Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

CAAT ชี้แจงบินโดรนในพื้นที่อุทกภัยภาคใต้ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อสนับสนุนภารกิจ ช่วยเหลือประชาชนอย่างปลอดภัย

(27 พ.ย. 68) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกประกาศอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติการบินโดรนในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะการบินหลังเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นกรณี “อนุญาตเป็นพิเศษ” สำหรับภารกิจบรรเทาสาธารณภัยเท่านั้น

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้ปฏิบัติการบินต้อง
- ติดตั้งไฟระบุตำแหน่งให้มองเห็นชัดเจน
- ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ก่อนบินทุกครั้ง
- ไม่ทำการบินที่อาจเป็นการรบกวนเส้นทางบินของอากาศยานของรัฐและอากาศยานฉุกเฉิน

CAAT ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และปลอดภัย

ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง อนุญาตให้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกเพื่อการดำเนินงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ พ.ศ. 2568 > https://www.caat.or.th/laws-regulations/191646/

'อิ๊งค์' โพสต์ภาพถ่ายร่วม 'ทักษิณ' ใส่ชุดนักโทษ-ผมเกรียน หลังเรือนจำจัดให้เป็นวันเยี่ยมใกล้ชิดถึงตัว พร้อมฝากความเป็นห่วงถึงทุกคน

(27 แพ.ย. 68) หลังจาก  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมครอบครัว เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 20 นับตั้งแต่ถูกคุมขังภายในเรือนจำ โดยในวันนี้ทางเรือนจำทุกจังหวัดจัดให้เป็นวันให้เยี่ยมแบบใกล้ชิดถึงตัว เนื่องในช่วงของเทศกาลปีใหม่ นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันได้

ล่าสุด น.ส.แพทองธาร และครอบครัวจะออกมา ได้โพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับนายทักษิณ ที่อยู่ในชุดผู้ต้องขังและตัดผมเกรียน ผ่านอินสตาแกรม @ingshin21 โดยระบุข้อความว่า เกือบ 2 ชั่วโมงที่เหมือนได้กลับมาอยู่ด้วยกันจริงๆ 

วันนี้ทางเรือนจำ จัดกิจกรรม เยี่ยมญาติใกล้ชิด ให้ญาติๆ ได้เข้ามาเจอกัน กอดกัน ทานข้าวด้วยกัน แบบไม่ต้องคุยโทรศัพท์ผ่านกระจก ได้เดินตลาดย่อมๆ ที่พี่ๆ น้องๆ ในเรือนจำทำอาหาร ทำศิลปะมาขาย ได้มีโอกาสอุดหนุนหลายร้านอยู่ค่ะ 

แว๊บนึง รู้สึกเหมือนกลับไปเป็น ด.ญ. แพทองธาร เดินจับมือคุณพ่อ และพี่ๆ เดินตลาดกันแบบตอนเด็กๆ  (จริงๆพ่อจะชอบตลาดสดมาก เพราะได้เลือกเอง ตามเมนูที่จะทำให้ที่บ้านทานตอนวันอาทิตย์)

ถึงคนที่เป็นห่วงคุณพ่อ ท่านสบายดี รับรู้ถึงความรักความห่วงใย และฝากความเป็นห่วงถึงทุกๆ คนค่ะ

ทรรศนะ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ หนักสุดในรอบ 25 ปี เกิดเพราะรัฐไม่ใช้กฎหมาย ถึงเวลาปฏิรูปอำนาจจัดการน้ำทันที

(27 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ในฐานะนักกฎหมายและผู้ที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์หลายส่วนคล้ายคลึงกับเมืองหาดใหญ่ ผมขอยืนยันได้ประการหนึ่งว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ถูกปล่อยปละละเลย จนเรื้อรังซ้ำซากมานานกว่าสามทศวรรษ 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 อย่างครบวงจร กล่าวคือ แม้กฎหมายให้อำนาจรัฐจัดทำ ‘แผนจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้’ อย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดเขตห้ามรุกล้ำทางน้ำ และเขตซับน้ำตามธรรมชาติ อย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่รับน้ำรอบคลองอู่ตะเภาถูกรุกล้ำเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก จนระบบระบายน้ำที่ควรทำงานได้ กลับถูกบีบให้แคบลง  เรื่อย ๆ 

