Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

“มูลนิธิบุณยะจินดา” ยกย่องสดุดีวีรกรรมครอบครัว "น้องอรินทร์" มอบรางวัลเกียรติยศย้ำคุณค่า สูญเสียพ่อ-ปู่จากเหตุวางระเบิด ให้กำลังใจผ่านคลิปเคียงข้างเสมอ

 

(17 ธ.ค. 68) มูลนิธิบุณยะจินดา เพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัว จัดพิธีมอบ "รางวัลเกียรติยศสดุดีวีรกรรม" และประกาศเกียรติยศสดุดีวีรกรรมให้แก่ครอบครัวของ "น้องอรินทร์" หลังสูญเสียคุณพ่อและคุณปู่ซึ่งเป็นครูตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จากเหตุลอบวางระเบิดระหว่างปฏิบัติหน้าที่

 

ในพิธีจัดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยมี "คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา" ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธาน พร้อมผู้บริหารตำรวจระดับสูงเข้าร่วม โดยรางวัลสดุดีวีรกรรมมอบให้ผู้เสียสละและทายาทจำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 25,000 บาท หนึ่งในกรณีสำคัญคือทายาทของ พ.ต.ท.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ และ ด.ต.โดม ช่วยเทวฤทธิ์ ที่เสียชีวิตจากเหตุวางระเบิดและยิงซ้ำเมื่อ 14 มกราคม 2568

 

"ดาว พอฤทัย บุณยะจินดา" กรรมการมูลนิธิฯ โพสต์คลิปสวมกอดและให้กำลังใจน้องอรินทร์กับครอบครัวในโซเชียล พร้อมกล่าวว่า "คุณพ่อจะอยู่ในหัวใจเสมอ" และย้ำว่าเด็กๆ จะช่วยกันดูแลกันต่อไป ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของการส่งต่อความรักและการให้กำลังใจในยามวิกฤต

 

มูลนิธิฯ ยังได้มอบรางวัลและทุนรวมทั้งสิ้น 369 รายการ เป็นเงินกว่า 3,265,000 บาท ในปี 2568 ครอบคลุมถึงรางวัลตำรวจดีเด่นต้นแบบ พลเมืองดี และทุนสงเคราะห์ครอบครัวตำรวจที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ รวมถึงทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ

 

การมอบรางวัลครั้งนี้นอกจากจะสดุดีวีรกรรมผู้เสียสละแล้ว ยังเป็นหลักประกันทางใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียโดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องเติบโตในความเจ็บปวด เพื่อย้ำว่าการเสียสละเพื่อประเทศจะไม่ถูกลืมหรือปล่อยให้เงียบหายไปตามกระแสข่าว

 

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9862838/

 

ฮาร์บินเปิดฤดูท่องเที่ยว แลนด์มาร์ก “ถนนจงยาง” สตรีทแน่นตลอดคืน คึกคักจนกลายเป็นภาพจำเมืองน้ำแข็ง แสงสีสไตล์ยุโรปดันยอดเที่ยวฤดูหนาวพุ่ง! กลายเป็นแม่เหล็กนักเดินทาง

 

(17 ธ.ค. 68) เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน กลับมาคึกคักในฤดูหนาว โดยถนนจงยาง ถนนคนเดินใจกลางเมือง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวแห่เข้าชมอย่างเนืองแน่นในช่วงนี้

 

ถนนจงยางมีความยาวกว่า 1,450 เมตร เป็นถนนปูหินทรายที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปและอาคารเก่าแก่สองข้างทาง ผสมผสานกับร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่หลากหลายรูปแบบ ในช่วงฤดูหนาวถนนสายนี้จะเต็มไปด้วยแสงสีไฟประดับและของตกแต่งเทศกาลที่สร้างบรรยากาศให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอายเมืองหนาวแบบยุโรป

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงประติมากรรมน้ำแข็งและหิมะ รวมถึงกิจกรรมการแสดงพื้นบ้านที่ถนนจงยางเพิ่มสีสันและความคึกคักให้เทศกาลฤดูหนาวของฮาร์บินในแต่ละปี โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นหลักสิบล้านคนในฤดูกาลที่ผ่านมา

