Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

'เอกนิติ' ร่วมหารือเศรษฐกิจ รมว.คลังจีนที่วอชิงตัน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติโลก เน้นร่วมมือ EV, AI, และเศรษฐกิจเขียว จีนเน้นลงทุนเทคโนโลยีในอาเซียน

รองนายกฯ ‘เอกนิติ’ ร่วมหารือ รมว. คลังจีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว

นอกจากนั้น จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะยังคงเน้นไปทีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279055374414078&id=100069288816651&rdid=c6PfEBjmjY5Nsnft#

‘เอกนิติ’ กระชับร่วมมือเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น หารือในวอชิงตัน เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ยกระดับผลิตภาพ พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว

"เอกนิติ"กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Ms. Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงการมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279057937747155&id=100069288816651&rdid=t7Xw45zMiGQlDjGA#

กว่างตงลุยนวัตกรรม!! โชว์หุ่นยนต์ฝึกสารพัด มณฑลเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ขยายผลสู่สุขภาพ-การศึกษา-เมืองอัจฉริยะ เซินเจิ้น-กว่างโจวเป็นศูนย์กลางสำคัญ

กว่างโจว, ลัดเลาะเยี่ยมชมการฝึกสารพัดความสามารถให้หุ่นยนต์ เช่น เล่นหมากรุกจีน ตักป๊อปคอร์น เขียนพู่กันจีน จัดเรียงสิ่งของ ตลอดจนทำงานในสายการผลิต ที่ศูนย์ฝึกอบรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ระดับมณฑล และบริษัทแห่งอื่นๆ ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มณฑลกว่างตงได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อสำรวจและพัฒนา รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเมืองต่างๆ เช่น เซินเจิ้นและกว่างโจว

ปัจจุบันกว่างตงกำลังเร่งนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ในหลายภาคส่วน เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา การบริหารจัดการเมือง และอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่างๆ

ที่มา : Xinhua

โซลาร์เซลล์เปลี่ยนชีวิต!! Bloomberg ชี้ศักยภาพโซลาร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย ชี้โครงสร้างติดขัดหลายชั้นทำชะงัก ศรีแสงธรรมสอนพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน หากปลดล็อกคนไทยจะรวยขึ้น

Bloomberg บอกว่าคนไทยจะรวยเพราะโซล่าร์เซลล์

ภาพความจริงที่ "เจ็บปวดแต่จำเป็น" ต้องพูดถึง ในขณะที่ Bloomberg มองจากหอคอยเศรษฐศาสตร์มหภาค เห็นตัวเลขศักยภาพและต้นทุนที่ลดลงจนน่าตื่นเต้น แต่ในระดับจุลภาคหรือ "หลังคาบ้านคนไทย" กลับมีกำแพงโครงสร้างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่หลายชั้น

"โรงเรียนศรีแสงธรรม" (หรือโรงเรียนเสียดายแดด) และ พระปัญญาวชิรโมลี เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังมาก เพราะที่นี่คือ "แซนด์บ็อกซ์ของจริง" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าปลดล็อกข้อจำกัดได้ โซลาร์เซลล์จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ขนาดไหน “ศรีแสงธรรมโมเดล” คือจิ๊กซอว์ที่ขาดไปในบทวิเคราะห์ของ Bloomberg:

1. การเปลี่ยน "ผู้บริโภค" เป็น "ผู้ผลิต" (Prosumer)
ในขณะที่รัฐไทยยังติดอยู่กับระบบ Single Buyer  แต่โรงเรียนศรีแสงธรรมพิสูจน์ให้เห็นว่า "การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน" (Energy Autonomy) ทำได้จริง การที่โรงเรียนผลิตไฟใช้เองจนเหลือ แล้วนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เช่น รถไฟฟ้า ชุดนอนนา หรือ Smart Farm คือการดึงมูลค่าของโซลาร์เซลล์มาใส่มือประชาชนโดยตรง ไม่ต้องรอส่วนแบ่งจากกลุ่มทุน

2. เทคโนโลยีที่ "จับต้องได้" และ "ซ่อมบำรุงเองได้"
ปัญหาขยะโซลาร์ (ปัญหาที่ 6) และการผูกขาดเทคโนโลยีจะเบาบางลง หากเราใช้โมเดลการศึกษาแบบศรีแสงธรรม ที่สอนให้ชาวบ้านและนักเรียนประกอบแผง ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเอง การสร้าง "ช่างชุมชน" จะทำให้โซลาร์เซลล์ไม่ใช่เครื่องจักรราคาแพงที่ต้องรอประกันจากบริษัทใหญ่ แต่เป็นอุปกรณ์การเกษตรที่ชาวบ้านดูแลเองได้เหมือนรถไถนา

