Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

MOSHI รุกตลาดไลฟ์สไตล์!! คว้าลิขสิทธิ์ "Kuromi" จาก Sanrio เสริมคอลเลกชันแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ มุ่งกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult ดันยอดขายไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง

“MOSHI” เสริมแกร่งยอดขายไตรมาส 1/69 คว้าลิขสิทธิ์ ‘Kuromi’
ลงคอลเลกชันใหม่ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult
พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ ดันยอดขายโตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เดินเกมรุกสร้างความคึกคักให้ตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด คว้าลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดฮิตระดับโลกอย่าง “Kuromi” (คุโรมิ) จาก Sanrio เสริมทัพสินค้ากลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ มั่นใจกระตุ้นยอดขายในไตรมาสแรกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกคือการสร้างความเคลื่อนไหวให้ร้าน (Store Dynamism) อยู่เสมอ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง (Continuous Product Refresh) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกค้นพบสิ่งใหม่ (Sense of Discovery) ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในร้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความตื่นเต้นแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างเหตุผลให้ลูกค้าอยากกลับมาเยี่ยมชมร้านซ้ำ (Reason to Return) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เน้นไลฟ์สไตล์และความน่ารัก (Lifestyle & Trend-driven Products) ที่ผู้บริโภคต้องการความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด MOSHI ได้เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ “Kuromi” (คุโรมิ) คาแรกเตอร์ยอดนิยมระดับโลกจาก Sanrio ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ประกอบกับการเลือก Kuromi ในครั้งนี้ มาจากเสียงเรียกร้องของฐานลูกค้าที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันถือเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่มีมิติชัดเจน สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน (Young Adult) ที่มีกำลังซื้อ ทำให้คอลเลกชัน Kuromi เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์สินค้าของ MOSHI ให้มีความเป็นแฟชั่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

สำหรับคอลเลกชัน Kuromi ได้รับการออกแบบให้มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกหมวดหมู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน (Life-centric Design) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของใช้ในบ้าน (Home), สินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) และเครื่องเขียน (Stationery) โดยมีไอเทมไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Kuromi ได้อย่างชัดเจน อาทิ หมอนไดคัท, ผ้าห่ม, กิ๊บติดผม, เสื้อผ้า, หมวก และอุปกรณ์จัดเก็บของต่างๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่ครบครันที่สุด เพื่อให้แฟนคลับสามารถเลือกใช้สินค้าที่ชื่นชอบได้ในทุกโมเมนต์ของวัน ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ MOSHI กล่าวเพิ่มว่า บริษัทฯ ได้ใช้คอลเลกชัน Kuromi เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (Traffic Driver) สำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน และเพื่อเพิ่มยอดการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักซื้อสินค้าอื่นควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้เสริมทัพด้วยสินค้าลิขสิทธิ์อื่นๆ เช่น Hangyodon จาก Sanrio, Choonsik และ Niniz จาก Kakao Friends รวมถึงการปั้นสินค้าที่เป็นเอกสิทธิ์ของ MOSHI (Intellectual Property) อย่าง “Aqua Dream” เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย (Multi-segment) นำไปสู่การเกิด Traffic ที่ต่อเนื่องและการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในด้านการบริหารจัดการและช่องทางการจำหน่าย บริษัทฯ ได้ใช้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจากขนาดธุรกิจ (Economy of Scale) จากเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มาช่วยในการควบคุมต้นทุนเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าใน “ราคาที่จับต้องได้” ผ่านกลยุทธ์การตลาด ที่เน้นการสื่อสารผ่าน KOL ทุกระดับ ที่มีความชื่นชอบในแบรนด์จริง ซึ่งจะช่วยสร้าง Awareness และภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ในวงกว้าง โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกช้อปคอลเลกชัน Kuromi และสินค้าใหม่ๆ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ร้าน Moshi Moshi ทุกสาขาทั่วประเทศและแพลตฟอร์ม Online Shopee หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi 

Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp  

ญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ เรียกร้อง!! เร่งรัดพิจารณาพ.ร.บ.สันติสุข หลังสภาฯ เห็นชอบเอกฉันท์ ยืนยันหลักความยุติธรรมและสมานฉันท์ ป้องกันความขัดแย้งซ้ำซาก

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ.... ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ  นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕  สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง  กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์  ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวงร.10  นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕

สวนนงนุชจัดโปร!! เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้ม ซื้อ 1 แถม 1 ตลอดเดือนพฤษภาคม เด็กและผู้สูงอายุมากมายสิทธิ์ เมืองอียิปต์ใหม่พร้อมแลนด์มาร์ก

“เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้มทั้งบ้าน! สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่ ‘ซื้อ 1 แถม 1’ ตลอดพฤษภาคม ลดภาระครอบครัว เที่ยวได้ทั้งครอบครัวแบบสุดคุ้ม”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ต้อนรับช่วงใกล้เปิดเทอม จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in สามารถรับสิทธิพิเศษทันที เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีอีก 1 ใบในทันที เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบครอบครัวในช่วงปิดเทอมปลายที่กำลังจะสิ้นสุด

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยา บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมระดับโลก มีสวนสวยมากกว่า 60 สวน และมีการรวมพันธุ์ไม้จากทั่วทุกมุมโลกกว่า 18,000 ชนิด พร้อมไฮไลต์สุดตื่นตาอย่างโซนไดโนเสาร์มากกว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ล่าสุด “เมืองอียิปต์” ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ประกอบด้วยพีระมิดและรูปปั้น Ennead (เอนเนียด) หรือมหาเทพในตำนานอียิปต์โบราณ ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 12 องค์ จากทั้งหมด 23 องค์ มีความสูงกว่า 5 เมตร ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายภาพที่หาชมได้ยากในประเทศไทย

นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมระดับคุณภาพ “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงความสามารถของช้างแสนรู้ ที่เปิดการแสดงวันละ 4 รอบ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกวัยสวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

24 เมษายน ของทุกปี กำหนดเป็น “วันเทศบาล” รากฐานการปกครองท้องถิ่น ย้อนรอยจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจของไทย สู่หมุดหมายประชาธิปไตยไทย

24 เมษายน “วันเทศบาล” จากรากฐานการปกครองท้องถิ่น สู่หมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย

วันที่ 24 เมษายนของทุกปี เป็น “วันเทศบาล” ของไทย โดยมีที่มาจากการที่ พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช 2476 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเมื่อ 24 เมษายน 2477 ก่อนที่ต่อมากระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 กำหนดให้วันที่ 24 เมษายนของทุกปีเป็น “วันเทศบาล” อย่างเป็นทางการ เพื่อเชิดชูความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาล

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 ปีนี้จึงเป็น ครบ 37 ปีของการกำหนดวันเทศบาลอย่างเป็นทางการ นับจากประกาศกระทรวงมหาดไทยในปี 2532 และในอีกมิติหนึ่งก็ยังเป็น 92 ปีของการมีผลใช้บังคับของกฎหมายเทศบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองท้องถิ่นไทยยุคใหม่ด้วย

ความสำคัญของ “วันเทศบาล” ไม่ได้อยู่เพียงการรำลึกถึงวันสำคัญทางกฎหมายเท่านั้น แต่สะท้อนแนวคิดเรื่อง การกระจายอำนาจ อย่างชัดเจน เพราะเทศบาลคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีองค์กรของตนเองในการดูแลบ้านเมือง แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนของตน แทนที่จะรอการสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ประกาศกระทรวงมหาดไทยปี 2532 อธิบายความหมายของเทศบาลไว้อย่างน่าสนใจว่า นับตั้งแต่มีการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาลมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เทศบาลได้ช่วยสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นอย่างมาก ทั้งในด้านการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และที่สำคัญคือทำหน้าที่เป็น “กระบวนการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยตนเอง” ถ้อยคำนี้ทำให้เห็นชัดว่าเทศบาลไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงหน่วยงานบริการสาธารณะ แต่เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยของสังคมไทยในระดับพื้นที่ด้วย

เมื่อมองในความหมายเชิงประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของเทศบาลหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุคต้นประชาธิปไตยไทย สะท้อนความพยายามของรัฐในการวางระบบให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ และมีพื้นที่ในการตัดสินใจเรื่องท้องถิ่นของตนเองในระดับหนึ่ง