 

"ถนนจงยางเป็นจุดหมายท่องเที่ยวหลักที่ดึงดูดผู้คนให้มาเดินเล่น ถ่ายภาพ และสัมผัสบรรยากาศเมืองน้ำแข็งอย่างแท้จริง" รายงานระบุ นอกจากนี้ ฟีเจอร์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับเทศกาลน้ำแข็งและหิมะของฮาร์บินที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศจีน

 

ที่มา : Xinhua

 

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 5 สร้างแพลตฟอร์มโปร่งใส ลองมองและคิดแบบ “PropertyScout” ขายความโปร่งใสในตลาดที่คนไม่ไว้ใจใคร ทำให้ลูกค้าเชื่อถือ สบายใจที่ได้ใช้บริการ

ตลาดอสังหาฯ ไทย = สนามแห่งความไม่แน่ใจ
- ประกาศซ้ำ  
- ห้องที่ลงไว้ “มี/ไม่มี” ก็ไม่รู้  
- ราคาจริงไม่ตรงกับที่ลง  
- เอเจนต์แข่งกันเอง วุ่นวายไปหมด

สตาร์ตอัปอย่าง PropertyScout เลือกเล่นในตลาดที่ “คนไม่ค่อยไว้ใจใคร” แล้ววางตัวเองง่าย ๆ ว่า “เราเป็นคนจัดระบบและทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะทำได้”

1. เมื่อ “ความโปร่งใส” กลายเป็นสินค้า

PropertyScout ไม่ได้ขายแค่ “แพลตฟอร์มหาห้อง” แต่ขายสิ่งที่คนอยากได้จริง ๆ คือ
- ความมั่นใจว่าห้องมีอยู่จริง  
- ข้อมูลไม่มั่ว  
- กระบวนการเช่า/ซื้อไม่งง  

เขาทำโดย
- ตรวจสอบ listing ก่อนขึ้นระบบ  
- ใช้ระบบจัดการข้อมูลห้องจำนวนมาก  
- ทำงานร่วมกับเอเจนต์หลายพันคนแบบมีข้อตกลงชัดเจน (co-broke)

SME อยู่ในธุรกิจที่ลูกค้าไม่ค่อยไว้ใจ? เช่น
- รับเหมาก่อสร้าง  
- ที่ปรึกษาการเงิน/ภาษี  
- งานซ่อมรถ ซ่อมบ้าน  
- นายหน้าในรูปแบบต่าง ๆ  

ให้ถามตรง ๆ ว่า “เราขายความโปร่งใสได้มากแค่ไหน?”

2. ใช้ระบบช่วย “คน” ไม่ใช่เอาระบบไปแทนคน

PropertyScout ไม่ได้บอกว่า “เราจะลบเอเจนต์ออกจากสมการ” แต่บอกว่า
- เราจะช่วยเอเจนต์หา deal ได้ง่ายขึ้น  
- ใช้ระบบจัดการห้อง-เอกสาร-นัดหมาย  
- ให้เอเจนต์โฟกัสกับการให้คำปรึกษาและปิดดีล

SME ลองถามตัวเอง
- ถ้าเอาระบบ/ซอฟต์แวร์เข้ามาในธุรกิจ  
  เราต้องการ “ลดคน” หรือ “เพิ่มมูลค่าของคน”?  
- จะดีกว่าไหมถ้าให้ระบบจัดการงานเอกสาร/ตรวจเช็ก/งาน routine  
  แล้วให้คนไปอยู่หน้างาน-สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแทน?

