Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

รัสเซียเอาคืน!! แบงก์ชาติฟ้อง Euroclear เรียกค่าเสียหาย 2.29 แสนล้านดอลลาร์ ตอบโต้ EU อายัดทรัพย์ เขย่าความน่าเชื่อถือยุโรป

 

(16 ธ.ค. 68) รัสเซียดำเนินการตอบโต้สหภาพยุโรป (EU) อย่างฉับไว หลัง EU ประกาศอายัดทรัพย์สินรัสเซียในยุโรป โดยธนาคารกลางรัสเซียเรียกค่าเสียหาย 229.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Euroclear ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์กลางในเบลเยียม ผ่านศาลอนุญาโตตุลาการกรุงมอสโกที่รับคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว

 

มาตรการของ EU เป็นการอายัดทรัพย์สินรัสเซียแบบไม่มีกำหนด คิดเป็นมูลค่าราว 210,000 ล้านยูโร เพื่อนำเงินไปสนับสนุนทางการเงินและทหารแก่ยูเครน โดยหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่ต้องเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากสมาชิก EU ทุกประเทศ

 

นาง 'มาเรีย ซาคาโรวา' โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แถลงในวันเสาร์ว่า "การกระทำของ EU เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง" โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อระบบการเงิน EU เท่านั้น แต่ยังบั่นทอนชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และสถานะของ EU ในสายตานานาชาติ

 

ประเด็นนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและ EU ที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาท และการสนับสนุนทางทหารของ EU ต่อยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

 

ที่มา : Sputnik

 

'COCKTAIL' ปิดฉากวง ย้อนชมคอนเสิร์ตสุดอลังการ ปล่อยบน Netflix และของสะสมมีให้เก็บ ทัวร์สุดท้าย 24 ธ.ค. ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย วงประกาศยุติปี 2568 จุดจบสมบูรณ์แบบ

 

(16 ธ.ค. 68) วงดนตรีชื่อดัง 'COCKTAIL' กำลังจะปิดฉากการเป็นวงในปี 2568 หลังร่วมสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีไทยมานานกว่า 23 ปี โดยวงได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสุดท้าย "COCKTAIL EVER LIVE" เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2568 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน และได้นำคอนเสิร์ตนี้กลับมาฉายบนแพลตฟอร์ม Netflix พร้อมจัดทำเป็นสื่อสะสมทั้ง Blu-ray, Vinyl และ CD เพื่อให้แฟนเพลงได้เก็บรักษาความทรงจำ

 

คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฉายซ้ำเท่านั้น แต่ยังยกระดับประสบการณ์ด้วยภาพระดับ 4K และเสียงระบบ Dolby Atmos อีกทั้งยังมีมุมกล้องพิเศษที่ช่วยให้เห็นโปรดักชัน แสง สี เสียง และพลุไฟอย่างเต็มตา รวมถึงแขกรับเชิญชื่อดังมากมาย อาทิ 'BOWKYLION', 'ตูน BODYSLAM', 'ปั๊บ POTATO' และวงซิมโฟนี 28 Orchestra ที่เสริมความยิ่งใหญ่ให้บรรยากาศ

 

กลุ่มแฟนเพลงยังสามารถสั่งซื้อของสะสมพิเศษ เช่น Vinyl Box Set ราคา 6,900 บาท Blu-ray 2,900 บาท และ CD 1,290 บาท โดยมีช่วงพรีออร์เดอร์ตั้งแต่ 7–24 ธันวาคม 2568 ผ่านช่องทางออนไลน์ สำหรับแฟนเพลงทุกคนได้เตรียมใจรับการอำลากันอย่างสมบูรณ์

 

นอกจากนี้ 'COCKTAIL' ยังจัดทัวร์ "77 EVER TOUR" และปิดฉากด้วยโชว์สุดท้ายที่สนามกีฬาเทพหัสดิน กรุงเทพฯ ในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 โดยเปิดให้แฟนเพลงเข้าร่วมฟรีผ่านระบบลงทะเบียนลุ้นสิทธิ์ ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันเกิดวง

 

วงได้ประกาศยุติบทบาทตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยระบุว่า หลังปี 2568 จะไม่เล่นในนามวงอีก และ "นี่เป็นบทสรุปที่ตั้งใจ "จบให้ดีที่สุด" และเป็นการบอกลาอย่างสมบูรณ์แบบ"

