Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

eFishery จากยูนิคอร์นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สู่เคสเตือนภัยเรื่องธรรมาภิบาล เขย่าความเชื่อมั่นสตาร์ตอัปอินโด-อาเซียน บทเรียนที่เจ้าของกิจการ-นักลงทุนไทยต้องคิดต่อ

ช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา eFishery เคยถูกยกเป็น “ฮีโร่ของเกษตรกรเลี้ยงปลา-กุ้ง” และเป็นหนึ่งในยูนิคอร์นที่สวยสุดของอินโดนีเซีย

เริ่มจากอุปกรณ์ให้อาหารปลา-กุ้งอัตโนมัติ (IoT feeder) คุมผ่านมือถือ ขยายเป็นแพลตฟอร์มครบวงจร ขายอาหาร-ให้สินเชื่อ-รวมผลผลิตไปขายตลาดปลายทาง ได้เงินลงทุนรวมมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ มูลค่าบริษัทเคยแตะราว 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น “ยูนิคอร์นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตัวแรก ๆ ของโลก”

แต่ปลายปี 2024 ต้นปี 2025 ทุกอย่างกลับตาลปัตร eFishery ถูกจับตามองว่าเป็น “เคสอื้อฉาวด้านตัวเลขการเงิน” ที่แรงสุดเคสหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาลสตาร์ตอัปที่คนทั้งภูมิภาคต้องหยิบมาคุยกันใหม่

บทความนี้ TST BIZ เลยอยากชวน “แกะชั้นปลา” ของ eFishery ว่า…
- เขาเคยทำอะไรได้ดี  
- พลาดตรงไหน  
- และเจ้าของกิจการ-นักลงทุนไทยควรเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง  

1. ก่อนจะเป็นข่าวอื้อฉาว: โมเดลธุรกิจที่เคยถูกยกเป็น “อนาคตของเกษตรน้ำ”

ถ้าดูเฉพาะ “ไอเดีย” ต้องยอมรับว่า eFishery เคยเป็นเคสที่สวยมาก

1) แก้ปัญหาจริงของเกษตรกรรายย่อย  
- จุดเริ่มต้นคือเครื่องให้อาหารปลา-กุ้งอัตโนมัติ eFeeder  
- ใช้เซนเซอร์ วัดพฤติกรรมปลา-ปริมาณอาหาร ช่วยลดต้นทุนอาหารและเพิ่มอัตราการเติบโต  
- เป้าคือทำให้ “เกษตรกรที่เลี้ยงปลา 1-2 บ่อ” มีเทคโนโลยีใกล้เคียงฟาร์มใหญ่ ๆ  

2) จากฮาร์ดแวร์ → แพลตฟอร์มการเงิน-ตลาด  
เมื่อรู้ว่า “ข้อมูลบนบ่อ” มีค่ามากกว่าแค่ควบคุมอาหาร eFishery เริ่มทำเพิ่มเป็น
- Marketplace อาหารสัตว์น้ำ ให้เกษตรกรซื้ออาหารจาก supplier โดยตรง  
- ฟินเทคสำหรับเกษตรกร ใช้ข้อมูลการเลี้ยง-การให้อาหารเป็นฐานในการปล่อยกู้  
- ตลาดขายผลผลิต รวมปลาจากหลายบ่อไปขายให้ผู้ซื้อรายใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศ  

โมเดลนี้ทำให้ eFishery ถูกพูดถึงในฐานะ “แพลตฟอร์มเกษตรน้ำครบวงจร” ที่ช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรหลายหมื่นรายทั่วอินโดนีเซีย

จนปี 2023-2024 บริษัทระดมทุนรอบใหญ่ได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นยูนิคอร์นเต็มตัว และถูกใช้เป็นตัวอย่างในเวทีนานาชาติว่า “อาเซียนก็มี deeptech ด้าน food & agri ที่ไปได้ไกล”

2. จากดาวรุ่งสู่ศูนย์กลางพายุ: ข้อกล่าวหาเรื่อง “ตัวเลขการเงินไม่ตรงความจริง”

ปลายปี 2024 เรื่องเริ่ม “ไม่ปกติ”
- มี whistleblower ภายในแจ้งบอร์ดว่าพบ “ความผิดปกติในบัญชี” ของบริษัท  
- บอร์ดจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก FTI Consulting เข้ามาตรวจสอบ และต่อมามีข่าวว่าผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงหลายคนถูก สั่งพักงาน/ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างการสอบสวน  

จากรายงานสื่อและนักวิเคราะห์หลายเจ้า ข้อมูลสำคัญที่ถูกเผยออกมา เช่น
- มีข้อกล่าวหาว่า รายได้ในงบการเงิน 9 เดือนแรกของปี 2024 ถูก “ปั้น” จากราว 157 ล้านดอลลาร์ เป็นราว 752 ล้านดอลลาร์  

- บริษัทรายงานว่ามีกำไรประมาณ 16 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ตัวเลขจริงถูกระบุว่าเป็น “ขาดทุนมากกว่า 35 ล้านดอลลาร์”  

- มีการพูดถึง “โครงข่ายธุรกรรมเทียม” เพื่อทำให้ยอดขายดูสูงขึ้นกว่าความเป็นจริง (รายละเอียดเชิงเทคนิคยังอยู่ในชั้นสืบสวน)

ผลคือ eFishery จากที่เคยเป็น “หน้าตาใหม่ของ food-tech เอเชีย” กลายเป็น เคสอื้อฉาวด้านการเงิน ที่สื่อในภูมิภาคใช้เป็นตัวอย่างเตือนใจเรื่อง start-up fraud ไปเรียบร้อย  

ตรงนี้สำคัญ ณ เวลานี้หลายเรื่องยังอยู่ในขั้น “ข้อกล่าวหาและกระบวนการสอบสวน” เราจึงต้องมองเป็น “กรณีศึกษา” มากกว่าตัดสินแบบศาลชั้นต้น  

3. ผลสะเทือนต่อบริษัท: เลย์ออฟ 90% - อนาคตอาจถึงขั้นยุบกิจการ

เมื่อความเชื่อมั่นสั่นคลอน ตัวเลขก็วิ่งตามทันที
- มีรายงานว่า eFishery ปลดพนักงานราว 90% จากราว 1,800 คน เหลือประมาณ 180 คนเท่านั้น โดยหลายสำนักข่าวระบุว่า 13 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นวันทำงานสุดท้ายของพนักงานส่วนใหญ่ และแจ้งเลิกจ้างต่อกระทรวงแรงงานอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

- สื่อระดับภูมิภาครายงานว่า บริษัท “กำลังชั่งใจระหว่างการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่กับทางเลือก การชำระบัญชี (liquidation)” ขณะที่ที่ปรึกษาแนะนำให้ผู้ถือหุ้นตัดสินใจทิศทางชัดเจนในเวลาอันใกล้  
แม้ธุรกิจ “ให้อาหารปลาอัตโนมัติ” เองอาจยังมีมูลค่าและลูกค้าจริงอยู่  

แต่เมื่อแบรนด์ถูกผูกกับ “กรณีตัวเลขไม่โปร่งใส” การหานักลงทุนใหม่-เจรจาปรับโครงสร้าง-รักษาทีมคนเก่งไว้ จึงกลายเป็นโจทย์ยากขึ้นหลายเท่า  

