Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ทุกอย่าง 20 บาท โมเดลร้านขายของเล็กๆ แต่เกมธุรกิจไม่เล็ก ถอดรหัสกำไร-ต้นทุน-การคัดของเข้าร้าน ทำไมยุคออนไลน์แล้ว ร้านแบบนี้ยังเกิดใหม่ไม่หยุด ผู้ประกอบการไทยเรียนรู้อะไรได้บ้างจากโมเดลนี้

หลังเลิกงานหลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์แบบเดียวกัน คือ เดินผ่านหน้าร้านป้ายใหญ่ ๆ เขียนว่า “ทุกอย่าง 20 บาท” แล้วเผลอแวะเข้าไป หยิบนั่นนิด นี่หน่อย สุดท้ายจ่ายออกมาร้อยกว่าบาทโดยที่ยังนึกไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าซื้ออะไรมาบ้าง

ภาพแบบนี้เกิดขึ้นทุกเย็นหน้าอพาร์ตเมนต์ หน้า 7-Eleven ในตลาดนัด และตามหัวมุมชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ  

คำถามคือ ในยุคที่คนซื้อของออนไลน์ได้ของถูก ส่งถึงบ้าน ร้านทุกอย่าง 20 บาทยังอยู่ได้อย่างไร แถมยังผุดขึ้นเรื่อย ๆ  

ถ้ามองผ่าน ๆ ร้านทุกอย่าง 20 บาทเหมือนแค่ร้านขายของจิปาถะราคาเดียว แต่ถ้ามองในมุม “ถอดรหัสธุรกิจ” จะพบว่านี่คือโมเดลที่ซ่อนทั้งเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารต้นทุน สต๊อก ระบบหลังร้าน ไปจนถึงโอกาสขยายสเกลเป็นแฟรนไชส์

บทความนี้ TST BIZ ชวนมองร้านทุกอย่าง 20 บาทในมุม “เกมธุรกิจ” และลองแปลเป็นบทเรียนสำหรับคนที่อยากทำธุรกิจหน้าร้านของตัวเอง

1. ร้าน 20 บาทไม่ได้ขาย “ของถูก” อย่างเดียว แต่ขาย “ความง่ายในการใช้เงิน”

หัวใจแรกของร้านทุกอย่าง 20 บาท คือความรู้สึกว่า “ซื้ออะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดเยอะ”  

ลูกค้าที่เข้าร้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีรายการของชัดเจนในหัว ไม่เหมือนเวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตที่ต้องซื้อของกินของใช้ประจำบ้าน แต่เป็นอารมณ์แวะดูเล่น ฆ่าเวลา หรือเดินกลับบ้านแล้วเห็นเลยลองเข้าไปดู  

ราคาเดียวทำให้คนรู้สึกปลอดภัยในการใช้เงิน  
- ไม่ต้องยืนเทียบราคาหลายป้าย  
- ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน  
- หยิบ 3 ชิ้นก็พอเดาได้ว่าจ่ายประมาณเท่าไหร่  

และเมื่อเข้าร้านแล้ว ลูกค้าไม่ค่อยหยิบแค่ชิ้นเดียว  
มือซ้ายหยิบของใช้ มือขวาหยิบของน่ารัก ของจุกจิกที่ไม่จำเป็นแต่ “ราคาเท่านี้ก็ลองได้”

ผลลัพธ์คือบิลหนึ่งอาจไม่สูงมาก แต่ถ้าต่อวันมีลูกค้าหลายสิบคน ร้านแบบนี้จึงหมุนเงินได้ไม่เลวทีเดียว

ในมุมผู้ประกอบการ โมเดลนี้กำลังบอกเราว่า เวลาออกแบบธุรกิจที่ขายสินค้าราคาไม่สูง “ความง่ายและความสบายใจตอนจ่ายเงิน” เป็นจุดขายที่สำคัญไม่แพ้ตัวสินค้า

2. 20 บาททำกำไรยังไง: เบื้องหลังของที่ดูคุ้ม และของชิ้นเล็ก ๆ ที่แอบทำเงิน

คำถามที่คนชอบคิดคือ “ขายทุกอย่าง 20 บาท มีกำไรจริงหรือ?”  

คำตอบคือ กำไรไม่ได้เท่ากันทุกชิ้น ในร้านหนึ่งร้านมักมีการแบ่งบทบาทสินค้าคร่าว ๆ เป็น 2 กลุ่ม  

1. สินค้าล่อ (ของดูคุ้มเกินราคา) คือของชิ้นใหญ่ ดูแพง ดูมีฟังก์ชันเยอะ แต่ต้นทุนอาจสูงกว่าเฉลี่ย แต่ทำหน้าที่ดึงคนเข้าร้าน และสร้างภาพจำว่า “ร้านนี้ของคุ้มจัง”  

2. สินค้าทำกำไร (ของเล็ก ๆ ดูธรรมดา แต่ต้นทุนต่ำมาก) เช่น คลิปหนีบกระดาษ, เทปใส, ที่มัดผม, ของจุกจิกเล็ก ๆ ที่มีหน้าตาธรรมดา แต่ต้นทุนอาจอยู่หลักไม่กี่บาทต่อชิ้น  

เมื่อเดินในร้านไปเรื่อย ๆ ลูกค้าจะหยิบทั้งของที่รู้สึกคุ้ม และของที่ไม่คิดมาก ถ้าเฉลี่ยต้นทุนทุกอย่างรวมกันแล้ว ยังเหลือมาร์จินเพียงพอให้จ่ายค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าขนส่ง ก็ถือว่าโมเดลเดินได้

เบื้องหลังคือการคุมต้นทุนสินค้าตั้งแต่หน้าโรงงาน  
- สั่งจากจีนล็อตใหญ่  
- ใช้ซัพพลายเออร์ที่รับผลิตล็อตใหญ่ราคาต่อชิ้นต่ำ  
- ไม่ยึดติดกับแบรนด์ เน้นฟังก์ชัน “ใช้ได้” มากกว่า “ต้องใช้แบรนด์ดัง”  

เจ้าของร้านที่ “คัดของเป็น” จะรู้ว่าควรเอาอะไรเข้าร้านในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อให้ภาพรวมของร้านดูคุ้ม แต่ตัวเลขกำไรยังสมเหตุสมผล

3. ทำเลและหน้าร้าน: หัวมุมธรรมดาที่กลายเป็นทำเลทอง

โมเดล 20 บาทไม่ได้แข่งด้วยการตกแต่งร้านหรู แต่แข่งด้วยการ “โผล่ให้ถูกที่ ถูกเวลา และเดินเข้าได้ง่าย”

ทำเลยอดนิยมมักอยู่ในจุดที่คนต้องผ่านอยู่แล้ว  
- หน้า 7-Eleven หรือซูเปอร์มาร์เก็ตย่อย  
- ทางเข้าตลาดนัดชุมชน  
- ใต้หอพัก อพาร์ตเมนต์ หรือหน้าโครงการหมู่บ้าน  
- ใกล้โรงเรียนหรือป้ายรถเมล์  

หน้าร้านมักทำให้ดูเข้าใจง่ายตั้งแต่แรกเห็น คือ ป้ายใหญ่ ตัวหนังสือชัดเจน มีเลข “20” ตัวโต ๆ ภายในร้านจัดทางเดินไม่กว้างมาก ชั้นวางของสูงพอให้รู้สึกว่า “ของเยอะ” เดินไปทางไหนก็เจอของให้หยิบ

การจัดวางก็มีบทเรียนธุรกิจซ่อนอยู่ หากเป็นของใช้จำเป็นและขายประจำ เช่น ฟองน้ำล้างจาน ถุงขยะ สก็อตเทป มักวางลึกเข้าไปหน่อย เพื่อให้ลูกค้าต้องเดินผ่านโซนของจุกจิกก่อน และมีโอกาสหยิบอย่างอื่นเพิ่ม

สำหรับผู้ประกอบการที่คิดจะทำร้านหน้าร้านเล็ก ๆ บทเรียนคือ ทำเลไม่จำเป็นต้องหรูที่สุด แต่ต้อง “ติดเส้นทางชีวิตประจำวันของคน” และหน้าร้านต้องบอกจุดขายให้จบในเสี้ยววินาที

4. สินค้าเยอะ แต่ไม่ใช่ “สต๊อกมั่ว”: เกมคัดของให้หมุนทันพฤติกรรมคน

เวลาเดินร้านทุกอย่าง 20 บาท หลายคนรู้สึกว่าของเยอะมาก แต่ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าไม่ใช่ “ทุกอย่างบนโลก”  

ส่วนใหญ่คือการเลือกหมวดสินค้าให้กว้าง แต่ความลึกของแต่ละหมวดไม่ต้องเยอะเกินไป เช่น ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน ของเล่นเล็ก ๆ gadget มือถือ ของตกแต่งบ้านเล็ก ๆ กระเป๋าผ้า ของตามเทศกาล ฯลฯ  

ของบางอย่างเข้ามาทดลองขาย ถ้าไม่หมุนก็ไม่สั่งเพิ่ม  
ของบางกลุ่มเป็น “ของประจำร้าน” ที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะต้องมี เช่น ถุงขยะ ฟองน้ำ ที่หนีบผ้า  

เจ้าของกิจการที่เล่นเกมนี้เก่ง จะรู้ว่าต้องคุม 3 เรื่องพร้อมกัน  
- สินค้าหมุนเร็ว → เสริมให้ของเข้าตลอด ไม่ให้ขาด  
- สินค้าทดลอง → กล้าลองของใหม่ แต่ไม่สต๊อกหนัก  
- สินค้าฤดูกาล → สงกรานต์, ปีใหม่, รับปริญญา ฯลฯ ถ้าคิดล่วงหน้าทัน ก็ทำยอดได้ดี  

ที่น่าสนใจคือ หลายร้านเริ่มมี “สินค้าแบรนด์ตัวเอง” หรืออย่างน้อยก็เลือกสินค้าแบบเดียวกัน สีเดียวกัน มาเรียงให้ดูเป็นเซ็ต  

นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างภาพจำและความต่าง ในธุรกิจที่หลายคนมองว่า “เหมือนกันหมด”

5. ยุคเงินเฟ้อ: ยังต้อง “ทุกอย่าง 20” อยู่ไหม?

ความท้าทายของร้านทุกอย่าง 20 บาทในระยะหลัง คือโลกจริงไม่ได้หยุดอยู่กับเลข 20  

ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หลายร้านต้องเริ่ม “ขยับเพดานราคา”  

เราเริ่มเห็นร้านที่เขียนว่า 20 / 25 / 29 / 39 หรือบางแห่งจัดโซนราคาแบบมีป้ายสีต่างกันในร้านเดียวกัน  

นี่คือการเปลี่ยนจาก “ราคาเดียว” ไปเป็น “โครงสร้างราคาใกล้เคียงกัน” โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้าใจง่าย และไม่รู้สึกว่าถูกหลอก  

บางร้านใช้วิธี รักษา “ภาพ 20 บาท” ด้วยการให้สัดส่วนสินค้าที่ราคา 20 ยังเยอะที่สุด ส่วนสินค้าราคา 25-39 มักทำให้ดูพรีเมียมกว่า พิเศษกว่า เพื่อให้ลูกค้ายอมรับความต่างของราคา  

สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือบทเรียนเรื่องการตั้งราคาในระยะยาว จุดแข็งของเราอาจเริ่มจาก “ตัวเลขหนึ่งตัว” แต่วันหนึ่งเราอาจต้องยอมปรับ เพื่อให้ธุรกิจยังไปต่อได้ โดยไม่ทิ้งภาพจำเดิมทั้งหมด

6. หลังร้านคือสนามจริง: สต๊อก การสูญเสีย และระบบที่ไม่คุมไม่ได้แล้ว

ถ้าหน้าร้านคือเวทีให้ลูกค้าหยิบของ หลังร้านคือสนามจริงที่พิสูจน์ว่าธุรกิจจะรอดหรือไม่  

ร้านทุกอย่าง 20 บาทต้องจัดการสต๊อกจำนวนมากและหลากหลายประเภท ของบางอย่างแตกหักง่าย ของบางอย่างหมดฤดูกาลแล้วขายต่อยาก ของบางอย่างหายไปแบบไม่รู้ตัวจากการหยิบแล้วไม่จ่าย หรือวางผิดที่จนหาของไม่เจอ  

เจ้าของร้านที่คิดแบบ “นักธุรกิจ” จะไม่ปล่อยให้สต๊อกเป็นแค่กองของ แต่จะเริ่มเก็บข้อมูลยอดขายอย่างง่าย ๆ  
- อะไรขายดีในวันธรรมดา vs วันหยุด  
- หมวดไหนหมุนเร็ว-หมุนช้า  
- สินค้าไหนอยู่เกินกำหนดแล้วควรเอามาลดราคาหรือจัดโปร  

ไม่จำเป็นต้องมีระบบซอฟต์แวร์ซับซ้อนตั้งแต่วันแรก  
แค่มีวินัยในการจด การเช็กของ การรู้ว่าของไหนคือเงินจม ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจอย่างมีระบบแล้ว

7. จากร้านเดียวสู่หลายสาขา-แฟรนไชส์: เกมขยายสเกลของโมเดล 20 บาท

เมื่อร้านแบบนี้เริ่มจับจุดลูกค้าแถวชุมชนได้ ขั้นต่อไปคือคำถามว่า “ควรเปิดสาขาเพิ่มไหม?”  

