ความภูมิใจจอมปลอม!! ถึงเวลาที่คนไทยต้องเปลี่ยน Mindset ทิ้งความคิด 'คนเก่งเอาตัวรอดคนเดียว' ผลักดันสร้าง 'สังคมที่ไม่ยอมให้รัฐอ่อนแอ' หลังคนส่วนใหญ่มอง ‘รัฐไทยไร้น้ำยา’
เวลาเราบอกกันเล่น ๆ ว่า “อยู่เมืองไทยต้องพึ่งตัวเอง อย่าไปหวังจากรัฐมาก”
ฟังดูเหมือนประโยคปลอบใจ แต่ถ้าซูมออกมาดูดี ๆ มันคือ “คำวินิจฉัย” ว่า
เราอยู่ในประเทศที่รัฐบาลไม่เข้มแข็งมานานแล้ว
จนคนธรรมดาเริ่มเชื่อว่า การเอาตัวรอดคนเดียว คือทางรอดมาตรฐานของชีวิต
คำถามคือ…
ประเทศที่คนเก่งเอาตัวรอด แต่รัฐอ่อนแอแบบเรานี้
สุดท้ายใครจะเป็นคนจ่าย “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” กันแน่?
รัฐที่หายไปจากชีวิตประจำวัน
ลองไล่ดูชีวิตคนไทยธรรมดา ๆ สักคนตั้งแต่เช้าถึงค่ำ
- รถติดจนเสียเวลาชีวิตวันละ 2–3 ชั่วโมง แต่ระบบขนส่งมวลชนก็ยังไม่เชื่อมกันดี
- น้ำท่วมซ้ำ ๆ พื้นที่เดิมทุกปี แต่แผนระยะยาวแก้น้ำท่วมทั้งเมืองไม่คืบ
- รพ.รัฐคนล้นคิวแน่น จนใครที่มีแรง มีเงิน จะพยายามหนีไปเอกชนให้ได้
- การศึกษาลูก ถ้ามีเงินจะหาทางไปเอกชน/อินเตอร์ ถ้าไม่มีต้อง “ลุ้นดวง” กับระบบเดิม
ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมอันเดียวกัน คือ
ภาพของรัฐในความรู้สึกคนธรรมดา “จางลงเรื่อย ๆ”
ไม่ใช่ว่ารัฐไม่มี… แต่คือรัฐอยู่ไกลเกินกว่าจะรู้สึกว่า “รัฐนี่แหละคือที่พึ่งหลักในชีวิต”
เมื่อรัฐอ่อน คนเลยเก่ง “เอาตัวรอด” กันทั้งประเทศ
พอรัฐไม่แข็งแรง ไม่ชัดเจน คนไทยเลยพัฒนาทักษะอีกแบบขึ้นมาแทน นั่นคือ…
ศิลปะการเอาตัวรอด ในประเทศที่ระบบไม่ค่อยช่วยเราเท่าไหร่
เราคุ้นเคยกับรูปแบบชีวิตแบบนี้มาก:
- พึ่งเครือญาติและเพื่อนฝูง
ติดขัดอะไร ขอให้มี “คนรู้จัก” สักคนในหน่วยงาน/องค์กรนั้น เรื่องก็เดินได้
- ใช้ช่องทางลัดแทนช่องทางปกติ
เอกสารบางอย่าง “ยื่นปกติ” เจอคำว่า รอหลายเดือน
แต่ถ้ามีคนช่วยกระซิบ “ทางลัด” ทุกอย่างกลับเร็วอย่างน่าแปลกใจ
- ทำงานเสริมหลายอย่าง เผื่ออนาคตจะไม่ปลอดภัย
เพราะไม่มีใครเชื่อว่าระบบสวัสดิการจะดูแลเราได้จริงตอนแก่
คนหนุ่มสาวยุคนี้เลยต้องหาเงินให้มากที่สุด เก็บเอง ประกันเอง ลงทุนเอง
ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจ —
คนไทยเก่ง ปรับตัวไว สู้ชีวิต ไม่งอมืองอเท้า
แต่คำถามคือ…
ถ้าคนต้องเอาตัวรอดเก่งขนาดนี้ แปลว่าระบบที่ควรช่วยเรามันหายไปอยู่ตรงไหน?
