayOne ในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาสการทำงานในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยุคใหม่ จะช่วยสร้างทักษะ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ DayOne ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการ Data Center ภายใต้ชื่อบริษัท ดิจิทัลแลนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีบริษัทแม่คือ GDS IDC Services PTE Ltd. มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ ปัจจุบันมี Data Center ให้บริการอยู่แล้วในหลายประเทศ ทั้งเอเชียแปซิฟิกและยุโรป สำหรับโครงการในไทย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ด้วยเงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 28,000 ล้านบาท กลุ่มลูกค้าหลักที่ใช้บริการ เช่น ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ในสหรัฐอเมริกาและจีน สถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจด้านการพัฒนา AI เป็นต้น ซึ่งความต้องการใช้บริการ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่องจากธุรกิจคลาวด์ AI และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก

ญี่ปุ่นเดินเกมใหม่!! เปลี่ยนชื่อยศ SDF ไม่ง่าย ญี่ปุ่นเจอเสียงคัดค้านหวั่นฟื้นภาพกองทัพจักรวรรดิ กระแสคัดค้านพุ่งในสังคมออนไลน์ ขัดแย้งภาพลักษณ์สงครามเก่าใหม่

รบ.ญี่ปุ่นเดินหน้าแก้ 'ชื่อชั้นยศ' กองกำลังป้องกันตนเอง จุดกระแสคัดค้าน-กังวล

เมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเดินหน้าแผนปรับเปลี่ยนชื่อยศของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) และตั้งใจจะยื่นร่างกฎหมายต่อสภาไดเอท หรือรัฐสภาญี่ปุ่น ภายในปี 2026 นี้

เนื่องจากชื่อเรียกชั้นยศที่ปรับใหม่บางรายการ เช่น การเปลี่ยนคำว่า "อิซสะ" (issa) ซึ่งแปลตามตัวว่าเจ้าหน้าที่ภาคสนามชั้นหนึ่ง เป็น "ไทสะ" (taisa) ซึ่งเป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นทั้งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อให้เกิดความกังวลและข้อสงสัยอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1954 กองกำลังฯ ใช้ชื่อเรียกชั้นยศที่แตกต่างจากประเทศอื่น สะท้อนข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้กองกำลังฯ มีสถานะไม่ใช่กองทัพแบบดั้งเดิม โดยรายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขชื่อยศของกองกำลังฯ ครั้งแรก และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ยึดถือมายาวนานอย่างมีนัยสำคัญ

ความคิดเห็นที่แสดงความกังวลและตั้งข้อสงสัยต่อแผนดังกล่าวแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยชาวเน็ตรายหนึ่งตั้งคำถามว่า คำเรียกอย่าง "ไทสะ" เป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น แล้วทำไมถึงนำกลับมาใช้อีกในปัจจุบัน ขณะที่ชาวเน็ตอีกรายระบุว่า "รัฐบาลบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีเกียรติและความภาคภูมิใจ และทำำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ชื่อยศปัจจุบันไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้หรือ โดยเนื้อแท้แล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางขวาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ"

ด้านคาซึทากะ คิมูระ นักเขียนด้านการทหารชาวญี่ปุ่นผู้มากประสบการณ์ วิจารณ์แผนการเปลี่ยนชื่อเรียกยศดังกล่าวว่าเป็น "นโยบายที่โง่เขลา"

เรียว สึโนดะ นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยริตสึเมคัง ชี้ว่ากองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่นพยายามเว้นระยะห่างจากกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในอดีตมาโดยตลอด เพื่อแสดงถึงการทบทวนและสำนึกต่อความรับผิดชอบของญี่ปุ่นในช่วงสงคราม พร้อมเสริมว่า ยังไม่แน่ใจว่าสังคมญี่ปุ่นจะมองการเปลี่ยนชื่อเรียกยศนี้ว่าเป็นแค่การพยายามสร้างความเคารพต่อกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นตามที่รัฐบาลอ้างหรือไม่

ที่มา : Xinhua

พญาหงส์ ลูกพี่ลูกน้องลิซ่า คว้าชัย!! บุกโค่นแชมป์ RISE QUEEN ถึงถิ่นญี่ปุ่น ‘พญาหงส์ บัญชาเมฆ’ สยบ ‘เมอิ มิยาโมโตะ’ ขาดลอย ต้อนแต้มมิยาโมโตะเอกฉันท์ ลุ้นชิงแชมป์ RISE ต่อไป ย้ำสถานะมวยหญิงไทยแถวหน้า

ประกาศความยิ่งใหญ่ โค่นแชมป์ RISE QUEEN

พญาหงส์ บัญชาเมฆ เอาชนะ เมอิ มิยาโมโตะ

26 เมษายน 2569 ศึกRWS x RISEซุปเปอร์ไฟต์กติกาคิกบ็อกซิ่ง 48กิโลกรัม คู่เอกนำรายการ ศึก RISE 197 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จันทกานต์ มโนบาล Sw tawan

