Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘สีจิ้นผิง’ ชี้ช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำ ต้องรักษาการสัญจรผ่านฮอร์มุซให้เป็นปกติ ระหว่างพูดคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุดี หนุนฮอร์มุซเดินเรือตามปกติ พร้อมย้ำฮอร์มุซต้องไม่สะดุด

สีจิ้นผิงชี้ควรรักษาการสัญจรผ่าน 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ให้ดำเนินตามปกติ

วันจันทร์ (20 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรรักษาการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ดำเนินไปตามปกติ

สีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย และยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกันเสมอมา

สีจิ้นผิงกล่าวว่าปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 10 ปี ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย จีนยินดีทำงานร่วมกับซาอุดีอาระเบียเพื่อใช้โอกาสนี้ในการกระชับความไว้วางใจซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และยกระดับการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ เพื่อเดินหน้าขยายขอบเขตและความลึกซึ้งของสายสัมพันธ์ทวิภาคี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาหรับ

สำหรับประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สีจิ้นผิงย้ำว่าจีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบโดยทันทีและครอบคลุม สนับสนุนทุกความพยายามที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสันติภาพ และมุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทผ่านวิธีทางการเมืองและการทูต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นปกตินั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคในการสร้างบ้านร่วมกันที่ยึดหลักความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การพัฒนา ความมั่นคง และความร่วมมือ การกำหนดอนาคตของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

รัสเซียกักตัวชาวอิสราเอล!! สนามบินมอสโกควบคุมตัว 40 ราย สอบสวนข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม บังคับตรวจโทรศัพท์ก่อนปล่อยตัว อิสราเอลประณาม "ยอมรับไม่ได้"

สถานการณ์ตึงเครียด! รัสเซียกักตัวและสอบสวนชาวอิสราเอล 40 ราย ณ สนามบินในมอสโก

มีรายงานความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหม่เกิดขึ้นที่สนามบินโดโมเดโดโว กรุงมอสโก หลังจากทางการรัสเซียควบคุมตัวชาวอิสราเอลประกอบด้วยทหาร เจ้าหน้าที่ และพลเรือน รวม 40 คน เพื่อสอบสวนอย่างละเอียดทันทีที่เดินทางถึงรัสเซีย

สรุปข้อเท็จจริงจากรายงานข่าว

-มาตรการควบคุมตัวที่เข้มงวด

กลุ่มชาวอิสราเอลถูกกักตัวไว้นานกว่า 5 ชั่วโมง โดยรายงานระบุว่าไม่ได้รับความสะดวกด้านอาหาร น้ำดื่ม และการเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้การกดดันจากหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย

-ประเด็นการสอบสวนและข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่รัสเซียตั้งคำถามเชิงรุกและกล่าวหาผู้ถูกกักตัวเกี่ยวกับประเด็นการก่ออาชญากรรมสงครามในพื้นที่ความขัดแย้ง ทั้งในกาซา เลบานอน ซีเรีย และอิหร่าน

-การตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล

มีการบังคับให้ผู้เดินทางปลดล็อกโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่อง

-เงื่อนไขก่อนการปล่อยตัว

ผู้ถูกกักตัวทั้งหมดต้องลงนามในเอกสารคำเตือนว่าจะไม่กระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล หรือละเมิดกฎหมายของสหพันธรัฐรัสเซีย

ท่าทีจากอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลออกแถลงการณ์ตอบโต้เหตุการณ์นี้ทันที โดยระบุว่าการกระทำของทางการรัสเซียเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

:RussiaNews

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276376894650668/?rdid=4seiI1u67ImWjb7t#

กรมพัฒนาฝีมือฯ ลุยอบรม ชวนเด็กจบใหม่ฝึกโลจิสติกส์สินค้าอันตราย อบรมฟรี 50 คน เน้นตลาดแรงงาน CLMVT สอนมาตรฐานสากล รับรองมีงานทันที เพิ่มทักษะเฉพาะทาง เสริมรายได้ดี