สาเหตุถัดมาคือ กลไกการบริหารน้ำข้ามหน่วยงานที่ไร้เอกภาพ ระหว่าง อบจ. สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ชลประทาน และป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจตั้ง ‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ เพื่อทำหน้าที่บังคับบัญชาแบบศูนย์เดียว (single command) แต่กลับกลายเป็นเพียงเวทีหารือ ไม่ใช่เวทีสั่งการ

การบ้านในยุค AI ใช้ยังไงให้ไม่กลายเป็นโกง?? เส้นบางๆ ระหว่างช่วยกับลอก ในการศึกษายุคใหม่ที่ห้ามใช้ก็ไม่ได้ แต่ปล่อยฟรีสไตล์ก็คงไม่ไหว

กระแส ChatGPT และโลกแห่ง AI ได้สร้างข้อความกำลังเปลี่ยนวิธีเรียนของเด็กทั่วโลก นักเรียนจำนวนมากหันไปถามเอไอเวลาทำการบ้านหรือเตรียมสอบ แต่ความสามารถของเทคโนโลยีกลับทำให้หลายคนเริ่มสับสนว่า “ตรงไหนคือใช้เป็นเครื่องมือ” และ “ตรงไหนคือโกง” โดยเฉพาะเมื่อในชีวิตประจำวัน เราใช้เอไอแทบทุกอย่าง ตั้งแต่หาข้อมูล ยันสรุปอีเมล

มหาวิทยาลัยอย่างชิคาโกเตือนชัดว่า AI ควรใช้เพื่อ “ช่วยทำความเข้าใจ” หรือ “ช่วยจุดไอเดีย” ไม่ใช่เอาคำตอบไปส่งแทนตัวเอง เพราะการคัดลอกคำตอบจากแชตบอตไปทั้งดุ้น ก็ไม่ต่างอะไรจากก๊อบงานคนอื่นมาใส่ชื่อเรา ส่วนมหาวิทยาลัยเยลก็ย้ำว่า ถ้าใช้เอไอเขียนคำอธิบาย สรุป หรือวางโครงร่างให้หมด เราจะเรียนรู้น้อยลง และทำผลงานได้แย่ลงเวลาเจอข้อสอบจริง

ขณะที่วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เอไอเหมือนติวเตอร์หรือเพื่อนช่วยอ่านหนังสือ เช่น ให้ช่วยอธิบายแนวคิดยาก ๆ ช่วยคิดหัวข้อเรียงความ หรือทำแบบฝึกหัดทดสอบตัวเอง ครูมัธยมในแคลิฟอร์เนียคนหนึ่ง แนะนำให้นักเรียนอัปโหลดโน้ตและสไลด์ แล้วสั่งให้บอต “ช่วยออกข้อสอบทีละข้อ แล้วสอนเพิ่มในส่วนที่เราตอบผิด”

หลายมหาวิทยาลัยและโรงเรียนเริ่มออกกติกาเอไอของตัวเอง บางแห่ง เช่น ม.โตรอนโต กำหนดเลยว่าห้ามใช้เอไอหากอาจารย์ไม่อนุญาตในรายวิชานั้น ๆ ขณะที่บางมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ปล่อยให้เป็นสิทธิของอาจารย์แต่ละคนว่าจะให้ใช้มากน้อยแค่ไหน นักเรียนจึงต้องเช็กให้ชัดว่ารายวิชาที่เรียน “ได้ใช้เอไอแค่ไหน” เพื่อไม่ให้เผลอข้ามเส้นโดยไม่รู้ตัว

อีกประเด็นใหญ่คือ “ความโปร่งใส” หลายสถาบัน เช่น ม.ชิคาโก แนะนำให้นักศึกษาระบุในงานเขียน หากใช้เอไอช่วยคิดไอเดีย สรุปบทความ หรือช่วยร่างข้อความบางส่วน เพื่อให้เหมือนการอ้างอิงหนังสือหรือเว็บไซต์ เป็นการยอมรับว่าเราใช้เครื่องมือ แต่ยังรับผิดชอบต่อเนื้อหาหลักที่เป็นงานคิดของตัวเอง

ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน พ่อแม่เองก็ต้องคุยกับลูกเรื่องเอไอด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรตั้งหลักให้ชัดตั้งแต่แรกว่า “เป้าหมายคือการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ” เอไอใช้ได้ในฐานะติวเตอร์ ช่วยอธิบายหรือแตกโจทย์ให้เข้าใจง่ายขึ้น ช่วยระดมไอเดีย แต่การคิดและเขียนสุดท้ายต้องเป็นของเด็กเอง และควรช่วยกันเช็กด้วยว่า คำตอบของเอไอถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะเอไอมีหลุด “มโน” ข้อมูลผิดอยู่เสมอ

เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เด็กหลายคนมองแชตบอตเหมือนเพื่อนคุย จนอาจเผลอเล่าปัญหาส่วนตัวหรือส่งรูปบ้าน รูปตัวเองขึ้นระบบ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรใช้เอไอเป็นที่ปรึกษาชีวิตหรือด้านความสัมพันธ์ และไม่ควรแชร์ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร

ครอบครัวจึงควรมีกติกาใช้งานเอไอร่วมกัน เช่น ให้ใช้ในพื้นที่ส่วนรวมของบ้าน ไม่ใช้ลับ ๆ ในห้องนอน กำหนดช่วงเวลา “พักจากหน้าจอ” เช่น ระหว่างกินข้าวหรือก่อนนอน และนั่งลองใช้เอไอไปพร้อมกับลูกบ้าง เพื่อให้เด็กเห็นตัวอย่างการถาม–การเช็กข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ

ในมุมของนักเรียนเอง เสียงสะท้อนก็แตกเป็นสองฝั่ง บางคนมองว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ดี ถ้าใช้ช่วยทำโน้ต ทำแฟลชการ์ด หรือวิจารณ์งานเขียนของตัวเอง แต่หลายคนกังวลว่า ถ้าใช้แทบทุกอย่าง สมองจะ “ขี้เกียจคิด” จนกลายเป็นพึ่งเอไอทุกเรื่อง ครูบางคนถึงขั้นกังวลเรื่องพัฒนาการสมองวัยรุ่นในยุคที่ทั้งโซเชียลและเอไอแย่งพื้นที่การคิดไปหมด สุดท้ายแล้ว คำตอบอาจไม่ใช่การปิดประตูใส่เอไอ แต่คือการสอนให้เด็กรู้จักใช้มันอย่างซื่อสัตย์ ฉลาด และไม่ทิ้งทักษะการคิดของตัวเองไปพร้อมกัน

พม.-องค์กรคนพิการ ผนึกกำลัง จัดงานวันคนพิการสากล 3 ธ.ค. นี้ หนุนยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ เน้นตระหนักถึงศักดิ์ศรี-ความเสมอภาค

พม. องค์กรด้านคนพิการ และภาคีเครือข่าย ชวนร่วมงาน “วันคนพิการสากล” 3 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เดินหน้าสร้างสังคมที่ครอบคลุมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน  

เนื่องในโอกาสวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นหลัก คือ "การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน" (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้กำหนดจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมอ่านคำปราศรัย เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะมีมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร และบุคคลทั่วไป

การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 มีรูปแบบการจัดงานที่สอดคล้องกับประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึงในการเข้าร่วมงาน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ 

1) พิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568  

2) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ(MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 

3) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย UN Resident Coordinator และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 

4) กิจกรรม Kick off เปิดตัว "ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ" 

และ 5) การจัดแสดงนิทรรศการวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ หรือผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ สำหรับการจัดงานวันคนพิการ ประจำปี 2568 

ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศนั้น มีการดำเนินการตามกรอบแนวทางการจัดงานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569ในลักษณะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในระดับพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมกับจังหวัดบูรณาการจัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

‘เปิ้ล นาคร’ เดือด! สวนโฆษกรัฐบาล หลังยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา 6-7 ราย ยันสิ่งที่เห็นเกินกว่านี้มาก

จากกรณี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฟนอินในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตในจังหวัดสงขลาอยู่ที่ 6-7 ราย และย้ำว่าผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม แต่จัดอยู่ในกลุ่มประสบภัยพิบัติ เช่น โคลนถล่ม ไฟดูด และจมน้ำ