3. Direct PPA สำหรับ "คนตัวเล็ก"
เรื่อง Direct PPA ที่เอื้อ Data Center (2,000 MW) แต่ถ้าเราขยายแนวคิดจาก "วัดและโรงเรียน" ไปสู่ "สหกรณ์พลังงานชุมชน" โดยใช้กฎหมายที่เปิดช่องให้ชุมชนขายไฟกันเองได้โดยไม่ต้องผ่านสายส่งหลักในราคาที่ถูกกดขี่ นั่นคือจุดที่ "คนไทยจะรวยขึ้น" อย่างแท้จริง

4. พลังงานคือ "สวัสดิการ" ไม่ใช่ "สินค้ากำไรสูงสุด"
วิกฤตการณ์น้ำมันช่วงมีนาคม 2026 ที่ยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่ารัฐมองพลังงานเป็นภาระงบประมาณที่ต้องผลักให้ประชาชน แต่โมเดลศรีแสงธรรมมองพลังงานเป็น "เครื่องมือกู้ชีพ" การมีโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและชุมชนคือ "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่ง แต่ตู้เย็นในบ้านเกษตรกรยังทำงานได้ และเครื่องสูบน้ำยังเดินต่อได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม
บทสรุปที่ควรจะเป็น
หากรัฐบาลไทยในปี 2026 ต้องการให้คำทำนายของ Bloomberg เป็นจริงสำหรับ "ทุกคน" ไม่ใช่แค่ "ผู้ถือหุ้น" รัฐต้องเลิกมองโซลาร์เซลล์เป็นแค่ตัวเลขกิกะวัตต์ในแผน PDP แต่ต้องมองเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" :

• ปลดล็อก Net Metering: ให้ประชาชนหักลบหน่วยไฟฟ้าได้แบบ 1:1 (ไม่ใช่ขายคืนในราคาถูกแต่ซื้อคืนในราคาแพง)
• กระจายอำนาจการจัดการ: ใช้โมเดลโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบในการสร้าง "ศูนย์เรียนรู้พลังงานชุมชน" ทั่วประเทศ
• แก้ไขสัญญา Take-or-Pay: เพื่อหยุดการจ่ายค่าโง่ให้โรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ได้เดินเครื่อง แล้วเอาเงินนั้นมาสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์ดอกเบี้ยต่ำให้ครัวเรือน
"ถ้าแสงแดดเป็นของฟรี แต่เครื่องมือเก็บแสงยังโดนผูกขาด ความรวยที่ Bloomberg บอก ก็เป็นเพียงเมฆหมอกที่คนไทยมองเห็นแต่สัมผัสไม่ได้"

ที่มา : https://www.facebook.com/100003202213034/posts/26898714419818601/?rdid=wAaAqeSBikyCoxGw#

19 เมษายน 2509 ‘ในหลวง ร.9’ ทรงแล่นเรือใบ “เวคา” ข้ามอ่าวไทย พระองค์ทรงเรือใบด้วยลำพังตลอด 17 ชั่วโมงเต็ม แสดงพระวิริยะอุตสาหะและความอดทนเหนือชั้น เป็นต้นแบบของกีฬาเรือใบไทยและแรงบันดาลใจ

19 เมษายน พ.ศ. 2509 ‘ในหลวง ร.9’ ทรงแล่นเรือใบ ‘เวคา’ ด้วยลำพังพระองค์เอง ข้ามอ่าวไทยสู่หาดเตยงาม พระราชกรณียกิจแห่งความเพียรและพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบ

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงแล่นเรือใบประเภทโอเคนามว่า “เวคา” จาก พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้ามอ่าวไทยไปยัง อ่าวนาวิกโยธิน หาดเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ด้วยลำพังพระองค์เอง โดยทรงออกเดินทางเวลา 04.28 น. และเสด็จถึงฝั่งเวลา 21.28 น. รวมใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมง ตลอดระยะทาง 60 ไมล์ทะเล หรือราว 111 กิโลเมตร