 

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10060509

ภัยคุกคามข้ามชาติ!! แฉเครือข่ายทหารรับจ้างต่างชาติ “CPU” ปักฐานในกัมพูชา ศูนย์ฝึกกำลังคนป้อนอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างขุมกำลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงและการสืบสวนข้ามชาติ ระบุถึงบทบาทของบริษัททหารรับจ้างเอกชนระดับนานาชาติชื่อ Close Protection Unit หรือ CPU ซึ่งถูกจับตาว่าปฏิบัติงานในกัมพูชาและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค

CPU ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดย Krisztian Korom อดีตนักสืบเอกชนชาวฮังการี เดิมดำเนินงานในลักษณะบริษัทคุ้มครองบุคคลและรักษาความปลอดภัยระดับสูง ก่อนจะขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่ภารกิจด้านความมั่นคงเชิงยุทธวิธีในหลายประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ต่อมาบริษัทเริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้นในบริบทของกัมพูชาตั้งแต่ราวปี 2020 เป็นต้นมา ไม่ใช่เพียงในฐานะพื้นที่รับงานทั่วไป แต่ในฐานะฐานปฏิบัติการที่มีนัยสำคัญเชิงโครงสร้าง

แหล่งข่าวหลายฝ่ายให้ข้อมูลตรงกันว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นทั้งฐานปฏิบัติการและศูนย์ฝึกอบรมของ CPU สำหรับการจัดหา คัดเลือก และเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านการทหารและความมั่นคง ก่อนจะส่งต่อไปยังพื้นที่ความขัดแย้งหรือพื้นที่ผลประโยชน์ในประเทศอื่น รูปแบบดังกล่าวทำให้กัมพูชากลายเป็นจุดพักกำลังและศูนย์กลางการหมุนเวียนบุคลากรของบริษัททหารรับจ้างเอกชน โดยดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่การกำกับดูแลของรัฐถูกตั้งคำถามจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือข้อกล่าวอ้างเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง CPU กับกลุ่มทุนสีเทาในกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบทบาทในธุรกิจคาสิโน คอมพาวด์ปิด และกิจกรรมที่เข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แหล่งข่าวบางรายระบุว่า บุคลากรด้านความมั่นคงที่ได้รับการฝึกจาก CPU ถูกใช้ในการคุ้มครองผลประโยชน์ของเครือข่ายเหล่านี้ รวมถึงการควบคุมพื้นที่และบุคลากรภายในคอมพาวด์ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์

นอกจากนี้ CPU ยังถูกเชื่อมโยงกับบริษัททหารรับจ้างสัญชาติจีนชื่อ Shadow Defense ซึ่งเคยจดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ก่อนเลิกกิจการไปในเวลาต่อมา ความเชื่อมโยงดังกล่าวสะท้อนภาพของเครือข่ายความมั่นคงเอกชนข้ามชาติที่ทำงานทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจ ความมั่นคง และการเมือง โดยมีการเคลื่อนย้ายกำลังคนและทรัพยากรข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

 กรณีของ CPU ไม่ใช่เพียงเรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้กัมพูชากลายเป็นพื้นที่รองรับบริษัททหารรับจ้างเอกชนและเครือข่ายกำลังติดอาวุธนอกระบบรัฐ การใช้ประเทศหนึ่งเป็นฐานฝึกและฐานปฏิบัติการเช่นนี้ เปิดช่องให้กลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถสนับสนุนกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและความขัดแย้งในภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง

แม้ข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในขั้นการสืบสวนและรวบรวมหลักฐาน แต่คำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบคือ ใครคือผู้ให้การคุ้มครองทางการเมืองแก่เครือข่ายเหล่านี้ และกำลังคนที่ได้รับการฝึกในกัมพูชาถูกส่งไปปฏิบัติการในพื้นที่ใดบ้าง ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนอกภูมิภาค ประเด็นนี้กำลังถูกจับตาในฐานะภัยคุกคามต่อความมั่นคงระดับภูมิภาค ที่ประชาคมระหว่างประเทศอาจไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป

ประตูหลังสู่ทำเนียบขาว!! ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐ อเมริกา เงาอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาล หนึ่งในธุรกิจสุดเฟื่องฟูยุค "ภาษีทรัมป์" จนมาถึงบทบาทปั่นข่าวเอียงเขมรใส่ร้ายไทย

ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นอกเหนือจากอาคารรัฐสภา ทำเนียบขาว และอาคารหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ยังมีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการเมืองและนโยบายสาธารณะของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ (Lobbying Industry) ซึ่งเป็นกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน กลุ่มผลประโยชน์ และผู้มีอำนาจตัดสินใจในรัฐบาล

ล็อบบี้ยิสต์คือบุคคลหรือองค์กรที่ได้รับการว่าจ้างให้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล โดยเฉพาะการออกกฎหมาย นโยบาย และการจัดสรรงบประมาณ เพื่อประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งอาจเป็นบริษัท สมาคมอุตสาหกรรม กลุ่มแรงงาน หรือแม้แต่รัฐบาลต่างประเทศ

แม้ว่าการล็อบบี้จะเป็นกิจกรรมที่ถูกกฎหมายและได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิเสรีภาพในการยื่นคำร้องต่อรัฐบาล (Right to Petition) ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสและอิทธิพลที่มากเกินไปของเงินทุนต่อกระบวนการประชาธิปไตย

ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐอเมริกาเป็นอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาล ตามข้อมูลจาก Center for Responsive Politics (OpenSecrets.org) ในปี 2022 มีการใช้จ่ายเงินเพื่อการล็อบบี้มากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีล็อบบี้ยิสต์ที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการมากกว่า 12,000 คน

อุตสาหกรรมที่ใช้จ่ายเงินล็อบบี้มากที่สุด ได้แก่:

ภาคเภสัชกรรมและสุขภาพ - ใช้จ่ายกว่า 700 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ภาคการเงินและประกันภัย - ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์
ภาคอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี - กว่า 500 ล้านดอลลาร์
ภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ - ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์

ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ มีบทบาทอย่างสูง ในช่วงที่นโยบาย "America First" และ "ภาษีทรัมป์" มีอิทธิพลอย่างสูง บทบาทของบริษัทเหล่านี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้น

นั้นเพราะในระบบการเมืองสหรัฐฯ ที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การมี "สายตรง" หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนวงในถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล

 ปรากฏการณ์ "Revolving Door": นี่คือรูปแบบธุรกิจที่แพร่หลายที่สุด บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งสูงในรัฐบาล (เช่น อดีตสมาชิกสภา, อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว, หรืออดีตหัวหน้าหน่วยงานรัฐ) จะออกจากตำแหน่งมาเป็นล็อบบี้ยิสต์ โดยใช้ความรู้ความสัมพันธ์ และข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากตำแหน่งเดิม เพื่อผลักดันผลประโยชน์ให้กับลูกค้า

 ความใกล้ชิดกับผู้นำ: ในยุคของทรัมป์ การเข้าถึงทำเนียบขาวโดยตรงมีความสำคัญกว่ากลไกการเมืองแบบเดิม บริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่จ้างบุคคลใกล้ชิดกับทรัมป์ หรือเคยร่วมงานในแคมเปญหาเสียง (Loyalists) สามารถอ้างถึงความสามารถในการส่งสารตรงถึงผู้นำได้ ซึ่งเป็นจุดขายที่ทรงพลังที่สุด โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเร่งด่วน

นโยบายการค้าและการจัดเก็บภาษี (Tariffs) ในยุคทรัมป์ มีความเฉพาะเจาะจงและมักประกาศอย่างกะทันหันภายใต้หลักการ "America First" ซึ่งสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อธุรกิจทั่วโลก ในสถานการณ์เช่นนี้ บริษัทล็อบบี้ยิสต์มีบทบาทสำคัญ 3 ประการ:

 การจัดการความเสี่ยงด้านภาษี (Tariff Mitigation): ลูกค้าหลักคือบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษีนำเข้า (เช่น บริษัทจีน, ผู้ผลิตเหล็ก/อะลูมิเนียม หรือภาคเกษตร) ล็อบบี้ยิสต์จะทำงานเพื่อขอให้รัฐบาลยกเว้นภาษี (Exclusion) หรือลดผลกระทบของภาษีสำหรับสินค้าเฉพาะอย่างของลูกค้า