4. สะเทือนไกลกว่าบ่อปลา: นักลงทุน-กองทุน VC ทั้งภูมิภาคต้องทบทวนเกม

กรณี eFishery ไม่ได้กระทบบริษัทเดียว  
1) กระทบความเชื่อมั่นต่อสตาร์ตอัปอินโดและ SEA โดยรวม  
- eFishery เคยเป็น “ตัวแทน” ว่าอินโดทำ deeptech-agritech ระดับโลกได้  
- เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่อง “ตัวเลขไม่จริง” นักลงทุนต่างชาติย่อมระวังมากขึ้นในการดูดีลจากภูมิภาคนี้ทั้งหมด  

2) VC รวมตัวกันร่างมาตรฐานธรรมาภิบาลใหม่  
- มีรายงานว่า สมาคม VC หลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มผลักดัน framework ด้าน governance, due diligence, monitoring ที่เข้มข้นขึ้นอย่างเป็นทางการ  

- ใช้กรณี eFishery เป็นตัวอย่างว่า “growth-at-all-costs โดยไม่สนโครงสร้างควบคุมภายใน” เสี่ยงทำลายทั้งพอร์ตลงทุนของกองทุนเองด้วย  

3) บทบาทของ whistleblowers ถูกพูดถึงมากขึ้น  
- หลายบทวิเคราะห์ชี้ว่า audit ปกติจาก Big 4 ยังไม่พบความผิดปกติ  
- แต่การแจ้งเบาะแสจากคนใน + ระบบรับเรื่องร้องเรียนที่ปลอดภัยต่างหาก ที่เป็นตัวจุดชนวนให้บอร์ดลงมือสืบสวนอย่างจริงจัง  

5. บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ-นักลงทุนไทย จากเคส eFishery

สำหรับเคสนี้มี “เช็กลิสต์” สำคัญอย่างน้อย 5 ข้อ ที่คนทำธุรกิจไทยและนักลงทุนควรหยิบไปคิดต่อ

5.1 โมเดลธุรกิจดี ไม่ได้แปลว่า “ทำอะไรก็ได้” eFishery มีทั้ง  
- ปัญหาจริงให้แก้ (ชีวิตเกษตรกรรายย่อย)  
- เทคโนโลยีจริง (IoT feeding, data platform)  
- traction จริงในช่วงแรก ๆ  

แต่ถ้ากดเร่งให้โตเร็วเกินกว่าระบบภายในจะรับไหว แรงกดดันเรื่อง valuation-ตัวเลข-รอบลงทุน อาจผลักให้บางคน “เลือกวิธีลัด” กับตัวเลขในงบได้ง่ายขึ้น

สำหรับเจ้าของกิจการไทย “ของเราดี” ไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้หย่อนเรื่อง governance ยิ่งมีคนเชื่อใจมาก ยิ่งต้องเข้มกับตัวเองมากตามไปด้วย

5.2 การกำกับดูแล (governance) ต้องดีตั้งแต่ยัง “ไม่ได้ดัง” หลายบริษัทคิดว่า “เดี๋ยวโตอีกหน่อยค่อยตั้งระบบ” แต่ข้อมูลจากหลายกรณีศึกษาชี้ว่า ปัญหามักเริ่มตั้งแต่ช่วง early stage แล้วค่อยสะสม

สิ่งที่ควรคิดตั้งแต่วันนี้
- แยกบทบาท ผู้ก่อตั้ง - CFO - บอร์ดอิสระ ให้ตรวจสอบกันได้  
- ระบบรายงานตัวเลข-ตั้งสมมุติฐาน-การรับรู้รายได้ ต้องมีหลักเกณฑ์ชัด  
- เปิดโอกาสให้คนใน “ส่งสัญญาณ” ได้ ถ้าเห็นอะไรไม่ปกติ (internal whistleblowing)  

5.3 นักลงทุนก็มีการบ้าน ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการ  
ฝั่ง VC เองก็ถูกตั้งคำถามว่า “ตรวจอะไรอยู่ตลอดหลายรอบลงทุน?”  

กรณีนี้ทำให้นักลงทุนไทย-ต่างชาติเริ่ม
- ปรับวิธีทำ due diligence – ไม่ดูแค่สไลด์สวย ๆ  
- ใช้ data-independent check (เทียบกับคู่ค้า, ลูกหนี้, ฝั่งรับของจริง)  
- ขอสิทธิ์เข้าไปดูระบบภายในลึกกว่าเดิม  

สำหรับนักลงทุนไทย-ทั้ง VC และ angel เคส eFishery เตือนว่า “อย่าซื้อแค่ narrative” ถ้าตัวเลขสวยเกินจริง-โตไม่สัมพันธ์กับ reality หน้างาน ต้องกล้าถามคำถามยาก ๆ  

5.4 ธุรกิจที่มี “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเยอะ” ยิ่งพลาดไม่ได้ eFishery ไม่ได้กระทบแค่นักลงทุน แต่มี เกษตรกร-ซัพพลายเออร์-ทีมงาน พันอยู่ใน ecosystem จำนวนมาก เมื่อต้องเลย์ออฟ 90% และอนาคตบริษัทไม่ชัดเจน  

- ชาวบ่อที่ผูกสินเชื่อ/ขายผลผลิตผ่านแพลตฟอร์ม  
- พาร์ตเนอร์ที่ลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน ต่างต้อง “หาแผนสำรอง” กันวุ่นวาย  

เจ้าของกิจการไทยที่สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมคนตัวเล็กจำนวนมาก ต้องไม่ลืมว่า เราไม่ได้แบกแค่แบรนด์ตัวเอง แต่แบก ecosystem ทั้งเส้น  

5.5 การสื่อสารในวิกฤต สำคัญพอ ๆ กับการจัดการตัวเลข หลายบทวิเคราะห์วิจารณ์ว่า eFishery “ช้ากับการสื่อสาร” ทั้งกับคนใน-ลูกค้า-สังคมวงกว้าง ทำให้ข่าวลือต่าง ๆ แพร่เร็วและรุนแรงขึ้น  

สำหรับธุรกิจไทย ถ้าวันหนึ่งต้องเผชิญวิกฤตใหญ่ การมี “playbook สื่อสารวิกฤต” ที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา ยอมรับในส่วนผิดพลาด-อธิบายในสิ่งที่กำลังทำเพื่อแก้ไข อาจช่วยรักษาทั้งลูกค้า-คนเก่ง-พันธมิตรได้มากกว่าการเงียบหรือพูดแบบปัดไปมา  

สรุปมุม TST BIZ

เคส eFishery เจ็บ แต่สอนเราเยอะมาก มันพิสูจน์ว่า “เทคโนโลยี + ภารกิจเพื่อสังคม” สามารถสร้างธุรกิจที่มี impact มหาศาลได้จริง  

แต่ก็พิสูจน์พร้อมกันว่า “ภารกิจที่ดี” ไม่สามารถกลบปัญหาธรรมาภิบาลได้  

สำหรับเจ้าของกิจการไทย ถ้าเราฝันจะสร้าง “แพลตฟอร์มใหญ่” ที่ช่วยคนจำนวนมาก คำถามไม่ได้มีแค่ “โมเดลนี้โตได้แค่ไหน” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “ระบบหลังบ้าน-คน-วัฒนธรรมองค์กร ของเรารองรับความโตนั้นไหวไหม”

