Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

เปิด 24 พิกัดม่อนแห่งขุนเขา “กลอเซโล” จุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ปักสมอกางเต็นท์-ชมพระอาทิตย์ยามเย็น ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นช่วงปลายปี

นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร อบต.แม่สามแลบ ผู้นำชุมชน โรงเรียนในพื้นที่ และประชาชน ร่วมเปิดโครงการท่องเที่ยวแม่สามแลบ ประจำปี 2569 ณ ม่อนกะละโกะโจ หมู่ที่ 10 บ้านห้วยแห้ง ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ซึ่งเป็นการรวม 24 พิกัดม่อนแห่งขุนเขากลอเซโล ชื่อที่ถูกเรียกขานให้เข้าใจตรงกันของจุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งแม่น้ำสาละวิน ของอำเภอสบเมย โดยมีกำเนิดมาจากชื่อของผู้เฒ่า นาม “กลอเซ” ผู้ค้นพบและตั้งรกรากของกลุ่มชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านสุดห่างไกลที่ถูกล้อมไว้ด้วยขุนเขา ด้วยตำแหน่งในลักษณะของหุบเขาและติดริมแม่น้ำสาละวินที่กว้างใหญ่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางเยือนกลอเซโล คือ ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ในแต่ละม่อนมีจุดบริการกางเต็นท์ นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมแต่ละม่อนดอยตามหมู่บ้านแต่ละจุดที่จะมีความสวยงามและลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป

ได้แก่ หมู่บ้านห้วยแห้ง จุดสูงสุดของกลอเซโล ที่สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก ม่อนพอตะมีโจ หมู่บ้านบุญเลอ เป็นจุดชมวิว เห็นฝั่งวิวของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-เมียนมา และบางแห่งสามารถเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินได้อีกด้วย

และมีจุดบริการกางเต็นท์ เช่น ม่อนโจโค๊ะ ม่อนหมอกกลางดอย แคมปิ้ง ม่อนหมอกริมทางแคมปิ้ง ม่อนคีรีวงศ์ ม่อนเดียวดายแคมปิ้ง ม่อนชมดาว ม่อนเลเหง่โก๊ะ-ผาแดง ม่อนทะเลหมอกสองแผ่นดิน และหมู่บ้านกลอเซโล เป็นจุดที่อยู่ต่ำระดับกว่าลงมา เห็นทะเลหมอกยามเช้าตัดกับวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้านอย่างชัดเจน

การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุหลังเหตุการณ์น้ำท่วม

1) ตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้นหลังน้ำลด
- โรคน้ำกัดเท้า/เชื้อรา
- แผลติดเชื้อ
- โรคระบบทางเดินหายใจ
- ความเครียด วิตกกังวล

สิ่งที่ควรทำ:
• ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง
• ดูแลแผลด้วยน้ำเกลือ
• พบแพทย์หากมีไข้ หอบ เหนื่อย
• ให้ผู้สูงอายุพักผ่อน

2) ดูแลที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย
• เปิดประตูหน้าต่าง ลดความชื้น
• เช็ดเชื้อรา
• ป้องกันพื้นลื่น
• ตรวจระบบไฟฟ้าโดยช่าง

3) โภชนาการหลังน้ำลด
• ทานอาหารร้อน สะอาด
• เลี่ยงอาหารหมดอายุ
• ดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้ว
• ควบคุมอาหารหากมีโรคประจำตัว

4) ยาและโรคประจำตัว
• ตรวจว่าหยาประจำตัวไม่เปียกน้ำ
• จัดยาเป็นเวลา
• หากยาชำรุด ติดต่อโรงพยาบาล

5) ป้องกันโรคหลังน้ำท่วม
• ไข้เลือดออก-กำจัดน้ำขัง
• ไข้ฉี่หนู-ไข้สูง ปวดน่อง ต้องพบแพทย์
• ท้องเสีย-ล้างมือให้สะอาด
 

‘ทักษิณ’ ชนะขาด!! ย้อนภาวะผู้นำ 'ในวันสึนามิ' กล้าทำลาย 'ไซโลราชการ' พร้อมกล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างาน! บทเรียนที่ผู้นำรัฐไทยวันนี้ยังสอบตก ตอกย้ำ ‘ความมีอีโก้-เชื่องช้า - ไม่กล้าตัดสินใจ’

26 ธันวาคม 2547 สึนามิซัดชายฝั่งอันดามัน พังยับ 6 จังหวัด คนตายราว 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน หมู่บ้านหายไปทั้งหมู่ ฯลฯ

ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวันนั้น - และ 20 ปีให้หลัง - คือ “ทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะนายกฯ ที่ลงไปยืนกลางซากปรักหักพังในภูเก็ต-พังงา และคุมเกมเองแทบทุกจังหวะ จนแม้แต่นักวิจารณ์ที่ไม่ชอบทักษิณยังต้องยอมรับเรื่อง “quick response + decisive leadership” ของเขาในวิกฤตครั้งนั้น

แต่ถ้าจะ “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” แบบที่สื่ออื่นยังไม่ค่อยพูดกันจริง ๆ เราอาจต้องมองให้ลึกกว่าภาพนายกฯ ใส่เสื้อยืดยืนสั่งการกลางซากตึก

1. ผู้นำที่ “กล้ายอมรับว่าไม่รู้” แต่รีบไปอยู่หน้างาน

ทักษิณเล่าว่า ตอนเกิดเหตุเขาอยู่หาเสียงที่ขอนแก่น ได้ข่าวว่ามี “คลื่นประหลาด” ถล่มภูเก็ต แต่ตอนนั้น “ยังไม่รู้แม้กระทั่งคำว่า Tsunami คืออะไร” จนกระทั่งบินลงภูเก็ตแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงเข้าใจภาพใหญ่ของ tectonic plate และความรุนแรงจริง ๆ ของสถานการณ์

จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าเขา “ไม่รู้” แต่คือ
- เขากล้าพูดตรง ๆ ว่าไม่รู้
- แล้วรีบ “ย้ายศูนย์ตัดสินใจไปที่หน้างาน” ทันที