 การกำหนดวาระการเจรจา: สำหรับรัฐบาลต่างประเทศที่กำลังเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ (เช่น การเจรจา NAFTA/USMCA) บริษัทล็อบบี้ยิสต์จะช่วยกำหนดวาทกรรม และเชื่อมโยงผู้นำต่างชาติเข้ากับผู้มีอำนาจตัดสินใจในคณะรัฐบาล เพื่อให้ข้อเสนอของตนเป็นที่ยอมรับ

 การเชื่อมโยงกับพรรครีพับลิกัน: เนื่องจากนโยบายภาษีทรัมป์ขับเคลื่อนโดยฝ่ายบริหารและพรรครีพับลิกันเป็นหลัก บริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับผู้นำพรรคและสมาชิกสภาจึงสามารถเข้าถึงช่องทางในการโน้มน้าวและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เร็วกว่า

นอกจากนี้ ล็อบบี้ยิสต์ ยังรับจ้างรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ในต่างประทศด้วย ยกตัวอย่างกรณีของ National Consulting Services, Inc. (NCS) ภายใต้การนำของ ดอน เบนตัน (Don Benton) สะท้อนภาพธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในยุคทรัมป์ได้อย่างชัดเจน:

 ความเชื่อมโยงกับทรัมป์: ดอน เบนตัน คือหนึ่งใน ผู้จงรักภักดี (Loyalists) ที่มีบทบาทสูงในแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ และเคยได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ (เช่น ผู้อำนวยการ Selective Service System)

 จุดขายคือ "สายตรง": ประสบการณ์ 45 ปีและความใกล้ชิดกับศูนย์อำนาจในยุคทรัมป์ ทำให้ NCS มีจุดขายที่แข็งแกร่งในการเป็นสะพานเชื่อมสู่ผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงสุดในฝ่ายบริหารและรัฐสภา

 บทบาทรับจ้างกัมพูชา: การที่รัฐบาลกัมพูชาเลือกจ้าง NCS ในการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในวอชิงตัน ดี.ซี. สะท้อนให้เห็นว่า กัมพูชา ซึ่งมีความขัดแย้งกับไทยอยู่ในขณะนี้ เลือกใช้เครื่องมือล็อบบี้ยิสต์ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจพรรครีพับลิกันและคนรอบตัวทรัมป์ เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์ทางการทูตและยุทธศาสตร์ของตนในสหรัฐฯ โดยเริ่มต้นจากการจ้างงานเจรจาภาษีทรัมป์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมาจนถึงเกิดความขัดแย้งกับไทย และใช้ในการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร ด้วยการนำเสนอข้อมูลด้านบวกทางฝั่งกัมพูชาไปยังผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำโลก ให้เอนเอียงเข้าข้างกัมพูชาอย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคที่นโยบายของผู้นำมีความเป็นปัจเจกสูง เป็นการซื้อการเข้าถึงและความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าการซื้อนโยบายทางเทคนิค บริษัทอย่าง NCS จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ความใกล้ชิดกับคนรอบตัวผู้นำเพื่อเป็น "ประตูหลัง" ในการผลักดันวาระของลูกค้าต่างชาติในวอชิงตันนั่นเอง

ต้องใช้มาตรการเด็ดขาด!! ‘พีระพันธุ์’ เขย่ารัฐบาลเลิกอ้อมค้อม เรียกร้องบังคับใช้กฎหมาย ม.122 ขั้นเด็ดขาด สกัดส่งน้ำมันหนุนยุทธปัจจัยเขมร ลั่น 'จับ-ดำเนินคดี' ทันที ไม่ต้องรอกฎอัยการศึก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กรณีบริษัทน้ำมันของไทยยังคงมีการส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดด้านความมั่นคง โดยระบุว่า  ตนได้ติดตามรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่า กองทัพเรือกำลังแก้ไขปัญหาเรือไทยที่ลำเลียงน้ำมันอ้อมผ่านประเทศสิงคโปร์ หรือไปรับน้ำมันจากสิงคโปร์ก่อนนำไปส่งต่อให้กัมพูชา โดยมีการชี้แจงว่ากำลัง “ขอความร่วมมือ” จากเจ้าของเรือไม่ให้ดำเนินการดังกล่าว

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้วิธีขอความร่วมมือ ทั้งที่การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 อย่างชัดเจน” นายพีระพันธุ์กล่าว