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางกีฬา หากยังเป็นภาพสะท้อนพระวิริยะอุตสาหะ พระราชหฤทัยอันแน่วแน่ และพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบของรัชกาลที่ 9 อย่างชัดเจน เพราะการแล่นเรือใบเดี่ยวข้ามอ่าวไทยในทะเลเปิดเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความแม่นยำในการอ่านลมและคลื่น ความแข็งแรงของพระวรกาย และความอดทนอย่างสูงยิ่ง

เรือใบ “เวคา” ที่พระองค์ทรงใช้ในครั้งนั้น เป็นเรือใบประเภท OK dinghy ขนาดประมาณ 13 ฟุต ซึ่งเป็นเรือใบขนาดเล็กและต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา กองทัพเรือระบุว่า พระองค์ทรงเรือใบเพียงลำพัง โดยมีเรือตามเสด็จเพียง 3 ลำเท่านั้น คือเรือของ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เรือของ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช และเรือของ พลเรือโท สนอง นิสาลักษณ์ สะท้อนว่าหัวใจหลักของภารกิจครั้งนี้คือการทรงควบคุมเรือด้วยพระองค์เองตลอดเส้นทาง

ความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ เส้นทางจากหัวหินสู่สัตหีบไม่ใช่การแล่นเรือในอ่าวปิดหรือการซ้อมใกล้ฝั่ง แต่เป็นการข้ามอ่าวไทยจริงในสภาพทะเลจริง ต้องเผชิญทั้งคลื่น ลม แดด และความแปรปรวนของสภาพอากาศตลอดทั้งวัน เว็บไซต์กองทัพเรือย้ำว่า พระราชกรณียกิจครั้งนี้เป็นแบบอย่างของ ความเพียร ความอดทน และความมุ่งมั่น ที่ประชาชนควรน้อมนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่สื่อร่วมสมัยและบทความรำลึกต่างยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่แสดงพระปรีชาสามารถด้านกีฬาเรือใบได้เด่นชัดที่สุดครั้งหนึ่งของพระองค์

รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านกีฬาเรือใบมาอย่างยาวนาน พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยกีฬาเรือใบอย่างจริงจัง ทรงออกแบบและต่อเรือเองหลายลำ และทรงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวงการเรือใบไทยในระดับประเทศและนานาชาติ เหตุการณ์วันที่ 19 เมษายน 2509 จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลจากพระราชประสบการณ์และพระราชวิริยะอันต่อเนื่องในกีฬาประเภทนี้ จนพระองค์ได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็น “ราชานักกีฬาเรือใบ” ของไทย

ปลายทางของการเสด็จครั้งนั้นคือ อ่าวนาวิกโยธิน หาดเตยงาม ในพื้นที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สัตหีบ ซึ่งทำให้เหตุการณ์นี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมากต่อกองทัพเรือไทย หลังเสด็จถึงฝั่ง พระองค์ยังทรงนำ ธงราชนาวิกโยธิน ไปปักไว้เหนือยอดก้อนหินบริเวณชายหาดแห่งนั้น กองทัพเรือมองว่าเป็นเหตุการณ์ทรงเกียรติและเป็นหลักฐานแห่งพระวิริยอุตสาหะที่ควรค่าแก่การจดจำสืบไป

ในแง่ประวัติศาสตร์กีฬา เหตุการณ์นี้ยังกลายเป็นต้นแบบของกิจกรรมเรือใบข้ามอ่าวไทยในเวลาต่อมา กองทัพเรือและสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้นำเส้นทางนี้กลับมาจัดเป็นการแข่งขันและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง รวมถึงมหกรรมกีฬาเรือใบเฉลิมพระเกียรติในปี 2567 ซึ่งระบุชัดว่าจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการที่รัชกาลที่ 9 ทรงแล่นใบจากหัวหินมายังอ่าวนาวิกโยธินเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2509

เมื่อมองให้ลึกกว่าความสำเร็จเชิงกีฬา การทรงเรือใบข้ามอ่าวไทยครั้งนี้ยังสะท้อนพระราชลักษณะสำคัญของรัชกาลที่ 9 คือการทรงลงมือปฏิบัติจริงด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาประเทศ งานด้านวิทยาศาสตร์ การชลประทาน ดนตรี หรือกีฬา พระองค์ทรงแสดงให้เห็นเสมอว่า ความรู้ ความชำนาญ และความสำเร็จเกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและความเพียรที่ไม่ย่อท้อ เหตุการณ์ “เวคา” จึงกลายเป็นมากกว่าความทรงจำของคนรักเรือใบ แต่เป็นบทเรียนแห่งความพยายามที่จับต้องได้จริงในประวัติศาสตร์ไทย