นั่นทำให้ “เทศบาล” มีความสำคัญเกินกว่าคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป เพราะเทศบาลคือจุดที่แนวคิดประชาธิปไตยสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การจัดการขยะ ตลาด การศึกษา สุขาภิบาล สวนสาธารณะ หรือการดูแลคุณภาพชีวิตในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจที่ทำให้ประชาชนเห็นโดยตรงว่า การปกครองไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเริ่มต้นได้จากระดับใกล้บ้านที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง วันเทศบาลยังเป็นเหมือนวันทบทวนบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานเทศบาล และประชาชนในพื้นที่ ว่าการพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชนเอง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการให้วันเทศบาลเป็นเครื่องเตือนใจถึง ความรัก ความผูกพัน ความเสียสละ และความรับผิดชอบ ต่อท้องถิ่นของตน

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด “วันเทศบาล” คือวันที่ชวนคนไทยมองกลับไปยังรากฐานของประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแค่การเลือกตั้งระดับชาติหรือการเมืองในรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการจัดการบ้านเมืองของตนเองผ่านระบบท้องถิ่นด้วย

ดังนั้น วันที่ 24 เมษายน จึงเป็นมากกว่าวันสำคัญเชิงพิธีการ หากเป็นหมุดหมายที่ย้ำให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และประชาธิปไตยที่มั่นคงต้องหยั่งรากจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานรากก่อนเสมอ เทศบาลจึงไม่ใช่เพียงหน่วยงานบริหารเมืองหรือชุมชน แต่คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบอบประชาธิปไตยไทยให้เติบโตจากพื้นฐานของสังคมจริง

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2477/A/82.PDF?

มาสด้าลุยรถไฟฟ้า!! เปิดประสบการณ์ MAZDA6e ตลอดเม.ย.-พ.ค. โปรโมชันเด็ดดอกเบี้ย 1.78% แข็งแกร่งด้วยแบตเตอรี่ LFP 77.9 kWh ชาร์จเร็ว 15 นาทีขับไกล 654 กม.

มาสด้าจัดกิจกรรม MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์รถไฟฟ้ามาสด้าแบบจุใจตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, วันที่ 22 เมษายน 2569 – มาสด้าตอบรับเสียงเรียกร้องจากลูกค้า

ภายหลังสร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นกับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ THE ALL-ELECTRIC

MAZDA6e ในงานมอเตอร์ โชว์ ที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรม “MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

สัมผัสประสบการณ์ที่ใช่ พร้อมสร้างความมั่นใจในเอกลักษณ์แบบมาสด้า”

ที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำตลอดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2569

เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด

และได้ทดลองสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้า

ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานจากลูกค้าทั่วโลก

โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศได้แล้วตั้งแต่วันนี้

หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e เป็นยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback”

ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างาม

ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 หรือ “2026 World Car

Design of the Year” มอบสมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ

และคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ

มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกล 654 กม.

รองรับการชาร์จด่วน DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30%-80% เร็วสูงสุดใน 15 นาที**

มาพร้อมกับทางเลือก 2 รุ่น 2 สไตล์

รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน

ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท

รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ

เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e มาสด้ายินดีมอบข้อเสนอมากมาย

ทั้ง ดอกเบี้ยพิเศษ 1.78% 1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 2 ฟรี Home Charger

จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ 3 ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5

ปี 4 นอกจากนั้นยังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-

MUS) ประกอบด้วย

รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 5

ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 6

ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 7

ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 8

สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package

ยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** ทั้งนี้

มาสด้าต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การตอบรับต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้าเป็นอย่างดี

และขอเชิญชวนลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e

เข้ามาทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลอดเดือนเมษายน-

พฤษภาคม 2569 ได้ตามวันและสถานที่ดังต่อไปนี้

21-23 เม.ย. 69

มาสด้า กฤษฎา รามอินทรา กม.9

มาสด้า พระนคร

เกษตร–นวมินทร์

21-25 เม.ย. 69

มาสด้า อนุภาษ ภูเก็ต

23-26 เม.ย. 69 

มินิ มอเตอร์โชว์

ศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์

สุรินทร์*

24-26 เม.ย. 69

มาสด้า พระราม 7

24-27 เม.ย. 69

- มาสด้า สุขุมวิท 65

28-30 เม.ย. 69

- มาสด้า เคพีออโต้ คลองหลวง

28 เม.ย.69 - 3 พ.ค. 69

- มาสด้า ดุสิต ออโต้ เซลส์ (ตรัง)