3. ทำตัวเองให้เป็น “สนามกลางของทั้งวงการ”

ความแหลมของ PropertyScout คือ เขาไม่ทำตัวเป็น “นายหน้ารายหนึ่ง” แต่พยายามเป็น “เวทีที่นายหน้าทุกคนมาเล่นด้วย”
- เปิดระบบ co-broke  
- แบ่งค่าคอมชัดเจน  
- ทำให้เอเจนต์มีแรงจูงใจจะใช้แพลตฟอร์มแทนการทำเดี่ยว

SME ถ้าอยากเป็นมากกว่าร้าน ๆ หนึ่งในตลาด คิดให้ไกลขึ้นว่า “ในอุตสาหกรรมของเรา มีใครบ้างที่ควรมาเจอกันบนเวทีเดียว?” เช่น
- แพลตฟอร์มรวมช่าง-ซัพพลายเออร์-ลูกค้า  
- แพลตฟอร์มรวมคลินิก-แลบ-คนไข้  
- แพลตฟอร์มรวมโรงงานเล็ก-ผู้ซื้อรายใหญ่  

ยิ่งคุณเป็นเวทีกลางได้เร็วเท่าไหร่ คุณยิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ “คนอื่นต้องมีคุณ” ไม่ใช่คุณต้องวิ่งหาคนอื่น

4. SME เรียนรู้อะไรจาก PropertyScout

(1) ความโปร่งใส = สินค้าตัวจริง  
- ในตลาดที่คนไม่ไว้ใจใคร คนที่แสดง work process / ข้อมูล / เงื่อนไขชัดที่สุด จะได้เปรียบ

(2) อย่าใช้เทคโนโลยีไปลบคนที่สำคัญกับความสัมพันธ์  
- ใช้ระบบจัดการงานหลังบ้าน  
- ปล่อยให้คนไปทำงานหน้าเดียวที่ต้องใช้หัวใจและประสบการณ์

(3) ทำเวทีให้ทุกคนเล่นด้วย แทนที่จะเล่นคนเดียว  
- ถ้าคุณออกแบบระบบแบ่งผลประโยชน์ดี ๆ คนในอาชีพเดียวกันจะกลายเป็น “พาร์ตเนอร์” ไม่ใช่ศัตรู

สรุปตอนที่ 5 เมื่อความน่าเชื่อถือคือคอร์โปรดักต์

PropertyScout ทำให้เราเห็นว่า ในหลายอุตสาหกรรม “ความน่าเชื่อถือ” ไม่ใช่ของแถม แต่มันคือ “ของที่ลูกค้าซื้อจริง ๆ”

SME ที่ยืนบนฐานนี้ได้ จะไม่ต้องแข่งที่ราคาล้วน ๆ แต่มีสิทธิ์เก็บ premium เพราะลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าใช้เจ้านี้…สบายใจกว่าเยอะ”

สหรัฐฯ บีบยูเครน!! จ่อถอดหลักประกัน เตือนไม่ให้ยูเครนยืดเยื้อ เผย "มาตรฐานแพลทินัม" ถูกจำกัดเวลา ทรัมป์ชี้ยูเครนควรมองใหม่

(17 ธ.ค. 68) สหรัฐอเมริกาแจ้งยูเครนให้ยอมรับข้อเสนอ "มาตรฐานแพลทินัม" ว่าด้วยหลักประกันความมั่นคงภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะมีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสเพราะข้อเสนอนี้อาจถูกถอนออกไป

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า หลักประกันดังกล่าว "จะไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจาตลอดไป" พร้อมระบุว่ายูเครนและยุโรปพอใจในระดับที่ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ได้เสนอไว้ ถึงแม้รายละเอียดของหลักประกันยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

'โดนัลด์ ทรัมป์' กล่าวว่า ยูเครน "ได้สูญเสียดินแดนไปแล้ว" และเสนอให้ยูเครนเลิกหวังจะได้ดินแดนคืน ควรมุ่งสู่การได้รับหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ และยุโรปแทน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และยูเครนได้หารือกันที่กรุงเบอร์ลิน โดยมี 'สตีฟ วิตคอฟฟ์' ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และ 'จาเร็ด คุชเนอร์' ลูกเขยของ 'ทรัมป์' เข้าร่วมประชุม เพื่อปรึกษาแผนสันติภาพของประธานาธิบดี 'ปูติน' ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ต้อนรับผู้แทนสหรัฐฯ ที่ทำเนียบเครมลินในกรุงมอสโก