เราจึงเริ่มเห็นแบรนด์ร้านทุกอย่าง 20 บาท ที่ขยายหลายสาขา หรือทำเป็นโมเดลแฟรนไชส์  

สิ่งที่ขยับตามมาจากร้านเล็ก ๆ คือ  
- ระบบจัดซื้อที่ใหญ่ขึ้น → ต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ได้ดีขึ้น  
- ระบบคัดสินค้ากลาง → ให้แต่ละสาขาได้ของเหมือนกัน คุณภาพใกล้เคียงกัน  
- เริ่มมีมาตรฐานเรื่องหน้าร้าน โลโก้ การจัดชั้นวาง  

โมเดลแฟรนไชส์ก็ช่วยให้คนที่มีทำเลและทุน แต่ไม่มีเวลาไปคัดของเอง มีทางเลือกเข้ามาเล่นเกมนี้ได้ ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ก็โตจากการขายแฟรนไชส์และสร้างชื่อในตลาด

สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือภาพให้เห็นว่า แม้จะเริ่มจาก “ร้านของถูก” แถวบ้าน แต่ถ้าคิดเป็นระบบ สเกลของธุรกิจสามารถใหญ่กว่าที่คิดได้เสมอ

ถอดรหัส SIS2SIS เมกอัพราคาเบาใน 7-11 ที่โตด้วยอินไซต์ลูกค้างบน้อยแต่อยากสวย แพ็กเกจจิ้งทำหน้าที่ทั้งสินค้า-เซลส์-โฆษณา บทเรียนธุรกิจสำหรับเจ้าของแบรนด์ไทยยุคใหม่

ถ้าใครเคยเดินเซเว่นหรือร้านบิวตี้โซนเมกอัพซอง น่าจะเคยสะดุดตากับ “SIS2SIS” เมกอัพซองสีหวาน ๆ ราคาเริ่มต้นหลักสิบ ที่เขียนชัดว่าทาได้ทั้งตา แก้ม ปาก และมาพร้อมหัวแปรงในตัวให้ใช้ได้ทันที

เบื้องหลัง “ซองน่ารักราคาน่ารัก” นี้ ไม่ได้มีแค่ไอเดียของถูกและดี แต่คือการออกแบบธุรกิจตั้งแต่ อินไซต์ลูกค้า แพ็กเกจจิ้ง ราคา ช่องทางขาย ไปจนถึงตำแหน่งของแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทแม่อย่าง Rojukiss International PCL

TST BIZ เลยชวนมาถอดรหัสว่า “ซองเล็ก ๆ” แบรนด์นี้ซ่อนบทเรียนอะไรที่เจ้าของธุรกิจไทยหยิบไปต่อยอดได้บ้าง

1. อินไซต์ง่าย ๆ แต่คม: งบน้อย แต่อยากแต่งหน้า

ตลาดความงามไทยมีตั้งแต่แบรนด์เคาน์เตอร์ราคาแรง ไปจนถึงเมกอัพซองราคาหลักสิบ แต่ SIS2SIS เลือกจับอินไซต์สำคัญของคนจำนวนมากมาก่อน คือ

- เด็กมัธยม-มหาวิทยาลัย และวัยทำงานตอนต้น
- อยากแต่งหน้าให้ดูดีขึ้น
- แต่ “ไม่พร้อมลงทุนเมกอัพเต็มโต๊ะ”
- และแต่งหน้าไม่เก่ง อยากได้อะไรที่ “ง่ายและไม่ต้องคิดเยอะ”

คำตอบของแบรนด์คือ เมกอัพซองเล็ก ๆ ที่
- ราคาเอื้อมถึง (เริ่มต้นที่ราว 49 บาทต่อซอง)
- ใช้ได้หลายส่วน เช่น ลิป&ชีคที่ทาได้ทั้งปากและแก้ม
- ปริมาณไม่เยอะจนรู้สึก “ใช้ไม่ทัน หมดอายุซะก่อน”

นี่คือการเริ่มต้นจากคำถามว่า “ลูกค้ากลุ่มนี้เจอปัญหาอะไรเวลาอยากแต่งหน้า?” ไม่ใช่แค่ “อยากขายเมกอัพอีกแบรนด์หนึ่ง”

สำหรับเจ้าของกิจการคนไหน ถ้าเริ่มคิดโปรดักต์จาก “อินไซต์ที่คม” มากกว่า “เรามีของจะขาย” โอกาสแตกต่างในตลาดก็จะชัดขึ้นแบบเดียวกับ SIS2SIS

2. แพ็กเกจจิ้ง = สินค้า + เซลส์ + ป้ายโฆษณา

จุดเด่นที่ทำให้ SIS2SIS ติดภาพจำเร็ว คือรูปแบบ “ซอง + แปรงในตัว” ซึ่งหลายสื่อรีวิวบิวตี้ระบุว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางในรูปแบบซองที่มาพร้อมแปรงในตัวรายแรก ๆ ของไทย

แพ็กเกจจิ้งจึงไม่ได้เป็นแค่ “ห่อของ” แต่เป็นทั้ง
- สินค้า - เพราะซองเล็ก พกง่าย น้ำหนักเบา
- เซลส์ - เพราะข้อความบนซองบอกทันทีว่าใช้ยังไง ใช้กับส่วนไหนบ้าง
- ป้ายโฆษณา - เพราะยืนเรียงกันบนเชลฟ์แล้วเด่น อ่านง่าย เห็นสีชัด

ในช่องทางอย่าง 7-Eleven, Eveandboy, Watsons, FamilyMart, Big C, Lotus และ Tops ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อในไม่กี่วินาที แทบไม่มีพนักงานมายืนอธิบาย แพ็กเกจจิ้งจึงต้อง “ขายตัวเองให้จบในหนึ่งสายตา” ซึ่ง SIS2SIS ทำการบ้านตรงนี้มาเต็มที่

นี่คือบทเรียนตรง ๆ ว่า ก่อนจะบ่นว่ายิงแอดเท่าไรก็ไม่คุ้ม ลองหันมาดูแพ็กเกจจิ้งว่า “ช่วยขายของ” แค่ไหน

3. ราคาเบา แต่ซื้อถี่: เกม Low Ticket – High Frequency

การตั้งราคาประมาณ 49 บาทต่อซอง ไม่ได้แค่ทำให้รู้สึกว่า “ของถูก” แต่ถูกพอที่จะ
- กล้าลองสีใหม่โดยไม่คิดนาน
- ซื้อทีละหลายซองได้
- ซื้อซ้ำได้บ่อย โดยเฉพาะลูกค้าที่ใช้ทุกวัน

ถ้ามองในแว่นธุรกิจ นี่คือการเลือกเล่นเกม “กำไรต่อชิ้นไม่ต้องหนามาก” แต่ “ให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ-ซื้อเพิ่มให้ได้บ่อยที่สุด”

แทนที่จะหวังขายเมกอัพราคาแพงทีเดียวจบ SIS2SIS เลือกให้ตัวเองเป็นของเล็ก ๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า:
- เติมสีปากระหว่างวัน
- ซื้อซองใหม่ตอนแวะเซเว่น
- หยิบติดมือเวลาเดินห้าง

สำหรับธุรกิจอื่น นี่คือคำถามสำคัญว่า ตอนนี้เรากำลังเล่นเกม “กำไรหนาแต่คนซื้อน้อย” หรือ “กำไรพอดีแต่คนซื้อถี่” และเกมไหนเหมาะกับสินค้าของเรามากกว่า?

4. เจาะ Niche ใหญ่: คน “แต่งหน้าไม่เก่ง แต่อยากเริ่ม”

อีกมุมที่น่าสนใจคือ SIS2SIS ไม่ได้โฟกัสแต่ “สายเมกอัพจัดเต็ม” แต่จับคนที่อยู่ตรงกลาง คือ

- ไม่ได้เป็นบิวตี้เลิฟเวอร์เต็มตัว
- แต่ไม่อยากหน้าสดไปเรียน ไปทำงาน หรือออกไปข้างนอก
- ต้องการอะไรที่ “ใช้ง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะ”

รูปแบบโปรดักต์อย่าง
- lip & cheek creamy tint - ใช้ได้ทั้งปากและแก้ม
- eyeshadow แบบครีมที่เกลี่ยง่าย
- มาสคาร่าซองพร้อมแปรงในตัว

จึงถูกออกแบบมาให้ลดขั้นตอน ลดความซับซ้อน ทำหน้าที่เหมือน “ชุดเริ่มต้นของคนอยากแต่งหน้า” มากกว่าเมกอัพสายโปร

บทเรียนเชิงกลยุทธ์คือ ถ้าเราช่วย “ลดความยากในการเริ่มต้น” ให้ลูกค้าได้ เราอาจเปิดตลาดใหม่ที่คู่แข่งยังไม่ได้มองจริงจัง

5. อยู่ทุกที่ที่ลูกค้าใช้ชีวิต: เซเว่น-ร้านบิวตี้-อีคอมเมิร์ซ

แม้ SIS2SIS เป็นแบรนด์ไทย แต่ช่องทางขายไม่ได้เล็กตามชื่อเลย จากข้อมูลหลายแพลตฟอร์ม แบรนด์นี้วางขายตั้งแต่

- 7-Eleven และ ALL Online ของเครือเซเว่น
- Eveandboy, Watsons, FamilyMart, Big C, Lotus, Tops
- แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง Lazada และร้านบิวตี้ออนไลน์ต่างประเทศที่ทำคอนเทนต์ “Thai beauty”

เมื่อประกอบกับโปรดักต์ที่พกง่าย ใช้จบในหนึ่งซอง แบรนด์จึงไปเจอลูกค้าใน “โมเมนต์จริงของชีวิตประจำวัน” เช่น
- ก่อนขึ้นรถทัวร์/เครื่องบิน แวะเซเว่นแล้วหยิบติดมือ
- เดินห้างแล้วแวะโซนบิวตี้ลองสี
- สายท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจมาตามลิสต์ “เมกอัพ 7-Eleven ไทย”

นี่คือการคิดช่องทางขายแบบ “ตามลูกค้าไปอยู่ในที่ที่เขาใช้ชีวิต” ไม่ใช่หวังให้ลูกค้ายอมเดินทางมาหาเราอย่างเดียว

6. แบรนด์ลูกที่บริษัทแม่เลือก “ปั้นจริงจัง”

เบื้องหลัง SIS2SIS คือบริษัท Rojukiss International Public Company Limited ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ความงาม–สุขภาพหลากหลายกลุ่ม ภายใต้หลายแบรนด์ เช่น Rojukiss, PhDerma, Best Korea, Wonder Herb และ Sis2Sis

ข้อมูลจากสื่อธุรกิจบางแห่งระบุว่า ในโรดแมป “Rojukiss 3.0” บริษัทวางให้ Rojukiss และ Sis2Sis เป็นสองแบรนด์หลักที่ใช้ขับเคลื่อนการเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเร่งขยายฮีโร่โปรดักต์ และเพิ่มจุดขายทั่วประเทศอย่างจริงจัง

แปลว่าจากมุมมองบริษัทแม่ SIS2SIS ไม่ได้เป็นแค่ “เมกอัพซองน่ารักในเซเว่น” แต่เป็นหนึ่งในเสาหลักทางธุรกิจที่ถูกลงทุนทั้งด้าน
- การตลาด
- การขยายช่องทาง
- การพัฒนาสินค้าต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการ SME แม้จะไม่ได้มีหลายแบรนด์ในเครือแบบ Rojukiss แต่แนวคิดที่หยิบใช้ได้คือ เราอาจไม่ต้องทำทุกอย่างเอง แต่ใช้ “หลังบ้านคนอื่น” เช่น โรงงาน, Distributor, พาร์ตเนอร์ช่องทางขาย เพื่อให้โฟกัสกับการสร้างแบรนด์-สร้างอินไซต์-สร้างโปรดักต์ที่ตอบลูกค้าได้ดีขึ้น

7. การตลาดสายรีวิว: โปรดักต์ที่กลายเป็นคอนเทนต์เอง

ถ้าค้นคำว่า “รีวิว sis2sis 7-11” จะเห็นทั้งบล็อก-เพจ-คลิปรีวิวจำนวนมาก ที่เล่าถึงเมกอัพซองนี้ในฐานะของถูกและดีในเซเว่น เช่น

- รีวิวในบล็อก Beauty In Thai ที่บอกว่ามีหลายซอง ราคา 49 บาทต่อซอง พร้อมรีวิวเนื้อลิป-อายแชโดว์-มาสคาร่าแบบละเอียด
- เว็บรีวิวบิวตี้ไทยที่รวมสีของลิป&ชีคไว้อย่างจริงจัง และย้ำว่าใช้ได้ทั้งปากและแก้ม
- บทความภาษาอังกฤษแนะนำ “เมกอัพเซเว่นไทยที่ต้องซื้อ” ที่มักหยิบ SIS2SIS ติดลิสต์ด้วย

จะเห็นว่าแบรนด์ไม่ได้พึ่งแค่การซื้อสื่อ แต่ “โปรดักต์ถูกออกแบบให้รีวิวง่าย”
- ราคาเล่าแล้วรู้สึกว้าว (49 บาท ใช้ได้ทั้งหน้า)
- สีและฟังก์ชันทำคอนเทนต์สนุก (แต่งลุคนี้ด้วยงบไม่ถึงร้อย ฯลฯ)
- แพ็กเกจจิ้งซองเล็กถ่ายรูปแล้วจำง่าย

บทเรียนเชิง TST BIZ คือ UGC (User Generated Content) ที่ดีไม่ใช่แค่การ “ขอให้รีวิว” แต่เริ่มต้นจาก “สินค้าแบบไหนที่คนอยากเล่า อยากโชว์เอง”

8. จากซองแรก สู่พอร์ตที่แต่งได้ทั้งหน้า

ตอนเปิดตัวใหม่ ๆ หลายคนรู้จัก SIS2SIS จากลิป&ชีค, อายแชโดว์ และมาสคาร่าซอง แต่ปัจจุบันแบรนด์ขยายไลน์ไปสู่
- มาสคาร่า/อายไลเนอร์
- แป้งผสมรองพื้น ไฮยาแมตต์
- อายโบรว์เพนซิล ฯลฯ

สะท้อนแนวคิดการโตแบบ “เริ่มจากฮีโร่โปรดักต์ - แล้วค่อยต่อกิ่งก้านรอบ ๆ ให้แต่งได้ทั้งหน้า”

เจ้าของธุรกิจสามารถหยิบรูปแบบนี้ไปใช้ได้ เช่น
- เริ่มจาก 1-2 ชิ้นที่ขายดีชัดเจน
- ดูให้รู้ว่าลูกค้าใช้เมื่อไร กับอะไร
- แล้วค่อยออกโปรดักต์ที่ “ต่อยอดการใช้งาน” เดิม ไม่ใช่ออกของใหม่กระโดดไปคนละจักรวาล

อาณาจักร Tencent จากโปรแกรมแชตเล็ก ๆ สู่ Super App ของจีน ปั้นเกม-โซเชียล-ฟินเทค เป็นระบบนิเวศเดียวกัน สร้างมูลค่าจากทุกคลิก-ทุกการจ่ายบนแพลตฟอร์ม โมเดลที่ SME ไทยควรรู้และนำปรับใช้ต่อยอด