ล่าสุด เปิ้ล นาคร ศิลาชัย หนึ่งในทีมกู้ภัยที่ใช้เจ็ตสกีเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยใน อ.หาดใหญ่ เปิดใจถึงข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว พร้อมใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า

“ถุย! เรื่องผู้ใหญ่ผมไม่ยุ่ง แต่ถ้าบอกว่า 7 ศพ ผมถุยน้ำลายใส่หน้าเลย ใครพูดเนี่ย”

เปิ้ลเล่าถึงภาพจริงที่พบในพื้นที่ว่า หลายบ้านถูกน้ำท่วมจนมีเพียงมือยื่นออกมาขอความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยจำนวนมากเคาะบ้านร้องตะโกนขอให้ช่วยตลอดเวลา

พร้อมทั้งบอกด้วยว่า เมื่อวานทีมสามารถเก็บร่างออกมาได้ราว 3 ศพ แต่ระหว่างปฏิบัติงานพบบ้านบางหลังมีผู้เสียชีวิตลอยอยู่ถึง 5 ศพ เกินกำลังที่จะนำออกมาได้ ขณะที่บางบ้านมีคนเสียชีวิตมาแล้วกว่า 2 วัน จำเป็นต้องตัดสินใจช่วย “คนเป็น” ก่อน

เปิ้ลยอมรับว่า การช่วยเหลือในสถานการณ์คับขันทำให้ถูกวิจารณ์จำนวนมาก

“ตอนนี้คนรักผมเป็นพัน แต่คนเกลียดผมเป็นหมื่น เพราะช่วยข้างทางไม่ได้ทุกคน แต่คนที่ช่วยได้เขาขอบคุณ”

ชาติตะวันตกขวางดีล ไม่ให้ ‘รัสเซีย’ กับ ‘สหรัฐฯ’ บรรลุแผนสันติภาพ ‘ยูเครน’ หลังแสดงตัวชัดว่าเป็นปรปักษ์ พยายามสกัดทุกขั้นตอนเจรจา

(27 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ รยับคอฟ (Sergey Ryabkov) รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสปุตนิกว่า ขณะนี้มี “หลายประเทศในยุโรปตะวันตก” เคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อขัดขวางไม่ให้รัสเซียกับสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเรื่องยูเครน โดยมองว่าชาติเหล่านี้แสดงตัวชัดเจนว่าเป็น “คู่แข่งหลักของแนวทางเจรจา” และพยายามสกัดความคืบหน้าในทุกขั้นตอน

รยับคอฟระบุว่า รัสเซียพร้อมเปิดโต๊ะพูดคุยกับสหรัฐฯ ต่อไปในประเด็นยูเครน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “ความเข้าใจร่วมกัน” ที่ได้จากการประชุมซัมมิต “ปูติน-ทรัมป์” ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา พร้อมย้ำว่า มอสโกจะไม่ยอมให้สัมปทานในประเด็นหลักที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย โดยเห็นว่าแนวทางที่ตกลงกันไว้ที่แองเคอเรจนั้นเป็น “ชุดทางออกแบบประนีประนอม” อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลรัสเซียไม่ประสงค์เปิดรายละเอียดแผนสันติภาพยูเครนที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสาธารณะ โดยรยับคอฟบอกเพียงว่า ต้องให้เวลาเกี่ยวกับกระบวนการเจรจา และรัสเซียจะ “ทำงานกับสิ่งที่มีอยู่บนโต๊ะ” ต่อไป หากสหรัฐฯ แสดงท่าทีพร้อมอย่างเป็นทางการ รัสเซียก็พร้อมตอบรับกลับทันที

รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยังชี้ว่า ความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ อยู่ใน “ช่วงเริ่มต้นของการกลับสู่ภาวะปกติ” และยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ โดยในวาระทวิภาคียังมีหลายเรื่องค้างคา ทั้งเรื่องการบินระหว่างสองประเทศ และทรัพย์สินทางการทูตของรัสเซียในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเตือนว่าหากวอชิงตันไม่รับข้อเสนอของมอสโกในกรอบข้อตกลงนิวสตาร์ตฉบับใหม่ และเดินหน้าสร้างศักยภาพอาวุธเพิ่ม สถานการณ์ยุทธศาสตร์โลกจะยิ่งตึงเครียดและคาดเดาได้ยากขึ้น