ที่มา : Sputnik

ชี้ทางแก้วิกฤตชายแดน 'ผู้พันแซม-เฟื่องวิชช์' เปิดแผนปฏิบัติการบุกกัมพูชา แนะทัพไทยยึด 'ปอยเปต-เกาะกง' ชิงอำนาจต่อรอง-จัดการสแกมเมอร์

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ 'ผู้พันแซม' อดีตผู้บังคับกองพันทหารม้า กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เสนอแผนการสู้รบของกองทัพไทยเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า หากกองทัพไทยยังคงจำกัดการสู้รบไว้เพียงแนวชายแดน ความขัดแย้งจะไม่มีวันจบสิ้น จึงเสนอให้กองทัพใช้กลยุทธ์ ‘รุกเร็ว-รุนแรง-เด็ดขาด’ เจาะลึกเข้าไปในจุดไข่แดงของฝ่ายตรงข้าม

เพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการเจรจา พันเอก เฟื่องวิชชุ์ เสนอแผนยุทธวิธี โดยแบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ คือ ทางบก และ ทางทะเล ในมิติทางบก กองทัพภาคที่ 1 ต้องใช้กองพันรถถังรุกคืบเข้าไปยังปอยเปต ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชาไม่คาดคิดว่าไทยจะกล้าบุกเข้าไปลึกถึงขนาดนั้น การรุกคืบที่รวดเร็วและรุนแรงนี้จะส่งผลให้กองกำลังกัมพูชาจากทั้งพื้นที่บริเวณด้านบนและด้านล่างของประเทศกรูกันเข้ามาช่วยทัพที่ปอยเปต ส่งผลให้แนวรบหลักของกองทัพภาคที่ 2 รบได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ต้องระวังโดยการมีกองกำลังทหารม้าป้องกันทางปีกซ้ายและขวา เพื่อกันไม่ให้กองกำลังกัมพูชาตีโอบล้อมกองพันรถถังที่มุ่งหน้าสู่ปอยเปต

ส่วนในมิติทางทะเล พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ได้เสนอให้กองทัพเรือเปลี่ยนยุทธวิธี จากที่เคยใช้เรือฟริเกตแค่ป้องกันการขนส่งน้ำมัน กองทัพเรือควรเข้ายึดเกาะกงของกัมพูชา เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่และบีบให้กองกำลังกัมพูชาที่ป้องกันปอยเปตต้องแบ่งกำลังลงมาช่วยเกาะกง ซึ่งจะทำให้กองทัพภาคที่ 1 ที่อยู่บริเวณปอยเปตสามารถเข้ายึดได้ง่ายยิ่งขึ้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ในปัจจุบันพื้นที่ตามแนวสันปันน้ำตามความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ ทำการยึดพื้นที่สำคัญ เช่น เนิน 677 ไว้ได้อย่างมั่นคงนั้น ถือเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่การจะเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาที่ได้เปรียบในภายหลังนั้น กองทัพไทยต้องมีอำนาจต่อรองจากการยึดครองตามที่ระบุไปข้างต้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าวอีกว่า การทอดเวลาที่ผ่านมาถึง 4 เดือน นับตั้งแต่มีการสั่งให้กองทัพไทยหยุดปฏิบัติการในเดือนกรกฎาคมนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่กองทัพกัมพูชาใช้ในการเตรียมความพร้อมและวิเคราะห์แม่ทัพแต่ละฝ่ายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ถึงความเคลื่อนไหวของไทยอย่างแน่นอน

“กองทัพไทยมีกำลังรบเหนือกว่ากัมพูชามาก และยังมีกองทัพอากาศที่พร้อมสนับสนุนในการเปิดน่านฟ้า ถ้าเรายึดปอยเปตได้จะช่วยสามารถจัดการสแกมเมอร์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าตั้งฐานอยู่ที่นั่น และช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนได้มากขึ้นกว่าเดิม” พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการทหาร การเมือง และการกีฬา โดยสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 33 และระดับปริญญาโทด้านการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ รวมถึงเป็นอาจารย์ถวายงานในการทรงม้าแด่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และเคยเป็นนักกีฬาขี่ม้าเหรียญทองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นนายกสมาคมขี่ม้าอาเซียน สำหรับบทบาทด้านการเมือง พันเอกเฟื่องวิชชุ์ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยและผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน

17 ธันวาคม 2498 วันสวรรคตของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สตรีหนึ่งเดียวที่เชื่อมราชสำนักไทย 4 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 9 ด้วยพระชนมายุ 93 พรรษา

 

(17 ธ.ค. 68) วันที่ 17 ธันวาคมเป็นวันสำคัญที่รำลึกถึงการจากไปของ

"สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า"

สตรีผู้เชื่อมราชสำนักไทยถึง 4 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 4

จนถึงรัชกาลที่ 9 ด้วยพระชนมายุ 93 พรรษา ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม

 

พระนามเดิมคือ "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา" และเป็น

พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ที่ต่อมาได้รับพระราชทานพระอิสริยยศ

เป็นพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 5 และพระอัยยิกาในรัชกาลที่ 8 และ 9

 

พระองค์ทรงเป็นเสาหลักของราชวงศ์จักรี มีบทบาทสำคัญในงานด้าน

การแพทย์ การกุศล และการสนับสนุนการศึกษาและสตรี

ทั้งทรงเป็นต้นตระกูลสายราชสกุลมหิดลและเป็นพระย่าของ

พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของไทย

 

ในโอกาสวันสำคัญนี้ เราได้ยินคำกล่าวว่า "พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า"

หมายถึง "พระอัยยิกาผู้ทรงมีพระชนม์ยืนยาวดุจผ่านหลายร้อยปี"

ซึ่งสะท้อนถึงพระอาวุโสและความเคารพสูงสุดในราชสำนัก

 

วันที่ 17 ธันวาคมจึงไม่เพียงแต่เป็นแค่วันในประวัติศาสตร์

แต่เป็นวันที่สื่อความหมายถึงการเปลี่ยนผ่านสำคัญทางประวัติศาสตร์

และคุณค่าของพระองค์ต่อราชวงศ์และสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

 

ที่มา :  https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 4 ใช้ AI แชตแทนแอดมิน ลองมองและคิดแบบ “Zaapi” โยนงานที่คนเบื่อ-ซ้ำซากให้ AI ทำ แล้วให้คนไปทำงานที่ “มีค่า” มากกว่า

ภาพที่คุ้นเคยของ SME ไทยยุคออนไลน์คือ
- ขายใน Facebook / LINE / Instagram / Shopee / Lazada พร้อมกัน  
- มือถือเด้งทั้งวัน  
- แอดมินตอบไม่ทัน ลูกค้าหาย  
- เจ้าของร้านต้อง “ตอบแชทจนหมดไฟ” มากกว่าทำอย่างอื่น

สตาร์ตอัปอย่าง Zaapi มองภาพนี้แล้วถามว่า “ทำไม SME ต้องเปิด 5 แอป ทั้งที่สิ่งที่อยากทำมีอย่างเดียว คือ ‘คุยกับลูกค้าให้รู้เรื่องและปิดการขาย’ ?”

คำตอบของเขาคือ รวมแชตทุกที่มาไว้ที่เดียว + เอา AI มาช่วยตอบ

1. Unified Inbox รวมทุกช่องให้เหลือแค่จอเดียว

ไอเดียแรกของ Zaapi คือ ดึงข้อความจากทุกช่องทาง เช่น
- Facebook Page  
- LINE OA  
- Instagram  
- Marketplace ต่าง ๆ  

มาอยู่ใน “หน้าจอเดียว” ให้ทีมร้านเห็นแบบรวม

ข้อดีคือ
- ไม่ต้องสลับแอปไปมา  
- ไม่ตกหล่นว่าใครทักมาจากไหน  
- ดูประวัติลูกค้าคนนั้นได้ว่าคุยกับเราจากช่องไหนมาก่อน