ถ้าวันนี้เราโอนเงินผ่านแอป แชตคุยงานในมือถือ แล้วพักสมองด้วยเกมออนไลน์ มีโอกาสสูงมากที่ “หลังบ้าน” อย่างน้อยหนึ่งจุด จะผ่านระบบของ Tencent โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

จากบริษัทเล็ก ๆ ในเซินเจิ้นเมื่อปี 1998 วันนี้ Tencent กลายเป็นอาณาจักรดิจิทัลที่แตะชีวิตคนจีนกว่าพันล้านคน และมีอิทธิพลในตลาดเกม-ฟินเทค-โฆษณา-คลาวด์ไปทั่วโลก

บทความนี้ TST BIZ ชวนมาถอดรหัสว่า “Tencent สร้างอาณาจักรแบบนี้ได้อย่างไร” และผู้ประกอบการไทยหยิบอะไรไปใช้ได้บ้าง

1. จากโปรแกรมแชตเล็ก ๆ สู่แนวคิด “อยู่กับผู้ใช้ทั้งวัน”
จุดเริ่มต้นของ Tencent คือโปรแกรมแชต QQ ที่ได้ไอเดียจากบริการ IM ในต่างประเทศ แล้วดัดให้เข้ากับพฤติกรรมคนจีนยุคนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจาก “เครื่องมือแชต” ไปเป็น “แพลตฟอร์มความบันเทิง” ทั้งเกม เพลง การ์ตูน และบริการออนไลน์อื่น ๆ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือ “มุมมองต่อเวลาและพฤติกรรมผู้ใช้”
- ถ้าเราเปิดแชตทั้งวัน → Tencent จะหาวิธีสร้างรายได้จากสิ่งที่คนทำอยู่แล้ว  
- ถ้าเราเล่นเกม ดูคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มของเขา → Tencent จะทำให้การเติมเงิน การโฆษณา การซื้อของ เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้คน “เข้ามาใช้” แล้วออกไป แต่คือทำให้ Tencent “อยู่กับผู้ใช้ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน” ผ่านบริการที่เชื่อมกันหมดใน ecosystem เดียว

นี่คือฐานคิดสำคัญของสิ่งที่ต่อมาโลกเรียกว่า “Super App”

2. WeChat: จากแชต สู่โครงสร้างพื้นฐานชีวิตประจำวัน
WeChat (หรือ Weixin ในจีน) คือหัวใจของอาณาจักร Tencent
บนหน้าจอผู้ใช้ WeChat คือแอปแชตทั่วไป

แต่ในมุมธุรกิจ WeChat คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่เอาทุกอย่างมาวางซ้อนกัน:
- Social & Communication - แชต กลุ่ม โพสต์ Moments  
- Mini Programs - มินิแอปนับล้านที่รันอยู่ใน WeChat เช่น สั่งอาหาร เรียกแท็กซี่ ซื้อของออนไลน์ จองหมอ  
- WeChat Pay - ระบบจ่ายเงินที่แทรกไปในแทบทุกกิจกรรม ตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดจนถึงห้างใหญ่

ผลคือทุกครั้งที่คนจีน  
- แสกนจ่าย  
- สั่งของ  
- กดเล่นเกม  
- กดเข้า Mini Program ของแบรนด์ต่าง ๆ

คือทุกครั้งที่ Tencent “เก็บค่าผ่านทาง” จากการเดินทางของผู้ใช้และธุรกิจบนแพลตฟอร์มตัวเอง - ทั้งในรูปค่าธรรมเนียม ฟรีโฆษณา หรือส่วนแบ่งรายได้จากพาร์ตเนอร์

บทเรียนสำหรับธุรกิจไทย  
- ถ้าวันนี้เรามีแค่ “ช่องทางขาย” เราอาจจะกำลังคิดแบบร้านค้า  
- แต่ถ้าเราคิดแบบ Tencent เราจะถามว่า  
  - ทำอย่างไรให้ลูกค้าใช้เวลาชีวิตอยู่กับเราให้นานที่สุด  
  - ทำอย่างไรให้พาร์ตเนอร์มา “เปิดร้านในระบบเรา” แทนที่จะขายแข่งกันเฉย ๆ

3. เกม: เครื่องจักรผลิตเงินสดที่ป้อนทั้งอาณาจักร
อีกขาหนึ่งที่ทำให้อาณาจักร Tencent ใหญ่และหนาคือ “เกม”

Tencent ไม่ได้ทำแค่เกมมือถือในจีน แต่เป็นผู้เล่นระดับโลกที่  
- มีเกมเรือธงอย่าง Honor of Kings, Peacekeeper Elite, PUBG Mobile ฯลฯ  
- เป็นเจ้าของ Riot Games (League of Legends) และถือหุ้นใน Epic Games (Fortnite), Supercell (Clash of Clans) และสตูดิโอเกมดังอีกจำนวนมาก

รายได้จากเกมและบริการมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Services) เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

มองในเชิงธุรกิจ:
- เกม = เครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด (Cash Machine)  
- เงินสดจากเกม = เชื้อเพลิงให้ Tencent ลงทุนต่อในฟินเทค คลาวด์ AI และการลงทุนในสตาร์ตอัป-เทคบริษัทอื่น

Tencent ยังมองเกมไม่ใช่แค่ “สินค้า” แต่เป็น “แพลตฟอร์มคอนเทนต์” ที่ต่อยอดไปยัง  
- eSports  
- สตรีมมิง  
- ไลฟ์คอมเมิร์ซ  
- สินค้าในเกม (Virtual Goods)

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการไทย  
- สินค้าตัวเก่งของเราวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ “ตัวทำยอดขาย” แต่สามารถออกแบบให้เป็น “ตัวผลิตกระแสเงินสด” เพื่อเอาไปลงทุนต่อยอดธุรกิจใหม่ ๆ  
- ถ้าคุม IP (ลิขสิทธิ์แบรนด์/คอนเทนต์) ได้ดี จุดเริ่มจาก “สินค้าหนึ่งชิ้น” สามารถกลายเป็น “แฟรนไชส์” ที่มีหลายแหล่งรายได้ในอนาคต

4. ฟินเทค-โฆษณา-คลาวด์: การเก็บมูลค่าจากทุกจุดที่คนเดินผ่าน
เมื่อมีทั้งผู้ใช้จำนวนมหาศาล คอนเทนต์ และแพลตฟอร์มที่คนใช้ทุกวัน คำถามต่อมาคือ “จะเก็บมูลค่าอย่างไรให้ครบทุกมิติ”

Tencent ทำสิ่งนี้ผ่านเสาหลัก 3 ด้าน:
1) ฟินเทคและ WeChat Pay  
- บริการจ่ายเงิน โอนเงิน ลงทุน จ่ายบิล ประกัน ฯลฯ  
- กลายเป็น “การเงินที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน” (Embedded Finance) - คนจีนบางส่วนสามารถใช้ชีวิตแทบทั้งวันโดยไม่ต้องพกเงินสดหรือบัตรเครดิตเลย

2) โฆษณาออนไลน์  
- จาก Social Feed และวิดีโอสั้นบน WeChat Channels ไปจนถึงแพลตฟอร์มอื่น  
- ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้มหาศาล ทำให้ยิงโฆษณาแบบเจาะจงและวัดผลได้ดีขึ้น

3) คลาวด์และบริการองค์กร  
- ให้โซลูชันคลาวด์-ดิจิทัลแพลตฟอร์มกับธุรกิจและภาครัฐ  
- ใช้จุดแข็งด้านเกม-วิดีโอ-ฟินเทคมาสร้างโซลูชันแบบครบวงจร (เช่น ระบบสตรีมมิง, แพลตฟอร์มเกม, ระบบจ่ายเงินในแอป) ให้ลูกค้าองค์กร

มุมมองเชิงกลยุทธ์  
- Tencent ไม่ได้มองผู้ใช้เป็นแค่ “ยอดดาวน์โหลด” แต่คือ “เส้นทางชีวิตดิจิทัล” ที่เดินผ่านหลายจุด  
- หน้าที่ของบริษัทคือออกแบบ “สถานีเก็บมูลค่า” ตามเส้นทางนั้น ตั้งแต่  
  - การดูคอนเทนต์ → โฆษณา  
  - การคุยงาน → เครื่องมือคลาวด์  
  - การซื้อของ → ฟินเทคและมินิโปรแกรม

5. แรงกดดัน-ข้อจำกัด: อาณาจักรใหญ่ไม่ได้เติบโตแบบไร้ตัวแปรเสี่ยง
ภาพใหญ่ของ Tencent วันนี้คือบริษัทที่  
- รายได้โตต่อเนื่อง  
- โครงสร้างรายได้กระจายหลายขา  
- เร่งลงทุน AI อย่างหนัก ทั้งโมเดลใหม่ ๆ และการฝัง AI ลงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

แต่ในอีกด้าน Tencent ก็เผชิญความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น
- การกำกับดูแลจากรัฐจีน ทั้งเรื่องเกม เด็กติดเกม การผูกขาด ฟินเทค  
- การแข่งขันจากแพลตฟอร์มอื่น ทั้งในจีนและต่างประเทศ  
- ข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี (เช่น เรื่องชิป AI, การขยายธุรกิจบางประเภทนอกจีน)

ตรงนี้คือบทเรียนอีกข้อสำหรับผู้ประกอบการ  
- ยิ่งเราสร้าง “ระบบนิเวศที่ใหญ่ขึ้น” ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การเมือง และสังคม จะยิ่ง “เดินมาพร้อมกัน” เสมอ  
- ธุรกิจที่โตด้วย “แพลตฟอร์มและข้อมูล” ต้องลงทุนด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการทำงานร่วมกับภาครัฐ-สังคม พอ ๆ กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

6. สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหยิบจาก Tencent ได้ (โดยไม่ต้องใหญ่เท่า Tencent)
แม้ Tencent จะดูไกลจากบริบทธุรกิจไทย แต่มีหลายหลักคิดที่เอามาใช้ได้แม้เราจะเป็น SME หรือ Content Creator รายเล็ก ๆ

1) คิดแบบระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นเดียว  
- วันนี้เราขายสินค้า/บริการอะไรได้ → พรุ่งนี้ลองคิดต่อว่า  
  - ลูกค้ายังต้องการอะไร “ก่อนซื้อ-ระหว่างใช้-หลังใช้”  
  - มีใครเป็นพาร์ตเนอร์ที่มาวางบริการบนช่องทางเราได้ไหม

2) หาสินค้าที่เป็น “เครื่องจักรผลิตเงินสด”  
- สินค้าตัวไหนมียอดขายนิ่ง ต้นทุนชัด กระแสเงินสดดี → อาจเอามาเป็นฐานทุนสำหรับทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ โดยไม่ต้องไปกู้แบงก์อย่างเดียว

3) เอาดาต้ามาใช้ให้เกิดคุณค่า  
- แม้จะไม่มีดาต้ามหาศาลแบบ Tencent แต่ธุรกิจไทยเก็บข้อมูลง่าย ๆ ได้ เช่น  
  - ลูกค้าซื้ออะไรบ่อยในเดือนนี้  
  - ลูกค้ามาจากช่องทางไหน  
  - คอนเทนต์แบบไหนพอปล่อยแล้วคนทักแชตเยอะ  
- ดาต้าเหล่านี้ช่วยให้เรา “ยิงแอดแม่นขึ้น–ออกสินค้าได้ตรงขึ้น–ดูแลลูกค้าเก่าได้ดีขึ้น”

4) สร้างแพลตฟอร์มเล็ก ๆ ของตัวเอง  
- ไม่จำเป็นต้องทำ Super App แต่เราทำ “Super Group” หรือ “Super Line OA” ได้  
- ทำให้ลูกค้ามองเรามากกว่าแบรนด์ แต่เป็น “พื้นที่” ที่เขาเข้ามาเรียนรู้ ซื้อของ พูดคุย แนะนำกันเอง

5) คิดเรื่องกฎเกม-ความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้  
- ธุรกิจไหนที่เริ่มแตะเงินคนจำนวนมาก ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการลงทุน → ยิ่งต้องคิดเรื่องความโปร่งใส การสื่อสาร การป้องกันข้อร้องเรียน  
- ยิ่งเราสร้างระบบนิเวศได้ดีเท่าไร ความเชื่อใจคือ “ทรัพย์สินที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี”

ถอดรหัสกลยุทธ์เลือกตัวแทนแบรนด์ของ “เถ้าแก่น้อย” จาก Idol Marketing สู่ Brand Content Creator ใช้เป็นสะพานเชื่อมครอบครัว-Gen Z-ตลาดต่างประเทศ บทเรียนที่ SME ต้องคิดให้จบ ก่อนจ่ายเงินจ้างดารา

เวลาเห็นแบรนด์เถ้าแก่น้อยประกาศพรีเซ็นเตอร์ใหม่ทีไร มักไม่ใช่แค่ “จ้างดาราดัง” แต่คือการขยับหมากธุรกิจครั้งใหญ่เสมอ

จากยุคที่พาไอดอลระดับเอเชียอย่าง F4, BNK48, Sehun EXO มาช่วยเขย่าตลาดสาหร่ายมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทในไทย มาจนถึงยุคดึง “แม่ชม-น้องแอบิเกล” เจาะครอบครัว และ “Chen Zheyuan” นักแสดงจีนขวัญใจ Gen Z ทั่วเอเชีย มาเป็นตัวแทน New Asian Wave ให้แบรนด์ไทยตัวเล็กเดินเกมระดับภูมิภาคได้แบบไม่เขิน ๆ

ถ้ามองผิวเผิน เราอาจเห็นแค่รูปสวย ๆ คลิปโฆษณาปัง ๆ แต่ถ้ามองแบบคนทำธุรกิจ “ทุกหน้าที่ขึ้นบิลเป็นสิบ ๆ ล้านบาท” มีตรรกะและ Framework อยู่ข้างหลัง

บทความนี้เลยชวนถอดรหัสว่า เถ้าแก่น้อย “เลือกพรีเซ็นเตอร์อย่างไร” มั่นใจได้ยังไงว่า “เงินที่จ่ายคุ้ม” และผู้ประกอบการ-เจ้าของแบรนด์ จะหยิบอะไรไปใช้ได้บ้าง