เพราะสุดท้าย ธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดแค่มูลค่าบริษัทตอนขึ้นปกข่าว แต่วัดจากวันที่เจอพายุ แล้วโครงสร้างภายในยังยืนอยู่ได้ต่างหาก

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา_TEST

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

“ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้

โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
-งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
-โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
-การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา
-หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน

นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ผลักดัน Soft Power ไทยเป็นระบบ บูรณาการงานอนุรักษ์-ต่อยอด-เศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับ “วัฒนธรรมไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นตาในหนังสือราชการ” แต่มีความสงสัยว่าทำหน้าที่อะไร แล้วมีผลอะไรต่อชีวิตประจำวันของคนไทย แท้จริงแล้วสำนักงานฯ แห่งนี้คือ “ศูนย์บัญชาการ” ที่แปลงวิสัยทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรมให้กลายเป็นนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงานจริงในพื้นที่ เป็นหน่วยงานกลางที่ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมของประเทศ กำกับดูแลหน่วยงานระดับกรมในสังกัด รวมถึงนิเทศ ติดตาม และบังคับบัญชาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ

เมื่อมองลึกลงไป สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมยังเป็น “กลไกเบื้องหลัง” ของหลายภารกิจที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วัฒนธรรมชาติ การผลักดันเศรษฐกิจวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การสนับสนุนงานภาพยนตร์และสื่อร่วมสมัยของไทยในระดับนานาชาติ การประสานเครือข่ายวัฒนธรรมกับจังหวัดและองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลของกระทรวงฯ บนฐานงบประมาณหลายพันล้านบาทต่อปี

ภายใต้โครงสร้างที่ซับซ้อนเช่นนี้ บทบาทของ “ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม” ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทาง เชื่อมโยงทุกหน่วยให้ทำงานสอดประสานกัน

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่ปลายปี 2567 ตามพระบรมราชโองการที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นการดัน “ลูกหม้อวัฒนธรรม” ที่เติบโตจากภายในกระทรวง มาทำหน้าที่นำทัพในจังหวะที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีวัฒนธรรมและคณะรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลด้านความเข้าใจหน้างาน ความสามารถในการบริหารจัดการ และประสบการณ์ต่อเนื่องในตำแหน่งสำคัญแทบทุกระดับของกระทรวงวัฒนธรรมตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

>>ประวัติการศึกษา
-ปริญญาตรี สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พ.ศ. 2534)
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2540)

เส้นทางการทำงานในกระทรวงวัฒนธรรม (โดยสรุป)
-พ.ศ. 2540 - 2554 ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
-18 พ.ค. 2555 - 25 มี.ค. 2556 ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
-26 มี.ค. 2556 - 4 พ.ย. 2561 ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม
-5 พ.ย. 2561 - 17 ม.ค. 2563 ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-18 ม.ค. 2563 - 30 ก.ย. 2563 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2563 - 22 ก.พ. 2565 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-23 ก.พ. 2565 - 30 ก.ย. 2565 หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2565 - 3 มิ.ย. 2567 ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)
-4 มิ.ย. 2567 - 28 ธ.ค. 2567 อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.)
-28 ธ.ค. 2567 เป็นต้นมา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) และดำรงตำแหน่งกรรมการ/ผู้บริหารในคณะกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD)

หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ได้ประกาศกรอบนโยบายการทำงาน “3+1” ของตนเองทันที สอดรับกับนโยบาย “4-3-2-1” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

(1) การใช้ศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศให้เข้มแข็ง สามารถต่อยอดรากเหง้าวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าเศรษฐกิจและเกียรติภูมิในเวทีโลก 

(2) การปรับบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น “กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ” ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ตั้งแต่ฐานรากถึงระดับนานาชาติ 

(3) การขับเคลื่อน Soft Power ไทยในอย่างน้อย 11 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ด้วยพลังของเครือข่ายศิลปิน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทั้งในและนอกกระทรวงฯ 

ส่วน “อีก 1 เรื่องสำคัญ” คือ การพัฒนาสมรรถนะองค์กรและการบริหารจัดการเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าประเมินการทำงานทุก 3 เดือน เพื่อให้สังคมเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

บนภารกิจระดับประเทศ เขายังต้องกำกับดูแลการบูรณาการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนงานระดับนานาชาติ เช่น มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานปลัดฯ ทำหน้าที่ประสานทุกภาคส่วนให้การจัดงานศิลปะร่วมสมัยของไทยสะท้อนศักยภาพวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลกอย่างงดงาม เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

เมื่อพิจารณาจากเส้นทางชีวิตราชการ นายประสพ เรียงเงิน จึงไม่ใช่เพียง “ข้าราชการอาวุโส” แต่คือผู้นำที่เติบโตมาจากทุกระดับในกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านงานเชิงนโยบาย งานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ งานตรวจราชการในพื้นที่ และงานขับเคลื่อนโครงการศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจ เขาถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่ “เข้าใจทั้งระบบและหน้างาน” สามารถประสานผลประโยชน์ของภาครัฐ ชุมชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบกฎหมายและคุณธรรมราชการที่เคร่งครัด จึงได้รับความไว้วางใจจากทั้งฝ่ายการเมือง ผู้บริหารในกระทรวง และเครือข่ายวัฒนธรรมในจังหวัดต่าง ๆ ว่าจะนำพากระทรวงวัฒนธรรมก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนได้ผู้นำที่รู้ทั้ง “รากเหง้า” และ “โอกาสใหม่” ของวัฒนธรรมไทย เขามีประสบการณ์เต็มมือจากการทำงานด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับนโยบาย เข้าใจว่าอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องต่อยอดให้เป็นพลังเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมกันนั้นยังยืนยันความมุ่งมั่นในการทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็น “กระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ” ที่คนทั้งประเทศจับตามอง ด้วยระบบบริหารจัดการโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากเดินตามกรอบนโยบายที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความหวังว่าภายใต้การนำของเขา สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะสามารถประสานพลังทุกภาคส่วน ให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นพลังสร้างสังคมที่ดี และสร้างอนาคตเศรษฐกิจชาติได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

Co-Payment โครงการจ้างงานเด็กจบใหม่ในยุคโควิด-19 ความพยายามกระตุ้นตลาดแรงงานยุควิกฤต ที่ต้อง “ปรับเงื่อนไข” ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง

ช่วงโควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่ยอดขายธุรกิจ แต่ยัง “ชะงักชีวิต” ของคนทั้งรุ่น โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาเจอตลาดงานเงียบสนิทพอดี

หนึ่งในมาตรการที่ออกมาแก้โจทย์นี้ คือโครงการลักษณะ “Co-Payment การจ้างงานเด็กจบใหม่” ที่รัฐช่วยแบกรับค่าจ้างบางส่วน เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเปิดประตูรับคนรุ่นใหม่เข้าทำงานในช่วงวิกฤต 

ถ้ามองจากไอเดียภาพใหญ่ ต้องบอกว่าเป็นนโยบายที่ “ทิศทางถูก” แต่เมื่อดูการใช้งานจริง หลายเสียงก็ยอมรับว่า “ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มศักยภาพ”