ข้อดีของ “สังคมเอาตัวรอดเก่ง”
เพื่อให้ยุติธรรมกับความจริงก่อน เราต้องยอมรับว่า “รัฐไม่เข้มแข็ง” ก็มีผลด้านหนึ่งที่ทำให้คนไทยโตขึ้นในแบบพิเศษ:
1. เราเป็นชาติที่ปรับตัวไวมาก
เศรษฐกิจเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน คนไทยจำนวนมากพร้อมโดดไปทำอาชีพใหม่ได้ในเวลาไม่นาน
จากขายของตลาดนัด → ไลฟ์สดขายของ → ทำคอนเทนต์สั้น
จากฟรีแลนซ์ตัวคนเดียว → เปิดเอเจนซี่เล็ก ๆ → รับงานต่างประเทศ
2. เรามีเครือข่ายไม่เป็นทางการที่แข็งแรง
ครอบครัว เพื่อนสมัยเรียน รุ่นพี่รุ่นน้อง สมาคมต่าง ๆ
กลายเป็น “Social Safety Net” แบบไม่เป็นทางการที่ช่วยกันยามเดือดร้อน
3. เราคิดเก่ง เรื่อง “ช่องทางใหม่” มากกว่ารอ “ระบบเดิม”
.
เราไม่ค่อยเชื่อว่า “ทำเรื่องตามระบบแล้วจะจบ”
เราเลยเก่งในการหาเลาะขอบ หาทางเลือกอื่น สร้างโอกาสใหม่ ๆ เอง
ทั้งหมดนี้ทำให้คนไทยรอดจากสถานการณ์ยาก ๆ มาหลายรอบ
แต่…
ข้อเสียของสังคมที่เก่งเอาตัวรอด แต่ไม่เก่งเปลี่ยน “ระบบ”
ทุกครั้งที่เราพูดว่า
“ช่างมันเถอะ เดี๋ยวหาทางกันเองได้แหละ”
มันมี ผลข้างเคียง ทางสังคมที่เราไม่ค่อยพูดถึง:
1. ปัญหาโครงสร้างไม่เคยถูกแก้จริง
คนที่มีความสามารถ มองเห็นปัญหา รู้ว่าระบบมันบิด ๆ เบี้ยว ๆ
แทนที่จะรวมตัวกันเพื่อไปเปลี่ยนระบบ
หลายคนเลือกทางที่เร็วกว่า—“ออกมาอยู่ข้างนอกระบบแล้วเอาตัวเองให้รอดดีกว่า”
สุดท้าย…
- ระบบเดิมที่ไม่เวิร์ก ก็อยู่ต่อ
- คนที่น่าจะเป็นพลังเปลี่ยนประเทศ กลับใช้พลังไปกับการหนีออกจากระบบนั้นแทน
2. ความเหลื่อมล้ำยิ่งลึก เพราะช่องทางรอดไม่เท่ากัน
การเอาตัวรอดเก่ง ก็ยังต้องมี “ต้นทุนเริ่มต้น”
- ใครมีคอนเนคชั่นดีกว่า ก็มีทางลัดมากกว่า
- ใครมีทุนมากกว่า ก็มีสิทธิ์เลือกโรงเรียน โรงพยาบาล ทำธุรกิจ ได้มากกว่า
- ใครเกิดในพื้นที่ที่โอกาสเยอะ ก็เริ่มต้นวิ่งก่อนคนอื่นไปหลายก้าว
ในประเทศที่รัฐไม่เข้มแข็ง
คนที่รวยกว่า ไม่ได้แค่ใช้เงินมากกว่า
แต่ใช้ “ช่องทาง” ได้มากกว่า
นั่นหมายความว่า “ช่องว่างระหว่างคนที่มีทางรอด กับคนที่ไม่มีทางรอด” กว้างขึ้นเรื่อย ๆ
3. คนรุ่นใหม่ต้องแบก “ต้นทุนในอนาคต” แทนคนรุ่นก่อน
ปัญหาที่รัฐไม่กล้าแก้จริงจังในวันนี้
จะถูกผลักไปเป็น “ภาระ” ของคนรุ่นใหม่ในอนาคต
- หนี้สาธารณะ
- ระบบบำนาญ สวัสดิการผู้สูงอายุ
- ระบบภาษีที่ไม่ยุติธรรม
- การศึกษาที่ไม่ทันโลก แต่เด็กต้องแข่งขันในสนามโลกอยู่ดี
พูดง่าย ๆ คือ
เราเกิดในประเทศที่รัฐไม่เข้มแข็งมานาน
แต่เราอาจเป็นรุ่นที่ต้องจ่ายค่าเสียโอกาสให้กับความไม่เข้มแข็งนั้น
เรามีส่วนทำให้ “รัฐไม่ต้องเข้มแข็ง” ด้วยไหม?