1. จาก Idol Marketing สู่ Portfolio Presenter
ถ้ามองเป็นเส้นเวลา เถ้าแก่น้อยแทบจะเป็นเคสคลาสสิกของ “Idol Marketing ในไทย”

ยุค Idol Marketing เต็มตัว
- ดึง F4, BNK48, Sehun EXO มาต่อคิวเป็นพรีเซ็นเตอร์
- แคมเปญ #TaokaenoiXSehun ขึ้นเทรนด์ Twitter ไทยอันดับ 1 และ Worldwide อันดับ 2 ภายในเวลาไม่นาน พร้อมติดเทรนด์ในหลายประเทศอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และถูกพูดถึงใน Weibo จีนด้วย
- เป้าหมายชัดมาก: “ครองใจวัยรุ่น-แฟนคลับ” ให้หยิบสาหร่ายเป็น first pick เวลาซื้อขนม

คิดแบบ “พอร์ตพรีเซ็นเตอร์” ไม่ใช่แค่คนเดียวจบ
- ใช้ไอดอลหลายกลุ่ม หลายประเทศ เพื่อให้หนึ่งแบรนด์จับหลายตลาดพร้อมกัน (ไทย-จีน-อาเซียน)
- ทำให้พรีเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่หน้าโฆษณา แต่เป็น “สินทรัพย์ในพอร์ต” ที่ช่วยลดความเสี่ยง และเปิดโอกาสตลาดใหม่ไปพร้อมกัน

จากมุมมองธุรกิจ นี่คือการใช้ “ความดังของพรีเซ็นเตอร์” เป็น “ตัวเร่งการเจาะตลาด” (Market Penetration) ไม่ใช่แค่เพิ่มยอดแบบระยะสั้น

2. ขยับเกมสู่ “Brand Content Creator” และโลกของ Gen Z
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคขยับจากดูทีวี → ดูมือถือ → อยู่ในเกม เถ้าแก่น้อยก็ขยับจาก “จ้างคนดังขึ้นบิลบอร์ด” มาสู่ “จ้างคนทำคอนเทนต์เป็นอาชีพ”

ดึง zbing z: จากพรีเซ็นเตอร์สู่เครื่องจักรผลิตคอนเทนต์
ปี 2024-2025 แบรนด์ประกาศกลยุทธ์ Brand Content Creator ดึง “แป้ง zbing z” ยูทูบเบอร์สายเกมที่มีผู้ติดตามใน YouTube กว่า 18 ล้านซับฯ มาร่วมทำคอนเทนต์ทั้งปี เป็นตัวเปิดเกมเจาะกลุ่มเกมเมอร์-นิวเจน

และไม่ได้จบแค่คลิปโฆษณา YouTube แต่ต่อยอดไปถึง…
- แคมเปญ Tao Kae Noi World x 7-Eleven บน Roblox ให้คนเข้าไปเล่นเกม ฟาร์มสาหร่าย-เข้าโรงงาน-จัดร้าน 7-Eleven แล้วเอาโค้ดในเกมมาแลกของจริงหน้าร้านได้ และเอาโค้ดจากซองจริงไปแลกไอเท็มในเกมได้อีก (O2O เต็มรูปแบบ)

แปลภาษาแบบคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
จาก “คนดูโฆษณา” → กลายเป็น “คนเล่นกับแบรนด์”
จาก “ผู้ชม” → กลายเป็น “ผู้เล่น & ลูกค้า”

พรีเซ็นเตอร์ยุคนี้เลยต้องตอบคำถามว่า…
- คนนี้พาเราเข้าแพลตฟอร์มไหนได้บ้าง? (YouTube, TikTok, Roblox, IG ฯลฯ)
- แฟนเขาอยู่ในวัย-ไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการหรือเปล่า?
- เขาสามารถสร้าง “เนื้อเรื่องของแบรนด์” ให้คนอยากพูดต่อได้ไหม?

นี่คือการ shift จาก Image Fit ไปสู่ Content Fit อย่างชัดเจน

3. เจาะครอบครัวด้วย “คู่แม่-ลูก”: แม่ชม & น้องแอบิเกล
อีกหมากที่น่าสนใจมากคือการดึง “แม่ชมพู่-น้องแอบิเกล” เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แม่ลูก เพื่อเจาะตลาด Family แบบตั้งใจสุด ๆ

ในงานเปิดตัว “เถ้าแก่น้อย x เถ้าแก่เกล Snack Party” บริษัทพูดชัดว่า ปีนี้วางกลยุทธ์เจาะตลาดกลุ่มครอบครัว และต้องการสร้างภาพว่า “สาหร่ายไม่ใช่ขนมวัยรุ่นอย่างเดียว แต่เป็นขนมที่ ‘ลูกกินได้ แม่กินด้วย’ จริง ๆ”

จุดที่น่าโฟกัสในมุมธุรกิจคือ
- แบรนด์ลงทุนงบการตลาดแคมเปญนี้กว่า 40-50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารยาวไปถึงต้นปีหน้า
- ใช้กรอบกลยุทธ์ 3 GO
  - GO FIRM - เสริมธุรกิจหลัก (สาหร่ายทอด/อบ/ย่าง) ให้แข็ง
  - GO BROAD - ขยายพอร์ตไปสาหร่ายอบ-ย่าง-โรยข้าว
  - GO GLOBAL - ใช้พรีเซ็นเตอร์และ Idol Marketing ดันภาพระดับโลก

แปลว่า “การเลือกแม่ชม-น้องเกล” ไม่ใช่แค่เพราะดัง-น่ารัก แต่เพราะตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน: สินค้า / กลุ่มเป้าหมาย / วิสัยทัศน์แบรนด์

4. ระดับภูมิภาค: ใช้ Chen Zheyuan เป็นสะพานไป Gen Z เอเชีย
อีกหมากล่าสุดคือการเปิดตัว Chen Zheyuan นักแสดง-นักร้องจีนที่กำลังดังมากในเอเชีย มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ระดับอินเตอร์ พร้อมคำโปรยว่าเป็นตัวแทน “New Asian Wave” และสะท้อน “ความสดใหม่ด้วยเสน่ห์อบอุ่น” ของแบรนด์

ถ้ามองเชิงกลยุทธ์ นี่คือการใช้พรีเซ็นเตอร์เพื่อ…
- เสริมภาพ “แบรนด์ไทยที่เล่นในเวทีเอเชีย” ไม่ได้อยู่แค่ในไทย
- เจาะ Gen Z ในจีน-อาเซียนที่เสพซีรีส์-คอนเทนต์เอเชียร่วมกัน
- ดันเถ้าแก่น้อยให้กลายเป็น “ของกินในวัฒนธรรมป๊อปเอเชีย” มากกว่าขนมบนชั้นในเซเว่น

สำหรับ SME นี่เป็นตัวอย่างชัด ๆ ว่า ถ้าจะออกไปต่างประเทศ การเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ “เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้น” จะช่วยลดเวลาเรียนรู้ตลาด และย่นระยะจาก “ไม่รู้จักเลย” → “คุ้นหน้า-คุ้นแบรนด์” ได้เร็วมาก

5. แล้วเขารู้ได้ไงว่า “คุ้ม”
เงินจ้างพรีเซ็นเตอร์ระดับนี้ ไม่ใช่หลักแสน แต่มักเริ่มต้นที่หลักหลายล้านไปจนถึงสิบ ๆ ล้าน คำถามสำคัญคือ “เขารู้ได้ยังไงว่าไม่แพงเกินไป”

ก่อนจ่าย - เขามี “เลขในหัว” เสมอ
ก่อนตัดสินใจ แบรนด์ต้องตอบให้ได้ว่า
- งบพรีเซ็นเตอร์ + โปรดักชัน + สื่อทั้งหมด = กี่ล้าน
- ต้องการยอดขายเพิ่มเท่าไหร่ / ในช่วงเวลากี่เดือน
- จะใช้แคมเปญนี้ดันอะไรเป็นหลัก
  - ยอดขายทันที?
  - เปิดตลาดใหม่?
  - เปลี่ยนภาพลักษณ์ในหัวคน?

กรณีแคมเปญแม่ชม-น้องเกล บริษัทสื่อสารชัดว่า ลงงบการตลาดกว่า 40-50 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง เพื่อเร่งสร้าง Brand Awareness และดันการเติบโตในกลุ่มสาหร่ายอบ-ย่าง-โรยข้าว ที่เติบโตเฉลี่ย 40-100% อยู่แล้ว

ตีความในมุมธุรกิจได้ว่า เงินที่ลงไป ไม่ได้หวังแค่ยอดเดือนเดียว แต่หวัง “ต่อยอดจากฐานที่กำลังโตอยู่แล้ว” ให้ไปไกลกว่าเดิม

ระหว่างแคมเปญ-ดูทั้งยอดขายและ “เสียงในตลาด”
ตัวชี้วัดสำคัญ เช่น
- ยอดขายในช่องทางเป้าหมาย (เซเว่น, Modern Trade, Online)
- การติดเทรนด์-ยอดเอ็นเกจบนโซเชียล (เคส Sehun คือ textbook ของการสร้างกระแสระดับภูมิภาคใน 1 ชั่วโมง)
- ปริมาณคอนเทนต์ที่คนทำต่อ (UGC) - รีวิว, TikTok, คลิปเล่นมุกกับพรีเซ็นเตอร์ ฯลฯ

หลังจบ - วัด “สินทรัพย์ในใจคน”
สิ่งที่ต้องดูหลังแคมเปญจบ คือ
- คนจำแบรนด์ในบริบทใหม่ไหม?
  - เช่น “สาหร่าย = ขนมของทุกคนในบ้าน” ไม่ใช่แค่วัยรุ่น
  - หรือ “เถ้าแก่น้อย = ขนมของเด็กเกมเมอร์” ฯลฯ
- ช่องทาง-ประเทศใหม่ที่พรีเซ็นเตอร์พาแบรนด์เข้าไป
- ดราม่าจบลงอย่างไร ถ้ามีวิกฤตเกิดขึ้น

อย่างกรณีดราม่า F4 Fanmeet กลายเป็นหนึ่งเคส Crisis ที่ถูกหยิบมาพูดถึงเรื่อง การออกแบบกติกาแคมเปญ-การบริหารแฟนคลับ แต่สุดท้ายเถ้าแก่น้อยก็ยังเดินหน้ากลยุทธ์ Idol/Creator Marketing ต่อ เพียงแต่ต้องจัดการความแฟร์-ความรู้สึกของแฟนให้ดีกว่าเดิม

นี่คืออีกด้านของคำว่า “คุ้ม” ที่ไม่ได้วัดแค่ยอดขาย แต่รวมถึง “ความเชื่อใจต่อแบรนด์” ด้วย

6. Framework 5 ข้อ: ถอดสูตรเลือกพรีเซ็นเตอร์แบบเถ้าแก่น้อย
สรุปเป็นเช็กลิสต์ที่เจ้าของธุรกิจ-คนทำแบรนด์หยิบใช้ได้เลย

1) เริ่มจาก “กลยุทธ์ตลาด” ไม่ใช่เริ่มจาก “อยากได้ใคร”
   - ปีนี้อยากโตกับใคร? วัยรุ่น / แม่บ้าน / ครอบครัว / Gen Z เกมเมอร์ / ลูกค้าต่างประเทศ
   - พรีเซ็นเตอร์ต้อง “เจ้าถิ่น” ในกลุ่มนั้นจริง ๆ

2) ภาพลักษณ์ต้อง Match แกนแบรนด์
   - เถ้าแก่น้อยมี Essence คือ สนุก สดใส ใช้ชีวิตอย่างมีรสชาติ
   - พรีเซ็นเตอร์จึงต้องมีพลัง เป็นที่รัก และไม่ไกลตัวเกินไป

3) มอง Content Fit ก่อนคิด Media Plan
   - คนนี้ทำคอนเทนต์กับเราได้กี่แบบ? (รีวิว, เล่นเกม, Vlog, Live, Fanmeet)
   - เขาจะเล่าเรื่องสินค้าเราให้กลายเป็น “เรื่องราวในชีวิตเขา” ได้ไหม

4) คิดเรื่อง Reach ข้ามแพลตฟอร์ม-ข้ามประเทศ
   - เคส Sehun หรือ Chen Zheyuan คือการใช้พรีเซ็นเตอร์เป็น “สะพานวัฒนธรรม”
   - ทำให้หนึ่งแคมเปญกระทบหลายประเทศ ไม่ใช่แค่ไทยอย่างเดียว

5) เตรียมแผน Crisis ตั้งแต่วันแรกที่คิดจะจ้าง
   - ตั้งหลักว่า “ถ้ามีดราม่า กติกาแคมเปญไม่แฟร์ หรือระบบล่ม จะรับผิดชอบอย่างไร”
   - เพราะตอนเลือกพรีเซ็นเตอร์ เราไม่ได้เดิมพันแค่เงิน แต่เดิมพัน “ความรู้สึกแฟนคลับ” ด้วย

‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ กับบทบาทผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ปักหมุด กฟผ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เน้นบริหารสมดุล โรงไฟฟ้า-เชื้อเพลิง-พลังงานยุคใหม่ พาไทยก้าวทันยุค Energy Transition อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวันนี้เราเปิดไฟ เปิดแอร์ ชาร์จมือถือ หรือเดินห้างสรรพสินค้าแล้วทุกอย่างทำงานได้ตามปกติ เบื้องหลังความ “ปกติ” นี้ คือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักภายใต้กระทรวงพลังงาน กฟผ. มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าให้ทั้งประเทศ ดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งบริหารจัดการการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในยุคที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด บทบาทของ กฟผ. ยิ่งชัดเจนขึ้น กฟผ. ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ที่ใช้พื้นที่ผิวน้ำเขื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ช่วยปูทางระบบคมนาคมพลังงานสะอาดในอนาคต

ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังเดินหน้าด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 30 ปี ช่วยให้ครัวเรือนและธุรกิจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าสะสมไปแล้วหลายหมื่นล้านหน่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังทำงานในมิติ “พลังงานเพื่อสังคม” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนสีเขียว การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และการทำงานเคียงข้างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน เพื่อให้การพัฒนาด้านพลังงานเดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

จะเห็นได้ว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานด้านไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศไปพร้อมกัน

ผู้นำยุค Energy Transition ที่เติบโตจาก “หน้างานจริง”

ในบริบทที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค Energy Transition อย่างจริงจัง การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคนิคของระบบไฟฟ้า นโยบายพลังงาน และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในคนที่เติบโตมากับภารกิจนี้ คือ “นายนรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2568 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็น ผู้ว่าการฯ ที่ผ่านงานทั้งด้านวิศวกรรมโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชื้อเพลิง ทำให้เข้าใจทั้งมิติหน้างานและมิติยุทธศาสตร์ ทำให้มีพื้นฐานความรู้ที่รอบด้านก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กร 

จาก “ผู้ผลิตไฟฟ้า” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้มองบทบาทของ กฟผ. ว่าเป็นเพียง “ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับขึ้นไปเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำด้านเชื้อเพลิง ระบบผลิต ระบบส่ง ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ได้ฉายภาพ “บริบทโลกใหม่” ที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น กระทบทั้งที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง สะท้อนออกมาในรูปค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม ที่ผู้คนมีส่วนร่วมและคาดหวังต่อรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าคู่แข่ง โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้การทำงานแม่นยำขึ้น 

SENSE: เข็มทิศใหม่ของ กฟผ. 