ดังนั้น วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในพระราชประวัติของรัชกาลที่ 9 แต่เป็นวันแห่งพระเกียรติยศ ที่คนไทยได้ประจักษ์ชัดถึงพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบและพระวิริยะอันหาตัวจับยากของพระองค์ การทรงแล่นเรือใบ “เวคา” ข้ามอ่าวไทยด้วยลำพังพระองค์เองตลอด 17 ชั่วโมง จากหัวหินสู่หาดเตยงาม จึงยังคงเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลัง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยระลึกถึงความหมายของความมุ่งมั่น ความอดทน และการไปให้ถึงเป้าหมายด้วยกำลังของตนเองเสมอ

ที่มา : https://www.navy.mi.th/kookzcwxgtzb?

18 เมษายน 2498 การจากไปของชายผู้ทำให้เวลา และอวกาศไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

18 เมษายน พ.ศ. 2498 การจากไปของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ อัจฉริยะผู้เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ต่อจักรวาล

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 คือวันที่โลกต้องสูญเสีย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เขาถึงแก่อสัญกรรมที่เมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ขณะมีอายุ 76 ปี และได้รับการจดจำในฐานะนักฟิสิกส์ผู้เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์มอง เวลา อวกาศ พลังงาน และจักรวาล ไปตลอดกาล

การจากไปของไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเสียชีวิตของนักวิชาการคนหนึ่ง แต่เป็นการสิ้นสุดชีวิตของบุคคลที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า “อัจฉริยะ” ในโลกสมัยใหม่ ชื่อของเขาไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนวิชาฟิสิกส์หรือในตำราวิทยาศาสตร์ แต่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยม ในประวัติศาสตร์ความคิด และในภาพจำของคนทั้งโลกในฐานะผู้มีสมองอันล้ำลึกเกินยุคสมัย

ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1879 ที่เมืองอูล์ม ในเยอรมนี ก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไปจนถึงการอธิบายปรากฏการณ์สำคัญในโลกควอนตัม ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง แต่เป็นผู้สร้าง “ภาษาชุดใหม่” ให้แก่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วย
สิ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์กลายเป็นตำนานระดับโลก คือผลงานที่พลิกโฉมวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งเปลี่ยนความเข้าใจเดิมของมนุษย์เกี่ยวกับอวกาศ เวลา แรงโน้มถ่วง และโครงสร้างของจักรวาล ขณะเดียวกัน สมการ E = mc² ก็กลายเป็นหนึ่งในสมการที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะทำให้มนุษย์เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมวลกับพลังงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้คนทั่วไปมักจดจำไอน์สไตน์จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่รางวัลสูงสุดที่เขาได้รับคือ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 1921 กลับมาจากผลงานอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการอธิบาย กฎของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก โดยเว็บไซต์รางวัลโนเบลระบุชัดว่า เขาได้รับรางวัล “สำหรับคุณูปการต่อฟิสิกส์ทฤษฎี และโดยเฉพาะการค้นพบกฎของโฟโตอิเล็กทริก” ซึ่งเป็นผลงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาฟิสิกส์ควอนตัมในเวลาต่อมา

เหตุผลที่โลกยกย่องไอน์สไตน์เหนือกว่านักวิทยาศาสตร์ทั่วไป ไม่ได้อยู่แค่จำนวนทฤษฎีที่เขาคิดค้น แต่เป็นเพราะเขาเปลี่ยน “กรอบคิด” ของมนุษย์เสียใหม่ ก่อนหน้าเขา โลกฟิสิกส์ยังยึดโยงกับภาพจักรวาลแบบเดิมเป็นหลัก แต่หลังจากแนวคิดของไอน์สไตน์ได้รับการยืนยัน มนุษยชาติก็ต้องยอมรับว่าจักรวาลซับซ้อนกว่าที่เคยเชื่อไว้มาก และการรับรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับความจริงทางธรรมชาติจำเป็นต้องถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ไอน์สไตน์อาศัยอยู่ที่พรินซ์ตันและยังคงทำงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่องเกือบจนวาระสุดท้าย แหล่งข้อมูลหลายแห่งระบุตรงกันว่าเขาเสียชีวิตจาก ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองแตก หรือ abdominal aortic aneurysm เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1955 โดยแม้สุขภาพจะย่ำแย่ เขายังคงทำงานและครุ่นคิดต่อประเด็นทางวิทยาศาสตร์จนใกล้ช่วงสุดท้ายของชีวิต