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่า กฎหมายอาญามาตรา 122 ระบุชัดว่า การอุปการะ สนับสนุน หรือช่วยเหลือการดำเนินการรบ หรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก เป็นความผิดร้ายแรง และหากการกระทำนั้นทำให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องรอการประกาศกฎอัยการศึกแต่อย่างใด

“น้ำมันคือยุทธปัจจัยหลักของสงคราม ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีเหตุผลใดให้เชื่อว่าน้ำมันที่ถูกส่งออกไปจะไม่ถูกนำมาใช้ต่อสู้กับประเทศไทย” นายพีระพันธุ์ระบุ

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรดำเนินการไม่ใช่การขอความร่วมมือ แต่ต้องจับกุมและดำเนินคดีทันที ทั้งผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือ และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า เรือไทย บริษัทขนส่ง หรือบริษัทค้าน้ำมันรายใดมีพฤติกรรมเข้าข่ายสนับสนุนยุทธปัจจัยให้ข้าศึก พร้อมเรียกร้องให้รัฐประกาศอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดส่งน้ำมันหรือยุทธปัจจัยให้กัมพูชา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ถือเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย และต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบรถบรรทุกน้ำมันทุกคันที่ผ่านด่านช่องเม็กอย่างเข้มงวดโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งการตรวจเอกสารการส่งออก ตรวจสอบปลายทางที่แท้จริง ผู้รับสินค้า และวัตถุประสงค์การใช้งาน รวมถึงการควบคุมตัวและสอบปากคำคนขับรถทุกคันเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ เพื่อยืนยันปลายทางสุดท้ายของการขนส่ง

“บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 ซึ่งเป็นความผิดด้านความมั่นคงของรัฐ” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ การขนส่งดังกล่าว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังประกาศห้ามตามคำสั่งของกองทัพภาคที่ 2 ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างได้ เนื่องจากเป็นคนละประเด็น โดยคำสั่งห้ามเป็นมาตรการป้องกัน ขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 122 เป็นกฎหมายความมั่นคงของชาติที่มีผลบังคับใช้อยู่ตลอดเวลา

นายพีระพันธุ์ ยังระบุว่า นายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจได้ทันที ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการออกคำสั่งหรือกำหนดนโยบายห้ามการกระทำลักษณะดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

“แต่น่าแปลกใจที่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีคำสั่งใดออกมา กลับเลือกใช้วิธีขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ในขณะที่ทหารไทยต้องยืนอยู่แนวหน้า เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องประเทศ” นายพีระพันธุ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาของความลังเลหรืออ้อมค้อม แต่เป็นเวลาที่รัฐต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เพื่อประเทศ เพื่ออธิปไตย และเพื่อไม่ให้การเสียสละของทหารไทยต้องสูญเปล่า

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 3 พลิกซัปพลายเชนให้กินขาด ลองมองและคิดแบบ “Freshket” เปลี่ยนจาก “พ่อค้าคนกลาง” เป็น “ผู้จัดการทั้งระบบ” เชื่อมเกษตรกร-ซัปพลายเออร์-ร้านอาหาร ไว้ในระบบเดียวกัน

SME ไทยจำนวนมากอยู่ใน “วงการของสด” ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม คาเฟ่ โรงงานอาหาร หรือแม้แต่ฟาร์มและซัพพลายเออร์วัตถุดิบ ปัญหาเดิม ๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยคือ…
- ราคาผันผวนทุกวัน  
- สั่งของทีละหลายเจ้า จดๆ โทรๆ ไลน์กันมั่วไปหมด  
- ของมาผิด ของขาด ของเกิน ของเสีย  
- เกษตรกรขายได้ถูก ร้านอาหารซื้อได้ไม่ถูกอย่างที่ควร

สตาร์ตอัปไทยอย่าง Freshket เลือกลงไปอยู่ตรง “ใจกลางความวุ่นวาย” นี้ แล้วถามคำถามง่าย ๆ ว่า

“ถ้าเราทำให้การซื้อ-ขายวัตถุดิบอาหารสด อยู่ในระบบเดียวที่โปร่งใสและควบคุมได้ ธุรกิจทั้งห่วงโซ่จะดีขึ้นกี่ต่อ?”