นายนรินทร์ เล่าถึงกรอบบริหาร กฟผ. ภายใต้คำว่า “SENSE” ซึ่งรวบรวมทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบไฟฟ้ามั่นคง พลังงานสะอาด ความรับผิดชอบต่อสังคม และราคาค่าไฟที่เข้าถึงได้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เริ่มด้วย
S-Safety Operation กฟผ. ยึดหลัก “งานปลอดภัย-คนปลอดภัย” เป็นอันดับแรก ยกระดับมาตรฐานการทำงาน การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในระบบไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ทั้งพนักงานและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด

E-Energy Security ภารกิจหลักของ กฟผ. คือการทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิต การผสานโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การจัดหาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG ในราคาที่เหมาะสม การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ฯลฯ 

N-Naturality (พลังงานคาร์บอนต่ำ) กฟผ. ศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงการศึกษา SMR ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ใช้ไฟก็ได้รับการขับเคลื่อนผ่านมาตรการอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และแนวคิด “3 อ.” ได้แก่ อาคาร อุปกรณ์ และอุปนิสัย เพื่อให้ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งใช้ไฟร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

S-Social Responsibility กฟผ. ให้ความสำคัญในมิติด้านสังคมและชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนและการต่อยอดโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาอาชีพ พื้นที่สีเขียว และแหล่งเรียนรู้รอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน ตลอดจนโครงการสร้างการเรียนรู้ด้านพลังงานให้เยาวชนและประชาชน เป้าหมายคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เติบโตเพียงลำพัง

E-Economic Energy ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ทั้งจัดหา LNG ทั้งสัญญาระยะสั้น-ระยะยาว การใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายคือ “ค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ที่ขยับเร็วขึ้นจากปี ค.ศ.2065 เป็นปี ค.ศ.2050 

ก้าวต่อไปของ กฟผ. ภายใต้ผู้ว่าการฯ คนที่ 17

จะเห็นได้ว่า นายนรินทร์ เผ่าวณิช มองการบริหาร กฟผ. ในบทบาทของการดูแลความสมดุลของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดและสอดรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น การเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้ง 3 แห่งที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ฯลฯ

“กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”

ถอด 6 บทเรียนธุรกิจจาก GMMTV บริษัทผลิตสื่อสู่ค่ายบันเทิงดังระดับเอเชีย ปั้นคอนเทนต์-เพลง-ซีรีส์วัยรุ่น-Y ติดตลาด เคสธุรกิจที่ควรจดเลกเชอร์ มากกว่านั่งดูเพื่อความบันเทิง

เวลาเราพูดถึง GMMTV หลายคนจะนึกถึงซีรีส์วัยรุ่น ซีรีส์วาย หรือดาราในสังกัดก่อน แต่ถ้ามองด้วยแว่น “ธุรกิจ” GMMTV คือเคสที่น่าสนใจมาก ว่าทำไมบริษัทไทยรายหนึ่ง ถึงปั้นคอนเทนต์ได้ดังไปทั่วเอเชีย เปลี่ยนนักแสดงให้กลายเป็น Global Icon และสร้าง Ecosystem รายได้จากทั้งจอทีวี จอมือถือ ไปจนถึงงานแฟนมีต-ทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ

วันนี้ TST BIZ เลยอยากชวนมาดู “บทเรียนธุรกิจจาก GMMTV” ที่ผู้ประกอบการไทยเอาไปปรับใช้กับธุรกิจตัวเองได้ ไม่ว่าคุณจะทำสื่อ ทำสินค้า หรือทำแบรนด์แบบไหนก็ตาม

บทเรียนที่ 1: โฟกัสให้แคบ แต่เล่นให้ลึก

จุดแข็งสำคัญของ GMMTV คือ เขาไม่ได้ทำ “คอนเทนต์สำหรับทุกคน” แต่เลือกโฟกัสชัด ๆ ว่า…

- จะจับกลุ่ม วัยรุ่น-วัยมหาลัย-First Jobber
- จะเล่นในสนาม ซีรีส์วัยรุ่น-โรแมนติก-วาย (BL) เป็นหลัก

จากจุดยืนนี้ทำให้ทุกอย่าง “เข้าโครง” หมด ตั้งแต่โทนเรื่อง นักแสดง เพลง Mood & Tone ไปจนถึงการเลือกลงแพลตฟอร์ม

บทเรียนสำหรับธุรกิจอื่น ๆ ที่นำไปปรับใช้ได้คือ…ๆ

- เลิกพยายามเป็น “แบรนด์สำหรับทุกคน”  
- เลือกให้ชัดว่า เราเป็นของใคร?  
- กลุ่มนั้นเขาอยู่ที่ไหน เสพอะไร สนใจแบบไหน แล้ว “เล่นให้ลึก” ในสนามนั้นให้ชนะ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปสู่กลุ่มอื่น

โฟกัสแคบ อาจดูเหมือนจำกัดตลาด แต่ถ้าเล่นดี ๆ มันจะกลายเป็นฐานแฟนเหนียวแน่น ที่ดันเราขึ้นไประดับประเทศ-ระดับภูมิภาคได้จริง

บทเรียนที่ 2: คิดแบบ Ecosystem ไม่ใช่แค่ “ขายชิ้นเดียวแล้วจบ”

เวลา GMMTV ทำซีรีส์หนึ่งเรื่อง เราจะเห็นว่าไม่ใช่แค่ “ซีรีส์จบคือจบ” แต่มันตามมาด้วยทั้ง

- เพลงประกอบจากศิลปินในค่าย  
- วาไรตี้ / เบื้องหลัง / คลิปสั้นต่าง ๆ  
- งานแฟนมีตในไทยและต่างประเทศ  
- สินค้า / แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เข้ามาในคอนเทนต์  
- ทัวร์ / อีเวนต์ / แคมเปญออนไลน์ต่อเนื่อง

หนึ่ง IP (เรื่องเดียว) ถูก “รีดมูลค่า” ออกมาหลายช่องทางมาก จนกลายเป็น Revenue Stream ที่ยาวกว่าการขายโฆษณาหรือค่าลิขสิทธิ์ทีวีแบบเดิม

บทเรียนสำหรับธุรกิจที่นำไปปรับใช้ได้คือ…

- ลองมองสินค้า/บริการของเราเป็น “ต้นทางของ Ecosystem”  

- ลูกค้าไม่ได้อยากจบที่การซื้อครั้งเดียว เขาอยากได้ ประสบการณ์ต่อเนื่อง  

- เราต่อยอดได้ไหมจาก สินค้าหลัก → เซอร์วิสเสริม → เมมเบอร์ชิป → อีเวนต์ → คอมมูนิตี้  

- แทนที่จะถามแค่ว่า “ขายอะไรดี?” ให้เริ่มถามว่า “จากสิ่งที่มีอยู่ เราสร้าง Ecosystem อะไรได้บ้าง?”

บทเรียนที่ 3: ทำคอนเทนต์แบบ “Platform-First” ไม่ใช่ “คิดแบบทีวีอย่างเดียว”

GMMTV ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่โปรดักชันทีวี แต่คิดแบบ Multiplatform ตั้งแต่แรก ทำซีรี่ส์หนึ่งเรื่องออกได้ทั้ง…

- ออนแอร์ทีวี → เก็บเรตติ้งในประเทศ  
- ลง YouTube → เก็บยอดวิว แฟนต่างประเทศ และสร้างแฟนใหม่ระยะยาว  
- ขายลิขสิทธิ์ให้แพลตฟอร์มสตรีมมิง → ขยายตลาดไปต่างประเทศ  
- ตัดเป็นคอนเทนต์สั้น → ปล่อยลง TikTok / Reels กระตุ้นกระแสเพิ่ม

ในมุมธุรกิจ นี่คือการ “แตกไฟต์” จากของชิ้นเดียวให้กลายเป็น หลายสินค้า หลายจอ หลายตลาด โดยใช้ต้นทุนการผลิตก้อนเดียวกัน

บทเรียนสำหรับธุรกิจที่นำไปปรับใช้ได้คือ…

- หยุดคิดว่า “ทำคอนเทนต์ = โพสต์ลง Page อย่างเดียว”

- ถ้าถ่ายวิดีโอหนึ่งชิ้นได้ → ตัดเป็นคลิปสั้น → ทำภาพ Quote → ทำบทความ → ทำอีเมล → ทำสไลด์ขาย

- ถ้าเราลงแรงผลิตไปแล้ว ควรถามเสมอว่า “จากคอนเทนต์ชิ้นนี้ แตกไปเป็นกี่ชิ้นได้อีก?”

GMMTV คือเคสที่พิสูจน์ว่า การคิดแบบ Platform-First และ Re-purpose คอนเทนต์เก่ง ๆ ทำให้ต้นทุนต่อ “หนึ่งการมองเห็น” ต่ำลง และมูลค่ารวมสูงขึ้นมาก

บทเรียนที่ 4: ปั้นคนให้เป็นแบรนด์ ปั้นแบรนด์ให้เป็นคอมมูนิตี้

อีกสิ่งที่ GMMTV ทำได้ดีมาก คือ การปั้นศิลปิน-คู่จิ้น-นักแสดง ให้กลายเป็นแบรนด์ แล้วค่อยใช้แบรนด์เหล่านี้ขับเคลื่อนคอนเทนต์ต่อ

- ศิลปินแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ชัด  
- คู่จิ้นก็กลายเป็น “แบรนด์ร่วม” ที่แฟนรักในแพ็กคู่  
- มีการสร้างรายการเสริม, Vlog, Live, เบื้องหลัง ฯลฯ  
- ดันให้ศิลปินเป็น Creator เองบนแพลตฟอร์มส่วนตัว

ผลลัพธ์คือ แฟนไม่ได้ผูกแค่กับ “เรื่อง” แต่ผูกกับ “คน” และ “เคมีระหว่างคน” ต่อให้ซีรีส์จบ แฟนก็ยังตามต่อในงานอื่น ๆ เพลงอื่น ๆ ซีรีส์เรื่องถัดไป รวมถึงงานโฆษณาที่แบรนด์เข้า

บทเรียนสำหรับธุรกิจที่นำไปปรับใช้ได้คือ…

- ลูกค้าเชื่อมกับ “คน” ง่ายกว่าเชื่อมกับ “โลโก้”  
- ถ้าบริษัทมี Founder, ทีม หรือหน้าร้านที่น่าสนใจ ลองปั้นให้เป็น “ตัวแทนแบรนด์”  
- ให้คนได้รู้จักตัวตน มุมคิด และความตั้งใจจริงของคนทำงาน  

สุดท้าย แบรนด์ที่แข็งแรงจะไม่ใช่แค่โลโก้ แต่เป็น คน + เรื่องราว + คอมมูนิตี้ ที่เดินไปด้วยกัน

บทเรียนที่ 5: เข้าใจแฟนดอม = เข้าใจพลังของลูกค้าแบบ 2025

แฟนของ GMMTV และคู่จิ้นต่าง ๆ ไม่ได้เป็นแค่ “ผู้ชม” แต่เป็น Active Fan คือ

- ทำแฟนอาร์ต ทำคลิปตัดเอง ทำฟิคชั่น  
- ปั่นเทรนด์ในโซเชียลวันออนแอร์  
- ช่วยแปลซับ แชร์ต่อไปในต่างประเทศ  
- ทำโปรเจกต์ซัพพอร์ตศิลปิน ซื้อสื่อเอง โปรโมตให้เอง

ในมุมธุรกิจ นี่คือ พลังของลูกค้าที่กลายเป็นทีมการตลาดออแกนิก เพราะ GMMTV เปิดพื้นที่ให้แฟนมีส่วนร่วม ไม่ได้บังคับให้ทุกอย่างต้องเป๊ะตามแบรนด์ 100%

บทเรียนสำหรับธุรกิจที่นำไปปรับใช้ได้คือ…

- ถ้าเราอยากให้ลูกค้ารัก ไม่ใช่แค่ซื้อ เราต้องเปิดพื้นที่ให้เขา มีส่วนร่วมและมีเสียง  

- ลองถามว่า  
  - เราเปิดโอกาสให้ลูกค้ารีวิวจริงไหม?  
  - เราฟัง Feedback จริงจังไหม?  
  - เราเคยทำแคมเปญที่ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมออกแบบ หรือช่วยเล่าแทนเราบ้างไหม?

โลกวันนี้ แบรนด์ที่ดังที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ที่ “พูดคนเดียวเก่งที่สุด” แต่คือแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้าอยากพูดแทนแบรนด์มากที่สุด

บทเรียนที่ 6: คิดแบบ Global ตั้งแต่วันแรก แต่ยืนบนรากของความเป็นไทย

ซีรีส์ GMMTV หลายเรื่องดังไปทั่วเอเชีย เพราะ เขาไม่ได้ทำเพื่อคนไทยอย่างเดียว ตั้งแต่การเล่าเรื่องแบบสากล ดูง่าย เข้าถึงง่าย การใช้ภาษา การแปลซับหลายภาษา การเลือกแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการทัวร์ต่างประเทศ

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นไทย เช่น  
- โลเคชันมหาลัยไทย คาเฟ่ไทย เมืองไทย  
- วิถีชีวิตวัยรุ่นแบบไทย ๆ ที่ต่างชาติรู้สึก “น่ารักและ Exotic”  
- เพลงไทย ศิลปินไทย ที่กลายเป็น T-POP ไปในตัว

นี่คือการใช้ Soft Power แบบจับต้องได้ ทำคอนเทนต์ที่เข้าใจง่ายสากล แต่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัวของชาติเราอยู่เต็ม ๆ

บทเรียนสำหรับธุรกิจที่ทำไปปรับใช้ได้คือ…

- ถ้าธุรกิจอยากไปตลาดต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้อง “ลอกต่างชาติ” ให้หมด  
- สิ่งที่เรามีต่าง คือ “จุดขาย” ไม่ใช่ “จุดด้อย”  
- คำถามสำคัญคือ อะไรคือ “ความเป็นไทย” หรือ “ความเป็นเรา” และ ที่ต่างชาติเห็นแล้วรู้สึกว้าว รู้สึกอยากรู้จักมากขึ้น?