สนามคัดหัวกะทิ!! หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองการค้า แต่เป็น 'เครื่องจักรคัดเด็กเก่ง' ของภาคใต้ เผยกลไกดูด 'ตัวท็อป' จากหลายจังหวัด หนุน 'เด็กหาดใหญ่’ สอบติดหมอ-วิศวะยกเมือง

เวลาพูดคำว่า “เด็กหาดใหญ่” ภาพที่ตามมามักไม่ใช่แค่เด็กใต้ธรรมดา แต่คือภาพของเด็กสายวิทย์โหด ๆ เด็กสอบติดหมอ-วิศวะ-กำเนิดวิทย์-มหิดลวิทย์ หรือไม่ก็เด็กที่คว้าโควตา-ทุนดังจากกรุงเทพฯ และต่างประเทศได้เป็นว่าเล่น  

คำถามคือ…นี่คือพรสวรรค์ของเมือง? หรือคือ “ระบบคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ที่เรามองข้ามไปนานแล้วกันแน่  

บทความนี้อยากชวนมองหาดใหญ่ให้ลึกกว่าป้าย “เมืองการค้า” แล้วลองมองเมืองนี้ในฐานะ “เครื่องจักรคัดเด็กเก่งของภาคใต้ตอนล่าง” ที่สะท้อนทั้งโอกาส และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในเวลาเดียวกัน  

หาดใหญ่: เมืองเดียวแต่ดึง “ตัวท็อป” จากหลายจังหวัด

หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา แต่กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคใต้ตอนล่างโดยพฤตินัยมานานแล้ว  

ลองไล่ชื่อดูเล่น ๆ หาดใหญ่วิทยาลัย-แสงทองวิทยา-ธิดานุเคราะห์-โรงเรียนเอกชน-สองภาษา-อินเตอร์อีกจำนวนหนึ่ง  

สำหรับเด็กและผู้ปกครองจาก พัทลุง สงขลาอำเภอรอบนอก ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล  ชื่อเหล่านี้ไม่ต่างจาก “แบรนด์การศึกษา” ที่หมายถึงโอกาสในอนาคต  

ผลคือ เด็กจำนวนไม่น้อย ไม่ได้โตในหาดใหญ่ตั้งแต่เกิด แต่ย้ายมา “ปักหลัก” ที่หาดใหญ่เพื่อเข้าโรงเรียน ม.ต้น-ม.ปลายโดยเฉพาะ  

พอเด็กหัวกะทิจากหลายจังหวัดไหลมารวมกันในเมืองเดียว คำว่า “เด็กหาดใหญ่” จึงไม่ได้แปลว่า “เด็กที่เกิดในหาดใหญ่” เท่านั้น  แต่หมายถึงเด็กเก่งจากทั้งภาคใต้ตอนล่าง ที่มาใช้ชื่อเมืองนี้เป็นป้ายหน้าอกไปโดยปริยาย  

พูดอีกแบบคือ หาดใหญ่กลายเป็น “สนามคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ไม่ใช่เพราะคนหาดใหญ่เกิดมาเก่งกว่าคนอื่น แต่เพราะทั้งระบบ “ดึงเด็กเก่งจากรอบทิศ” เข้ามาอยู่ในรหัสไปรษณีย์เดียวกัน  

ห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ: การคัดเด็กตั้งแต่ประตูโรงเรียน

เมื่อเด็กจากหลายจังหวัดอยากเข้ามาเรียนในเมืองเดียว ประตูโรงเรียนหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “รับตามเขตพื้นที่”  

แต่คือการ “สอบคัดเลือก” ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะห้องเรียนพิเศษที่กลายเป็นสนามแข่งขันเต็มตัว - ห้องวิทย์-คณิต พิเศษ-โครงการห้องเรียนความสามารถพิเศษ (SMA/SMT ฯลฯ)-ห้องเรียนภาษาอังกฤษ EP/MEP-โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย/สถาบันวิทยาศาสตร์  

เด็กจำนวนมากเริ่มติวเข้มตั้งแต่ ป.6 ไม่ใช่เพื่อเข้า “มัธยมไหนก็ได้” แต่เพื่อให้ติด “ห้องพิเศษ” ในโรงเรียนเป้าหมายที่หาดใหญ่เท่านั้น  