SME ไทยลอกแบบไม่ต้องพึ่ง AI ยังได้
- อย่างน้อยควรรวมข้อมูลลูกค้า / ออเดอร์ / ประวัติการซื้อไว้ในที่เดียว แม้จะเริ่มจาก Google Sheet ก็ยังดี  
- ลด “งานสลับหน้าจอ” คือการลดความเครียด + ลดโอกาสลืมลูกค้า

2. ให้ AI ทำ “งานซ้ำ ๆ” ให้หมดก่อน

Zaapi ไม่ได้บอกว่า “ให้ AI ทำแทนคนทั้งหมด” แต่ให้ AI รับมือสิ่งเหล่านี้ก่อน
- ตอบคำถามเดิม ๆ เช่น ส่งของวันไหน? อยู่ที่ไหน? ราคาเท่าไหร่?  
- ส่งลิงก์สินค้าให้  
- เก็บข้อมูลเบื้องต้น เช่น สี/ไซส์/จำนวน  

พอถึงจุดที่ต้องใช้มนุษย์จริง ๆ เช่น
- เคสคอมเพลนหนัก  
- การต่อรองดีลใหญ่  
- การปิดการขายที่ซับซ้อน  

ค่อยส่งต่อให้แอดมินมารับช่วง

SME ที่กลัว AI แย่งงาน ลองเปลี่ยนมุมคิด ให้ AI ทำงานที่คนเบื่อ แล้วให้คนไปทำงานที่ “มีค่า” กว่า

3. ทำ AI ให้ “จับต้องได้” สำหรับคนธรรมดา

จุดแข็งของ Zaapi คือ เขาไม่ได้ขาย AI เป็นศัพท์วิชาการ แต่ขายด้วยประโยคแบบนี้
- “ให้แชทบอทช่วยตอบ 24 ชม.”  
- “ลดเวลาที่แอดมินต้องตอบคำถามเดิม ๆ”
- “ให้ทีมมีเวลาไปปิดการขายมากขึ้น”

เขาออกแบบระบบแบบ no-code / กดเลือก / ตั้งค่าแบบฟอร์ม ให้เจ้าของร้าน/แอดมินทั่วไปเซ็ตได้ ไม่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์

SME ที่อยากใช้ AI ต้องจำให้ขึ้นใจ
- อย่าเริ่มจากประโยคว่า “เราจะใช้ AI ทำอะไรดี?”  
- แต่เริ่มจาก “งานอะไรน่าเบื่อ ซ้ำ ๆ ใช้เวลากับมันเกินไป?”  
- แล้วค่อยหาเครื่องมือ AI ไปจับจุดนั้น

4. ตัวเลขที่ควรวัด ถ้าอยากรู้ว่า AI คุ้มจริงไหม

Zaapi มักโชว์ตัวเลขอย่างเช่น
- สัดส่วนแชทที่ AI ตอบจบเอง  
- เวลาที่ทีมงานลดลงในการตอบลูกค้า  
- อัตราการปิดการขายเมื่อมี AI ช่วยคัดกรองก่อน

SME ถ้าจะใช้ AI ต้องตั้ง KPI ง่าย ๆ แบบนี้
- ก่อนใช้ AI:  
  - แชท/วัน = ?  
  - เวลาตอบเฉลี่ย = ?  
  - ยอดขาย/วัน = ?  

- หลังใช้ AI X สัปดาห์:  
  - แชทที่คนต้องแตะเองลดลงกี่ %  
  - เวลาที่ทีมเหลือเพิ่มขึ้นเท่าไหร่  
  - ยอดขายเปลี่ยนไปไหม  

ถ้าตัวเลขไม่ดีขึ้น = ปรับ prompt / ปรับ flow / หรือหยุดใช้ไปเลย  
แต่ถ้าตัวเลขดีขึ้น = นั่นแปลว่า “AI กำลังทำเงินให้คุณจริง ๆ”

สรุปตอนที่ 4 ให้ AI รับสายก่อน คนค่อยปิดดีล

สิ่งที่ Zaapi สอนเรา คือ
1. รวมทุกอย่างไว้ที่เดียวก่อน ลดความมั่ว ลดงานซ้ำ  
2. ปล่อย AI จัดการคำถามซ้ำ ๆ ให้หมด  
3. ให้คนไปทำงานที่ต้องใช้มนุษย์จริง ๆ เช่น ปิดดีล/ดูแลลูกค้าสำคัญ  
4. วัดผลด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