30 เม.ย.69 - 4 พ.ค. 69

- บิ๊กเซลส์ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 11

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล อุบลราชธานี

ชั้น1*

1-3 พ.ค. 69

- มาสด้า 14 ออโตโมทีฟ เทพารักษ์

1-10 พ.ค. 69

- มหกรรมยานยนต์ล้านนา

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่

เฟสติวัล ชั้น 1 บริเวณลานกิจกรรม

5-7 พ.ค. 69  มาสด้า

- เจพี ประดิษฐ์มนูธรรม**

- มาสด้า เภตรา บางพูน**

5-11 พ.ค. 69

- มินิ มอเตอร์โชว์ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล กระบี่

7-17 พ.ค. 69

- มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2026

ศูนย์การค้า เทอมินอล 21 โคราช

ชั้น G โซน Paris & London Street

8-10 พ.ค. 69 

- ศูนย์การค้า ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

ชั้น B หน้า Amazon*

มาสด้า แอลบาทรอส ออโต้

รามอินทรา

*มีรถสำหรับจัดแสดงเท่านั้น **มีรถสำหรับทดลองขับเท่านั้น

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น

สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

1 ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4)

บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

3 ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง

1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4 สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

5 ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

6 แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

7 เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE/TikTok

พลังงานโลกเดือด!! ฮอร์มุซตึงเครียด ดันราคาน้ำมันทะยาน ไทยตรึงขายปลีก-กองทุนยังติดลบ น้ำมันพุ่ง ขณะไทยยันสำรองพอใช้ 111 วัน แต่ไทยยังคงราคาหน้าปั๊ม ลดแรงกระแทกค่าครองชีพ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อเปิดทางเจรจา แต่กลับไม่มีตัวแทนเข้าร่วมหารือ   ที่ปากีสถานจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ามาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างเข้มงวด มีการสกัดกั้นและเปลี่ยนเส้นทางเรือแล้วถึง 29 ลำ รวมถึงสกัดกั้นและเบี่ยงเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย อีกอย่างน้อย 3 ลำ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยึดเรือสินค้า 2 ลำ และโจมตีอีกลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบหรือหยุดยิงอย่างสมบูรณ์จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม ภาวะชะงักงันของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ บวกกับรายงานสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ปรับเพิ่มขึ้น 3.43 ดอลลาร์ ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล WTI เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ ปิดที่ 92.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Dubai พุ่งขึ้นถึง 6.13 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 100.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 111 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 21 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.78 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.93 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ 0.40 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91/95, E20 และดีเซล เพื่อตรึงราคาขายปลีกไม่ให้ปรับขึ้น ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันขายปลีกยังคงเดิม ได้แก่ ดีเซล B7 อยู่ที่ 41.70 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท แก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท และดีเซล B20 ที่ 34.70 บาท ต่อลิตร

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.87 - 87.45 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.30 – 118.29 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ติดลบ 62,158.23 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 132.47 ล้านบาท

Sandisk เปิดตัวใหม่!! ยกระดับการ์ดความจำ CFexpress 4.0 ความเร็วสูง SD Card V90/V60 อัปเกรดเต็มที่ รองรับ 6K 8K อย่างลื่นไหล

Sandisk ยกระดับไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยล่าสุด 
เปิดตัว CFexpress 4.0 Type B และ SD Card V90/V60 รุ่นใหม่ในงาน NAB 2026

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 22 เมษายน 2569 – Sandisk โชว์นวัตกรรมใหม่ในงาน NAB 2026 ณ ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา เปิดตัวไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ล่าสุด นำโดย SANDISK Extreme PRO® CFexpress™ 4.0 Type B Card เจเนอเรชันล่าสุด พร้อมอัปเกรด SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 และ V90 ที่มาพร้อมความจุเพิ่มขึ้นสูงสุด 2TB และยกระดับความเร็วเพื่อการใช้งานที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

เมื่อการผลิตคอนเทนต์ก้าวสู่ความละเอียดระดับ 6K 8K รวมถึง การบันทึกแบบบิตเรตสูงมากขึ้น ความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลจึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งด้านประสิทธิภาพและความเสถียร เพื่อรองรับการทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับไลน์อัพ Sandisk ที่เปิดตัวภายในงาน NAB 2026 ประกอบด้วย
 
SANDISK Extreme PRO® CFexpress 4.0 Type B Card  ประสิทธิภาพเหนือระดับ เพื่อการสร้างวิดีโอมืออาชีพ เร็วแรงสำหรับเวิร์กโฟลว์ระดับภาพยนตร์
การ์ดหน่วยความจำรุ่นล่าสุดจาก Sandisk ที่มอบความเร็วในการอ่านสูงสุดถึง 3,700MB/s และความเร็วในการเขียนสูงสุด 3,500MB/s พร้อมประสิทธิภาพการเขียนแบบต่อเนื่องที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการบันทึกวิดีโอแบบบิตเรตสูงได้อย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งยังรองรับความจุสูงสุดถึง 4TB รองรับการบันทึกต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น และการถ่ายทำความเร็วสูงในระดับความละเอียด 12K              
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026
 
SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V90 Card  รองรับการบันทึก 8K ต่อเนื่องอย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ
การ์ดหน่วยความจำ V90 ออกแบบมาสำหรับงานโปรดักชันระดับสูง รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K และการถ่ายทำที่ต้องการความเร็วสูงต่อเนื่อง มาพร้อมความจุสูงสุดถึง 2TB โดยการ์ดขนาด 2TB นี้ สามารถบันทึกวิดีโอ8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ได้ยาวนานกว่า 1,118 นาที นอกจากนี้ ยังเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยความเร็วในการอ่านสูงสุด 310MB/s และเขียนสูงสุด 305MB/s (สำหรับรุ่นความจุ 512GB ถึง 2TB)
พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้

o  SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 Card   บันทึกวีดีโอ 6 K ได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมงที่ 24 เฟรมต่อวินาที
·    การ์ดหน่วยความจำ V60 ที่พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานของกลุ่มโปรซูเมอร์และระดับมืออาชีพ สำหรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 6K ควบคู่กับการถ่ายภาพนิ่งความละเอียดสูง โดยมาพร้อมความจุที่ขยายสูงสุดถึง 2TB อีกทั้งยังมอบความเร็วในการอ่านสูงสุด 300MB/s และเขียนสูงสุด 250MB/s ช่วยให้สามารถการถ่ายทำต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น และลดความจำเป็นในการเปลี่ยนการ์ดบ่อยครั้ง (สำหรับรุ่นความจุ 256GB ถึง 2TB)
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SANDISK ในงาน NAB 2026 ได้ที่ เว็บไซต์

เกี่ยวกับแซนดิสก์
Sandisk (Nasdaq: SNDK) เป็นผู้นำด้านโซลูชันแฟลชและเทคโนโลยีหน่วยความจำขั้นสูง ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในทุกช่วงจังหวะของความต้องการและแรงบันดาลใจ ช่วยให้ผู้คนและองค์กรสามารถก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และขยายขีดจำกัดของความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ติดตาม Sandisk ได้ทาง Instagram, Facebook, X, LinkedIn, YouTube ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TeamSandisk บน Instagram
 .
SANDISK, โลโก้ SANDISK และ SANDISK Optimus เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ WD_BLACK, โลโก้ WD_BLACK และ WD Blue เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Western Digital Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ เครื่องหมายคำว่า NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท NVM Express, Inc.
เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง และผลิตภัณฑ์บางรายการอาจไม่มีวางจำหน่ายในทุกประเทศหรือทุกภูมิภาคทั่วโลก

© 2026 Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือ สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

จีน-กัมพูชาจับมือแน่น!! เปิดกลไก 2+2 เสริมสัมพันธ์การเมือง-กลาโหม เสริมสร้างความร่วมมือทางการเมือง สนับสนุนความมั่นคงและฟื้นฟูประเทศ เน้นแก้ปัญหาทางไซเบอร์และภูมิภาค

จีน-กัมพูชาจัดประชุมรมว.ต่างประเทศและกลาโหม ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกคู่เจรจา 2+2

พนมเปญ, 23 เม.ย. (ซินหัว) -- การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" จัดขึ้นเมื่อวันพุธ (22 เม.ย.) ณ กรุงพนมเปญของกัมพูชา มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีในหลายสาขา โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือในประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค และบรรลุฉันทามติในวงกว้าง

หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และต่งจวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ร่วมเป็นประธานการประชุมกับปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา และเตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา

หวังกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อพัฒนากลไกนี้ให้เป็นเวทีเชิงกลยุทธ์สำหรับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระชับความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างจีนและกัมพูชา และเพื่อสนับสนุนการสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกัน

จีนสนับสนุนกัมพูชาและไทยในการดำเนินการตามฉันทามติที่บรรลุร่วมกันในการประชุมจีน-กัมพูชา-ไทย ณ ริมทะเลสาบฝู่เซียน มณฑลอวิ๋นหนาน ใช้ประโยชน์จากกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เสริมสร้างการเจรจา ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยจีนยินดีจัดหาเวทีเพื่อการสื่อสารที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระหว่างกัมพูชาและไทย