จากคำถามนี้ ทำให้เกิดแพลตฟอร์มที่เชื่อมเกษตรกร / ซัปพลายเออร์ / คลังเย็น / ร้านอาหาร ไว้ใน ecosystem เดียวกัน

1. จากตลาดสดกระจัดกระจาย สู่ “แพลตฟอร์มเดียว”

Freshket ไม่ได้บอกว่า “เราคือร้านขายผักออนไลน์” แต่บอกว่า “เราจัดระเบียบโซ่อาหารให้คุณ”

แนวคิดคือ
- ร้านอาหารไม่ต้องโทรหาซัพพลายเออร์ทีละเจ้า  
- สั่งทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มเดียว  
- ระบบช่วยจัดการรวมออร์เดอร์ / แบ่งรอบส่ง / คุมคุณภาพ  
- ข้อมูลราคาและการสั่งซื้อทั้งหมดถูกเก็บเป็นดาต้า

SME ที่อยู่ในธุรกิจตัวกลาง ลอกตรงนี้ได้เลย ถามตัวเองว่า
- ลูกค้าต้อง “ประสานงานหลายเจ้า” เกินเหตุไหม?  
- เราสามารถรวมทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มหรือบริการเดียวได้หรือเปล่า?  
- แทนที่จะขายแค่ “สินค้า” เราขาย “ความเป็นระเบียบทั้งระบบ” ได้ไหม?

2. หยุดมองตัวเองเป็น “คนกลาง” แล้วอัปเกรดเป็น “ตัวเพิ่มมูลค่า”

ก่อนจะมีแพลตฟอร์มแบบนี้ คำว่า “คนกลาง” ถูกมองว่ามีหน้าที่แค่ ซื้อถูก-ขายแพง-กินส่วนต่าง

แต่ Freshket เพิ่มมูลค่าตัวเองด้วย

- ระบบรวมออร์เดอร์ = ช่วยให้ต้นทางกับปลายทางวางแผนได้ดีขึ้น  
- คลังเย็น + โลจิสติกส์ = ลดของเสีย  
- มาตรฐานคุณภาพ = ทำให้ร้านอาหารมั่นใจ  
- ดาต้าการซื้อ-ขาย = ใช้ต่อรองกับผู้ผลิตและวางแผนระยะยาว

SME ไทยที่ตอนนี้ทำตัวกลางอยู่ ลองถามตัวเอง “เราทำอะไรให้ทั้งฝั่งต้นทาง และฝั่งปลายทาง ดีขึ้นอย่างชัดเจนบ้าง นอกจากส่งของตามออเดอร์?”

ถ้ายังตอบไม่ได้ = คือโอกาสทองในการรีดีไซน์ธุรกิจ

3. มอง “ทั้งห่วงโซ่” แทนการมองแค่หน้าบ้านตัวเอง

Freshket ไม่ได้สนใจแค่จุดเดียว แต่มองตั้งแต่
- ฟาร์ม/แหล่งผลิต  
- ผู้รวบรวม/โรงคัด  
- ระบบขนส่ง  
- คลังเย็น  
- ครัวร้านอาหาร/โรงแรม  

แล้วมองว่า “จุดไหนคือคอขวด? จุดไหนทำให้ต้นทุนบาน? จุดไหนทำให้คุณภาพร่วง?”

SME ลอกได้ทุกวงการ ไม่ว่าคุณจะอยู่สายไหน เช่น
- ก่อสร้าง  
- โลจิสติกส์  
- สินค้าอุปโภคบริโภค  
- บริการ B2B  

ลองวาด “แผนที่ห่วงโซ่” ของอุตสาหกรรมตัวเอง แล้วตอบ 3 ข้อนี้
1. จุดไหนที่คนบ่นเยอะสุด?  
2. จุดไหนที่ไม่มีใครอยากยุ่ง แต่จำเป็นต้องมี?  
3. ถ้าเราไปแก้ตรงนั้นได้ เราจะกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของวงการไหม?

Freshket ตอบว่า “ใช่” กับข้อ 3 ในซัพพลายเชนอาหาร  
นั่นแหละคือเหตุผลที่ทุนใหญ่สนใจ

4. SME เรียนรู้อะไรจาก Freshket แบบเอาไปใช้ได้เลย

(1) เลิกคิดแค่ร้านเรา เริ่มคิดทั้งระบบ  
   - คำถามไม่ใช่ “จะขายของให้ใคร”  
   - แต่คือ “จะทำให้ทั้งระบบทำงานดีขึ้นยังไง แล้วเราจะอยู่ตรงไหน?”