บทความนี้เลยอยากชวนผู้อ่าน TST BIZ มองโครงการนี้แบบใจเย็น ๆ ในเชิง “ติ-ชม-แนะนำ” เพื่อเก็บเป็นบทเรียนสำหรับรอบหน้า มากกว่าจะไปโฟกัสว่า “ใครผิด” หรือ “ใครถูก”

>>ภาพรวมไอเดีย: สะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่-นายจ้าง ในวันที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าจ้าง

โจทย์ตอนโควิดค่อนข้างชัด คือ…
- เด็กจบใหม่จำนวนมากกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน  
- ธุรกิจจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะรอดปีหน้าไหม จะให้ “เพิ่มคน” ก็กลัวแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว  

โครงการ Co-Payment จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างสองฝั่ง หลักการแบบง่าย ๆ คือ…
- รัฐช่วยจ่ายเงินเดือนบางส่วนให้เด็กจบใหม่  
- นายจ้างจ่ายอีกส่วนหนึ่ง  
- เด็กจบใหม่ได้งาน-ได้ประสบการณ์  
- ธุรกิจลดต้นทุนช่วงวิกฤต-ได้แรงงานรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทีม  

ในเชิงแนวคิด ถือเป็นมาตรการแบบ win-win-win
- เด็กไม่ตกงาน  
- นายจ้างมีแรงจูงใจจ้างเพิ่ม  
- รัฐชะลอปัญหาว่างงานและผลกระทบทางสังคมในระยะยาว  

ทิศทางนี้ “ดี” และ “จำเป็น” สำหรับประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และต้องการให้คนรุ่นใหม่ “ไม่หลุดจากตลาดแรงงาน” ตั้งแต่ก้าวแรก

>>สิ่งที่ทำได้ดี: ส่งสัญญาณว่ารัฐเห็นความสำคัญของ “วัยแรกเข้า”

ถึงแม้ตัวเลขการเข้าร่วมอาจต่ำกว่าที่ตั้งใจ แต่ต้องยอมรับว่า โครงการลักษณะนี้ส่งสัญญาณที่ดีหลายอย่างออกมาสู่ตลาด

1) บอกกับเด็กจบใหม่ว่า “คุณไม่ได้ถูกลืม” มีมาตรการเฉพาะกลุ่มที่ตั้งใจมองมาที่คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่วิธีคิดแบบ “ช่วยรวม ๆ ทั้งระบบแล้วเดี๋ยวทุกคนได้ประโยชน์ไปเอง”

2) ทำให้ภาคธุรกิจเห็นโอกาสใช้เครื่องมือจากรัฐ หลายบริษัทที่เข้าร่วม เริ่มมองว่า ถ้าเราอยู่ในระบบ มีเอกสาร-โครงสร้าง HR พร้อม เราจะ “เชื่อมต่อกับมาตรการรัฐ” ได้ง่ายกว่าคู่แข่งเวลามีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอีก

3) วางฐานข้อมูลตลาดงานได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่สมบูรณ์ แต่ฐานข้อมูลการจับคู่เด็กจบใหม่-นายจ้าง ก็เป็นต้นทุนข้อมูลที่ต่อยอดไปสู่การวางนโยบายด้านแรงงานในอนาคตได้

พูดง่าย ๆ คือ ในมุม “เจตนาและสัญญาณ” โครงการ Co-Payment จับแกนปัญหาได้ถูก และสะท้อนว่าเราเริ่มให้ความสำคัญกับ “จุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน” มากขึ้น

>>จุดที่ติดขัด: โลกงานเปลี่ยนไปเร็วกว่ารูปแบบมาตรการ

แต่เมื่อมองจากมุมคนทำธุรกิจและเด็กจบใหม่ จะเห็นจุดสะดุดชัด ๆ อยู่ 3 เรื่องใหญ่ ๆ

(1) รูปแบบการจ้างงาน “ยุคใหม่” vs เงื่อนไข “ยุคเก่า”  
ตลาดงานหลังโควิด เต็มไปด้วยรูปแบบการจ้างงานหลากหลาย:
- งาน project-based  
- งานชั่วคราว  
- ฟรีแลนซ์  
- hybrid / remote  

แต่โครงการเน้นไปที่การจ้างแบบงานประจำเต็มเวลา (full-time) ในกรอบค่อนข้างแข็ง เช่น ตำแหน่งประจำในธุรกิจที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบประกันสังคมชัดเจน

ผลคือ ธุรกิจที่ “อยากลองรับเด็กมาช่วยงานเป็นโปรเจกต์” อาจรู้สึกว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ ในขณะที่เด็กที่อยากลองงานหลายแบบ หรืออยากสำรวจสายงานดิจิทัล-สตาร์ตอัป ก็รู้สึกว่าตัวเลือกในโครงการไม่หลากหลายนัก

(2) SMEs ตัวเล็ก “อยากร่วม แต่กลัวเหนื่อย-กลัวเสี่ยง” เงื่อนไขบางข้อออกแบบมาเพื่อกันความเสี่ยงในภาพใหญ่ เช่น  
- ห้ามเลิกจ้างพนักงานเดิมเกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด  
- ต้องมีเอกสาร-ระบบประกันสังคมครบถ้วน  

ในมุมความรับผิดชอบด้านนโยบาย เข้าใจได้ว่าต้องมีเกณฑ์ป้องกันการ “เอาเปรียบระบบ” แต่ในมุมของ SMEs ที่กำลังหายใจรวยรินช่วงโควิด เงื่อนไขเหล่านี้อาจถูกมองว่า “เราอยากช่วยรับเด็กนะ แต่ถ้าวันหนึ่งยอดไม่ดี ต้องลดพนักงานบางส่วน จะผิดเงื่อนไขไหม?”

เมื่อนายจ้างรู้สึกว่า “ข้อผูกมัดสูงกว่าความสบายใจ” หลายรายจึงเลือกไม่เข้าร่วม แม้ชอบไอเดียโครงการก็ตาม

(3) Mismatch ระหว่างงานที่มี กับงานที่เด็กอยากทำ อีกจุดหนึ่งที่สะท้อนจากประสบการณ์จริงคือ ความไม่ตรงกันระหว่าง  
- ตำแหน่งที่นายจ้างต้องการ (เช่น งานภาคผลิต/บริการ)  
- งานที่เด็กจบใหม่จำนวนมากอยากทำ (งานออฟฟิศ งานด้านคอนเทนต์ งานดิจิทัล ฯลฯ)

เมื่อดีมานด์-ซัพพลายไม่เจอกันเต็มที่ โครงการที่ตั้งใจจะให้ “จับคู่กันง่ายขึ้น” ก็กลายเป็น “แพลตฟอร์มที่มีตำแหน่งและคน แต่จับคู่สำเร็จน้อยกว่าที่ควร”

>>บทเรียนสำหรับรอบหน้า: ทำให้ยืดหยุ่นขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ SMEs เข้าถึงได้ง่ายจริง ๆ

ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ ที่อยากชวนคิดต่อแบบสร้างสรรค์ ไม่โทษใครคนเดียว แต่ใช้เป็น “คู่มือ” สำหรับออกแบบมาตรการครั้งต่อไป

(1) ออกแบบให้ “ยืดหยุ่น” รับรูปแบบงานยุคใหม่  

ถ้ามี Co-Payment รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะสำหรับเด็กจบใหม่หรือแรงงานกลุ่มอื่น ๆ สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ…