สรุปจากมุมมองของ TST BIZ คือ GMMTV ไม่ได้แค่ปังเพราะมีซีรีส์ดัง แต่ปังเพราะ “คิดแบบธุรกิจยุคใหม่”

ถอดง่าย ๆ เป็นเช็กลิสต์ให้เจ้าของธุรกิจ / คนทำแบรนด์ลองถามตัวเองดูว่า…

1. เราโฟกัสกลุ่มเป้าหมายชัดพอหรือยัง?  
2. เรามองสินค้าตัวเองให้เป็น Ecosystem ได้มากกว่านี้ไหม?  
3. เราคิดแบบ Multiplatform หรือยังยึดติดกับช่องทางเดียว?  
4. เราปั้น “คน” ในแบรนด์ ให้กลายเป็นแบรนด์ย่อยที่ลูกค้ารักได้ไหม?  
5. เรากำลังสร้างคอมมูนิตี้ลูกค้าอยู่จริง ๆ หรือยัง?  
6. ถ้าวันหนึ่งเราจะออกนอกประเทศ อะไรคือเอกลักษณ์ที่เราอยากพาออกไป?

GMMTV อาจเป็นบริษัทบันเทิง แต่ถ้าดูดี ๆ เขาคือ เคสธุรกิจที่เล่าเรื่องเก่ง เข้าใจคนเก่ง และใช้ทุกแพลตฟอร์มให้คุ้มที่สุด  

ใครที่กำลังทำแบรนด์ไทยในยุคดิจิทัล นี่คือหนึ่งในเคสที่ TST BIZ ว่าควรค่าแก่การ “แอบจดเลคเชอร์” ไว้จริง 

Sleepless Society เมื่อ “คนไม่ยอมนอน” กลายเป็นช่องทางทำเงินพันล้าน โอกาสผู้ประกอบการไทยตีตลาดคนดึกทั่วโลก

ทุกวันนี้เวลาเลื่อนมือถือเที่ยงคืน-ตีสอง เราจะเห็นภาพคล้าย ๆ กัน
- คนทำงานฟรีแลนซ์ยังนั่งเคลียร์งาน  
- เจ้าของกิจการยังตอบไลน์ลูกค้า  
- เด็กมหาลัยอ่านหนังสือหรือดูซีรีส์  
- คนวัยทำงานกดสั่งของออนไลน์รอบดึก

นี่คือโลกของ “Sleepless Society” กลุ่มคนที่ชีวิตจริงเริ่มหลัง 4 ทุ่ม จากมุมสุขภาพ มันคือความเสี่ยงโรคเครียด-หลับไม่ลึก-สมองล้า แต่จากมุมธุรกิจ มันกำลังกลายเป็น “ตลาดใหม่” ที่คนทั้งโลกเริ่มลงทุนใส่เงินลงมาแบบจริงจัง  

1. เมื่อ “คนนอนไม่หลับ” กลายเป็นตลาดระดับหลายแสนล้านดอลลาร์

ตัวเลขคร่าว ๆ ของ “เศรษฐกิจการนอน” (sleep economy) ทั่วโลกตอนนี้ใหญ่กว่าที่เราคิดมาก

- ตลาด sleep economy / sleep aids (ยานอนหลับ, ผลิตภัณฑ์ช่วยนอน, sleep tech ฯลฯ) มีมูลค่าราว 512,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 และคาดว่าจะโตต่อเนื่องที่ CAGR ประมาณ 6.3% จนเข้าใกล้เกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2032  

- ตลาด sleep tech devices (สมาร์ตวอทช์, ที่นอนอัจฉริยะ, อุปกรณ์วัดการนอน) มีมูลค่า 24.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งไปแตะ 134.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2034 โตเฉลี่ยปีละเกือบ 18-19%  

พูดง่าย ๆ คือ “ธุรกิจเกี่ยวกับการนอน” กำลังโต เพราะ คนทั้งโลก…นอนไม่พอ  

ในมุม TST BIZ คำถามที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่า “ตลาดใหญ่แค่ไหน” แต่คือ เราจะออกแบบธุรกิจที่ช่วย Sleepless Society ได้จริง โดยไม่เอาแต่ขายความเครียดเพิ่ม  

2. Sleepless Society คือใคร? (ไม่ใช่แค่คนเป็นโรคนอนไม่หลับ)

กลุ่มนี้ไม่ได้มีแค่คนเป็นโรค insomnia อย่างเป็นทางการ แต่คือ “ทุกคนที่วงจรชีวิตเลื่อนมาดึก” เช่น  
- คนทำงานดิจิทัล / เจ้าของ SME ที่ใช้เวลาคืนเคลียร์อีเมล-วางแผน-ทำบัญชี  

- ฟรีแลนซ์-ครีเอเตอร์-สายคอนเทนต์ ที่ทำงานตอนคนอื่นหลับ เพราะไฟสงบ สมองโล่ง  

- พยาบาล, แพทย์เวร, คนขับรถ, พนักงาน call center, โรงงานกะดึก  

- วัยรุ่น-นิสิต-นักศึกษา ที่อ่านหนังสือ/เล่นเกม/ดูคอนเทนต์ยาวข้ามคืน  

- คนที่มีภาระครอบครัว เช่น เลี้ยงลูกเล็ก กลับถึงบ้านดึก ต้องใช้ “เวลาหลังบ้านหลับ” เป็นเวลาส่วนตัว

ความต้องการหลัก ๆ ของ Sleepless Society คือ  

1. จัดการความเครียด-ความฟุ้งซ่าน ก่อนนอน  
2. ทำให้เวลาดึก “มีค่า” มากขึ้น (productive หรือผ่อนคลายจริง ๆ)  
3. รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว มี community / content ที่ “เข้าใจคนดึก”  

ทั้งหมดนี้คือโจทย์ใหญ่ของธุรกิจที่อยากจะเล่นในธีม Sleepless Society

3. กลยุทธ์ธุรกิจในโลก Sleepless Society เราเห็นอะไรแล้วบ้าง?

3.1 Sleep Tech & Digital Therapy: จากสมาร์ตวอทช์สู่ CBT ออนไลน์  

- สมาร์ตวอทช์-แบรนด์ต่าง ๆ เก็บข้อมูลการนอนแบบละเอียดมาก: ระยะเวลาหลับ, HRV, การขยับตัว ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์และให้คำแนะนำเรื่อง sleep hygiene  
.
- มีอุปกรณ์อย่าง Somnox Sleep Robot หุ่นนอนกอดได้ ที่ “หายใจช้า ๆ” ให้เราจูนลมหายใจตาม ช่วยให้หลับง่ายขึ้น  

- ฝั่งซอฟต์แวร์ก็มีโปรแกรม CBT online รักษา insomnia ที่ช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ใกล้เคียงการไปพบแพทย์จริง  

โมเดลรายได้ของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือ  
- subscription รายเดือน  

- ขาย license ให้ HR / บริษัทใหญ่เป็นสวัสดิการพนักงาน  

- หรือขายข้ามไปยังแพ็กเกจประกันสุขภาพ  
โอกาสของฝั่งไทย:  

- ทำคอนเทนต์ภาษาไทย + โปรแกรม CBTi แบบ localize ร่วมกับหมอ/นักจิตวิทยาไทย  

- ผูกกับโรงพยาบาล, ประกัน, หรือแพลตฟอร์มสุขภาพ  

- ทำแพ็กเกจ “Sleep Wellness for Founders / Night-shift” ฯลฯ  

3.2 ผลิตภัณฑ์-บริการช่วยนอน: จากที่นอนเย็นถึงชาหม่อนก่อนนอน

สาย physical product ก็มีตลาดใหญ่ใน sleep economy เช่นกัน  
- ที่นอน-หมอน-ผ้าห่มอัจฉริยะ เช่น ระบบทำความเย็นบนที่นอนที่ควบคุมอุณหภูมิเตียงผ่านแอป ตรวจ sleep แล้วปรับอุณหภูมิเพื่อช่วยให้หลับลึกขึ้น  

- ผลิตภัณฑ์กลุ่ม sleep aid เช่น ชาสมุนไพร, diffuser น้ำมันหอม, เสียง white noise, ผ้าปิดตา ฯลฯ  

- ฟังก์ชันเสริมบนที่นอนแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่ใช้ data และเทคโนโลยีมาช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการหลับที่สุด  

ฝั่งไทยมีโอกาสชัดมากในกลุ่มนี้ เพราะเราแข็งแรงด้าน  
- สมุนไพร, แพทย์แผนไทย, สปา  
- ผลิตภัณฑ์เครื่องนอน  
- บรรยากาศคาเฟ่-โฮสเทล-โรงแรมที่พร้อมออกแบบ “Sleep Experience”  

ถ้าคิดแบบ Sleepless Society เราสามารถทำเซ็ต product ที่ไม่ใช่แค่ “ช่วยให้หลับ” แต่ช่วยให้ คืนนี้… “ค่อย ๆ วางความคิด แล้วค่อย ๆ หลับอย่างไม่รู้ตัว”  

3.3 Night-time Space & 24/7 Service: พื้นที่สำหรับคนที่สมองตื่นตอนดึก กลุ่มนี้คือ business model ที่จับ “เวลาตีหนึ่ง-ตีสาม” เป็นหลัก  

ตัวอย่าง concept:
- Co-working คืนดึก / Night Studio สำหรับฟรีแลนซ์-ครีเอเตอร์ ที่ต้องการพื้นที่เงียบ, internet แรง, แสงเหมาะกับสายตา  

- Late-night Café / Reading Room คาเฟ่ที่ปรับไฟ นุ่มเสียง ทำ playlist เงียบ ๆ สำหรับคนอ่านหนังสือ–เคลียร์งานดึก  

- Nap Pod / Capsule / Sleep Box ตามมอลล์-ออฟฟิศใหญ่ ให้คนทำงานกลางวัน-กลางคืนใช้เป็นที่ “ชาร์จสั้น ๆ” 20-40 นาที  

ถ้าออกแบบดี ๆ พื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ “ขายกาแฟ+ไฟปลั๊ก” แต่ขาย productivity + mental calm และต่อยอดได้เป็น:
- membership รายเดือน  
- แพ็กเกจสำหรับบริษัท (ให้พนักงานใช้บริการ)  
- community event สำหรับ “คนทำงานกลางคืน”  

3.4 Content & Community เมื่อ “คอนเทนต์กลางคืน” กลายเป็น business base

Sleepless Society ใช้คอนเทนต์เยอะมาก  
- ASMR, เสียงฝนตก, white noise  

- Podcast / live ที่ออกอากาศดึก ๆ แบบ “อยู่เป็นเพื่อนกันจนหลับ”  

- ไลฟ์ขายของรอบดึก (ซึ่งไทยก็ทำกันหนักมากอยู่แล้ว)  

ตรงนี้มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด:  
- ถ้าคอนเทนต์ดี → ช่วยผ่อนคลาย, ช่วยให้คนมีสังคมทางใจ, ช่วยปิดวันอย่างสบาย  

- ถ้าคอนเทนต์กระตุ้นเกินไป → ทำให้ยิ่งตื่นมากขึ้น, เลื่อนจอไปเรื่อย ๆ จนตีสี่  

จุดที่ TST BIZ อยากชี้คือ นี่คือโอกาสทำแบรนด์คอนเทนต์สำหรับ Sleepless Society แบบ “ช่วยให้ปิดวันได้ดี” ไม่ใช่แค่คอนเทนต์ที่ทำให้ตาแข็ง เช่น

- คอนเทนต์ “ชั่วโมงสุดท้ายก่อนนอน” สรุปข่าวดี ๆ, บทเรียนธุรกิจ, การบ้านทบทวนตัวเอง  

- ช่อง “Slow Business Talk” คุยเรื่องงานเบา ๆ แต่ไม่กระตุ้นเกินไป  

- Meditation / breathing session สดทุกคืน  

ต่อยอดเป็น:
- subscription  
- sponsor จากแบรนด์เครื่องนอน, เครื่องดื่มสุขภาพ, insurance, health app ฯลฯ  

4. ถ้าเจ้าของกิจการไทยอยากทำธุรกิจธีม Sleepless Society ควรเริ่มยังไง?