(2) ยิ่งวุ่น ยิ่งโอกาส  
   - ที่ไหนมี “โทรทั้งวัน / ไลน์ทั้งวัน / ข้อมูลไม่ตรงกัน”  
     ที่นั่นมักเป็นโอกาสทองของคนที่กล้าทำระบบ

(3) ดาต้าคืออาวุธ  
   - ทุกการสั่งซื้อ ทุกคำสั่ง ทุกบิล คือดาต้า  
   - ถ้าเก็บและอ่านเป็น คุณจะเห็น pattern ที่คนอื่นไม่เห็น

(4) ใช้พาร์ตเนอร์ใหญ่เป็นลิฟต์ ไม่ใช่บันได  
   - ถ้าคุณแก้ปัญหาใหญ่ได้จริง ทุนใหญ่/แบรนด์ใหญ่จะอยากเชื่อมกับคุณเอง  
   - แทนที่จะ “วิ่งขอความช่วยเหลือ” คุณกลายเป็น “ชิ้นส่วนที่เขาต้องการ”

สรุปตอนที่ 3 ซัพพลายเชนที่ดี = ข้อได้เปรียบที่คู่แข่งลอกยาก

SME ไทยที่คิดแบบ Freshket จะเริ่มมองว่า
- เราไม่ได้ขายของ
- เรากำลัง “จัดระบบให้ทั้งห่วงโซ่”

ถ้าคุณจับจุดนั้นเจอ ธุรกิจจะไม่ใช่แค่ร้านหนึ่งในตลาด แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของทั้งอุตสาหกรรม

แก้ยากที่สุดในโลก!! 'ดร.อธิป' ยก 'รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น' เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก! หลังต้องทนอยู่เกือบ 8 ทศวรรษไม่เคยถูกแก้ แต่เยอรมนีแก้ไปแล้ว 58 ครั้ง ทั้งที่แพ้เหมือนกัน

‘ดร.อธิป’ ยก ‘รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น’ เป็น รัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก ชี้ เกือบ 80 ปี ไม่เคยถูกแก้ นับตั้งแต่หารอเมริกันเขียนให้หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และนักวิชาการสาธารณะ ได้กล่าวถึงประเด็นน่าคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็น "รัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก" และมีที่มาที่น่าสนใจว่า ถูกเขียนขึ้นโดยทหารอเมริกัน ไม่ใช่โดยคนญี่ปุ่นเอง

โดยระบุถึงประวัติการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 นายพลดักลาส แม็กอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพันธมิตรที่เข้ายึดครองญี่ปุ่น มีเป้าหมายชัดเจนคือ กำจัดลัทธิทหารนิยมให้สิ้นซาก จึงสั่งให้ทีมงานร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยื่นให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับแบบ "ไม่มีทางเลือก"

โดยมีข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือ มาตรา 9 ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงครามอย่างสิ้นเชิง ห้ามมีกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ หรือศักยภาพในการทำสงครามใดๆ ทั้งสิ้น มาตรานี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถมีกองทัพในความหมายเต็มรูปแบบได้

และเพื่อให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ถูกแก้ไขได้ง่ายๆ มาตรา 96 จึงกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา (สภาผู้แทนราษฎรและสภาสูง) แล้วยังต้องผ่านประชามติอีกชั้นหนึ่ง

ผลที่ตามมาคือ ตลอด 78 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ในปี 1947 ญี่ปุ่นยังไม่เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเช่นกัน ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว 58 ครั้ง

ดร.อธิป ตั้งคำถามที่น่าคิดว่า "รัฐธรรมนูญที่ชาติอื่นเขียนให้ กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก แล้วท่านเองจะรู้สึกอย่างไร หากเราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญที่ชาติอื่นเขียนให้ และเป็นชาติที่เคยทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ แถมยังแก้ไขไม่ได้มาเกือบ 80 ปีแล้ว"