- จ้างแบบโครงการ (6-9 เดือน)
- จ้าง part-time พร้อมเส้นทางพัฒนาเป็น full-time
- จ้าง remote ในสายงานดิจิทัล

ใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระเอกสาร เช่น ระบบลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน-อัปโหลดเอกสารที่ใช้ง่าย  

Dashboard ให้ทั้งหน่วยงานรัฐ-ธุรกิจ-เด็กจบใหม่เห็นสถานะตรงกัน

ยิ่งมาตรการ “ใกล้ชีวิตจริงของคนทำงานยุคนี้” มากเท่าไร โอกาสสำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

(2) ออกแบบให้ SMEs เข้าได้ “จริง” ไม่ใช่แค่ในหลักการ  

ถ้าอยากให้โครงการแบบนี้มีผลในเศรษฐกิจจริง ต้องให้ SMEs ที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เข้าถึงได้จริง ๆ

คำถามที่อาจใช้เป็นตัวชี้นำ คือ…
- SMEs ที่มีพนักงาน 5-20 คน ถ้าอยากเข้าร่วม ต้องผ่านกี่ขั้นตอน?  
- มีวิธีลดความเสี่ยงให้รัฐ โดยไม่เพิ่ม “ความกลัว” ให้ผู้ประกอบการหรือไม่? เช่น ใช้ระบบแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานะที่ยืดหยุ่น หรือ ให้ที่ปรึกษา/เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำแบบ 1:1 กับกลุ่ม SMEs  

ถ้า SMEs รู้สึกว่า “ไม่ยากเกินไป-ไม่เสี่ยงเกินไป-มีคนช่วยดู” ตัวเลขการเข้าร่วมจะสูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่มมากนัก

(3) ใช้โครงการเป็น “ห้องทดลองนโยบายแรงงาน” ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ครั้งเดียวจบ แทนที่จะมอง Co-Payment เป็นมาตรการแบบ “ครั้งเดียวแล้วจบ” เราอาจมองมันเป็นห้องทดลอง (sandbox) ด้านนโยบายแรงงานได้ด้วย
- ทดลองรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ  
- ทดลองวิธีวัดผลด้านทักษะ-ผลิตภาพของแรงงานรุ่นใหม่
- ทดลองความร่วมมือระหว่างรัฐ-มหาวิทยาลัย-เอกชน ในการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดงาน แล้วนำบทเรียนทั้งที่สำเร็จและที่ไม่สำเร็จ มาปรับปรุงรุ่นถัดไปเป็นวงจรต่อเนื่อง

>>ข้อคิดทิ้งท้าย: จาก “Co-Payment” สู่ “Co-Responsibility”

ท้ายที่สุด โครงการ Co-Payment ช่วงโควิดอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ และหลายฝ่ายก็มองว่าช่วยได้ไม่เต็มเป้าที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้ามองในมุมบวก มันคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดสำคัญอย่างหนึ่งคือ “การร่วมรับผิดชอบตลาดแรงงาน” (Co-Responsibility)  
- รัฐ: วางกรอบ-สนับสนุน-ลดความเสี่ยงเชิงระบบ  
- ธุรกิจ: เปิดโอกาส-ให้พื้นที่เรียนรู้แก่คนรุ่นใหม่  
- เด็กจบใหม่: พัฒนาตัวเองให้พร้อมรับโอกาสที่เข้ามา  

ถ้ารอบหน้าเราสามารถออกแบบมาตรการที่ยืดหยุ่นขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และสอดคล้องกับโลกการทำงานใหม่มากขึ้น  

ฮายาชิ ทาดาทากะ ไดเมียวแห่งแคว้นโจไซ ในช่วงปลายยุคเอโดะ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขาคือ “ซามูไรคนสุดท้าย” ที่แท้จริง_TEST

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka) ซามูไร...คนสุดท้าย

เมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักนึกถึงคือ การเป็นดินแดนแห่งซามูไร ซึ่งแน่นอนว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวในโลกเท่านั้นที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตำนานของซามูไร

ซามูไรคือใคร ซามูไรถือเป็นชนชั้นนักรบที่มีทักษะสูงในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ถึงปลายศตวรรษที่ 19 โดยซามูไรทำหน้าที่รับใช้ขุนนาง และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองของญี่ปุ่น คำว่า “ซามูไร” มาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง "การรับใช้" พวกเขาเหล่านั้นต่างมีชื่อเสียงในด้านทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม, ความจงรักภักดี, และชุดเกราะที่ประณีตงดงาม

เชื่อกันว่า รูปแบบของเหล่านักรบบนหลังม้า มือธนู และทหารเดินเท้าในช่วงศตวรรษที่ 6 น่าจะเป็นตัวบทต้นแบบของซามูไรดั้งเดิม ขณะที่จุดกำเนิดของซามูไรสมัยใหม่ยังเป็นปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ หลังจากการสู้รบในสงครามนองเลือดกับราชวงศ์ถังของจีน และอาณาจักรซิลลาของเกาหลี ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป โดยการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปไทกะ ซึ่งกระทำโดยจักรพรรดิโคโตกุเมื่อปี 646 การปฏิรูปในครั้งนั้น ได้เริ่มนำเอาวัฒนธรรมการปฏิบัติและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ ของจีนมาใช้กับกลุ่มชนชั้นสูงและระบบราชการของญี่ปุ่น

ต่อมาประมวลกฎหมายโยโรและประมวลกฎหมายไทโฮก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 702 พร้อมกับประกาศคำสั่งที่ให้ประชาชนมารายงานตัวกับทางการเป็นประจำ เพื่อเก็บข้อมูลมาจัดทำสำมะโนประชากร ที่ต่อมาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเกณฑ์ทหาร หลังจากนั้น เมื่อการทำสำมะโนประชากรเสร็จสิ้นลง ทำให้รู้ว่าประชากรในญี่ปุ่นมีการกระจายตัวกันอย่างไร จักรพรรดิคัมมุก็ได้ริเริ่มกฎหมายให้ประชากรเพศชายที่เป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 3 ถึง 4 คนต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นทหารเหล่านี้จะถูกขอความร่วมมือให้ส่งมอบอาวุธของตนแก่ทางการ แต่พวกเขาจะได้รับการยกเว้นในการเสียภาษีและการรับหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งตอบแทน

โดยซามูไรปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 และมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในช่วงการปกครองของโชกุนระหว่างปี ค.ศ. 1185-1868 คำว่า "ซามูไร" (侍) มาจากคำในภาษาญี่ปุ่นว่า "ซาบุเรา" (saburau) ซึ่งแปลว่า "รับใช้" โดยมีหลักการที่ยึดถือคือ ด้วยวิถีแห่งนักรบ นั่นก็คือ บูชิโด (武士道) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เน้นความกล้าหาญ, เกียรติยศ และความจงรักภักดี