วัฒนธรรมการเมืองไทยมักคาดหวังให้ผู้นำ “ต้องรู้ทุกเรื่อง” จนไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้ ทั้งที่ในวิกฤตจริง ๆ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
> รู้ว่า “ใคร” รู้มากกว่าเรา แล้วลากเขาเข้าห้องตัดสินใจให้เร็วที่สุด

นี่เป็นบทเรียนเรื่อง “อีโก้ของผู้นำ” ที่รัฐไทยยุคหลัง ๆ ยังสอบตกอยู่บ่อย ๆ

2. ทำลาย “ไซโลราชการ” ด้วยการจับรัฐมนตรีลงจังหวัด

ทักษิณอธิบายว่า จุดอ่อนของไทยคือ “กระทรวงทำงานแยกส่วน” เวลาเกิดวิกฤตจะกลายเป็นคนละมุม คนละระบบ เอกสารแต่ละกองก็ไม่คุยกัน เขาเลยเลือกวิธี “เอารัฐมนตรีไปประจำพื้นที่” - แทนที่จะให้ทุกกระทรวงนั่งอยู่กรุงเทพฯ ส่งแฟกซ์สั่งการลงมา

นี่คือการสร้าง “mini war room รายจังหวัด” ก่อนที่ไทยจะเริ่มพูดคำว่า Incident Command System กันอย่างจริงจังด้วยซ้ำ

บทเรียนคือ
- วิกฤตใหญ่ ๆ แก้ไม่ได้ด้วย “คำสั่งจากส่วนกลางอย่างเดียว”
- ต้องมี “คนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง” ไปนั่งอยู่กับผู้ว่าฯ ทีมสาธารณสุข ทหาร ตำรวจ เอกชน ในพื้นที่เดียวกัน

หลายรายงานด้านจัดการภัยพิบัติหลังสึนามิยอมรับว่าการตอบสนองของไทยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งเพราะการตัดสินใจรวมศูนย์ที่ชัด แต่กระจายทีมลงพื้นที่แบบนี้

3. “สามลำดับความสำคัญ” ที่ชัดจนทุกคนเข้าใจตรงกัน

ทักษิณเล่าชัดว่า ในห้องบัญชาการ เขากำหนด “สามเป้าหมายหลัก” ไว้แบบเข้าใจง่ายมาก

1) ช่วยคนรอดชีวิตแต่ไม่บาดเจ็บ - ส่งกลับบ้านให้เร็วที่สุด อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสาร เที่ยวบิน ให้ฟรี แม้ไม่มีพาสปอร์ต
2) รักษาคนเจ็บ - ถ้ารพ.จังหวัดเอาไม่อยู่ ย้ายเข้า กทม. ทันที
3) ค้นหาและพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ - คนหายเป็นพัน แต่เจอศพแค่ประมาณ 1,000 ช่วงแรก ต้องทำให้ครอบครัว “รู้ชะตากรรมจริง ๆ”

สิ่งที่สื่อไม่ค่อยพูดคือ “สามข้อ” นี้สะท้อนวิธีคิดแบบ human-centered มากกว่าวิธีคิดแบบ “ระบบราชการ” คือ
- เริ่มจาก “คน” ก่อน “งบ”
- เริ่มจาก “ความมั่นคงทางใจของญาติผู้สูญเสีย” ไม่ใช่แค่ตัวเลข

การตั้งเป้าเรื่อง “การพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ” ให้เป็น priority ทำให้ไทยยอมเปิดประเทศให้ทีม forensic ต่างชาติเข้ามาช่วยจนเกิดระบบพิสูจน์ศพขนาดใหญ่ในภูเก็ต-พังงา ซึ่งถูกยกเป็นเคสศึกษาระดับโลกในเวลาต่อมา

4. “ไม่รับเงิน แต่รับความรู้” - การเมืองของศักดิ์ศรีชาติ

หนึ่งใน decision ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ทักษิณประกาศ “ไม่รับเงินบริจาคจากต่างประเทศ” แต่ยินดีรับความช่วยเหลือเชิงเทคนิคและบุคลากร เพราะ “ไม่อยากให้โลกมองไทยเป็นประเทศที่ต้องยืนขอเงินในยามวิกฤต” เขายอมรับแต่ความรู้ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญ

การตัดสินใจแบบนี้มีสองด้าน

- ด้านหนึ่ง มันสร้าง narrative ว่า “ไทยช่วยตัวเองได้” ซึ่งช่วยรักษาศักดิ์ศรีของรัฐ และทำให้ภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติค่อนข้างดี
- แต่อีกด้านก็เปิดคำถามว่า
  - งบประมาณรัฐเพียงพอจริงไหม
  - ถ้ารับเงินอย่างโปร่งใส จะช่วยเยียวยาคนตัวเล็กตัวน้อยได้กว้างกว่านี้หรือไม่

ที่น่าสนใจคือ แหล่งข่าวระบุว่าบางประเทศ เช่น อินเดีย เลือกแนวทางคล้ายกัน คือไม่ขอรับเงินบริจาคโดยตรงเช่นกัน กลายเป็น “การเมืองของการให้ความช่วยเหลือ” ระดับภูมิภาคในยุคนั้น

บทเรียนสำหรับวันนี้ไม่ใช่ว่า “ต้องทำตามทักษิณทุกอย่าง” แต่คือ
ทุกวิกฤตใหญ่ ๆ รัฐต้องกล้าอธิบายต่อสาธารณะว่า
“เราเลือกศักดิ์ศรีแบบไหน แลกกับทรัพยากรเท่าไร และใครได้-เสียอะไรจากการตัดสินใจนั้น”

5. รีบูตเศรษฐกิจหลังสึนามิ: เร็วจนแทบเป็น “นโยบายกระตุ้นเลือกตั้ง”

ให้ธุรกิจ โรงแรม ร้านค้า และอัดงบทางด่วน ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานให้กลับมา “ภายในหนึ่งปี” แม้จะยอมเสีย high season หนึ่งรอบเต็ม ๆ