หวังเผยว่าจีนจะยังคงสนับสนุนกัมพูชาในการเร่งพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ ตลอดจนความพยายามในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และจีนยินดีให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่การตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้พักอาศัยตามแนวชายแดนกัมพูชาและด้านอื่นๆ รวมถึงผลักดันโครงการความร่วมมือสาธิตลดความยากจนต่อไป

ขณะเดียวกัน หวังเสริมว่าจีนยินดีกระชับความร่วมมือกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายใต้กรอบงานของ 4 แผนริเริ่มสำคัญระดับโลกที่จีนนำเสนอ สร้างแบบจำลองความมั่นคงในเอเชียที่มีความมั่นคงร่วมกัน การแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง รวมทั้งมีการเจรจาและการปรึกษาหารือ อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลโลกไปในทิศทางที่เป็นธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น 

ด้านต่งจวินกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อกระชับและเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในด้านความมั่นคงทางทหาร

ขณะที่สุคนกล่าวว่าจีนเป็นมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุดของกัมพูชา และแสดงความขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างครอบคลุมจากจีน สุคนย้ำว่ากัมพูชายึดมั่นในหลักการจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และสนับสนุนทุกความพยายามของจีนในการเดินหน้าบรรลุการรวมชาติ ส่วนเซยฮาเผยว่ากัมพูชายินดีสำรวจช่องทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือ และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีน

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันประเทศ ร่วมกันต่อสู้กับการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และปกป้องความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำถึงการสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทระดับภูมิภาคผ่านการพูดคุยเจรจา การร่วมกันต่อต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียวและการเมืองแห่งอำนาจ รวมทั้งการยึดมั่นในการค้าเสรีระดับโลกและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ

(แฟ้มภาพซินหัว : การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" ในกรุงพนมเปญของกัมพูชา วันที่ 22 เม.ย. 2026)

ที่มา :Xinhua

“เคทีซี” เตือนลิงก์ปลอม เตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงคืนภาษี ตั้งเช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก ย้ำหน่วยงานรัฐไม่ส่งลิงก์กรอกข้อมูล กระตุ้นทักษะการเงินยุคดิจิทัลป้องกันภัย

จากเงินคืน…สู่เงินหาย เคทีซีเตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงรับคืนภาษี แนะ 4 เช็กลิสต์

ในจังหวะที่ผู้เสียภาษีจำนวนมากกำลังติดตาม “เงินคืนภาษี” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระแสเงินสดที่ผู้บริโภคคาดหวังในแต่ละปี กลับพบว่าประเด็นดังกล่าวกำลังถูกใช้เป็น “จุดโจมตี” ใหม่ของมิจฉาชีพในโลกดิจิทัล ผ่านการส่งข้อความ SMS และอีเมลแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคคลิกลิงก์และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน "เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพใหญ่ของ Cyber Risk ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอยู่ในชีวิตทางการเงินประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมี “แรงจูงใจทางการเงิน” ชัดเจน เช่น การรอรับเงินคืน การรับสิทธิ์ หรือการทำธุรกรรมที่มีกรอบเวลา ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเร่งการตัดสินใจ

เมื่อ “ความคาดหวังทางการเงิน” กลายเป็นช่องโหว่

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวก ทำให้การคลิกลิงก์จากข้อความกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับลด “ช่วงเวลาคิด” ที่จำเป็นในการตรวจสอบความถูกต้อง ส่งผลให้ความเสี่ยงจาก Social Engineering เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะข้อความที่ใช้คำว่า “ด่วน”, “ยืนยันสิทธิ์”, หรือ “ข้อมูลไม่ครบ”

ในกรณีขอรับคืนภาษี กรมสรรพากรมีขั้นตอนที่ชัดเจนในการโอนเงินคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ ไม่มีนโยบายให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านลิงก์จาก SMS หรืออีเมล ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ผู้บริโภคควรตระหนัก

Cyber Risk ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือ “ทักษะการเงิน”

เคทีซีมองว่า ความเสี่ยงจากลิงก์ปลอมไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Literacy ในยุคดิจิทัล ที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีทักษะในการประเมินความเสี่ยงก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันตนเองได้ในเชิงปฏิบัติ เคทีซีแนะนำ “เช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก” ดังนี้