เมื่อการปฏิรูปสมัยเมจิเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นการแสดงว่าญี่ปุ่นมีความทันสมัย สมาชิกในคณะรัฐบาลเมจิจึงตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยให้อยู่บนฐานคติที่ว่า “สิทธิพิเศษย่อมมีข้อผูกมัด” (Noblesse obligé) ส่วนซามูไรนั้น ก็ถูกลดอำนาจทางการเมืองไปเหมือนกับของปรัสเซีย ชนชั้นซามูไรจึงสูญสลายไป และกองทัพประจำชาติแบบตะวันตกก็เกิดขึ้นแทน ทหารในกองทัพสมัยใหม่ขององค์พระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาทั้งสิ้น แต่ก็มีซามูไร (เก่า) หลายคนที่อาสาไปเป็นทหารให้ และอีกหลายคนก็เข้าไปฝึกเพื่อที่จะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในกองทัพ ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดเริ่มต้นมาจากซามูไรแทบทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้ามาทำงานพร้อมกับแรงจูงใจและวินัยขั้นสูง ประกอบกับการหมั่นฝึกฝนที่โดดเด่นผิดธรรมดา

นักเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศของญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนในช่วงนั้นก็ล้วนเป็นซามูไรมาก่อนเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะว่าซามูไรเท่านั้นถึงจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ แต่เป็นเพราะว่า ซามูไรหลาย ๆ คนอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษาที่ดี นักเรียนแลกเปลี่ยนบางคนเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนเอกชนก่อนเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ซามูไรเก่าอีกหลายคนก็หันมาจับปากกาแทนปืน และได้กลายเป็นนักข่าวและนักประพันธ์ และยังได้ตั้งสำนักหนังสือพิมพ์ของตนเองอีกด้วย ส่วนอดีตซามูไรคนอื่นๆ ก็เข้าไปรับใช้คณะรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษานั่นเอง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka: 林忠崇) (26 สิงหาคม 1848-22 มกราคม 1941) เป็นไดเมียว (ขุนนาง) แห่งแคว้นโจไซในสมัยโชกุนคนสุดท้ายในช่วงปลายยุคเอโดะ เป็นบุตรชายคนแรกของทาดาอากิระ ฮายาชิ ในแคว้นโจไซ เนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพี่ชาย ลุงของเขา ฮายาชิ ทาดาคาตะ จึงได้เป็นไดเมียว และได้เป็นไดเมียวหลังจากลุงของเขาเสียชีวิตรัฐบาลโชกุนเอโดะคาดหวังให้เขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบรรลุตำแหน่งระดับสูงได้โดยการผสมผสานทักษะด้านวรรณกรรมและการทหารทั้งหมดของเขา

เขายังเป็นที่รู้จักในชื่อ Ichimu (一夢) ในช่วงสงครามโบชินปี 1868 ด้วยวัยเพียง 20 ปี ฮายาชิได้นำกองกำลังของแคว้นสนับสนุนกองทัพของอดีตโชกุน และต่อมาเขาได้ยอมจำนนโดยสมัครใจ เมื่อได้รับข่าวว่าตระกูล Tokugawa จะได้รับที่ดินในShizuoka เขาวางดาบลง และต้องจ่ายราคาแพงจากการไปทำสงคราม แม้แต่ผู้ที่ต่อสู้และพ่ายแพ้ในปี 1868 ก็ได้รับเงินบำนาญอย่างสุขสบาย

แต่ ฮายาชิก็ยังคงประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เขาประกอบอาชีพต่าง ๆ ต้องทำไร่ทำนาในที่ดินศักดินาเก่า ต่อมาได้ลองทำงานเป็นเสมียนในร้านขายของชำในฮาโกดาเตะ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในโตเกียว และช่วงหนึ่งเป็นเสมียนในโอซาก้า จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1890 ทาดาฮิโระ หลานชายและทายาทบุญธรรมของทาดาทากะ จึงได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง จากการล็อบบี้ของอดีตข้ารับใช้ของเขา ตัวทาดาทากะเองก็ได้รับยศชั้นราชสำนักชั้นรองที่ห้า ต่อมา เขายังเคยบวชเป็นพระชินโตที่วัดโทโชกูอันเลื่องชื่อในนิกโก ในชุดสามัญชนของเขา ไม่มีใครสามารถแยกแยะเขาออกจากชายอื่นได้ ในสมัยเมจิ ครอบครัวของเขาได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Kazoku เขายังรับราชการที่โทโชกูในนิกโกช่วงหนึ่งด้วย ฮายาชิมีชีวิตอยู่จนถึงศตวรรษที่ 20 และมีชื่อเสียงในฐานะ " ไดเมียวคน สุดท้าย " หรือ "อดีตซามูไรคนสุดท้าย"

ฮายาชิ ทาดาทากะ ก็มีชีวิตอยู่จนถึงปี ค.ศ. 1941 ขณะชราภาพ เขาอาศัยอยู่กับ มิตสึ บุตรสาว และหลาน ๆ ในวันที่เขาเสียชีวิต บุตรสาวของเขาได้ขอบทกวีเกี่ยวกับความตาย (จิเซ) นั่นคือ เธอได้ขอให้เขาทำพิธีกรรมสุดท้ายของชีวิตซามูไร ซามูไรคนสุดท้ายยังคงแจ่มใส มองตาเธอ และพูดด้วยประโยคที่เฉียบคมยิ่งกว่าคมดาบใด ๆ ว่า "พ่อเคยมีบทกวีนี้ในปี 1868 แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว" แล้วเขาก็จากไปในทันที วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1941 มีการประกาศอย่างไม่เป็นทางการใน Kanpō ซึ่งเป็นราชกิจจานุเบกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อแจ้งให้สาธารณชนทราบถึงการเสียชีวิตของ ฮายาชิ ทาดาทากะ ซามูไร...คนสุดท้ายของญี่ปุ่น

ถอดรหัส “ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต” เชียงใหม่ ห้างท้องถิ่นที่โกยรายได้ระดับ “พันล้าน” ต่อปี ด้วยแนวคิด “เป็นมากกว่าพื้นที่ขายของ” แต่ต้องเชื่อมโยง “ห้าง-ผู้ผลิต-สินค้า-ลูกค้า” ไว้ด้วยกัน

ถ้าถามคนกรุงเทพฯ ว่า “ซูเปอร์มาร์เก็ตในหัวมีแบรนด์อะไรบ้าง” ส่วนใหญ่จะตอบ ท็อปส์, ฟู้ดแลนด์, วิลล่า ฯลฯ  

แต่ถ้าถามคนเชียงใหม่ ชื่อหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาแทบทุกครั้งคือ “ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต” ห้างท้องถิ่นที่รายได้แตะระดับพันล้านต่อปี และขยายจนมีอย่างน้อย 7 สาขาในเชียงใหม่ ทั้งในเมืองและชานเมือง ตั้งแต่สาขานวรัฐริมแม่น้ำปิง ไปจนถึงสาขา Kad Farang แม่ริม และ Meta Mall แม่วาง ที่ดีไซน์อลังการราวกับแกลเลอรีศิลปะ

สื่อส่วนใหญ่เล่าเคสริมปิงในมุม “ห้างภูธรสู้ยักษ์ค้าปลีก” แต่ในมุม TST BIZ เราอยากชวนมองต่างออกไปอีกนิดว่า ริมปิงไม่ใช่แค่ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่มันคือ “ระบบนิเวศธุรกิจ” ของเชียงใหม่ ที่เชื่อม เจ้าของห้าง-เกษตรกร-ผู้ผลิตท้องถิ่น-แบรนด์ต่างประเทศ-คนเมือง-ชาวต่างชาติ ไว้ด้วยกัน