ดังนั้น ภาพที่เราเห็นว่า “เด็กหาดใหญ่สอบติดแพทย์-วิศวะ-กำเนิดวิทย์ เป็นสิบ ๆ คนทุกปี” จริง ๆ แล้วคือผลตรง ๆ ของระบบที่:  

1) คัดเด็กเก่งรอบแรก ตอนสอบเข้าเมือง  
2) คัดรอบสอง ตอนเข้าสายพิเศษ / ห้องพิเศษ  
3) คัดรอบสาม ผ่านสนามสอบแข่งขัน-โอลิมปิก-ทุนต่าง ๆ  

ท้ายสุด เด็กที่หลุดออกมาปลายทาง จึงดูเหมือน “เด็กหาดใหญ่โหดทั้งเมือง”  
แต่ความจริงคือ เรากำลังมอง “ยอดพีระมิด” ของทั้งภาค ที่ถูกย้ายมาอยู่ในหาดใหญ่ต่างหาก  

เมืองกวดวิชา: วัฒนธรรม “ชีวิตคือสนามสอบ”

ถ้าเดินในหาดใหญ่ช่วงเย็นวันธรรมดาหรือสุดสัปดาห์ เราแทบจะเห็นป้าย-ติวเข้า ม.1 / ม.4 โรงเรียนดัง-ติวสอบโอลิมปิกวิชาการ, สอวน., สสวท., กำเนิดวิทย์, มหิดลวิทย์-ติวเข้ามหาวิทยาลัย กสพท. / TCAS / Portfolio  

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “เมืองศูนย์การค้า” แต่ยังเป็น “เมืองกวดวิชา” ด้วยในเวลาเดียวกัน  
วัฒนธรรมของเด็กจำนวนไม่น้อยในเมืองนี้คือ-เรียนเช้า-บ่ายที่โรงเรียน-เย็นต่อด้วยกวดวิชา-เสาร์-อาทิตย์คือวัน “ไปติว” ไม่ต่างจากคนเมืองอื่นไปห้าง  

สนามสอบจึงไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด แต่เป็น “อากาศที่หายใจอยู่ทุกวัน” ของเด็กกลุ่มหนึ่งในหาดใหญ่  
เมื่อบวกเข้ากับระบบห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ มันจึงยิ่งตอกย้ำภาพว่า “เด็กหาดใหญ่ = เด็กสายสอบแข่งขัน”  

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เด็กหาดใหญ่ก็มีทุกแบบ ทั้งสายศิลป์-สายอาชีพ-สายทำมาหากิน เพียงแต่แสงสปอร์ตไลต์มักไปตกอยู่บน “เด็กที่ชนะเกมการสอบ” เสมอ  

พ่อค้า-แม่ค้า-คนทำธุรกิจ: รุ่นพ่อเหนื่อย…รุ่นลูกต้องไปให้ไกลกว่าเดิม

อีกมิติที่ทำให้เรื่องเรียน “ซีเรียส” เป็นพิเศษในหาดใหญ่  คือโครงสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยพ่อค้า-แม่ค้า-เจ้าของกิจการ-คนทำธุรกิจข้ามแดน  

เด็กหาดใหญ่จำนวนมากโตมาในบ้านที่พ่อแม่ตื่นเช้ามาก เปิดร้านก่อนฟ้าสาง ทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์แทบไม่มีวันหยุด รายได้ผันผวนตามเศรษฐกิจ-การเมือง-ค่าเงิน-การท่องเที่ยว

ภาพแบบนี้สอนโดยไม่ต้องพูดว่า “ถ้าลูกไม่อยากเหนื่อยแบบพ่อแม่…ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือ ตั้งใจเรียน”  

ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจึงยอมส่งลูกจากต่างจังหวัดมาเรียนในหาดใหญ่ ยอมจ่ายค่าเทอม-ค่ากวดวิชา-ค่าหอพัก ยอมลงทุนทุกอย่าง เพื่อให้ลูกได้ “ตั๋วออกจากวงจรชีวิตที่ตัวเองเหนื่อยอยู่”  