รายงานในเวลาต่อมาของหน่วยงานรัฐและอาเซียนบันทึกไว้ว่า รัฐบาลไทยตั้งกองทุนช่วย SMEs หลังสึนามิ มีการลด-ยกเว้นภาษี และอัดงบฟื้นการท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น Tsunami SMEs Fund, Tsunami Recovery Fund ฯลฯ

ผลคือ
- เศรษฐกิจด้านท่องเที่ยวกลับมาเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด
- แต่ก็เปิดช่องให้มีการวางผังเมืองใหม่ ปรับ zoning ชายหาด ที่บางงานวิจารณ์ว่าทำให้คนจน-ชุมชนดั้งเดิมถูกเบียดออกนอกระบบ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนรายใหญ่และโปรเจ็กต์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ

นี่คือ “ด้านมืดของการฟื้นตัวเร็ว” ที่สื่อมักเล่าฝั่งสวยงาม แต่ไม่ค่อยถามว่า
“ใครคือคนที่ยืนอยู่บนชายหาดเดิมในวันที่ทุกอย่างสร้างเสร็จแล้ว?”

6. เมื่อภาพ “ผู้นำในซากปรักหักพัง” ผูกติดกับฤดูกาลเลือกตั้ง

อีกมุมที่แทบไม่มีสื่อไทยยุคนั้นกล้าพูดตรง ๆ คือ
- สึนามิเกิดปลายปี 2547
- ไทยมีเลือกตั้งใหญ่ ก.พ. 2548
- ภาพนายกฯ ลงพื้นที่ทุกวัน ออกทีวีแน่น ๆ จึงกลายเป็น “ทุนทางการเมือง” อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้แต่นักเขียนคอลัมน์ที่ระบุว่าตัวเองไม่ใช่แฟนทักษิณ ยังยอมรับว่าการรับมือสึนามิของรัฐบาลชุดนั้น “เพิ่มแรงส่งทางการเมือง” ให้ทักษิณอย่างเห็นได้ชัด และอาจช่วยปูทางสู่ชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้ง 2548

คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่แค่
“ทักษิณทำดีไหมในวันสึนามิ”

แต่คือ เราจะออกแบบระบบยังไง ให้ “การช่วยประชาชนในวิกฤต” ไม่ถูกกลืนไปเป็นเพียงฉากหนึ่งของแคมเปญเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย

นี่คือ blind spot ที่สังคมไทยยังไม่ค่อยได้ถกกันอย่างจริงจัง

7. ผู้นำคนเดียวกัน เก่งมากในวิกฤตหนึ่ง – แต่พลาดหนักในอีกวิกฤต

อีกด้านหนึ่งของภาพ “นายกฯ แข็งแรงในวิกฤตสึนามิ” คือข้อเท็จจริงว่า
ในปีเดียวกันนั้นเอง (2547) ไทยเผชิญทั้ง
- วิกฤตความรุนแรงในชายแดนใต้ (เช่น กรณีตากใบ)
- ปัญหาไข้หวัดนก ฯลฯ

ซึ่งหลายเหตุการณ์ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐบาลทักษิณรับมือแบบแข็งกร้าว ขาดการรับฟัง และละเมิดสิทธิประชาชนอย่างรุนแรง

บทเรียนสำคัญคือ
ผู้นำคนเดียวกันอาจ “เปล่งประกาย” ในวิกฤตหนึ่ง
แต่ “พลาดหนัก” ในอีกวิกฤตที่ต้องใช้ทักษะคนละแบบ

ดังนั้น เวลาเราบอกว่า “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” เราควรเรียนเฉพาะ
- วิธีจัดการไซโลราชการ
- วิธีตั้งลำดับความสำคัญชัด ๆ
- วิธีใช้ทรัพยากรการเงินและระบบรัฐให้ฟื้นตัวเร็ว

แต่ไม่ควร copy-paste วิธีคิดเรื่องอำนาจรัฐและการใช้มาตรการแข็งในทุกบริบท

8. จากสึนามิ 2004 ถึง “rain bomb” 2024: โลกเปลี่ยน แต่บทเรียนยังเหมือนเดิม

20 ปีให้หลัง ทักษิณพูดถึง “rain bomb” ฝน 500 มม. ในภาคใต้ และชี้ว่าโลกวันนี้ต้องใช้เทคโนโลยีและ AI มาช่วยคาดการณ์-บริหารจัดการภัยพิบัติ มากกว่าจะหวังพึ่งสัญชาตญาณผู้นำเพียงอย่างเดียว

ในระดับโครงสร้าง ไทยได้เรียนรู้หลายอย่างจากสึนามิ เช่น
- ตั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
- พัฒนาระบบเตือนภัยสึนามิมาตรฐานโลก หอเตือนภัย ทุ่นนอกฝั่ง
- ซ้อมอพยพสึนามิทุกปีในพื้นที่เสี่ยง
- กำหนด 26 ธันวาคมเป็น “วันป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ”

แต่ในระดับ “ผู้นำการเมือง” คำถามยังเหมือนเดิมทุกยุค:

- ผู้นำของเรากล้ายอมรับไหมว่า “ไม่รู้” แล้วเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาอยู่แถวหน้า
- เขามองวิกฤตเป็น “หน้าที่ของรัฐ” หรือเป็น “โอกาสทางการเมือง” เป็นหลัก
- เขามีกรอบคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีของประเทศ” ที่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยจริง ๆ หรือแค่สวยในสายตาต่างชาติ

สรุป: สิ่งที่ควรเรียนรู้ - และสิ่งที่ต้องระวังไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำ

จาก “ทักษิณในวันสึนามิ” เราอาจสรุปบทเรียนได้แบบไม่ต้องหลงใหลหรือเกลียดชังตัวบุคคลว่า

สิ่งที่น่าเรียนรู้
1) กล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างานจริง
2) ทำลายไซโลราชการด้วยการตั้ง war room รายพื้นที่
3) ตั้งลำดับความสำคัญแบบ human-centered (คนรอด - คนเจ็บ - ญาติผู้สูญเสีย)
4) ใช้เครื่องมือการเงิน-งบประมาณฟื้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
5) กล้าคิดเรื่องภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของประเทศในสายตาโลก

สิ่งที่ต้องระวัง
1) อย่าปล่อยให้ “ภาพผู้นำในซากปรักหักพัง” กลืนการอภิปรายเรื่องการเมืองเชิงโครงสร้าง
2) อย่าเอาวิธีคิดแบบ “strongman” ในบางวิกฤต ไปใช้กับปัญหาสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งทางการเมือง
3) อย่าให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติมาในรูปแบบที่ “ทิ้งคนชายขอบ” ไว้ข้างหลังอีกครั้ง


 

29 พฤศจิกายน 2494 รัฐประหารตัวเองของจอมพล ป. วิทยุหนึ่งคืน เปลี่ยนทั้งรัฐธรรมนูญ คณะทหาร-ตำรวจได้อำนาจควบตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นต้นแบบรัฐประหารทางการเมืองไทยยุคใหม่

รัฐประหารเงียบในคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะหรือใช้รถถังในไทย แต่ใช้เสียงประกาศจากสถานีวิทยุเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 เดิม และนำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาใช้กติกาใหม่ชั่วคราวแทน

กลุ่มคณะทหารและตำรวจระดับสูงได้ยึดอำนาจทางการเมืองผ่านแถลงการณ์ทางสถานีวิทยุ พร้อมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตั้งคณะบริหารประเทศชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลว่า "จำเป็นต้องปฏิรูปกติกาเพื่อรักษาชาติจากภัยคอมมิวนิสต์และความวุ่นวาย" แต่แท้จริงเพื่อฉีกข้อจำกัดทางการเมืองของทหารและขยายอำนาจในระบบการเมือง

แม้ 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะปฏิเสธข้อเสนอรัฐประหารช่วงแรก แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพและตำรวจสนับสนุนคณะรัฐประหาร และภาคการเมืองอ่อนแอ เขาก็กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อในระบบกติกาใหม่ที่ไม่เคยรับรอง รัฐประหารครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า "รัฐประหารตัวเอง" หรือ Self-Coup

ผลลัพธ์คือระบบการเมืองไทยเปลี่ยนไปโดยถาวร กลุ่มทหารและตำรวจได้รับสิทธิ์นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีในขณะที่ยังเป็นผู้บังคับบัญชาทหารและตำรวจ เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่รัฐมนตรีในเครื่องแบบทหารคุมเกมการเมืองอย่างเปิดเผย การฉีกกติกาเดิมและออกแบบกติกาใหม่กลายเป็นแบบแผนการเมืองไทยตั้งแต่นั้นมา

ความภูมิใจจอมปลอม!! ถึงเวลาที่คนไทยต้องเปลี่ยน Mindset ทิ้งความคิด 'คนเก่งเอาตัวรอดคนเดียว' ผลักดันสร้าง 'สังคมที่ไม่ยอมให้รัฐอ่อนแอ' หลังคนส่วนใหญ่มอง ‘รัฐไทยไร้น้ำยา’

เวลาเราบอกกันเล่น ๆ ว่า “อยู่เมืองไทยต้องพึ่งตัวเอง อย่าไปหวังจากรัฐมาก”

ฟังดูเหมือนประโยคปลอบใจ แต่ถ้าซูมออกมาดูดี ๆ มันคือ “คำวินิจฉัย” ว่า
เราอยู่ในประเทศที่รัฐบาลไม่เข้มแข็งมานานแล้ว
จนคนธรรมดาเริ่มเชื่อว่า การเอาตัวรอดคนเดียว คือทางรอดมาตรฐานของชีวิต

คำถามคือ…
ประเทศที่คนเก่งเอาตัวรอด แต่รัฐอ่อนแอแบบเรานี้
สุดท้ายใครจะเป็นคนจ่าย “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” กันแน่?

รัฐที่หายไปจากชีวิตประจำวัน

ลองไล่ดูชีวิตคนไทยธรรมดา ๆ สักคนตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

- รถติดจนเสียเวลาชีวิตวันละ 2–3 ชั่วโมง แต่ระบบขนส่งมวลชนก็ยังไม่เชื่อมกันดี
- น้ำท่วมซ้ำ ๆ พื้นที่เดิมทุกปี แต่แผนระยะยาวแก้น้ำท่วมทั้งเมืองไม่คืบ
- รพ.รัฐคนล้นคิวแน่น จนใครที่มีแรง มีเงิน จะพยายามหนีไปเอกชนให้ได้
- การศึกษาลูก ถ้ามีเงินจะหาทางไปเอกชน/อินเตอร์ ถ้าไม่มีต้อง “ลุ้นดวง” กับระบบเดิม

ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมอันเดียวกัน คือ
ภาพของรัฐในความรู้สึกคนธรรมดา “จางลงเรื่อย ๆ”

ไม่ใช่ว่ารัฐไม่มี… แต่คือรัฐอยู่ไกลเกินกว่าจะรู้สึกว่า “รัฐนี่แหละคือที่พึ่งหลักในชีวิต”

เมื่อรัฐอ่อน คนเลยเก่ง “เอาตัวรอด” กันทั้งประเทศ

พอรัฐไม่แข็งแรง ไม่ชัดเจน คนไทยเลยพัฒนาทักษะอีกแบบขึ้นมาแทน นั่นคือ…

ศิลปะการเอาตัวรอด ในประเทศที่ระบบไม่ค่อยช่วยเราเท่าไหร่

เราคุ้นเคยกับรูปแบบชีวิตแบบนี้มาก:

- พึ่งเครือญาติและเพื่อนฝูง
  ติดขัดอะไร ขอให้มี “คนรู้จัก” สักคนในหน่วยงาน/องค์กรนั้น เรื่องก็เดินได้

- ใช้ช่องทางลัดแทนช่องทางปกติ
  เอกสารบางอย่าง “ยื่นปกติ” เจอคำว่า รอหลายเดือน
  แต่ถ้ามีคนช่วยกระซิบ “ทางลัด” ทุกอย่างกลับเร็วอย่างน่าแปลกใจ