บทความนี้จึงไม่เล่าแค่ประวัติ แต่จะ “แกะโครง” ว่าริมปิงสร้าง Ecosystem แบบไหน ที่ทำให้ห้างภูธร ไม่ล้ม ไม่หาย และยังโตได้ท่ามกลางช้างตัวใหญ่เต็มสนาม

1. เลือกเก็บ “สิ่งที่ถนัดที่สุด” แล้วสร้างสนามของตัวเอง

รากของริมปิงไม่ได้เริ่มจากห้างสวย ๆ ติดแอร์ แต่มาจากร้านโชห่วย “ตัน ฮั่ว ง้วน” ในตลาดวโรรส เมื่อราวปี 2475 ของตระกูลตันตรานนท์ ก่อนจะพัฒนาเป็น “ห้างตันตราภัณฑ์” บนถนนท่าแพ และขยายศูนย์การค้าแอร์พอร์ตพลาซ่าในเวลาต่อมา

วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้ห้างต้องปิด ศูนย์การค้าถูกขายให้เซ็นทรัล แต่ครอบครัว “ไม่ทิ้งทั้งหมด” พวกเขาเลือกเก็บแค่ธุรกิจที่ตัวเองถนัดที่สุดจริง ๆ คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไว้

ปี 2531 จึงเกิด “ริมปิง ซูเปอร์มาร์เก็ต” สาขานวรัฐ ริมแม่น้ำปิง ก่อนจะจดทะเบียนในชื่อบริษัท ตันตราภัณฑ์ซุปเปอร์มาร์เก็ต (1994) จำกัด และขยายมาเรื่อย ๆ จนวันนี้มีหลายสาขาทั้งในเมืองและชานเมือง พร้อมตัวเลขรายได้ราว 1.3-1.7 พันล้านบาทต่อปี ต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารประกาศชัดว่า ไม่เล่นเกม “ขวางทางช้าง” 

แทนที่จะสู้แบบ Mass Market แข่งราคา-ปริมาณกับโมเดิร์นเทรดใหญ่ ๆ พวกเขาเลือกจับกลุ่ม พรีเมียม-กำลังซื้อสูง-ชาวต่างชาติในเชียงใหม่ ตามแนวคิด “หลบใต้ท้องช้าง” ที่เน้น niche ที่รายใหญ่ยังไม่ได้ลงมาเล่นเต็มที่

นี่คือบทเรียนข้อแรกของริมปิง: ตอนที่ตลาดแดงเดือดที่สุด เราอาจไม่จำเป็นต้องออกไปกลางสนาม  
แต่อาจชนะได้ด้วยการ “เลือกสนามเอง” แล้วเล่นเกมที่ตัวเองเก่งที่สุด

2. จากห้างท้องถิ่นสู่ “แพลตฟอร์ม” ให้ผู้ผลิตท้องถิ่น

ถ้าดูผ่าน ๆ ริมปิงคือซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียม มีผักสวย ๆ เนื้อดี ไวน์นำเข้า แต่ถ้าเจาะดู โครงหลังบ้าน จะเห็นว่า เขาไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ Retail แต่เริ่มเล่นบท “แพลตฟอร์มให้ผู้ผลิตท้องถิ่น” อย่างจริงจัง

บนเว็บไซต์ของริมปิง มีโปรแกรมชัดเจนชื่อว่า RIMPING SELECT & LOCAL TALENT 

- Rimping Select คือมาตรฐานคัดเลือกสินค้า ที่ระบุเกณฑ์อย่าง ความโดดเด่นของสินค้า ราคาที่สมเหตุสมผล คุณภาพและการพัฒนาได้ต่อ ต้องมีของขายได้ต่อเนื่องทั้งปี

- Local Talent คือโปรแกรม CSR ที่ “ปั้นผู้ผลิตท้องถิ่นตั้งแต่ต้นน้ำ” ไม่ใช่แค่รับของมาวาง แต่ช่วยให้คำแนะนำ เรื่องมาตรฐาน คุณภาพ การเตรียมตัวให้พร้อมเข้าสู่ชั้นวางริมปิง

เป้าคือให้ผู้ผลิต อยู่ได้จริง-โตได้จริง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปด้วยกัน แปลไทยเป็นไทยก็คือริมปิงกำลังทำตัวเป็น “เครื่องเร่ง” ให้ผู้ผลิตเล็ก ๆ กลายเป็นแบรนด์ได้ และใช้ตัวเองเป็น ช่องทาง ที่ปรึกษา คนเชื่อมตลาด ในเวลาเดียวกัน

นี่ต่างจากภาพซูเปอร์มาร์เก็ตที่มอง Supplier แค่ “คู่ค้า” ริมปิงเลือกมองผู้ผลิตบางกลุ่มเป็น “ทรัพย์สินของระบบนิเวศ” ที่ต้องช่วยกันปั้น ไม่ใช่ต่อรองให้ถูกอย่างเดียว

3. สร้าง “สถาปัตยกรรมความเชื่อใจ” ผ่านห้องแล็บ-ผักโค้ดสี-นโยบายกรีน

จุดที่หลายคนพูดถึงริมปิง คือภาพของซูเปอร์มาร์เก็ตที่ “สายกรีน-สายสุขภาพเชื่อใจได้”  

CEO ของริมปิงเคยให้สัมภาษณ์ว่า แบรนด์เริ่มจากแนวคิด “ใส่ใจคนก่อนกำไร” พร้อมติดภาพลักษณ์ร้านที่ให้ลูกค้า “รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน” และยอมให้ชั้นวางของกับสินค้า “เฉพาะทาง-นำเข้า-กำไรน้อย” เพราะมันทำให้ลูกค้ามีความสุขและกลับมาซื้อซ้ำ

ริมปิงลงทุนถึงขั้นเปิด ห้องแล็บทดสอบสารเคมีในผัก-ผลไม้-เนื้อ-ปลา เอง เพื่อตรวจหาสารตกค้าง ฟอร์มาลิน ฯลฯ หลังจากเคยใช้บริการแล็บภายนอกแล้วเห็นว่าทั้งช้าและเปลืองต้นทุน จึงเลือกลงทุนสร้างศักยภาพภายในบ้านตัวเอง

จากนั้นจึงออกแบบระบบ “ผักโค้ดสี” (Colour-coded Vegetables) ให้ลูกค้าดูง่าย ๆ เช่น

- สีเขียว = ออร์แกนิก  
- สีฟ้า = ปลอดสาร แต่ยังไม่มีใบรับรอง  
- สีเหลือง = ผักที่ใช้สารในระดับที่ควบคุม  
- สีขาว = ไฮโดรโปนิกส์  
- สีแดง = ผักทั่วไปจากตลาด แต่ผ่านการสุ่มตรวจของริมปิงแล้ว

ยังเป็นหนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตแรก ๆ ในเชียงใหม่ที่ทำ แคมเปญงดถุงพลาสติก (Say No to Plastic Bags) แล้วเอาเงินจากทุกใบที่ลูกค้าปฏิเสธถุงไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่อง  

ทั้งหมดนี้ คือการลงทุนในสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมความเชื่อใจ” 

ลูกค้าไม่ได้แค่รู้สึกว่าของดี แต่รู้สึกได้ว่า ระบบหลังบ้าน “จริงจังกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม”  