  1. เช็กผู้ส่ง: หากเป็นข้อความจากแหล่งที่ไม่คุ้นเคย หรือใช้ชื่อหน่วยงานแต่ส่งจากช่องทางผิดปกติ ควรตั้งข้อสงสัยทันที
  2. เช็กลิงก์: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความ โดยเฉพาะที่อ้างเรื่องเงินคืนภาษีหรือสิทธิ์ทางการเงิน
  3. เช็กข้อมูลที่ถูกขอ: หากมีการขอข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัตร หรือรหัสใด ๆ ให้หยุดและตรวจสอบก่อน
  4. เช็กกับช่องทางทางการ: เข้าตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงานโดยตรง หรือใช้ช่องทางติดต่อที่เป็นทางการเท่านั้น

 .

จาก “ป้องกันตัว” สู่ “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน”

ในภาพรวม การเพิ่มขึ้นของภัยไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงินสะท้อนว่า “ความปลอดภัย” กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ต่างจากความสะดวกและความรวดเร็ว เคทีซีเน้นย้ำว่า ผู้บริโภคควรจดจำหลักสำคัญว่า หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินจะไม่ส่งลิงก์เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่าน SMS และไม่ควรติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ เนื่องจากลิงก์ปลอมในหลายกรณีอาจนำไปสู่การติดตั้งโปรแกรมที่เปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล

ในยุคที่การเงินและดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก “การหยุดคิดก่อนคลิก” จึงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมด้านความปลอดภัย แต่คือ ทักษะพื้นฐานของการบริหารเงินในโลกยุคใหม่ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ “เงินที่ควรได้คืน” กลายเป็น “ความเสียหายที่ไม่คาดคิด”

ออกข่าวในนาม : ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

อ.อุ๋ย ตีแสกหน้า ‘สายอวยทุนพลังงาน’ ใช้อำนาจกฎหมายแก้ราคาน้ำมัน เปลี่ยนสูตรคำนวณใหม่ Singapore Minus ลดค่ากลั่นดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร รัฐยันต้นทุนจริงไม่ถึงขั้นขาดทุน

ตีแสกหน้า! นักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงาน! ค่าการกลั่นลดได้จริง!

สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนลดค่าการกลั่นน้ำมันไม่ได้ แต่ปัจจุบันทำได้ภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) เกิดจากการเปลี่ยนแนวทางจากการ "ขอความร่วมมือ" มาเป็นการใช้ "อำนาจทางกฎหมาย" และการรื้อสูตรคำนวณใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมีดังนี้:

การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.: รัฐมนตรีเลือกใช้อำนาจตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง แทนการรอการเจรจาเพียงอย่างเดียว

การปรับสูตรอ้างอิงใหม่ (Singapore Minus): เดิมทีไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% แต่รัฐมนตรีมองว่าในสภาวะวิกฤต กลไกนี้ทำให้โรงกลั่นมีกำไรสูงเกินจริง (Windfall Profit) จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Singapore Minus" หรือการนำราคาสิงคโปร์มาหักส่วนลดตามต้นทุนจริง เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ลดลง

การเปิดข้อมูลต้นทุนจริง: มีการเรียกโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อพิสูจน์ว่าค่าการกลั่นที่พุ่งสูงไปถึง 7-14 บาทต่อลิตรนั้นสูงกว่าปกติมาก การลดราคาหน้าโรงกลั่นจึงทำได้โดยที่โรงกลั่นยังไม่ถึงขั้นขาดทุน แต่เป็นการลดกำไรส่วนเกินลง

มาตรการล่าสุด (24 เม.ย. 2569): คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร (โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา) เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาลดราคาหน้าปั๊มและอีกส่วนช่วยพยุงฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบอยู่

สรุปคือ ที่ผ่านมามักเป็นการเจรจาขอให้โรงกลั่นบริจาคเงินเข้ากองทุนซึ่งทำได้ยากและไม่ยั่งยืน แต่ครั้งนี้เป็นการ ใช้อำนาจกฎหมายสั่งปรับโครงสร้างราคา โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติของตลาดโลก

อันนี้ต้องขอบคุณภาคประชาชน และรัฐมนตรีขิง และเป็นการตีแสกหน้าพวกนักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงานทั้งหลาย ที่พยามออกมาสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างราคานํ้ามันที่บิดเบือนและเอาเปรียบคนไทยมาตลอด 

https://www.facebook.com/share/p/1E5capD83F/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top