SME ที่ทำได้แบบนี้  
จะไม่รู้สึกว่า “AI แย่งงาน”  
แต่จะรู้สึกว่า “ถ้าไม่มี AI ทีมฉันคงตายไปแล้ว” มากกว่า

ส่งกำลังใจถึงชายแดน!! วปอ.68 ห่วงใยทหารหาญชายแดน มอบตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิด พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น แก่รองแม่ทัพภาคที่ 2 ส่งต่อทหาร - ประชาชน

(16 ธ.ค. 2568) พลโท ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรสถาบันวิชาการป้องกันประเทศได้นำคณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรหรือ วปอ. รุ่นที่ 68 เข้ารับฟังการบรรยายภารกิจด้านการทหาร ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงชัย ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกองทัพ และบริบทด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายของนักศึกษา วปอ.

พร้อมกันนี้ คณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR เพื่อแสดงพลังความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม

โดยได้ร่วมบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แก่ ข้าวสารขนาด 5 กก. จำนวน 54 ถุง นมขนาด 600 ml จำนวน 108 กล่อง น้ำดื่มขนาด 600 ml จำนวน 2,232 ขวด เสื้อยืด จำนวน 367 ตัว ให้กับทหารกองทัพภาคที่ 2 ณ สโมสรร่วมเริงชัย โดยมีรองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมบริจาค ตาข่ายป้องกันโดนทิ้งระเบิด น้ำหนัก 995 กก. จำนวน 125 มัด  (1 มัดกางได้ ประมาณ 26x15 เมตร) ให้กับกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเสริมความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจของกำลังพล

ขณะเดียวกัน คณะนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ยังได้จัดสิ่งของเยี่ยมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี

รวมถึงการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง จังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันปรับปรุงและซ่อมแซมที่พักอาศัย ของนายชัยกฤษ ชูจอหอ บ้านตลาด หมู่ที่ 3 ตำบลตลาด จังหวัดนครราชสีมา โดยได้รับการสนับสนุนแรงงานจากคณะผู้บริหาร พนักงานเทศบาลตำบลตลาด คณะกรรมการชุมชน และผู้นำชุมชนในพื้นที่ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์บางส่วนจากนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68

อีกทั้ง ยังมีการสนับสนุนทุนการศึกษา และค่าอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนบ้านหนองบก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน

พลโท ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ช่วยให้นักศึกษาเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของภารกิจด้านการป้องกันประเทศ และบริบทต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ และร่วมขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติในอนคตต่อไป

พร้อมกันนี้ ประธานนักศึกษา หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 พลตรี อนุวัตร เหลืองวิลัย พร้อมตัวแทนนักศึกษา พลตรี สัจจา รักติประกร พลเรือตรี กิตติพงศ์ ทิพย์เสถียรน.อ. ชยศว์ สวรรค์สรรค์ นายมงคล จุลทัศน์ น.ส.พรพินันท์ พิสุทธิ์วัชระกุล นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล น.ส.ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ น.ส.ปัญชลีย์ อุดมพิมลพัชญ์ นายสกล ถาวรกาญจน์ ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ฯลฯ ได้ร่วมส่งมอบสิ่งของต่างๆ เพื่อส่งกำลังใจ และความห่วงใยแก่พี่น้องทหารหาญทุกท่าน

ปลดล็อก Level 3!! จีนสร้างจุดเปลี่ยนเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ อนุญาตรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนถนนครั้งแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คน พร้อมช่วยลดอุบัติเหตุจากมนุษย์

จีนอนุมัติยานยนต์ไฟฟ้าขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 วิ่งบนถนนสาธารณะเป็นครั้งแรก

(16 ธ.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนรายงานการอนุมัติให้ยานยนต์ไฟฟ้าซีดานที่มีสมรรถนะการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 จำนวน 2 รุ่น พัฒนาโดยค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีน สามารถวิ่งสัญจรบนถนนสาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติของจีน

สองรุ่นที่ได้รับอนุมัติ

ยานยนต์ทั้งสองรุ่นที่ได้รับอนุมัติประกอบด้วย รุ่นแรกพัฒนาโดย ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) และรุ่นที่สองโดย อาร์กฟอกซ์ (Arcfox) ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้บีเอไอซี มอเตอร์ (BAIC Motor)

รายงานระบุว่า ยานยนต์ของฉางอันสามารถขับขี่อัตโนมัติในเลนเดียวด้วยความเร็วสูงถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงการจราจรแออัดบนทางหลวงและทางด่วนในเขตเมืองบางช่วงของเทศบาลนครฉงชิ่ง

ส่วนยานยนต์ของอาร์กฟอกซ์มีสมรรถนะที่สูงกว่า โดยสามารถขับขี่อัตโนมัติด้วยความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางหลวงและทางด่วนในเขตเมืองบางช่วงของกรุงปักกิ่ง

ระดับ 3: การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข

ระบบขับขี่อัตโนมัติแบ่งออกเป็น 6 ระดับ (ระดับ 0-5) โดยระดับที่สูงขึ้นหมายถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและชาญฉลาดมากขึ้น 

ระดับ 3 หรือที่เรียกว่า "การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข" (Conditional Automation) อนุญาตให้ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติได้ในสภาวะที่กำหนด แต่ยังคงต้องมีมนุษย์นั่งอยู่ในตำแหน่งขับและพร้อมเข้าควบคุมการขับขี่ทันทีหากจำเป็น นี่คือความแตกต่างสำคัญจากระดับ 4 และ 5 ที่ยานยนต์สามารถขับขี่ได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมจากมนุษย์

นโยบายส่งเสริมของจีน

จีนได้ส่งเสริมการปรับใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีนได้เผยแพร่แผนงานที่กำหนดการอนุมัติการผลิตยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 แบบมีเงื่อนไข แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ

ความสำคัญต่ออุตสาหกรรม

การอนุมัติให้ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 วิ่งบนถนนสาธารณะครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการแข่งขันด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะระดับโลก โดยเฉพาะการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ต่างพัฒนาเทคโนโลยีคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และระบบความปลอดภัยของจีนในการรองรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในระดับที่สูงขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทาง แต่ยังมีศักยภาพในการลดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของมนุษย์ ลดการจราจรติดขัด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน

การอนุมัติครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของการเดินทางที่อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในจีนและทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

ปตท.สผ. เดินหน้าขยายการดำเนินงานในมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 ขยายฐานการเติบโตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

(16 ธ.ค. 2568) นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท พีทีทีอีพี เอสจี โฮลดิ้ง พีทีอี แอลทีดี (PTTEP SG Holding Pte. Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัท TotalEnergies SE (TTE) ในโครงการ เอสเค408 ผ่านการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 49.99 ในบริษัท AzurVista Resources Pte. Ltd. (AzurVista Resources) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ TTE โดย AzurVista Resources ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 20 ในแปลงเอสเค408 ซึ่งจะส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมในโครงการดังกล่าวร้อยละ 9.998

แปลงเอสเค408 เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสท ตั้งอยู่นอกชายฝั่งน้ำตื้น ในประเทศมาเลเซีย โดยปัจจุบันมีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และคอนเดนเสท ประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้กับบริษัทฯได้ทันที นอกจากนี้ โครงการยังมีแผนจะเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

“การขยายฐานลงทุนในประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท เป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของ ปตท.สผ. รวมทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้จับมือกับ TotalEnergies ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมาอย่างยาวนานในหลายภูมิภาคของโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลักดันแปลงเอสเค408 ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และต่อยอดการเติบโตให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานของประเทศมาเลเซีย” นายมนตรีกล่าว

ปัจจุบัน ปตท.สผ. ยังมีการลงทุนกว่า 10 โครงการ ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในระยะการผลิต การพัฒนา และการสำรวจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top