สำหรับคนทำธุรกิจ นี่คือการสร้าง “Moat แบบนิ่ม ๆ” ที่แข่งขันยากกว่าแค่เรื่องราคา

4. ดีไซน์สาขาให้กลายเป็น “พื้นที่ชีวิต” ไม่ใช่แค่ที่ซื้อของ

ลองสาดตาไปที่ดีไซน์ของ สาขาใหม่อย่าง Kad Farang แม่ริม หรือ Meta Mall แม่วาง มันไม่เหมือน “ซูเปอร์มาร์เก็ตในห้าง” แบบที่เราคุ้นเคยเลย

สาขาแม่ริมถูกออกแบบให้ “เหมือนอาร์ตแกลเลอรี” มากกว่าร้านของชำ ทั้งการจัดแสง งานศิลปะตกแต่ง และการวางสินค้าให้เดินแล้วรู้สึกเพลินมากกว่ารู้สึกว่า “มาซื้อของจำเป็น”

สาขานวรัฐก็ใช้จุดขาย โลเคชั่นริมปิง ผูกเรื่องราว “ซูเปอร์มาร์เก็ตริมแม่น้ำของคนเชียงใหม่” มายาวนานตั้งแต่เปิดในปี 1988 เป็นสาขาแรก ยืนยันท่าทีว่าแบรนด์นี้ “ฝังรากกับเมืองจริง ๆ” ไม่ได้โผล่มาด้วยดีลอสังหาฯ ทีหลัง

ดีไซน์จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวย แต่คือการประกาศว่า ริมปิงจะเป็น “สถานที่ใช้ชีวิต” ของคนเมืองเชียงใหม่และชาวต่างชาติ มากกว่าจะเป็นแค่ที่เติมของใช้ในครัว

นี่คือวิธีที่ห้างภูธรเปลี่ยนตัวเองจาก Place to buy ให้กลายเป็น Place to be และมันทำให้แบรนด์ผูกพันกับคนในเมืองลึกกว่าแค่ระดับโปรโมชัน

5. คน = Core Asset: วัฒนธรรมองค์กรที่มองพนักงานเป็นเจ้าของประสบการณ์

บนหน้า About Us ของริมปิง เขาเขียนไว้ชัดว่า เป้าหมายไม่ใช่แค่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีของดี แต่คือการเป็น “The Market of Choice” สำหรับทั้งลูกค้า และ พนักงาน  

บริษัทบอกเองว่าสิ่งที่ทำให้แตกต่าง คือการให้คุณค่ากับพนักงานในฐานะ “คนสร้างประสบการณ์” ให้ลูกค้า และพยายามสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนให้ทีมเติบโตไปกับแบรนด์  

CEO เคยพูดกับสื่อท้องถิ่นว่า ลูกค้า = รากและลำต้นของต้นไม้ ส่วนที่เหลือที่เติบโตขึ้นมาคือผลจากการดูแลรากให้ดี พร้อมบอกว่า “ถ้าไม่มีทีมงานที่อยู่กับเขามาหลายสิบปี ก็ไม่มีริมปิงในวันนี้”  

สำหรับคนทำธุรกิจต่างจังหวัด นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ริมปิงไม่ยอมให้ตัวเองเป็นแค่ “ร้านที่มีโลเกชันดี”  แต่ตั้งใจสร้าง “คน” เป็นสินทรัพย์ระยะยาว  

ในวันที่โมเดิร์นเทรดใหญ่ ๆ ปรับระบบ ใช้สแกนบาร์โค้ด-แคชเชียร์อัตโนมัติ ริมปิงเลือกวางเดิมพันอีกฝั่งหนึ่ง คือ พนักงานที่จำลูกค้าได้ แนะนำของเป็น รับฟังฟีดแบ็ก แล้วใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริม มากกว่ามาแทนความสัมพันธ์

ก.วัฒนธรรม เปิดงาน Thailand Biennale 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต ผนึกกำลังศิลปินไทย-เทศ 65 คน จาก 25 ประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับหน่วยงานจังหวัดภูเก็ตจัดพิธีเปิด มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 ภายใต้แนวคิด นิรันดร์กัลป์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 - 30 เมษายน 2569 โดยมีน.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการวธ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และศิลปิน ประชาชนเข้าร่วมงาน

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจ และยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ ในการเป็นหมุดหมายด้านศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย ให้ชาวโลกได้รับรู้ผลงานศิลปะที่ได้สร้างสรรค์และจัดแสดงในมหกรรมครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการนำทุนทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางธรรมชาติ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงาน ผ่านการระดมพลังทางความคิด ผสานมุมมองต่าง ๆ จากศิลปิน เครือข่าย ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน โดยการใช้เทคนิค และเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้เกิดเป็นผลงานศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ

นายประสพ กล่าวว่า การจัดงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะได้เห็นการรวมพลังของศิลปินทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวม 65 คน จาก 25 ประเทศ นำเสนอผลงานศิลปกรรมหลัก ซึ่งจะได้เห็นผลงานศิลปะร่วมสมัยทั่วเมืองภูเก็ตและอีก 2 อำเภอได้แก่ กะทู้ และถลาง นอกจากนี้ ยังมี พาวิลเลี่ยนจำนวน 13 แห่งที่จะเป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย จากศิลปินทั่วประเทศและศิลปินรับเชิญจากต่างประเทศอีกหลายร้อยชีวิต มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ในรูปแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของศิลปินพื้นถิ่นนั้น ๆ ผ่านวัสดุท้องถิ่น ประสบการณ์ชีวิต คุณค่าและบริบทของศิลปะวัฒนธรรม ในมิติใหม่ ภายใต้แนวคิด นิรันดร์กัลป์ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนานตลอดระยะเวลาจัดงาน ตลอด 5 เดือน ไม่ว่าจะเป็น เวิร์กช็อป การแสดง ภาพยนตร์ ดนตรี

นายประสพ กล่าวต่อว่า ตนมั่นใจว่า งานศิลปะร่วมสมัยที่สร้างขึ้นในครั้งนี้มีความยิ่งใหญ่ มีความหมาย และ จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ที่จะนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเมือง ของจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่ของศิลปะร่วมสมัย เป็นจุดหมายปลายทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ทางศิลปะ ใน จังหวัดภูเก็ต พร้อมกันนี้ยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน มีความคืบหน้าไปจนถึงการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทั้งในระดับเด็กและเยาวชน ศิลปิน นักท่องเที่ยวรวมถึงกลุ่มนักธุรกิจ ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดสร้างแผนที่เส้นทางการชม เชื่อมโยงผลงานศิลปะตั้งแต่ออกจากท่าอากาศยานภูเก็ต หรือ การสัญจรเข้าเมือง เพื่อนำชมในแต่ละจุดได้อย่างครอบคลุม รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ ทุกช่องทาง โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ ที่ https://www.thailandbiennale.org หรือ เฟซบุ๊ค : Thailand Biennale

“ทั้งนี้ทางคณะทำงานได้ประมาณการว่าตลอดระยะเวลาจัดงานจะ มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 3,000,000 คน สามารถสร้างรายได้ หมุนเวียนในพื้นที่ จำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นการเสริมกำลังของเมืองภูเก็ตที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้ว ให้ มีศักยภาพแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น“ ปลัด วธ. กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top