การเอาชนะแชมป์ของ RISE ในบ้านของเขาเอง ยิ่งตอกย้ำฐานะ "ยอดนักชกหญิงเบอร์ 1 ของไทย"

ที่เคยคว้าเข็มขัดแชมป์ K-1 World GP มาแล้วก่อนหน้าเป้าหมายต่อไป ของพญาหงส์ (อาจจะมีการชิงเข็มขัด RISE อย่างเป็นทางการ)

รอติดตาม

: “พญาหงส์” บุกสยบซามูไรสาว  โชว์เชิงมวยสุดเหนือชั้นไล่ถล่มมิยาโมโตะขาดลอย รายการ RISE 197

"พญาหงส์ บัญชาเมฆ" จันทกานต์ มโนบาล

นักชกสาวแกร่งจากค่ายบัญชาเมฆ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงกระหึ่มกรุงโตเกียว  ในศึก RWS 197 ซุปเปอร์ไฟต์ ณ สังเวียนโครักคุเองฮอล ประเทศญี่ปุ่น โดยพญาหงส์มีคิวขึ้นสังเวียนเป็นคู่เอกนำรายการในพิกัด 48 กิโลกรัม ดวลกับนักชกเจ้าถิ่นอย่าง "เมอิ มิยาโมโตะ" ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนหมัดมวยชาวญี่ปุ่นและชาวไทยที่ติดตามลุ้นกันอย่างใกล้ชิด

เปิดฉากยกแรกเพียงไม่นาน มิยาโมโตะพยายามเดินลุยหวังใช้หมัดชุดเข้ากดดันทันที แต่พญาหงส์กลับนิ่งเกินคาด เธอใช้ลูกถีบทำลายจังหวะได้อย่างแม่นยำ พร้อมสลับเตะตัดล่างและเตะชายโครงจนคู่ชกเข้าไม่ติด และในช่วงปลายยกนี้เองที่แฟนๆ ต้องลุกขึ้นเฮ เมื่อพญาหงส์ดักชกหมัดขวาตรงเข้าเต็มใบหน้าจนมิยาโมโตะเสียอาการ ก่อนจะฉวยโอกาสทองตวัดแข้งขวาฟาดก้านคอส่งนักชกเจ้าถิ่นลงไปกองกับพื้นให้กรรมการนับแรกไปก่อนอย่างรวดเร็ว

เข้าสู่ยกที่สอง พญาหงส์ยิ่งชกยิ่งมั่นใจ โชว์ความเร็วของทั้งหมัดและแข้งออกมาแบบครบเครื่อง แม้มิยาโมโตะจะพยายามฮึดสู้ เดินเบียดวงในเพื่อชกตัดลำตัวหวังเอาคืน แต่พญาหงส์ยังใช้ชั้นเชิงมวยที่เหนือกว่าด้วยการกอดคลุกวงในทำลายจังหวะไม่ให้คู่ต่อสู้ทำอะไรได้ถนัด พร้อมกับโชว์รอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีบนใบหน้าตลอดการแข่งขัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบรรยากาศการคุมเกมที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในยกสุดท้าย มิยาโมโตะพยายามเร่งเครื่องสู้ตายเพื่อหวังทวงคะแนนคืน แต่กลับต้องเจอกับกำแพงแข้งซ้ายและลูกถีบของพญาหงส์ที่ดักทางไว้ได้หมดทุกจังหวะ และในจังหวะที่มิยาโมโตะพุ่งเข้ามาแลกหมัดหวังพลิกเกม พญาหงส์ก็สวนด้วยหมัดขวาตรงเข้าเป้าอย่างจังจนมิยาโมโตะล้มพับไปให้กรรมการนับเป็นครั้งที่สอง เมื่อครบสามยก กรรมการจึงชูมือให้ "พญาหงส์ บัญชาเมฆ" เอาชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์ 3-0 เสียง (30-26, 30-25) ประกาศศักดาคว้าชัยในถิ่นซามูไรได้อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1511214367038779&id=100044506896587&rdid=VE2nyc324OO3G6Jp#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=987277083807287&id=100075750138901&rdid=mdfiNAu4MntKmp9e#

เสริมกำลังรบทางทะเล!! ทร. เตรียมจัดหา AWAV 8x8 เพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถกองทัพเรือ AWAV 8x8 ฝีมือคนไทยพร้อมตอบโจทย์ทุกภารกิจ เสริมความมั่นคงทั้งทหารและเศรษฐกิจ

กองทัพเรือเสริมศักยภาพยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก เตรียมจัดหา AWAV 8x8 ฝีมือคนไทย หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพึ่งพาตนเอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8x8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8x8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