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ผนึกกำลังสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) เปิดอบรมหลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตราย เพื่อการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMVT” มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสายงานรายได้ดีที่ตลาดต้องการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากร ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทั้ง เวลา ต้นทุน และความปลอดภัย เพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และคุ้มค่า โดยเฉพาะการจัดการสินค้าอันตราย ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าแรงงานมีทักษะในด้านนี้จะทำให้มีโอกาสได้งานสูง และค่าตอบแทนดีกว่างานทั่วไป การจัดอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ทั้งด้านมาตรฐานสากล ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในภูมิภาค CLMVT กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูง โดยเฉพาะไทยที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” เชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศรอบข้าง

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสากล ADR การบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) มาตรฐานการขนส่ง Q-mark การประยุกต์ใช้ Smart Technology ในงานขนส่งสินค้าอันตราย ความปลอดภัย การจัดทำเอกสาร Safety Data Sheet (SDS) และกฎหมายการขนส่งข้ามแดน ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน โดยเปิดรับสมัครเพียง 50 คนเท่านั้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีอายุไม่เกิน 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเป็นผู้ว่างงานไม่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การอบรมจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Google Meet ภาคทฤษฎี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 11 กรกฎาคม 2569 และภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ในสถานประกอบกิจการ

“สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2569 ผ่านลิงก์ https://q.me-qr.com/z34th361 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09 9248 9598 โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะเฉพาะทาง สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย

พลังงานไทยลุ้นราคาปรับ!! สถานการณ์ตึงเครียด อิหร่าน-สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบพุ่งกระทบตลาดโลก น้ำมันในประเทศสำรอง 110 วัน กองทุนติดลบ 6.2 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังกองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงเตือนและเข้ายึด        เรืออิหร่านในอ่าวโอมาน ฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามว่าเป็นการปล้นเรือกลางทะเล พร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 13 ลำต้องหันหัวกลับ เหตุการณ์นี้สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงที่จะสิ้นสุดในวันที่ 21 เมษายน 2569 แม้สหรัฐฯ จะส่งตัวแทนไปเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดในวันนี้ (20 เมษายน 2569) แต่อิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วม หากสหรัฐฯ ยังไม่ยกเลิกการปิดล้อม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งหากอิหร่านเมินข้อตกลง ความโกลาหลนี้สร้างความกังวลว่าวิกฤตอุปทานพลังงานโลกอาจลุกลามสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ทำแนวโน้มราคาพลังงานล่าสุดในวันนี้พุ่งสูงขึ้น     โดยน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นราว 5 - 8% (จากราคาปิดก่อนหน้า 90.38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) และ WTI พุ่งขึ้นราว 4 - 7% (จากราคาปิดก่อนหน้า 83.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 105 - 115 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในช่วงนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.51 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.88 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 46.95 - 87.18 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.29 – 117.91 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ติดลบ 62,046.64 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

ทุนการศึกษาสองแผ่นดิน โครงการพระราชทานหนุนแลกเปลี่ยน ไทย-จีนจับมือส่งนักศึกษาไปเรียน เน้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสร้างอนาคต เสริมสัมพันธ์การศึกษาตลอดปี 2569

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : ทุนการศึกษากรมสมเด็จพระเทพฯ หนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองชาติ

เมื่อไม่นานนี้ มีการจัดงานเลี้ยงส่งกลุ่มนักศึกษาประจำโครงการทุนการศึกษาพระราชทานในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคณะผู้แทนจากภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และสื่อมวลชน รวมถึงผู้รับทุนการศึกษา ร่วมชื่นชมผลสำเร็จของความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างจีนกับไทย พร้อมทำกิจกรรมร้องเพลงภาษาจีนและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการศึกษาต่อในจีน

โครงการทุนการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมภราดรภาพไทย-จีน หน่วยงานทางการไทยที่เกี่ยวข้อง และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีน โดยมีการส่งนักศึกษาชาวไทยชุดแรก (8 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่จีนในปี 2025 และจะส่งนักศึกษาชุดสอง (18 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยฯ เป็นเวลา 2 เดือนในวันที่ 18 เม.ย. รวมถึงจะส่งนักศึกษาชุดสาม (ราว 20 คน) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายกสมาคมภราดรภาพไทย-จีน ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาลักษณะนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยกับคนจีน โดยความสำเร็จของจีนคือการเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น ทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนให้พ้นจากความยากจน นี่คือจุดแข็งที่น่าเรียนรู้จากจีนเพื่อนำมาพัฒนาประเทศไทย

สุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้การสนับสนุนมาตลอด โดยเฉพาะการที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันเพื่อพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในจีนได้ให้ความร่วมมือและมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาชาวไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จิราวรรณ หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษา ให้สัมภาษณ์ว่าตั้งเป้าหมายไปจีนอีกครั้งไว้ตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่แต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สมาคมภราดรภาพไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จใหม่ๆ ในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย

ที่มา : Xinhua

รัฐบาลจ่อกู้ 5 แสนล้าน!! “ปกรณ์” ชี้จำเป็นเร่งด่วน เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สู้วิกฤตซับซ้อนราคาพลังงานสูง คุมสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกระทบเกษตร

"ปกรณ์" รับรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งจากราคาพลังงานสูง และซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะกระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายสรุปอีกครั้ง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน

โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณสามารถดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไปส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 - 40,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/152525?fbclid=IwY2xjawRSrSlleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFnc2VxSWNESUoxZHg4TEVyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHv2-1RY_Uu0DYLjepFn6uWrolHTWJ9_qKRPpP4V-Es-jGJWDB3-kS9ek0ME2_aem_hdHsuzmgJvPbxFMFpDG1qg

“บีโอไอ” ลุยเจรจาชิป ‘เอกนิติ’ นำทีมเจรจาสหรัฐฯ เป้าหมายดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ไทย สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านใน 5 ปี เสริมเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

“เอกนิติ - บีโอไอ” เจรจาผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ เปิดเกมรุกดึงลงทุนไทย ท่ามกลางโลกผันผวน

รองนายกฯ เอกนิติ - เลขาธิการบีโอไอ ลุยสหรัฐฯ เจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ วางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ เผยสถิติ 5 ปี สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรและองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่าร้อยละ 50 มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทยและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจและให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐฯ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้!! ราคาปุ๋ยยูเรียสูงสุดในรอบ 43 เดือน สงครามอิหร่านผลักดันราคาปุ๋ย ไทยพึ่งนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 55% กระทบข้าวนาปีลดลง 21% พร้อมค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งจากสงครามอิหร่าน กดดันการปลูกข้าวนาปี คาดฉุดผลผลิตลดกว่า 21%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งสูงสุดรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ฯต่อตันในมี.ค. 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงปุ๋ยขาดแคลนและราคาสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้กว่า 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง และยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลกกว่า 26%

ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียแพงตามตลาดโลกและเสี่ยงขาดแคลน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยหลักภาคเกษตรไทยในการเพิ่มผลผลิตพืชไร่ โดยมีการนำเข้ากว่า 50% จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักกว่า 55%

คาดว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในพ.ค.-ก.ค. 2569 เนื่องจากตรงกับช่วงเริ่มปลูกข้าวนาปีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง จะฉุดผลผลิตให้ลดลง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลง 19%

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1301891555373807&id=100066589243207&rdid=WEDr0ruFWRYAbunw#

บอร์ดเกมหรือเครื่องมือปลูกฝัง? ถอดรหัสบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ในพื้นที่เปราะบาง เมื่อประวัติศาสตร์ถูกบิดเป็นเกม ปลุกภาพจำแบ่งแยกในใจเด็กชายแดนใต้ สื่อการสอนชวนสงสัย ประวัติศาสตร์ถูกตีความ

บอร์ดเกมล้างสมอง? เมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้สร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ในเด็กชายแดนใต้