- ทำงานเสริมหลายอย่าง เผื่ออนาคตจะไม่ปลอดภัย
  เพราะไม่มีใครเชื่อว่าระบบสวัสดิการจะดูแลเราได้จริงตอนแก่
  คนหนุ่มสาวยุคนี้เลยต้องหาเงินให้มากที่สุด เก็บเอง ประกันเอง ลงทุนเอง

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจ —
คนไทยเก่ง ปรับตัวไว สู้ชีวิต ไม่งอมืองอเท้า

ปี 2568: ปีที่ข่าวร้ายถล่มไทยทุกเดือน จากฝุ่นพิษ แผ่นดินไหว สงครามชายแดน ถึงน้ำท่วมใต้ ชี้ ถึงเวลาต้องส่องกระจกมองตัวเอง ก่อนปีหน้าจะกลายเป็นการ “รีรันข่าวร้าย”

ปี 2568 ยังไม่ทันจะจบ แต่ความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากคือ  
“ปีนี้มันหนักเกินไปหรือเปล่า?”  

ตั้งแต่ต้นปีที่กรุงเทพฯ ต้องปิดโรงเรียนเพราะ PM2.5 พุ่งทะลุเพดาน, ข่าวลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชากลางกรุง, แผ่นดินไหวพม่าเขย่าตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มในกรุงเทพฯ, อุบัติเหตุรถทัวร์หมู่ใหญ่, โรคแอนแทรกซ์กลับมาเป็นข่าวตายครั้งแรกในรอบ 30 ปี, การเมืองไทยเข้าสู่วิกฤตจนศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ, ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุจนต้องประกาศกฎอัยการศึกในหลายอำเภอ, สวนสัตว์ดังในกรุงเทพฯ มีเหตุสิงโตขย้ำคนเลี้ยงต่อหน้านักท่องเที่ยว และปิดท้ายด้วยน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 80 ศพ กระทบผู้คนกว่า 3 ล้านคนใน 12 จังหวัดภาคใต้

นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวร้ายเยอะกว่าปกติ”  
แต่มันสะท้อนโครงสร้างประเทศที่เปราะบาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และระบบรัฐสวัสดิการ

บทความนี้จะชวนไล่ “ไทม์ไลน์ข่าวร้ายแบบรายเดือน” ของปี 2568  
ก่อนจะลองมองภาพใหญ่ ว่าปีแบบนี้กำลังบอกอะไรกับเราในฐานะประเทศหนึ่งบนแผนที่โลก

ไทม์ไลน์ข่าวร้าย 2568: เดือนต่อเดือน

มกราคม 
เปิดปีด้วยฝุ่นพิษ-การลอบสังหาร-ความเปราะบางในกรุงเทพฯ

- ฝุ่น PM2.5 ทำกรุงเทพฯ ปิดโรงเรียนหลายร้อยแห่ง  
กลางเดือนมกราคม ระดับ PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพุ่งสูง จนทางกรุงเทพมหานครต้องประกาศให้โรงเรียนในสังกัดกว่า 300 แห่งปิดเรียนหรือย้ายไปเรียนออนไลน์ ขณะเดียวกันมีการรณรงค์ให้ทำงานจากบ้านและจำกัดรถบรรทุกเข้าเมือง แต่ปัญหาฝุ่นก็ยังวนลูปเหมือนทุกปี  

- อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชาถูกยิงตายในกรุงเทพฯ  
วันที่ 7 มกราคม ลิม คิมยา อดีต ส.ส.พรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกลอบสังหารใกล้วัดบวรฯ ใจกลางกรุงเทพฯ กลายเป็นคดีการเมืองข้ามชาติที่สะเทือนภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยในสายตานานาชาติ และถูกตั้งคำถามว่าไทยกลายเป็น “สนามล่า” ของความขัดแย้งประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่  

กุมภาพันธ์ 
รถทัวร์คว่ำหมู่บนถนนไทย

- อุบัติเหตุรถทัวร์คว่ำที่ปราจีนบุรี เสียชีวิต 18 ราย  
26 กุมภาพันธ์ รถบัสเช่าเหมาลำที่พาชาวบ้านไปศึกษาดูงาน เสียหลักบนทางลงเขาแล้วพลิกคว่ำตกข้างทางในจังหวัดปราจีนบุรี คร่าชีวิตอย่างน้อย 18 คน บาดเจ็บอีกกว่า 30 คน เหตุจากเบรกขัดข้องบนเส้นทางลงเขาที่อันตราย ซึ่งตอกย้ำสถิติด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยที่ติดอันดับเลวร้ายของโลกมานาน  

มีนาคม 
แผ่นดินไหวพม่าสะเทือนกรุงเทพฯ ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

- แผ่นดินไหวขนาดราว 7.7 ที่เมียนมา เขย่าภูมิภาคทั้งวง  
วันที่ 28 มีนาคม แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา สะเทือนไปถึงไทย ลาว จีนตอนใต้ และเวียดนาม สร้างความเสียหายหนักในเมียนมาและทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน  

- ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในกรุงเทพฯ พังถล่ม เสียชีวิตเกือบร้อย  
แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารสูงที่กำลังก่อสร้างเพื่อเป็นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินบนถนนกำแพงเพชร 2 พังถล่ม มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน กลายเป็นหนึ่งในเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงสร้างอาคารที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเปิดคำถามเรื่องมาตรฐานโครงสร้าง ความปลอดภัย และการกำกับดูแลงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐเองด้วย  

เมษายน
รถบัสคว่ำซ้ำซาก ปัญหาความปลอดภัยทางถนน

- รถบัสทัวร์พุ่งชน-เบรกแตก เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก  
เดือนเมษายนมีรายงานอุบัติเหตุรถบัสทัวร์หลายเคส หนึ่งในนั้นคือกรณีรถทัวร์ชนรถบรรทุกในภาคกลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบรายอีกครั้ง  

แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดังเท่าข่าวการเมือง แต่ภาพศพบนถนนและร่างรถที่ฉีกขาด กลายเป็น “ข่าวร้ายประจำเดือน” ที่คนไทยเริ่มชินชา ทั้งที่มันคือ “สงครามบนถนน” ที่พรากชีวิตคนไทยปีละหลายหมื่น  

พฤษภาคม 
แอนแทรกซ์กลับมา-โรคจากเนื้อสัตว์และระบบสาธารณสุขชนบท

- ไทยพบผู้เสียชีวิตจาก ‘แอนแทรกซ์’ ครั้งแรกในรอบราว 30 ปี  
ต้นพฤษภาคม มีรายงานชายวัย 50 กว่าในจังหวัดมุกดาหารเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ หลังเกี่ยวข้องกับการเชือดและบริโภคเนื้อวัวปนเปื้อน มีผู้สัมผัสเสี่ยงหลายร้อยคน ต้องเร่งเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชนบทชายแดนไทย–ลาว  

กรณีนี้สะท้อนทั้งช่องโหว่เรื่องการควบคุมโรคจากสัตว์สู่คน ความรู้ด้านสาธารณสุขของชาวบ้าน และความเหลื่อมล้ำของระบบสาธารณสุขในชนบทห่างไกล  

มิถุนายน
จุดเริ่มวิกฤตการเมือง: เสียงโทรศัพท์ข้ามชายแดน–เสียงถอนตัวของพันธมิตร

- เทปหลุดคุย “ผู้นำไทย–ฮุน เซน” จุดไฟวิกฤตการเมือง  
กลางเดือนมิถุนายน เทปเสียงการสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา หลุดออกมา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดน ทำให้เธอถูกกล่าวหาว่าทำให้ผลประโยชน์ชาติสั่นคลอน และถูกโจมตีว่ามีความใกล้ชิดส่วนตัวเกินขอบเขตทางการทูต  

- ภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล-เปิดฉาก ‘วิกฤตการเมือง 2568’  
18 มิถุนายน พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากรัฐบาล หัวใจของวิกฤตการเมืองปีนี้อย่างเป็นทางการ สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลและนำไปสู่การเรียกร้องให้ยุบสภา และประท้วงขับไล่นายกฯ รอบใหม่  

กรกฎาคม 
จากวิกฤตการเมืองสู่เสียงปืนที่ชายแดน

- ศาลรัฐธรรมนูญ ‘แขวน’ นายกฯ แพทองธาร จากตำแหน่งชั่วคราว  
1 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่” นายกฯ แพทองธาร ระหว่างพิจารณาคดีฝ่าฝืนจริยธรรมกรณีสายตรงถึงฮุน เซน ทำให้ไทยเข้าสู่สภาพ “นายกฯ รักษาการ” และยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง  

- ชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุหนัก จนต้องประกาศกฎอัยการศึก 8 อำเภอ  
ปลายเดือนกรกฎาคม เหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง จนไทยประกาศกฎอัยการศึกใน 7 อำเภอของจันทบุรี และ 1 อำเภอของตราด เพื่อควบคุมสถานการณ์และเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง การสู้รบด้วยปืนใหญ่และอาวุธหนัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บและอพยพประชาชนในวงกว้าง และถูกจับตามองจากนานาชาติว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้  

สิงหาคม 
ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ อีกคน: เกมการเมืองไทยไม่เคยสงบ

- ศาลรัฐธรรมนูญปลด “แพทองธาร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  
29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีโทรศัพท์คุยฮุน เซนในบริบทข้อพิพาทชายแดน ทำให้ไทยต้องหาผู้นำคนใหม่ต่อจาก “นายกฯ ถูกปลด” อีกครั้ง และตอกย้ำภาพความไม่เสถียรของการเมืองไทยในสายตาโลก  

- เศรษฐกิจถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือแค่ราว 2%  
ท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง สัญญาณเศรษฐกิจเองก็ไม่ดีเท่าไร ทั้ง NESDC และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า GDP ปี 2568 น่าจะโตได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านและถือว่า “โตช้าในภูมิภาค” ขณะที่ธนาคารโลกก็หั่นคาดการณ์เหลือราว 1.8–2.2% เช่นกัน  

กันยายน 
สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World & ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ

- สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World กลางกรุงเทพฯ ต่อหน้านักท่องเที่ยว  
10 กันยายน คนเลี้ยงสัตว์วัยราว 58 ปีถูกสิงโตหลายตัวรุมกัดจนเสียชีวิตในโซนซาฟารีของ Safari World ต่อหน้าต่อตานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องปิดโซนสิงโตชั่วคราว และถูกตั้งคำถามหนักเรื่องมาตรการความปลอดภัย การฝึกสัตว์ และจริยธรรมการใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง  

- ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ หลังศาลวินิจฉัยว่าช่วงอยู่ รพ. ไม่ถูกนับโทษ  
กันยายนนี้เอง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลสั่งให้กลับเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังเห็นว่าการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจช่วงก่อนหน้าไม่ควรถูกนับรวมเป็นโทษจำคุกเต็มรูปแบบ ภาพอดีตผู้นำคนสำคัญของไทยกลับเข้าเรือนจำ ซ้อนทับกับการที่ลูกสาวเพิ่งถูกศาลปลดจากนายกฯ กลายเป็น “ภาพประวัติศาสตร์” ของการหักเหของตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของไทย  

ตุลาคม 
เงาของการเมือง-เศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ

- มือปืนสังหารลิม คิมยา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต  
3 ตุลาคม ศาลไทยพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เอกลักษณ์ แพน้อย มือปืนที่ลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา ลิม คิมยา กลางกรุงเทพฯ เมื่อต้นปี คดีนี้ตอกย้ำภาพว่าไทยกลายเป็นสนามปฏิบัติการทางการเมืองของเพื่อนบ้านไปโดยปริยาย และคำถามที่ยังไม่ถูกตอบคือ “ใครเป็นคนสั่ง?”  