27 เมษายน 2569

เคทีซีชู Green Growth ปรับใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสียพร้อมรับมือโลกร้อน ลดกระดาษหมื่นรีม-ขยะรีไซเคิลเกือบร้อยตัน ส่งเสริมพลังงานสะอาดและสร้างสำนึกองค์กร

เคทีซีชู Green Growth และ Better Climate มุ่งเน้น “การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน        

ในวันที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ทรัพยากรโลกมีจำกัด และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความยั่งยืน” ไม่ได้เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ในแต่ละวันองค์กรกำลังใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากพอหรือยัง และ “ของเหลือ” ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานกำลังถูกจัดการอย่างไร แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองเรื่องของเสียในองค์กร จากปลายทางของการกำจัดขยะ สู่การเป็น ตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพราะทุกทรัพยากรที่จบลงอย่างสูญเปล่า ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนด้านวัสดุและพลังงาน แต่ยังหมายถึงภาระต่อสิ่งแวดล้อมที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืน ด้วยการบูรณาการแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเข้าสู่การดำเนินงานจริง ภายใต้กรอบกลยุทธ์ “Shift Forward: Survive and Thrive with Digital & AI” ซึ่งกำหนดให้แนวคิดการเติบโตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และไม่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม (Green Growth) เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Better Climate) เป็นหนึ่งในทิศทางหลักของการเติบโตระยะยาว โดยไม่มองประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแยกออกจากการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวินัยองค์กรและการบริหารประสิทธิภาพในภาพรวม

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ของเคทีซี ระบุว่า สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษจากโครงการต่างๆ ที่เน้นการใช้อิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทำงาน ซึ่งช่วยลดกระดาษ 10,343 รีม รวมทั้งส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ทั้งสิ้น 95.6 ตัน นอกจากนี้บริษัทยังสนับสนุนการลดการใช้พลังงานและการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการปรับสร้างความร่วมมือกับพนักงาน การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 116 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารต้นทุนและความรับผิดชอบต่อโลกโดยรวม

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือการนำขยะอาหารและของเหลืออินทรีย์ภายในองค์กร มาบริหารจัดการต่อเป็นปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อลดปริมาณของเสีย ลดภาระการกำจัดขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นต้นทุนปลายทาง ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ทำปุ๋ย” แต่คือการสร้างระบบคิดใหม่ให้องค์กร มองเห็นความสูญเปล่า และจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นางสาวชนิดาภา สุริยา ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจ “เคทีซี” กล่าวว่า “ในวันที่หลายองค์กรพูดถึงความยั่งยืนมากขึ้น โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่การริเริ่มโครงการใหม่ แต่ต้องกลับมาทบทวนการใช้ทรัพยากรที่มี ว่าถูกใช้คุ้มค่าเพียงใด ของเหลือถูกจัดการอย่างไร และความสูญเปล่าในระบบงานลดลงจริงหรือไม่ เพราะ Green Growth ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองให้เห็นสิ่งเล็กๆ รอบตัว และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการผลักดันความยั่งยืนจาก การลงมือทำจริงในทุกกระบวนการ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรและสังคมเห็นว่า การเติบโตทางธุรกิจ และการดูแลโลกใบนี้ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

ม.รังสิต ลุยเวทีดีเบต!! SDIS ม.รังสิต โชว์ศักยภาพเวทีนานาชาติ คว้ารองชนะเลิศดีเบต 4 สถาบัน พร้อมรางวัล Best Speaker ตอกย้ำทักษะคิดวิเคราะห์-สื่อสารอังกฤษระดับสากล

คณะการทูตฯ ม.รังสิต คว้ารางวัลเวทีดีเบต 4 สถาบันระดับนานาชาติ

คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต สร้างชื่อเสียงโดดเด่นในเวทีวิชาการระดับอุดมศึกษา คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันโต้เวทีสานสัมพันธ์ 4 มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนนิสิตนักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยสหวิทยาการ (PPE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน (SWUIC) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และวิทยาลัยนานาชาติ (MUIC) มหาวิทยาลัยมหิดล

ทีมดีเบต คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ Sai Zin Min Htike, Patinthida Ruchanarong และ Pyae Sone Kyaw โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sai Zin Min Htike นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัล The Best Speaker ของการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ตรรกะ และการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับสากลที่เฉียบคม นอกจากนี้ เบื้องหลังความสำเร็จยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากทีมฝ่ายวิชาการ (Academic Support) นำโดย Nyein Thinzar Aung, Bang San Awng, Pyae Sone Aung, Nan Hnin Nway Ei และ Ye Htet ที่ร่วมกันรวบรวมข้อมูลและเตรียมประเด็นการโต้แย้งอย่างเข้มข้น นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่น่าภาคภูมิใจ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำคัญให้นักศึกษาคณะการทูตและการต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับเพื่อนนิสิตนักศึกษาจากต่างสถาบัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสังคมและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในเวทีการต่างประเทศในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top