การจากไปของเขาสะเทือนไปทั้งวงการวิทยาศาสตร์และสังคมโลก เพราะไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นเพียงนักคิดในเชิงทฤษฎี แต่ยังเป็นปัญญาชนสาธารณะที่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นใหญ่ของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม สันติภาพ ชาตินิยม ความรับผิดชอบของนักวิทยาศาสตร์ หรืออนาคตของอารยธรรมสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของเขาจึงมีความหมายเกินกว่าห้องทดลอง และกลายเป็นตัวแทนของพลังแห่งเหตุผลและมโนธรรมทางปัญญาในศตวรรษที่ 20

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 จึงไม่ใช่เพียงวันเสียชีวิตของบุคคลผู้มีชื่อเสียง หากแต่เป็นวันแห่งการจากไปของผู้ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจจักรวาลลึกขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ไอน์สไตน์ทำให้เราเห็นว่า ความคิดเพียงหนึ่งชุดสามารถเขย่าโลกทั้งใบได้ และทำให้คำว่า “อัจฉริยะ” มีภาพจำที่ชัดเจนขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษย์อย่างไม่มีใครปฏิเสธได้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Albert-Einstein?utm_source

ตลาดน้ำมันผันผวน!! ราคาน้ำมันแกว่งตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ ราคาขายปลีกดีเซลไทยต่ำกว่าอาเซียน ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซล วันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 17 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้าน ทั้งการที่สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมเข้าสู่การหารือรอบสองผ่านช่องทางปากีสถาน และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิง 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับขยายขอบเขตการปิดล้อมทางทะเลต่อเรืออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินหากการเจรจาไม่คืบหน้า สัญญาณที่ขัดแย้งกันนี้ส่งผลให้ตลาดพลังงานผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวาน (16 เม.ย. 69) จากความกังวลด้านอุปทาน ก่อนจะย่อตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ (17 เม.ย. 69) ตามกระแสข่าวการหยุดยิงและความหวังจากการเจรจารอบใหม่ ทั้งนี้ WTI เคลื่อนไหวในกรอบ 92.90 – 93.68 USD/บาร์เรล Brent อยู่ที่ 97.94 – 98.67 USD/บาร์เรล และ Dubai ทรงตัวที่ 105.51 USD/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ข้อตกลงสันติภาพอาจไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 24 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.71 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.47 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.65 - 86.98 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์            อยู่ที่ 49.89 – 117.65 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

อิหร่านเน้นสันติภาพ!! “กาลิบาฟ” ชี้สหรัฐฯ บ่อนทำลาย ปากีสถานหนุนหยุดยิงและเจรจา “เลบานอน” ร่วมข้อตกลงหยุดยิง ผู้นำอิหร่านเรียกร้องสันติภาพในเอเชียตะวันตก

เมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่าอิหร่านมุ่งมั่นสร้างสันติภาพและความมั่นคงในเอเชียตะวันตกอย่างสมบูรณ์ และกล่าวหาสหรัฐฯ กำลังบ่อนทำลายความพยายามดังกล่าวด้วยการผิดสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กาลิบาฟได้ประชุมกับอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ซึ่งเดินทางถึงกรุงเตหะรานเมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) และเป็นผู้นำคณะผู้แทนระดับสูงที่มีส่วนร่วมในความพยายามฟื้นฟูการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยกาลิบาฟเผยว่าผู้ที่เริ่มสงครามและกำลังหาทางหยุดมันในตอนนี้จะหยุดทำพฤติกรรมบั่นทอนความไว้วางใจอย่างแท้จริงผ่านการลงมือทำจริง

นอกจากนั้นกาลิบาฟชื่นชมความพยายามของปากีสถานในการช่วยให้เกิดการหยุดยิงและฟื้นฟูการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยการหยุดยิงในทุกพื้นที่ความขัดแย้งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการสงบศึกเบื้องต้น และเรียกร้องรัฐบาลปากีสถานในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ยเฝ้าติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ด้านมูนีร์แสดงความเข้าใจถึงความสำคัญของการหยุดยิงในเลบานอนและจะติดตามประเด็นนี้ต่อไป โดยเขาสั่งการตั้งแต่วันแรกที่เกิดสงครามสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมโจมตีอิหร่านว่าต้องไม่เกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงใดๆ ตามแนวชายแดนปากีสถาน-อิหร่าน