- ธนาคารโลก-หน่วยงานต่างประเทศหั่นคาดการณ์เติบโตไทยต่อเนื่อง  
รายงานเศรษฐกิจหลายสำนักปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ลงอีก เนื่องจากการเมืองยืดเยื้อ การลงทุนเอกชนเชื่องช้า การท่องเที่ยวฟื้นไม่เต็มที่ และความเสี่ยงจากสงครามการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เล่นงานหลายประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย  

พฤศจิกายน 
น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้: จบปีด้วยมหันตภัยที่คนรู้สึกซ้ำเดิม

- น้ำท่วมใหญ่ 12 จังหวัดภาคใต้ ตายกว่า 80 คน กระทบกว่า 3 ล้านคน  
ช่วงกลาง-ปลายพฤศจิกายน มรสุมและฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ 12 จังหวัดภาคใต้เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 80 ราย บ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภคเสียหายหนัก ผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3 ล้านคน หลายพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ  

แม้หน่วยงานรัฐจะเร่งระบายน้ำ ช่วยเหลือเยียวยา แต่ภาพ “น้ำท่วมใต้” ก็กลายเป็นภาพซ้ำอีกปี ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า ในยุคโลกร้อน–ฝนสุดขั้ว ระบบป้องกันน้ำท่วมและการวางผังเมืองของไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว  

อ่านข่าวร้ายทั้งปี แล้วเราเห็นอะไรจากประเทศไทยปี 2568?

เมื่อเอาข่าวร้ายทั้งปีมาวางเรียงกัน ภาพใหญ่ที่เห็นชัดคือ…

1. ประเทศที่ “เสี่ยงจากทุกทิศ”  ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด อุบัติเหตุ และการเมือง  
2. รัฐไม่ทันโลกเสี่ยง: จากฝุ่น-โรค-อุบัติเหตุ สู่สิงโตขย้ำคนเลี้ยง  
3. การเมืองไม่เสถียร ทำให้ทุกวิกฤตหนักขึ้น  
4. เศรษฐกิจโตช้า ในโลกที่วิกฤตรออยู่ข้างหน้า  
5. คนไทยเริ่มชินกับข่าวร้าย และนั่นอันตรายที่สุด  

‘ดร.อานนท์’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำยามวิกฤต 'Mike' นิวยอร์กสั่งอพยพเพราะเชื่อข้อมูล กล้าด่านักข่าวเพื่อรักษาชีวิตกว่าสิบล้านคน ส่วน นายกฯหาดใหญ่ เชื่อ 'เอาอยู่' จนมีผู้เสียชีวิต

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า นายกแป้น แห่งเทศบาลนครหาดใหญ่ กับ Michael Bloomberg แห่งเทศบาลมหานครนิวยอร์ก

ผมเป็น New Yorker อยู่หลายปี สมัยที่ Michael Bloomberg เป็น Lord Mayor หรือ นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก

Mike เป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจมาก และมีภาวะผู้นำสูงมาก 
ผมจำได้ว่า Hurricane ขึ้น New York หลายครั้ง

Mike เชื่อข้อมูลคือผลการพยากรณ์อากาศ Mike เชื่อตัวแบบอย่างที่คนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะใช้ในการตัดสินใจ

New York City เป็นเมืองพิเศษทางภูมิศาสตร์ Manhattan เป็นเกาะที่สองข้างเป็นตลิ่งสูง แคบเป็นตัว V ของ Hudson River และ East River ทำให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ดีโดยธรรมชาติ แต่ในจุดแกร่งมีจุดอ่อนคือเกิด Storm Surge ได้ง่ายเพราะสอบแคบ หาก Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเลจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ามาท่วมได้มากมหาศาลและน้ำท่วมจะสูงมาก 

ถ้า Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเล เกิด Storm Surge เข้ามาท่วมประมาณสึนามิ หอบน้ำเข้า เหมือนตอน ไต้ฝุ่นนากิซ หอบน้ำจากมหาสมุทรอินเดียถล่มพม่าจนตายไปหลายหมื่น 

ครั้งหนึ่ง มี Hurricane ลูกใหญ่จะขึ้นฝั่งที่มหานครนิวยอร์ก Mike สั่งอพยพ (Evacuation) คนนับสิบล้านออกจาก Manhattan แล้ว Hurricane ไป touch down ที่ Atlantic City ทำให้ความหายนะไปเกิดที่ Atlantic City แทน 

นิวยอร์กซิตี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีความเสียหายอะไรเลย 

นักข่าวอเมริกันก็ดุมาก ไปรุมถาม Mike ว่าจะทำอย่างไร จะรับผิดชอบอย่างไร ในเมื่อสั่งคนอพยพเป็นสิบล้านแล้วไม่เกิดอะไรเลย

Mike นิ่งๆ แล้วระเบิดใส่นักข่าวว่า ถ้าเป็นไปตามพยากรณ์ ตายเป็นสิบล้าน คุณจะรับผิดชอบไหวไหม

ผมเป็นนายกเทศมนตรี เป็นนักการเมือง เป็นคนรับผิดชอบชีวิตคน ต้อง Hope for the best, prepare for the worst. หมายความว่า หวังในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Hurricane ไม่เข้านิวยอร์ก) แต่เตรียมตัวสำหรับสถานการณ์เลวร้ายสุด คือ Hurricane เข้านิวยอร์ก และเกิด Storm surge 

Mike เป็นนักการเมืองที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม กะนักข่าว ก็ไม่กลัว ด่านักข่าวได้ ไม่ได้คิดจะหาเสียง แต่รักษาหลักการ บริหารความเสี่ยง และเอาชีวิตประชาชนเป็นสำคัญสุด  

พอมาอีกครั้งพายุเฮอริเคนจะเข้ามหานครนิวยอร์กอีก  Mike ยังเป็น Lord Mayor เกิด Hurricane เข้า touch down ที่นิวยอร์กอีก คราวนี้เกิดจริง 