อีกมุมหนึ่งที่ต้องกล้าถามตรง ๆ คือ
ในฐานะประชาชน เราเองก็ “เคยชิน” กับรัฐไม่เข้มแข็งไปแล้วหรือเปล่า?
- เวลาเกิดปัญหา เราหาทางรอดส่วนตัวก่อนเสมอ
มากกว่าจะรวมตัวกันตั้งคำถามว่า “ระบบควรเปลี่ยนยังไง”
- เวลาเลือกตั้ง เราอยากได้มาตรการสั้น ๆ ที่ช่วยเราเร็ว ๆ
มากกว่าแผนปฏิรูปโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาและ “เจ็บตัว”
- เวลาเห็นใครพยายามชนระบบ เรามักบอกเขาในใจว่า
“สู้ไปก็เท่านั้น เดี๋ยวก็เงียบ”
พอทุกคนคิดแบบนี้
รัฐก็ยิ่งไม่มีแรงกดดันให้ “ต้อง” เข้มแข็งขึ้น
เพราะต่อให้รัฐทำงานไม่ดีเท่าไหร่
ประชาชนก็จะหาทางรอดกันเองอยู่ดี
เราจะอยู่แบบ “ดิ้นเดี่ยว” ต่อไปอีกกี่ปี?
ถ้าเรามองความสามารถในการเอาตัวรอดของคนไทยเป็น “ทักษะเฉพาะชาติ”
มันน่าภูมิใจอยู่
แต่ในระยะยาว
เราจะสร้างประเทศบนทักษะ “ดิ้นเดี่ยว” ไปได้อีกกี่สิบปี
โดยไม่คิดถึงการสร้าง “ระบบร่วมแรง” ที่ทำให้คนธรรมดาอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี?
คำถามที่น่าจะเริ่มถามกันให้ดังขึ้นในสังคมคือ
- เราจะทำยังไงให้ “การรวมตัวกันเรียกร้องระบบที่ดีกว่า”
เป็นเรื่องปกติพอ ๆ กับ “การหาทางลัดให้ตัวเองรอด”
- เราจะทำให้คนเก่ง คนมีพลัง รู้สึกว่า
การเข้าไปรื้อระบบไม่ใช่แค่ “เหนื่อยเปล่า” แต่เป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต” ได้ยังไง
- เราจะสื่อสารกันอย่างไร
ให้คนรุ่นต่อไปไม่โตมาแค่กับสูตรสำเร็จแบบ
“ทำไงก็ได้ ให้ตัวเองรอดพอ”
แต่มีอีกชุดความคิดว่า
“ทำยังไงให้ทั้งระบบดีขึ้น จนคนที่อ่อนแอกว่าเราก็รอดได้เหมือนกัน”
จากประเทศที่รัฐไม่เข้มแข็ง… สู่ประเทศที่คนไม่ยอมให้รัฐอ่อนแออีกต่อไป
เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า
ไทยไม่ได้จะกลายเป็นประเทศที่มี “รัฐบาลเข้มแข็ง ถูกใจทุกคน” ในเร็ว ๆ นี้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้ เริ่มได้เลย คือท่าทีของคนในประเทศ
- จากคนที่เก่งเอาตัวรอดคนเดียว
→ เป็นคนที่เก่งรวมตัวกันเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า
- จากคนที่ชินกับการบอกว่า “ช่างมัน เดี๋ยวก็มีทางของเราเองแหละ”
→ เป็นคนที่ถามว่า “แล้วคนที่ไม่มีทางเลยล่ะ เขาจะอยู่ยังไง”
เราอาจยังต้องอยู่ในประเทศที่รัฐบาลไม่เข้มแข็งไปอีกสักพักใหญ่
แต่เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศที่ “คนในชาติไม่เคยลองทำให้รัฐเข้มแข็งขึ้นเลย”
สุดท้ายแล้ว อนาคตไม่ได้อยู่ในมือรัฐบาลอย่างเดียว แต่อยู่ในมือของคนทั้งประเทศด้วย
คำถามที่สำคัญที่สุดจึงอาจไม่ใช่แค่ “เมื่อไหร่เราจะได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง”
แต่คือ
“เมื่อไหร่เราจะเป็นสังคมที่ไม่ยอมให้รัฐอ่อนแอได้อีกต่อไป”
ซึ่งคำตอบ…
เริ่มจาก “วันนี้” และ “ตัวเราเอง” ก่อนใครทั้งหมด