อนึ่ง ทาสนิม สำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) กาลิบาฟได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนาบิห์ เบอร์รี ประธานรัฐสภาเลบานอน และกล่าวว่าเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงฉบับครอบคลุมในเอเชียตะวันตก ทั้งมีบทบาทสำคัญต่อความพยายามสร้างสันติภาพยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

ชื่นมื่นทั้งสวน!! “ณเดชน์-ญาญ่า” วิวาห์หวาน ณ ขอนแก่น ขบวนขันหมากครื้นเครงรับวันมงคล เนรมิตสวนยิ่งเย็นเป็นแลนด์มาร์กความรัก สะท้อนเสน่ห์อีสานสุดละมุน

พระเอกซุปตาร์ 'ณเดชน์ คูกิมิยะ' และนางเอกสาว 'ญาญ่า อุรัสยา' จูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างอบอุ่นที่จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดของเจ้าบ่าว ในวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา งานจัดขึ้นที่สวนยิ่งเย็นซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่แห่งรักแบบเรียบง่ายและอบอุ่น

งานแต่งครั้งนี้มีเอกลักษณ์ชัดเจนด้วยไอเดียของเจ้าบ่าวที่ชวนแขกผู้มีเกียรติแต่งกายด้วย "ผ้าไทย" ซึ่งสร้างภาพงานที่สวยงามและเต็มไปด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอีสาน

บรรยากาศงานเปี่ยมไปด้วยความสุขและรอยยิ้มของทุกคนที่มาเฉลิมฉลองพร้อมต้อนรับ "เขยนอร์เวย์" (ณเดชน์) และ "สะใภ้ขอนแก่น" (ญาญ่า) เข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการ ไฮไลต์อยู่ที่ขบวนขันหมากสุดคึกคักที่เจ้าบ่าวและเพื่อนๆ นำมาอย่างสนุกสนาน ท่ามกลาง "ด่านกั้นประตูเงินประตูทอง" ที่เพื่อนสาวคนสนิทอย่าง 'คิมเบอร์ลี่' รับหน้าที่กั้นประตูอย่างเข้มข้นและเป็นสีสันของงาน

งานแต่งงานครั้งนี้สะท้อนความรักและวัฒนธรรมท้องถิ่นผสมผสานความสนุกสดใสในแบบฉบับของคนรุ่นใหม่ โดยเลือกใช้หมุดหมายสำคัญอย่างจังหวัดขอนแก่นสร้างภาพจำแรกของคู่รักซุปตาร์คู่นี้ที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวา

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9884142/

จากซูเปอร์สตาร์สู่เจ้าของทีม!! ‘เมสซี’ เข้าซื้อ ยูอี คอร์เนลลา สโมสรในดิวิชั่น 3 ของสเปน หุ้น 100% แสดงความใกล้ชิด กับกาตาลุญญาและบาร์เซโลนา

ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาและซูเปอร์สตาร์ทีมอินเตอร์ ไมอามี เข้าซื้อสโมสรฟุตบอล ยูอี คอร์เนลลา ทีมในดิวิชั่น 3 ของสเปน โดยครอบครองหุ้นทั้งหมด 100%

ตำแหน่งของทีมยูอี คอร์เนลลาตั้งอยู่ในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เมสซีมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับบาร์เซโลนา ทีมยักษ์ใหญ่ของลา ลีกา และสนามของคอร์เนลลาก็อยู่ห่างจากคัมป์ นูเพียง 5 ไมล์

ในแถลงการณ์ของสโมสรระบุว่า "ยูอี คอร์เนลลา ขอประกาศว่า ลีโอ เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา และเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 8 สมัย ได้เข้าซื้อกิจการสโมสรอย่างเป็นทางการแล้ว กลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของสโมสรแห่งไบซ์ โยเบรกาต"

การเข้าซื้อครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ลึกซึ้งของเมสซีที่มีต่อบาร์เซโลนาและความมุ่งมั่นในการพัฒนากีฬารวมถึงการสนับสนุนพรสวรรค์ท้องถิ่นในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่เมสซียังเล่นให้กับบาร์เซโลนาและยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10211725


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top