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้สิ่งที่สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่แค่โรงเรียนปอเนาะหรือครูบางคนที่มีแนวคิดสุดโต่งเท่านั้น แต่รวมถึง “สื่อการสอน” ที่ถูกส่งต่อให้เด็กและเยาวชนด้วย เพราะสื่อบางชิ้นไม่ได้พาเด็กให้เข้าใจประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน หากกลับเลือกหยิบอดีตบางช่วงมาเล่าใหม่ ตัดบริบทสำคัญออก แล้วค่อย ๆ สร้างภาพจำทางการเมืองให้ฝังในใจเด็ก โดยเฉพาะเมื่อมันถูกทำให้อยู่ในรูปแบบบอร์ดเกมหรือกิจกรรมที่ดูสนุกและสร้างสรรค์ เนื้อหาที่หนักและอ่อนไหวก็ยิ่งถูกส่งผ่านได้ง่ายขึ้น

“Patani Colonial Territory” คือบอร์ดเกมการ์ดที่ให้ผู้เล่นหยิบการ์ดเหตุการณ์มาเรียงเป็นไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ภายใต้กรอบเรื่องเล่าเกี่ยวกับการ “ยึดครองปาตานี” โดยปัญหาของเกมนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าการ์ดบางใบจริงหรือเท็จ แต่คือการนำข้อมูลจริงบางส่วน ข้อมูลตัดตอน และข้อมูลที่ใส่ความหมายเกินจริง มาเรียงใหม่ภายใต้กรอบเดียวกัน จนประวัติศาสตร์ถูกเปลี่ยนจาก “ความรู้” ให้กลายเป็น “เครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง” ผู้เล่นไม่ได้ถูกพาให้เข้าใจความซับซ้อนของอดีต แต่ถูกพาให้รู้สึกว่ามีฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเดิม เป็นผู้ถูกกระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้รุกรานอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบอร์ดเกมนี้ คือการนำข้อมูลคนละเหตุการณ์มาปะติดปะต่อจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น การ์ดที่อ้างว่า “เชลยศึกปัตตานีถูกบังคับให้ขุดคลองแสนแสบในปี 1840” ซึ่งในทางประวัติศาสตร์จริง ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น การขุดคลองแสนแสบใช้แรงงานชาวจีนที่รัฐว่าจ้างเป็นหลัก ขณะที่ผู้คนจากปัตตานีและหัวเมืองมลายูถูกกวาดต้อนเข้ามาในอีกช่วงหนึ่ง และถูกจัดให้อยู่ตั้งถิ่นฐาน ทำกิน และสร้างชุมชนตามแนวคลองภายหลัง ไม่ใช่แรงงานหลักในการขุด การนำสองบทบาทที่ต่างกันนี้มารวมกัน จึงทำให้เกิดภาพจำใหม่ที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และเป็นตัวอย่างของการ “สร้างความเข้าใจผิดผ่านการเรียบเรียงข้อมูล” มากกว่าจะเป็นการโกหกแบบตรง ๆ

หัวใจของปัญหาในการ์ดเกมนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลผิด แต่คือการสร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ผ่านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการทำให้เด็กเชื่อว่ามี “ปาตานี” ในฐานะรัฐเอกราชที่เคยมีอยู่จริงและถูกรัฐไทยยึดครอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้อยู่ในความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการและหัวเมือง ไม่ใช่รัฐชาติสมัยใหม่อย่างที่เกมพยายามทำให้เข้าใจ คำอย่าง “ถูกรุกราน” “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “ประกาศอิสรภาพปาตานี” จึงไม่ใช่คำกลางทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาษาที่ตั้งต้นจากสมมติฐานทางการเมืองชัดเจน

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าในอดีตเคยมีความขัดแย้งหรือไม่ เพราะแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ย่อมมีการปะทะและการต่อรองอำนาจอยู่แล้ว แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นถูกหยิบมาใส่ในเกม พร้อมคำอธิบายที่ชี้นำไปทาง “ปลดแอก” หรือ “กู้เอกราช” ความหมายของประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนไปทันที เด็กจะไม่ได้เห็นบริบทของโครงสร้างอำนาจในอดีต ไม่ได้เห็นความสัมพันธ์แบบเมืองขึ้น เมืองบรรณาการ หรือพลวัตการเมืองในแต่ละยุค หากกลับถูกพาให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า มี “พวกเรา” ที่ถูกกระทำ และมี “พวกเขา” ที่เป็นศัตรู