ลองคิดเป็น 3 ตะกร้าให้เห็นภาพ

ตะกร้า 1 Product ที่ “ช่วยให้หลับดีขึ้น”  
- ชา-น้ำสมุนไพรช่วยผ่อนคลาย (หม่อน, เก๊กฮวย, กระเจี๊บ, ขิง ฯลฯ)  
- น้ำมันหอม, ก้านไม้, สเปรย์หมอน, ผ้าปิดตาเย็น  
- เครื่องนอนที่เน้นเย็น-รองรับคนทำงานหน้าคอม (คอ-ไหล่-หลัง)

Key: อย่าขายแบบ “หายขาด” แต่ขายในฐานะ “ตัวช่วยในกิจวัตรก่อนนอน (sleep ritual)”

ตะกร้า 2 Service & Space ที่เป็น safe zone ให้คนดึก  
- มุม “Night Desk” ในคาเฟ่ / โคเวิร์ก  
- แพ็กเกจ “Night Spa / Sleep Spa” นวดเบา ๆ + sound therapy  
- ห้องพัก / โฮสเทลที่ออกแบบสำหรับคนกลับดึก-นอนดึก โดยไม่รบกวนคนอื่น  

Key: อย่าบิลด์บนการ “เร้าให้คนไม่นอน” แต่ช่วยให้  
คนที่จำเป็นต้องดึกอยู่แล้ว… ดีกับตัวเองขึ้นอีกนิด  

ตะกร้า 3 Content & Program ความรู้ + โปรแกรมฝึกนิสัยนอน  
- คอร์สออนไลน์ “เจ้าของกิจการนอนไม่หลับ ทำไงดี”  
- Podcast “ธุรกิจวันนี้พอแล้ว พรุ่งนี้ค่อยสู้ต่อ” ออกอากาศทุกคืน  
- โปรแกรม breathe / journaling 10 นาที ก่อนนอน  

ต่อยอดกับ:
- นักจิตวิทยา  
- หมอเวชศาสตร์การนอน  
- แพลตฟอร์มสุขภาพ / ประกัน  
ให้กลายเป็น “sleep partner” สำหรับกลุ่มเป้าหมาย (ผู้บริหาร, SME, ครีเอเตอร์, คนกะดึก)

5. มุมมอง TST BIZ: อย่าลืมว่า “Sleepless Society” คือมนุษย์ ไม่ใช่แค่ target group

สุดท้ายแล้ว การทำธุรกิจในธีม Sleepless Society มีเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ใช้ความเครียดคนมาทำกำไร” กับ “ใช้ธุรกิจเป็นเครื่องมือช่วยให้คนผ่านคืนที่ยากไปอย่างอ่อนโยนขึ้น”

ในมุม TST BIZ ถ้าจะเล่นเกมนี้ให้ยั่งยืน เจ้าของกิจการควรถามตัวเองเสมอว่า…

- สิ่งที่เราขาย ทำให้คน นอนดีขึ้น จริงไหม หรือแค่ทำให้เขาตื่นต่อไปนานขึ้น  

- เราสื่อสารอย่างรับผิดชอบไหม ไม่ romanticize การโหมงาน-นอนไม่หลับเป็น “ความเท่”  

- ในระยะยาว เราอยากให้แบรนด์เราอยู่ในหัวของ Sleepless Society ในฐานะอะไร?  

คนขายคอนเทนต์ดึก ๆ ที่ทำให้เราเลื่อนจอจนตีสี่ หรือ เพื่อนคู่คิดยามดึก ที่ช่วยให้เราปิดวันและข้ามไปวันใหม่ได้อย่างสบายใจขึ้น  

ถ้าเลือกได้อย่างหลัง “Sleepless Society” จะไม่ใช่แค่ตลาดที่ทำเงิน แต่จะเป็นสนามที่ธุรกิจไทยได้โชว์ว่า เราเข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” มากกว่าแค่ตัวเลขยอดขาย

ผ้าทอขนแกะ สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงามเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ"

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

ไขกระจ่างตัวตน-พฤติกรรม “Gen Z” แท้จริงไม่ได้ขี้เกียจ แค่ไม่ทน “ระบบงง ๆ” ในองค์กร นายจ้าง-หัวหน้า ต้องรู้และปรับวิธีการอยู่ร่วมกัน เพื่อดึงศักยภาพที่แท้จริง-ได้คนเก่งไว้ขับเคลื่อนองค์กร

เวลาคนทำธุรกิจคุยกันเรื่อง “เด็กรุ่นใหม่” มักมีสองสาย สายแรกบ่นว่า “งอแง งานไม่ทน ใจบาง ทำไม่กี่เดือนก็ลา” แต่อีกสายกลับบอกว่า “ถ้าบริหารเป็นนะ โคตรเก่ง เร็ว ไอเดียเยอะมาก”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Gen Z มีปัญหาไหม” แต่คือ “เราบริหาร Gen Z เป็นหรือยัง”

บทความนี้ TST BIZ เลยชวนถอดแบบง่าย ๆ ว่า ถ้าต้องทำงานกับพนักงาน Gen Z เราควรรู้อะไรบ้าง และต้องปรับตรงไหนบ้าง ให้ใช้ได้จริงในออฟฟิศ / เอเจนซี่ / สตาร์ตอัป / SME ของคุณ

Gen Z คือใคร? และทำไมวิธีคิดเขาไม่เหมือนเรา

โดยประมาณ Gen Z = คนที่เกิดช่วงปี 1997-2012 (วันนี้อายุ 13-28) นี่คือรุ่นที่…โตมากับอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน และโซเชียลมีเดีย เห็นข่าวคนตกงาน-เลย์ออฟ-บริษัทล้มละลายตั้งแต่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย ใช้เวลาชีวิตเยอะมากกับ content ที่พูดเรื่อง “ทำในสิ่งที่รัก”, “สุขภาพจิตสำคัญ”, “ไม่ทำงานหนักเพื่อบริษัทรวยฝ่ายเดียว”

เลยไม่แปลกที่หลายคนจะถามเยอะ ว่า “ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร” ไม่ทน กับหัวหน้าที่สั่งอย่างเดียวแต่ไม่อธิบาย ให้ค่ากับความหมายของงานไม่แพ้เงินเดือน

ถ้าเรายังใช้ mindset “ทำไปก่อน อย่าถามเยอะ” แบบยุคเก่า โอกาสสูงมากที่เราจะเสียคนเก่งไปให้บริษัทอื่น โดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่เจ้าของธุรกิจ / หัวหน้าทีมต้อง “เข้าใจ” ก่อนจะจัดการ Gen Z

1. เขาไม่ได้อยากทำงานเล่น ๆ เขาแค่อยากรู้ว่า “ทำไปเพื่ออะไร”

Gen Z ไม่ค่อยอินกับงานประเภท “ทำไปเถอะ เจ้านายสั่งมา” แต่จะอินมากกับงานที่บอกได้ว่า กระทบใคร ช่วยลูกค้าหรือทีมตรงไหน เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ยังไง 

ตัวอย่างที่ควรเล่าให้เขาเห็นภาพ
-“โพสต์นี้คือหนึ่งในคอนเทนต์ที่จะใช้ปิดดีลสปอนเซอร์ 3 ล้านของแคมเปญนี้”
-“รีพอร์ตชุดนี้จะขึ้นไปถึงบอร์ด ใช้ตัดสินใจว่าปีหน้าจะลงเงินอีก 20 ล้านไหม”

ถ้าเขาเข้าใจภาพใหญ่ แรงต้านจะลดลงเยอะ และเขาจะใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นเอง

2. เขาต้องการหัวหน้าแบบ “โค้ช” ไม่ใช่ “นายตรวจ”

สิ่งที่ Gen Z ชอบ คือ หัวหน้าที่อธิบายวิธีคิด ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ ให้เขาลองทำเอง แล้วค่อย รีวิว-สอน-ติวเพิ่ม กล้าพูดตรง แต่ไม่ทำลายตัวตน

สิ่งที่ Gen Z หนี คือ หัวหน้าที่สั่งอย่างเดียว “ไม่ต้องถามเยอะ ทำไป” หรือ ดุผ่านกรุ๊ปไลน์ใหญ่ ๆ ใช้อารมณ์, เปรียบเทียบกับคนอื่น, ประชดประชัน

เทมเพลตบทสนทนาที่ใช้ได้ผล เช่น
-“ลองคิดมาสัก 2-3 ทางเลือกนะ เดี๋ยวพี่ช่วยดูให้ว่าทางไหนเข้าที่สุด”
-“รอบนี้เราพลาดตรงไหนบ้าง ลองเล่าในมุมของเราก่อน แล้วเดี๋ยวพี่เติมให้”

หัวหน้าที่เก่งกับ Gen Z คือคนที่ทำหน้าที่เป็น “โค้ช + พี่เลี้ยง” มากกว่า “ผู้คุมงาน”

3. เขาชอบ “ความชัด” มากกว่าคำสั่งลอย ๆ

หลายครั้ง Gen Z ไม่ได้ดื้อ แต่เขางง เพราะระบบทำงานมันไม่ชัด เวลามอบหมายงาน ควรตอบให้เขาได้ 3 ข้อนี้ทุกครั้ง

-เป้าหมาย งานนี้ทำไปเพื่ออะไร / วัดที่อะไร
-เส้นตาย ต้องส่งเมื่อไหร่ (จริง ๆ)
-คนจบงาน ใครเป็นคนอนุมัติสุดท้าย

และควรมีจังหวะคุยงานที่เป็นระบบ เช่น Daily / 2-3 วันครั้ง อัปเดตสั้น ๆ ว่าไปถึงไหน ติดอะไร หรือ Weekly / Bi-weekly คุยลงลึกเรื่อง Performance + ปัญหา + สิ่งที่อยากพัฒนา

ยิ่ง “ระบบการคุยกัน” ชัดเท่าไหร่ ยิ่งลดดราม่าประเภท “หนูไม่รู้”, “หนูคิดว่าไม่รีบ”, “หนูเข้าใจอีกแบบ” ได้เยอะมาก

4. เขาสนใจ “การเติบโต” พอ ๆ กับค่าตอบแทน

สำหรับหลายคนใน Gen Z คำถามในหัวคือ: “ถ้าอยู่ที่นี่ต่ออีก 1-2 ปี ฉันจะเก่งขึ้นแค่ไหน?” ดังนั้น หัวหน้าควรช่วยเขาเห็นเส้นทางการเติบโต (Growth Path) คร่าว ๆ เช่น

0-6 เดือน: ฝึกงาน, support, ทำตามบรีฟให้เนียน
6-12 เดือน: จับโปรเจกต์เล็ก ๆ เอง, คุยกับลูกค้าระดับ Jr.
1-2 ปี: เป็น lead โปรเจกต์, มีน้องในทีม, โอกาสปรับตำแหน่ง/เงิน

และให้เขาได้ “ออกไปหน้าเวที” บ้าง เช่น ไป present บางส่วน เข้าประชุมกับลูกค้าจริง ให้ลองคิดไอเดีย-เขียน deck-วางโครงแคมเปญ

ถ้าบริษัทให้แต่ “งานแบ็กเอนด์” อย่างเดียว โดยไม่ให้เวที อย่าแปลกใจถ้า Gen Z ดี ๆ อยู่ไม่นาน

5. เรื่องเงิน ต้องแฟร์และโปร่งใส

Gen Z ไม่ได้ขอเงินเดือนเวอร์วัง แต่เขาแพ้ความ “ไม่ยุติธรรม” มาก ๆ สิ่งที่ควรมี คือ โครงสร้างเงินเดือน + ช่วงเงิน (range) ชัด รอบทบทวนเงินเดือน (เช่น ทุก 6 หรือ 12 เดือน) และโบนัส / อินเซนทีฟผูกกับผลงานจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

สิ่งที่ควรเลี่ยง คือ “เดี๋ยวพี่ดูให้” ทุกครั้งที่ถามเรื่องขึ้นเงินเดือน แต่ไม่มี timeline / ให้เงินต่างกันเยอะ ทั้งที่ทำงานระดับใกล้เคียงกัน โดยไม่อธิบายเหตุผล

สำหรับ Gen Z ความรู้สึกว่า “ระบบมันแฟร์” สำคัญกว่าแค่ตัวเลขในใบจ่ายเงินเดือนด้วยซ้ำ

วิธีคุยกับ Gen Z ให้ได้งาน ไม่ได้ดราม่า

1. Onboarding ให้ดีตั้งแต่วันแรก แทนที่จะให้เขาแค่มานั่งฟัง HR อ่านกฎระเบียบ ลองเพิ่มอีกเล็กน้อย เช่น…
-เล่า “เรื่องของบริษัท” แบบเป็นเรื่องเล่า ทำไมถึงก่อตั้ง เคยเกือบไม่รอดตรงไหน วันนี้เรากำลังสู้เรื่องอะไรอยู่

-อธิบาย “กติกาไม่เขียนบนกระดาษ” เวลาทักงานดึกได้ / ไม่ได้ หรือ การลางาน / มาสาย / WFH และ ช่องทางคุยเรื่องงาน vs คุยเล่น

ยิ่งเขาเข้าใจ “วัฒนธรรมจริง” เร็วเท่าไหร่ ยิ่งปรับตัวเร็วเท่านั้น

2. สูตร Feedback ที่ Gen Z รับได้ จำสั้น ๆ คือ เร็ว-ตรง-เคารพศักดิ์ศรี
เร็ว-เห็นงานมีปัญหา คุยเลยใน 24-48 ชม.
ตรง-บอกจุดดี-จุดพลาดแบบชัด ๆ มีตัวอย่างอ้างอิง
เคารพศักดิ์ศรี-วิจารณ์งาน ไม่วิจารณ์ตัวตน

ไม่ควรใช้ทำพูดหรือประโยค เช่น “งานเธอห่วยมาก ทำแบบนี้ได้ยังไง” แต่ควรเป็น “อันนี้พี่ว่าไม่เข้ากับโจทย์ลูกค้าตรงนี้นะ เพราะเขาเน้นกลุ่ม… คราวหน้าก่อนทำลองเช็กให้ชัดกว่านี้ว่าเขาอยากคุยกับใคร พี่ช่วยคิดกรอบคำถามให้ได้”

แล้วปิดด้วย “พี่ไม่ได้ติดตัวเรา พี่ติดวิธีทำ ซึ่งมันแก้ได้ เดี๋ยวเรามาปรับไปด้วยกัน”

ประโยคเล็ก ๆ แบบนี้ ช่วยลดโอกาสที่เขาจะ “รับคำติ = รับว่าเราไม่เก่ง” ลงได้เยอะมาก

3. ให้เขาเป็น “เจ้าของงาน” มากกว่าเป็นแค่ “ผู้รับคำสั่ง” Gen Z จะอินกับงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเขาได้เป็น owner ของอะไรบางอย่าง เช่น ให้ดูแลเพจย่อยหนึ่งเพจ ให้คุม Mini-project หนึ่งแคมเปญ ให้ดูแล KOL 3-5 คนในโปรเจกต์หนึ่ง

แล้วให้โจทย์แบบครบวงจร เช่น ตั้ง KPI เอง (เราแค่ช่วยกลั่น) วางแผนคร่าว ๆ ทำจริง-รายงานจริง รีวิวหลังจบงานว่าทำอะไรดีแล้ว / อะไรควรปรับ

เขาจะรู้สึกว่า “นี่คืองานของเรา” ไม่ใช่ “งานของบริษัทที่โยนมาให้ทำ”