ที่มา : https://www.tiktok.com/@dr.atip.asvanund/video/7582863464822033681

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หวังไทย-กัมพูชาหยุดยิงโดยเร็ว เพื่อคุ้มครองพลเรือน รักษาสันติภาพและและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ขอให้ยับยั้งชั่งใจอย่าง

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2568 เฟซบุ๊กเพจ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน(นายกัว เจียคุน) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้ผู้นำของบางประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงโดยเร็ว แต่เหตุปะทะในชายแดนไทย-กัมพูชายังดำเนินอยู่ ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศจีนในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 มีผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่า ฝ่ายจีนจะมีความเห็นอย่างไร และฝ่ายจีนได้มีความพยายามอะไรบ้างเพื่อผลักดันการหยุดยิง

ตอบ: ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา จีนได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของประชาชนทั้งสองประเทศ ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ย้ายออกไม่ได้ จีนมีสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “อยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตรและมีเมตตา ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศเอง” ภารกิจที่ด่วนที่สุดในขณะนี้คือการหยุดยิง หยุดการสู้รบ และคุ้มครองพลเรือน จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งสองฝ่ายจะมองในแง่ของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของบริเวณชายแดนและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสอง ยับยั้งช่างใจอย่างสุดซึ้ง และดำเนินมาตรการทุกประการที่เอื้อต่อการบรรลุการหยุดยิง เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดโดยเร็ว

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายจีนได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิดโดยหลายช่องทางหลายระดับตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย ดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างโอกาสและจัดเตรียมเวทีสำหรับการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและปรึกษาหารือโดยตรง สนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาของอาเซียน โดยเฉพาะของมาเลเซีย และสนับสนุนการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กรอบอาเซียนที่ทั้งสองฝ่ายล้วนยอมรับ ฝ่ายจีนกำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ และจะทำต่อไปในอนาคต เพื่อแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ตามแนวทางของตนเองในการผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1GZf3zNeYQ/

หัวใจนักสู้!! สาวไทยพลิกสถานการณ์ ชนะเวียดนาม 3-2 เซต ซิวแชมป์วอลเลย์บอลหญิงซีเกมส์ 2025 สมัยที่ 17 อย่างยิ่งใหญ่

 

(16 ธ.ค. 68) วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย พลิกชนะเวียดนาม 3-2 เซต ที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก คืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568 คว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2025 สมัยที่ 17 ได้สำเร็จในศึกชิงเหรียญทองที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและหัวใจนักสู้

.

การแข่งขันผ่าน 5 เซตสุดระทึก ไทยเริ่มต้นไม่ดี เสียเซตแรก 19-25 ก่อนจะเร่งสปีดกลับมาคุมเกมชนะในเซตสองและสาม 25-13, 25-18 ตีตื้นขึ้นนำ 2-1 เซต แต่เวียดนามไม่ยอมง่าย เบียดครองเซตสี่ 25-23 ก่อนจะปะทะกันด้วยความนิ่งในเซตสุดท้าย ช่วงดิวซ์ก่อนไทยเฉือน 25-23 ผงาดครองแชมป์

.

กัปตันทีม 'ชัชชุอร โมกศรี' กล่าวหลังเกมผ่านแพลตฟอร์ม Siam Sport ว่า "เวียดนามทำการบ้านดีมาก แต่ในเซต 5 เราคิดแค่อย่างเดียวว่าเราต้องไม่แพ้" และย้ำว่า "ทุกคนช่วยกันสู้จนถึงที่สุด"

.

เกมนี้ โค้ช 'เกียรติพงษ์ รัชตะเกรียงไกร' ส่งผู้เล่นหลักลงครบทีม ทั้ง 'พิมพิชยา ก๊กรัมย์' และ 'พรพรรณ เกิดปราชญ์' ที่เป็นหัวใจสำคัญของทีม นำทีมฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จในบ้าน

.

แม้แมตช์นี้จะไม่ส่งผลต่ออันดับโลก ซึ่งทีมชาติไทยยังอยู่อันดับ 18 เหมือนเดิม แต่ความหมายของเหรียญทองครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่นี่คือการพิสูจน์หัวใจทีมชาติที่เข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ในทุกเสี้ยววินาที ที่สามารถส่งมอบความสุขให้แฟนวอลเลย์บอลทั่วประเทศ

.

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1623621/

https://www.siamsport.co.th/seagames/96313/#google_vignette

 

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top