ผลคือความคาดหวังต่อ “การศึกษา” ในหาดใหญ่ ถูกยกระดับขึ้นไปเป็น “เดิมพันชีวิตทั้งครอบครัว”  

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นเด็กหาดใหญ่มากมาย ผลักตัวเองไปถึงหมอ-วิศวะ-บัญชี-อินเตอร์-ทุนต่างประเทศ พร้อมน้ำเสียงของพ่อแม่ที่พูดเบา ๆ ว่า “ตั้งใจเรียนเถอะลูก จะได้ไม่ต้องลำบากแบบเรา”  

แต่อีกด้านหนึ่ง: เมืองที่เก่ง ก็อาจซ่อน “ความเหลื่อมล้ำ” ไว้มากเช่นกัน

การที่เมืองหนึ่งมีภาพจำว่า “เด็กเรียนเก่ง” ถ้าเรามองด้านเดียวก็เหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจทั้งหมด  
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกนิด หาดใหญ่ก็ทำให้เราเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาชัดขึ้นเหมือนกัน  

-เด็กที่เข้าถึงโรงเรียนท็อป-ห้องพิเศษ-กวดวิชา กับ เด็กที่หลุดออกจากระบบตรงนี้ตั้งแต่ประตูบ้าน  
-ครอบครัวที่มีเงินส่งลูกเข้าเมือง-เข้าโรงเรียนดัง กับ ครอบครัวที่ต้องให้ลูกเรียนใกล้บ้าน เพราะแค่ “อยู่ให้ครบเดือน” ก็ลำบากแล้ว  

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไทยคือ 

ถ้าเรายอมรับว่าหาดใหญ่คือ “สนามคัดหัวกะทิภาคใต้” จริง เราพอใจแค่ไหนกับภาพที่เด็กเก่งจากบางครอบครัวถูกดันขึ้นไปได้ ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากในจังหวัดรอบนอก กลายเป็น “คนดูอยู่ข้างสนาม” มากกว่าจะได้ลงแข่ง  

ฮ่องกงรวบผู้ต้องสงสัย ต้นเหตุทำไฟไหม้ตึกสูงกลางเมือง ยอดดับพุ่งอย่างน้อย 44 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน รัฐสั่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยอาคาร

(27 พ.ย. 68) จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในโครงการที่อยู่อาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ย่านไทโป เขตนิวเทร์ริทอรีส์ ของฮ่องกง เมื่อช่วงบ่ายวันพุธตามเวลาท้องถิ่น เปลวไฟลุกลามจากอาคารหนึ่งไปยังอีกหลายอาคารในโครงการเดียวกัน ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากต้องหนีตายออกจากตึก ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังควบคุมเพลิงตลอดทั้งคืน
.
ล่าสุดช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา จอห์น ลี (John Lee) ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แถลงว่า ขณะนี้เพลิงในอาคารทั้ง 3 แห่งดับลงแล้ว ส่วนอีก 4 แห่งยังเห็นเป็นจุดไฟประปรายเท่านั้น สถานการณ์โดยรวมเริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ตัวเลขความสูญเสียยังคงน่าเป็นห่วง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ราย และยังมีผู้สูญหาย 279 คน
.
นอกจากนี้ นายลี ระบุว่า ยังคงมีผู้บาดเจ็บ 29 คนที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล โดย 7 รายมีอาการสาหัส พร้อมย้ำว่าเขารู้สึกเสียใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมทรัพยากรเต็มที่ ทั้งการดับเพลิง การช่วยอพยพผู้อยู่อาศัย การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ และการช่วยเหลือเยียวยาด้านจิตใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย
.
ด้านกรมดับเพลิงฮ่องกงเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกเมื่อวันวันพุธที่ 26 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 14.51 น. ก่อนจะยกระดับเป็นไฟไหม้รุนแรงระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด โดยในช่วงเวลาประมาณ 18.22 น. เปลวไฟรุนแรงและลุกลามเร็วไปทั่วทั้งตึก ซึ่งหว่องฝุกคอร์ทมีอาคารที่อยู่อาศัยทั้งหมด 8 อาคาร ความจุ 2,000 ห้อง และไฟได้ลุกลามจากต้นเพลิงไปถึง 7 อาคาร 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top