เรื่องที่ “ไม่ควรทำ” ถ้าไม่อยากเสีย Gen Z เก่ง ๆ คือ ด่า / ประจานต่อหน้าคนอื่น หรือในกรุ๊ปใหญ่ ใช้คำพูดเหยียดเพศ, รูปร่าง, ฐานะ, ครอบครัว, สถาบันที่จบ เปลี่ยนบรีฟ-เปลี่ยนเดดไลน์บ่อยโดยไม่มีคำอธิบาย พูดว่า “เด็กสมัยนี้…” ในโทนเหมารวมดูถูก เรียกร้องความรักองค์กร ทั้งที่ตัวองค์กรไม่เคยอธิบายอนาคตให้เขาเห็น 

เช็กลิสต์สำหรับหัวหน้า: วันนี้เรา “Gen Z Friendly” แค่ไหน ลองถามตัวเองแบบตรงไปตรงมา
-ลูกทีม Gen Z รู้หรือยังว่า งานของเขาเชื่อมกับภาพใหญ่ยังไง
-เวลาให้โจทย์ เราชัดเจนเรื่องเป้าหมาย-เดดไลน์-คนจบงานแค่ไหน
-เดือนนี้เราเคยชมเขาแบบ “ระบุสิ่งที่ทำดี” บ้างหรือยัง (ไม่ใช่แค่ “เก่งดี”)
-มีพื้นที่ให้เขาพูด / เสนอ / ติ ระบบงานบ้างหรือเปล่า
-เราเคยเผลอใช้ภาษาแบบที่ “ไปแตะตัวตน” เขาไหม (ถ้ามี ลองเริ่มจากขอโทษก่อนเลย)

ถ้าเจอว่ายังขาดหลายข้อ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือ “พื้นที่เติบโตของเรา” ในฐานะหัวหน้ายุคที่ทีมเริ่มเต็มไปด้วย Gen Z

"Fastwork" เว็บรวมงานฟรีแลนซ์สัญชาติไทย เชื่อมคนทำงาน-SME-ลูกค้าต่างประเทศในเว็บเดียว ช่วยให้คนหางานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องย้ายที่อยู่อาศัย กลายเป็นโมเดลการจ้างงานระยะสั้นที่นิยมในไทย

สมมติว่ามีเด็กจบใหม่คนหนึ่งอยู่ขอนแก่น ทำงานออกแบบโปสเตอร์ให้ร้านกาแฟในตัวเมือง รายได้ยังไม่พอเก็บ แต่พอสมัครเป็นฟรีแลนซ์บนแพลตฟอร์มอย่าง Fastwork อยู่ดี ๆ งานชิ้นต่อไปกลับมาจากบริษัทโลจิสติกส์ในกรุงเทพฯ และไม่นานก็มีลูกค้าต่างชาติที่มีออฟฟิศอยู่สิงคโปร์ส่งบรีฟมาให้  

นี่คือภาพเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานไทย ที่แพลตฟอร์มฟรีแลนซ์กลายเป็น “สะพาน” เชื่อมคนทำงานต่างจังหวัด-SME ไทย-ลูกค้าต่างประเทศ เข้าหากันในหน้าเว็บเดียว  

Fastwork อาจเริ่มต้นในฐานะ “เว็บรวมฟรีแลนซ์” แต่วันนี้มันกำลังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจกิ๊ก (Gig Economy) ในไทยอย่างเงียบ ๆ

Fastwork: จากเว็บจ้างฟรีแลนซ์ สู่โครงสร้างพื้นฐานของบริการมืออาชีพ

บนหน้าเว็บอย่างเป็นทางการ Fastwork ระบุว่าตัวเองคือแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้ให้บริการกว่า 200,000 คน และมีลูกค้าแล้วมากกว่า 1.7 ล้านรายทั่วประเทศ ครอบคลุมงานมากกว่า 300 หมวด ตั้งแต่กราฟิก ออกแบบโลโก้ การตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเขียนเว็บไซต์ วิดีโอ ที่ปรึกษาธุรกิจ และบริการไลฟ์สไตล์

งานวิจัยด้านเศรษฐกิจแพลตฟอร์มยังระบุด้วยว่า Fastwork ถือเป็นแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์สัญชาติไทยที่ใหญ่ที่สุด มีฟรีแลนซ์อยู่บนระบบมากกว่า 150,000 คน นำหน้าแพลตฟอร์มไทยรายอื่นอย่าง FreelanceBay อย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงโครงสร้าง นี่ไม่ใช่แค่ “เว็บหาคนทำโลโก้” แต่คือ ตลาดแรงงานออนไลน์ ที่เชื่อม
- ฝั่งดีมานด์: เจ้าของกิจการ, SME, องค์กร, บุคคลทั่วไป  
- ฝั่งซัพพลาย: ฟรีแลนซ์ นักออกแบบ นักการตลาด โปรแกรมเมอร์ นักเขียน ที่กระจายอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ให้มาเจอกันบนแพลตฟอร์มเดียว ด้วยระบบรีวิว-ถือเงินกลาง-ระบบค้นหาที่ทำให้คนตัวเล็กสามารถ “เสนอฝีมือ” แข่งกันบนหน้าจอแทนการเดินไปเคาะประตูออฟฟิศทีละที่

ขาขึ้นของ Gig Economy ไทย และบทบาทของ Fastwork

รายงาน “Gig Economy และตลาดฟรีแลนซ์ปี 2565” ที่จัดทำโดย Fastwork เองชี้ว่า ตลาดฟรีแลนซ์ไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งจำนวนผู้รับงานและมูลค่าของงานที่ผ่านแพลตฟอร์ม โดยหมวดงานยอดนิยมคือ Design & Graphic, Marketing & Advertising, Writing & Translation, Web & Programming, Photography & Video ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานสายดิจิทัลที่สามารถทำจากที่ไหนก็ได้  

รายงานวิเคราะห์ว่า…
- ลูกค้าหลักของแพลตฟอร์มเป็น SME และสตาร์ทอัพ ที่ต้องการงานคุณภาพ แต่ไม่อยากแบกต้นทุนพนักงานประจำ  
- ฟรีแลนซ์จำนวนมากใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางหารายได้เสริม ก่อนค่อย ๆ ขยับสู่การเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว

ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้าน Gig Economy ในไทยก็ชี้ว่าคนทำงานบนแพลตฟอร์มไม่ได้มองแค่เรื่อง “รายได้” แต่ให้ความสำคัญกับอิสระ เวลา และสถานที่ทำงานมากขึ้นด้วย  

ถ้าดูภาพรวม จะเห็นว่า Fastwork และแพลตฟอร์มคล้ายกันคือหน้าด่านของการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงาน จากการผูกชีวิตกับบริษัทเดียวในกรุงเทพฯ ไปสู่การ “ขายฝีมือ” ให้ลูกค้าหลายรายพร้อมกัน ทั้งในไทยและต่างประเทศ

จากอีสานถึงกรุงเทพฯ: โอกาสของคนทำงานนอกเมืองใหญ่

หนึ่งในมิติที่มักถูกมองข้าม คือโอกาสของคนต่างจังหวัด  
ในอดีต ถ้าคุณเป็นนักออกแบบเก่ง ๆ อยู่ในจังหวัดเล็ก ๆ ทางเลือกหลักคือ  
- ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่  
- หรือรับงานจากร้านค้า/องค์กรท้องถิ่นในเรตราคาที่ตลาดท้องถิ่นยอมรับ  

แต่เมื่อมีแพลตฟอร์มแบบ Fastwork 
- ฟรีแลนซ์ที่อยู่โคราช, ขอนแก่น, อุบล, เชียงใหม่, สงขลา สามารถเปิดโปรไฟล์ โชว์ผลงาน และเสนอราคาในหน้าเดียวกับฟรีแลนซ์จากกรุงเทพฯ  
- ลูกค้าธุรกิจในกรุงเทพฯ สามารถจ้างนักออกแบบจากอีสาน ให้ช่วยทำโลโก้/แพ็กเกจจิ้ง โดยดูจากรีวิว-ผลงานโดยตรง ไม่ได้มองจังหวัดเป็นตัวตั้ง  

งานศึกษาด้านแพลตฟอร์มสร้างสรรค์ระดับนานาชาติยังชี้ว่า แพลตฟอร์มลักษณะนี้ช่วยลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ ทำให้ฟรีแลนซ์ด้านครีเอทีฟสามารถรับงานจากลูกค้าในหลายประเทศได้ง่ายขึ้น ผ่านการสื่อสารออนไลน์และระบบชำระเงินกลางบนแพลตฟอร์ม  

พูดให้ชัดก็คือ คนเก่งในอีสาน ไม่จำเป็นต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อทำงานให้ลูกค้ากรุงเทพฯ อีกต่อไป และถ้างานนั้นเป็นลูกค้าที่มีเครือข่ายในสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือที่อื่น การส่งงานข้ามประเทศผ่านหน้าจอก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเหมือนเมื่อสิบปีก่อน

โอกาสของ SME: “ทีมล่องหน” ที่อยู่หลังจอ

ในมุมของเจ้าของกิจการ Fastwork ไม่ได้เป็นแค่ที่หาคนผลิตลายเส้นสวย ๆ แต่กำลังกลายเป็น “ทีมล่องหน” ที่ช่วยเติมฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ธุรกิจโดยไม่ต้องรับคนเพิ่มเข้าบัญชีเงินเดือน

จากหมวดงานบนแพลตฟอร์ม จะเห็นว่า SME ไทยสามารถใช้ฟรีแลนซ์ช่วยงานได้แทบทุกด้าน:  
- สายแบรนด์-การตลาด: ทำแบรนด์, ออกแบบ CI, ทำเพจ, คอนเทนต์, ยิงแอด  
- สายเทค-เว็บ-อีคอมเมิร์ซ: ทำเว็บไซต์, ระบบจอง, ร้าน Shopee/Lazada, ระบบหลังบ้าน  
- สายคอนเทนต์-สื่อ: คลิปวิดีโอ, ตัดต่อ, อินโฟกราฟิก, บทความ  

ข้อดีคือ  
- จ่ายเป็นโปรเจกต์ เมื่อมีงาน ไม่ต้องแบกค่าใช้จ่ายประจำ  
- ทดลองหลายฟรีแลนซ์ได้ จนกว่าจะเจอคนที่ “เข้ามือ”  
- ดูรีวิว-ผลงาน-ราคาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ  

ถ้า SME มองแพลตฟอร์มแบบนี้เป็น “ทีมขยาย” ที่ยืด-หดได้ตามจังหวะธุรกิจ ก็จะเห็นว่ามันช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันโดยใช้เงินไม่มากนัก

ความท้าทาย: เสรีแต่อาจเปราะบาง ถ้าไม่มีเกราะคุ้มกัน

แม้ภาพจะดูสวย แต่ Gig Economy ก็มีด้านที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและสวัสดิการ  

งานวิจัยด้าน gig worker ในไทยชี้ว่า:  
- เหตุผลหลักที่คนเลือกทำงานแพลตฟอร์ม คือ “รายได้เสริม + อิสระเวลา-สถานที่”  
- แต่ความเสี่ยงคือ รายได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนงานในแต่ละเดือน  
- หลายคนไม่มีประกันสังคมมาตราใดเลย หรือไม่มีการออมระยะยาวอย่างจริงจัง  

สำหรับฟรีแลนซ์บน Fastwork ภาพที่ชัดเจนคือ
- ถ้าเรตถูกลงเพื่อแย่งลูกค้ามากเกินไป อาจทำให้ตลาดโดยรวมถอยลงด้านราคา  
- ถ้าไม่มีวินัยด้านการเงิน-การออม งานเยอะในวันนี้อาจไม่เพียงพอรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต  
ในมุมระบบ เศรษฐกิจกิ๊กจึงเป็น “โอกาส” และ “ความเปราะบาง” ในเวลาเดียวกัน  

แล้วต่อจากนี้ควรมอง Fastwork และแพลตฟอร์มแบบเดียวกันอย่างไร?

สำหรับ TST BIZ เราเห็นแนวคิดหลัก 3 ข้อ ที่ทั้งฟรีแลนซ์ ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายควรคิดต่อจากเคส Fastwork

1) จาก “เว็บหางาน” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานของงานยุคใหม่”  
แพลตฟอร์มอย่าง Fastwork ไม่ได้เป็นแค่ marketplace เล็ก ๆ แต่ทำหน้าที่เหมือนตลาดกลางแรงงานทักษะสูง ที่ทำให้คนต่างจังหวัด-คนเปลี่ยนสายงาน-คนทำงานประจำที่อยากมีรายได้เสริม เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น

การออกแบบนโยบายแรงงาน-ภาษี-สวัสดิการในอนาคต ควรเริ่มมองแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็น “ส่วนหนึ่งของโครงสร้างตลาดแรงงาน” ไม่ใช่แค่ธุรกิจเอกชนที่อยู่โดดเดี่ยว

2) SME ที่เรียนรู้เร็ว จะใช้แพลตฟอร์มเป็น “ตัวเร่งธุรกิจ”  
สำหรับเจ้าของกิจการ มุมมองสำคัญคือ
- เลิกคิดว่า “ฟรีแลนซ์ = คนทำงานเล่น ๆ”  
- มองว่า “ฟรีแลนซ์ = ทีมมืออาชีพที่เราเข้าถึงได้ทันที ถ้าบรีฟชัดและบริหารงานเป็น”

ใครที่สร้าง playbook การใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ดี เช่น  
- มีเทมเพลตบรีฟ  
- มีระบบประเมินคุณภาพ  
- มีวิธีสร้างความสัมพันธ์กับฟรีแลนซ์คุณภาพสูง  

ก็จะได้ “แรงขับ” เพิ่ม โดยไม่ต้องลงทุนสร้างทีมใหญ่ตั้งแต่วันแรก

3) ฟรีแลนซ์ต้องคิดแบบ “เจ้าของกิจการตัวเอง”  
สุดท้าย คนทำงานบน Fastwork ก็ต้องคิดเกินกว่า “รับงานไปวัน ๆ” แต่ต้องมองตัวเองเหมือน SME ขนาด 1 คน  
- วางเรตราคาอย่างมีสติ ไม่แข่งกันลดราคาจนอยู่ไม่ได้  
- ลงทุนสร้างพอร์ต-รีวิว-ทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง  
- วางแผนภาษี-ออมเงิน-สวัสดิการตัวเอง ไม่ปล่อยให้รายได้ผันผวนทำร้ายอนาคต  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top