เที่ยวหลังนี้ เกิด Storm surge จริง น้ำท่วม Manhattan ไปครึ่งเกาะ สูงเป็นสองเมตร สามเมตร เข้าระบบ subway วินาศสันตะโร ดีที่สั่งปิด Subway แล้ว เอารถไฟฟ้าออกหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีคนตายหลายแสนในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของมหานครนิวยอร์ก 

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก คนไม่ได้ตายมากมาย เพราะ Mike สั่งอพยพ คนนับสิบล้านออกไปหมดแล้ว แน่นอนว่ามีคนนิวยอร์กที่ไม่เชื่อ และไม่ยอมอพยพ 
.
รุ่งขึ้นหิมะตก Snow ลง อากาศหนาวเย็นมาก หลังจากน้ำท่วม ไฟฟ้าดับครึ่งเกาะ แต่ไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือ Heater สถานการณ์ Terrible มาก เหมือนภาพยนตร์ชื่อ Perfect Storm 

นักข่าวมาสัมภาษณ์ Mike ตาแกไม่ลืม เทศนาด่านักข่าวไปอีกยก เล่าเรื่องเก่าที่สั่งอพยพแล้ว Hurricane ไม่เข้า แต่เที่ยวนี้เข้า เสียหายหนักจริง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่ประกาศอพยพ จะมีคนตายเป็นเบือ Mike แกใส่นักข่าวไปเต็ม ๆ 

นี่คือภาวะผู้นำครับ Mike เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก แล้วมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น 

เทศบาลนิวยอร์ก มีอำนาจสูงมาก สหรัฐอเมริกาเขากระจายอำนาจเต็มที่ แน่นอนว่ามีทั้งท้องถิ่นที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และที่ประสบความสำเร็จ คุณภาพของคนในแต่ละท้องถิ่นไม่เท่ากัน 

เรากระจายอำนาจได้เมื่อพร้อม ประชาชนมีคุณภาพ เราจะได้นักการเมืองมีคุณภาพ

ตัดกลับมาที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายกแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง

ไม่ได้นำพากับข้อมูล ไม่มีความรู้ความสามารถ แล้วทำให้คนหาดใหญ่ไม่อพยพ หลงเชื่อว่าเอาอยู่ โฆษณาหาเสียงว่าเอาอยู่ มีคนตายเป็นร้อย ๆ ความเสียหายมหาศาล

กระจายอำนาจเมื่อพร้อมดีกว่าครับ 

คนหาดใหญ่ เป็นคนไร้คุณภาพหรือไม่? ถึงเลือกนักการเมืองได้ไร้คุณภาพอย่างนายกแป้น ใช่หรือไม่?   

ผมถึงกับต้องทบทวนว่า ประเทศไทย เหมาะสมกับการกระจายอำนาจแล้วหรือยัง ถ้าประชาชนยังมีคุณภาพได้แค่นี้ เลือกตั้งมาโดยประชากรคุณภาพต่ำ ก็ย่อมได้นักการเมืองคุณภาพต่ำ

เมื่อน้ำท่วมผ่านไป จะต้องดูแล "รถยนต์" อย่างไร?

รถยนต์ หนึ่งในความเสียหายทางทรัพย์สินที่ต้องมาพร้อมสถานการณ์น้ำท่วม การจัดการ ดูแลรถหลังน้ำท่วมอย่างถูกต้องถือว่ามีความสำคัญมาก

จีนแสดงความห่วงใยน้ำท่วมภาคใต้ไทย! พร้อมแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย ให้คำมั่นสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่ผู้ประสบภัย ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตและกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเสียใจต่อสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยระบุข้อความว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แสดงความเสียใจและความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในประเทศไทย

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ ให้กำลังใจลูกชาย ไม่ผิดที่ไม่ตอบคำถามที่เคยตอบไปแล้ว แต่อาจไม่ถูกใจสื่อบางคน-คนในสังคมบางคน

จากกรณีที่เมื่อวาน (27 พ.ย.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกผู้สื่อข่าวถามระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนเกิดความสูญเสียจำนวนมากแล้วหรือยัง ซึ่งนายภราดรไม่ยอมตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่า ขอบคุณครับ แล้วปิดไมโครโฟนยุติการแถลงข่าว จนทำให้นายภราดรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น

ล่าสุดวันนี้(28 พ.ย.) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล บิดาของนายภราดร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Somsak Pris” ให้กำลังใจลูกชาย โดยระบุว่า “#จับจิต เห็นภาพนี้ของลูกชายแล้ว เห็นใจอย่างจับจิต เข้าใจทั้งความรู้สึกของสื่อ สังคม และของลูก

ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

“ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามเพื่อคลายความข้องใจ ทุกคนที่เป็นแหล่งข่าวมีสิทธิที่จะเลือกตอบหรือไม่ อยู่ที่ช่วงจังหวะของเวลา การเลือกที่จะไม่ตอบบางคำถามที่เคยตอบไปแล้ว ไม่ใช่ความผิดแน่นอน แต่จังหวะช่วงที่สื่อและสังคมอยากได้คำตอบอีก เขาก็มีสิทธิที่จะไม่พึงพอใจได้

“ทำใจ และอดทนกับปรากฎการณ์นี้ให้ได้นะลูก ป๋า ให้กำลังใจ และเห็นใจนะ ป๋า ยืนยันกับลูกว่า ลูกไม่ได้ทำผิดที่ไม่ตอบคำถาม แต่ไม่ถูกใจ สื่อบางคนและไม่ถูกใจคนในสังคมบางคนเท่านั้น

“ก้มหน้า ทุ่มเท ตั้งใจ ทำงานที่รับผิดชอบในหน้าที่ให้ดีที่สุด พิสูจน์ตัวเองให้สังคมเห็น เหมือนที่พิสูจน์มาแล้ว ทองแท้ไม่เคยกลัวไฟ หัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อสังคมก็ไม่เคยแพ้ความรู้สึกของสังคมเช่นกัน

“เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ฟ้าใหม่ก็คงมี แสงทองเหนือธรณี จะท้าทายอย่างทรนง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top