ยิ่งน่าห่วงเมื่อสื่อแบบนี้อยู่ในมือเด็ก เพราะเด็กไม่ได้อ่านการ์ดแบบนักวิชาการ เด็กไม่แยกออกทันทีว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ และอะไรคือการจัดฉากทางอารมณ์ เด็กรับสารผ่านความรู้สึกก่อนเหตุผลเสมอ และเมื่อเรื่องเล่าถูกทำให้เป็น “เกม” เด็กก็ไม่ได้แค่อ่าน แต่กำลังเล่นและมีส่วนร่วมกับมันโดยตรง นั่นทำให้สื่อประเภทนี้ทรงพลังกว่าสื่อทั่วไป

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ บางการ์ดไม่ได้หยุดอยู่แค่การเล่าความขัดแย้งในอดีต แต่แตะไปถึงความรุนแรงโดยตรง เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ"กลุ่มติดอาวุธและการสังหารเจ้าหน้าที่ไทย " คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือเนื้อหาแบบนี้เหมาะหรือไม่ที่จะถูกส่งต่อในรูปแบบบอร์ดเกมให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเฉพาะช่วงวัย 7–15 ปี เพราะเรื่องเช่นนี้เกี่ยวข้องกับความตาย ความขัดแย้ง และความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรง ซึ่งหากไม่มีการอธิบายอย่างรอบด้าน เด็กย่อมรับสารในเชิงอารมณ์ก่อนเสมอ

ตามหลักการศึกษา สื่อการสอนที่ดีต้องอธิบายให้ครบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร มีเงื่อนไขอะไร มีผลกระทบอย่างไร และทำไมความรุนแรงจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นเพียงเกมที่ให้เด็กหยิบการ์ด อ่านข้อความสั้น ๆ แล้วจดจำคำอย่าง “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “สังหารเจ้าหน้าที่ไทย” โดยไม่มีบริบท ไม่มีการอภิปราย และไม่มีมุมมองหลายด้านประกอบ นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ แต่เป็นการส่งต่อข้อมูลดิบที่มีอารมณ์นำเหตุผล

ในมุมนี้ การที่มีบุคคลสาธารณะอย่าง รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส. พรรคประชาชน เข้ามามีบทบาทนำเกมลักษณะนี้เข้าสู่สังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะผู้ทำงานการเมืองย่อมควรรู้ดีว่าพื้นที่นี้มีความเปราะบางสูง และเรื่องประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความทรงจำร่วม เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อยังมีการนำสื่อที่ใช้ข้อมูลตัดตอน ภาษาชี้นำ และเสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจผิดเรื่อง “รัฐปาตานี” หรือ “การกอบกู้อิสรภาพ” เข้าไปอยู่ในกิจกรรมกับเยาวชน สังคมจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ และได้คิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อเด็กแล้วจริงหรือยัง

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ เส้นทางไปสู่ความสุดโต่งไม่ได้เริ่มจากอาวุธเสมอไป แต่มักเริ่มจาก “อัตลักษณ์” ก่อน เริ่มจากการทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ เริ่มจากการทำให้เชื่อว่าตนมีบาดแผลร่วมและมีภารกิจบางอย่างต้องสืบต่อ เมื่อเรื่องเล่าเช่นนี้ถูกส่งผ่านซ้ำ ๆ โดยไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม มันก็อาจค่อย ๆ ผลักเด็กออกห่างจากการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้

ดังนั้น ปัญหาของบอร์ดเกมชุดนี้จึงไม่ใช่เพียง “ข้อมูลผิด” แต่คือมันกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์แบ่งแยกในหมู่เยาวชนอย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะในโรงเรียนปอเนาะหรือพื้นที่เรียนรู้อื่นใดก็ตาม สื่อแบบนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้แทรกซึมเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่มีการตรวจสอบ

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ต้องลงไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่าสื่อการสอนแบบใดกำลังถูกใช้กับเด็ก เนื้อหาแบบใดกำลังถูกส่งต่อในห้องเรียน และสิ่งนั้นเป็น “ความรู้” หรือกำลังเป็น “การปลูกฝังอัตลักษณ์แบ่งแยก” กันแน่ หากพบว่าสื่อดังกล่าวถูกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและบ่อนทำลายพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ก็สมควรถูกนำออกจากพื้นที่การเรียนรู้อย่างชัดเจน

ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อ “อัตลักษณ์ปลอม” ถูกสร้างผ่านการศึกษา วันหนึ่งมันอาจเติบโตกลายเป็นความเข้าใจผิดที่หยั่งรากลึก และกลายเป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งรุ่นใหม่ได้

ที่มา : ปราชญ์ สามสี

“ดีพร้อม” ลุยขนมขบเคี้ยว ชู ‘‘ครีเอทีฟ สแน็ค’’ ดันอุตสาหกรรมไทยโต ผสานแปลงร่างวัตถุดิบเกษตร ทุบตลาดขนมสุขภาพ โชว์ ‘‘กล้วยหอมทองป๊อป’’ ครองใจตลาดเอเชีย มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสตลาดต่างประเทศ

ดีพร้อม ชู ‘ครีเอทีฟ สแน็ค’ ดันอุตฯ ขนมขบเคี้ยวไทยโตตามเทรนด์บริโภค หนุนแปลงร่างวัตถุดิบเกษตรรับดีมานด์ขนมเพื่อสุขภาพ พร้อมโชว์ ‘คริสปี้ พรีม กล้วยหอมทองป๊อบ’ แบรนด์ขนมไทยครองใจตลาดเอเชีย

กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “DIPROM Creative Snack” พลิกโฉมขนมขบเคี้ยวไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมแข่งขันท่ามกลางตลาดขนมขบเคี้ยวโลกที่มีมูลค่ากว่า 22.98 ล้านล้านบาท พร้อมหนุนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่

ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีศักยภาพ ภายใต้กระแสและเทรนด์ต่าง ๆ ที่น่าจับตาพร้อมโชว์ตัวอย่างความสำเร็จ “กล้วยหอมทองป๊อบ” ขนมที่สร้างสรรค์จากผลผลิตเกษตรไทยที่สามารถเจาะตลาดเอเชียได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพของขนมขบเคี้ยวไทยท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลก

​นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fortunebusinessinsights ระบุว่าในปี 2569 มีการคาดการณ์มูลค่าการเติบโตกว่า 22.98 ล้านล้านบาท ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจาก K research ก็ระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ร้อยละ 1–3 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันสูงจากการมีตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด

​ “เมื่ออุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวเติบโตต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและแนวทางการพัฒนาสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้มากขึ้น ซึ่งภายใต้บริบทการแข่งขันดังกล่าว ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก อาทิ มันฝรั่งและข้าวโพด ขณะที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณประโยชน์ แต่ยังขาดกระบวนการต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดโลก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความแปลกใหม่ และสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ขนมขบเคี้ยวต้องตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน จากแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นสอดรับกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น ช่องว่างระหว่าง ‘ศักยภาพของวัตถุดิบชุมชน’ และ ‘ความต้องการของตลาดยุคใหม่’ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบให้มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ดี มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น น่าสนใจ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่สามารถสร้างการจดจำในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

​นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า จากโอกาสดังกล่าว ดีพร้อมจึงพัฒนา “โครงการ DIPROM Creative Snack” ขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวไทยรูปแบบใหม่ โดยผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs อย่างรอบด้าน โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ยังต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางสู่การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันขนมขบเคี้ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง (Value-Based Market)

​โดยโครงการ DIPROM Creative Snack มีกลไกการบ่มเพาะความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. การฝึกอบรมปรับพื้นฐานการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ โดยเจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนโดนใจตลาดโลก 2. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาความสร้างสรรค์ของขนมขบเคี้ยวผ่านการวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อทำความเข้าใจรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค สามารถออกแบบขนมขบเคี้ยวต้นแบบที่มีความโดดเด่นตอบโจทย์ทั้งรสชาติและมาตรฐานสากล 3. การฝึกอบรมด้านการทำแผนงานและการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยถอดอัตลักษณ์แบรนด์สู่การวางกลยุทธ์ Content Marketing การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการวางแผนสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย 4. การศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมอาหารและยกระดับศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการ และ 5. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก โดยจัดส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ณ สถานประกอบการเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา

​ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการนำร่องมาในปี 2568 สามารถพัฒนาองค์ความรู้และช่วยให้ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 67.8 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ ดีพร้อมได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายการยกระดับผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่า 17.6 ล้านบาท โดยแต่ละธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนเกิดการรับรู้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และมีตลาดใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

​“นอกจากนี้ ‘ดีพร้อม’ ยังมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยให้สอดรับกับเทรนด์ ‘ขนมเพื่อสุขภาพ’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้วัตถุดิบเกษตรท้องถิ่น ผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการสร้างเรื่องราวแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับจุดขายและเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้า ‘Better for You Snack’ ได้รับความนิยมสูง เช่น ขนมจากพืช (Plant-based) สูตรน้ำตาลต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์สูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืช ที่สามารถต่อยอดเป็นโปรตีนบาร์ สแน็คบาร์ และขนมเพื่อสุขภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างให้ขนมขบเคี้ยวไทยในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจากภาวะล้นตลาดและราคาผันผวน พร้อมยกระดับสินค้าไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

​ด้าน นายธนัญชย์ ธนทวี ประธานบริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากโครงการ DIPROM Creative Snack กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยขนาดใหญ่ พบว่า เกษตรกรต้องเผชิญปัญหากล้วยตกเกรดที่มีตำหนิผิวไม่สวย ทำให้ไม่สามารถส่งออก หรือวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ กล้วยเหล่านี้จึงถูกตีค่าเป็นเพียงขยะเกษตร หรือขายเป็นอาหารสัตว์ในราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว

​“เรามองเห็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งในตลาดโลก กล้วยฉาบ หรือ Banana Chips ส่วนใหญ่ทำจากกล้วยดิบและถูกครองตลาดโดยประเทศฟิลิปปินส์ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กล้วยหอมทองไทยมีจุดเด่น คือ เมื่อสุกจัดจะมีรสหวานและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เราจึงพัฒนานวัตกรรม ‘กล้วยหอมทองป๊อป’ (Banana Pop) โดยใช้เทคโนโลยีการทอดสุญญากาศ นำกล้วยสุกมาแปรรูปให้กรอบฟูเหมือนป๊อปคอร์นโดยไม่ใส่แป้งหรือน้ำตาลเพิ่ม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความกรอบฟู เคี้ยวสนุก และได้รสชาติหวานจากธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดเอเชียอย่างมาก”

​สำหรับการเข้าร่วมโครงการกับดีพร้อมถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ” โดยช่วยเติมเต็มในมิติที่จำเป็นต่อการเติบโตเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสื่อสารกับตลาดสากลได้ชัดเจน การวางโครงสร้างราคาให้เหมาะสมกับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และ Content Marketing ที่ช่วยขยายการเข้าถึงผู้บริโภค สิ่งที่ได้จากดีพร้อมไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นการต่อยอดธุรกิจให้ขายได้จริง ทำให้สินค้าของเราสามารถเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven กว่า 2,000 สาขา และต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ ซึ่งมีการเติบโตของยอดขายมากถึง 500 % โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้กล้วยจากเกษตรกรกว่า 12 ตันต่อเดือน และกล้วยดิบอีกกว่า 20 ตันต่อเดือน สำหรับการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหากล้วยตกเกรด และพยุงราคาผลผลิตในช่วงที่มีกล้วยมีปริมาณล้นตลาดได้

​นายธนัญชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตวาริชธ์ฟู้ดส์เตรียมขยายผลความสำเร็จไปสู่แหล่งปลูกกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ชุมพร และนครราชสีมา โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถแปรรูปเบื้องต้นเป็น ‘แป้งกล้วย’ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มสุขภาพอย่าง ‘โปรตีนพัฟฟ์’ (Protein Puff) ที่ช่วยดูแลระบบลำไส้ และมีแผนการบุกตลาดจีนและฮ่องกงภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำระบบ AI เข้ามาควบคุมมาตรฐานการผลิตในระดับชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกับสินค้าส่งออกซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้อย่างยั่งยืนและเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top